กองทัพเรือ
จากไร้สาระนุกรม - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
“ร่วมเครือนาวี จักยลปฐพีไพศาล”
~ คำขวัญกองทัพเรือ
“อย่าทำสบู่ตกบนเรือ!”
~ ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน)
“ไม่รู้ บ้านตูไม่มีทะเล”
~ ชาวล๊าว
“บ้านตูมีทะเล แต่ไม่มีเรือ”
~ ชาวเขมียว
“พวกอั๊วชอบดำน้ำหว่ะ ทัพเรืออั๊วเลยมีเรือดำน้ำ”
~ ชาวจีน
เนื้อหา |
[แก้ไข] ประวัติศาสตร์
สำหรับประเทศเทยแล้ว แต่เดิมหมายถึงทหารที่ลงเรือ เนื่องจากการรบส่วนใหญ่ของกองทัพไทยนั้น เกิดขึ้นในแผ่นดินมากกว่าการทำสงครามทางทะเล
แต่สำหรับทางยุโรปแล้ว เกิดจากความต้องการลำเลียงสินค้าทางทะเล แล้วเกิดการแย่งชิงเส้นทางเดินเรือ ตลอดจนการปล้นสะดมทางทะเลเกิดขึ้น ดังนั้น ความต้องการทหารเรืออาชีพ และ กองทัพเรือที่ได้รับการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญการรบทางทะเลจึงสูงมาก
[แก้ไข] ศักยภาพของกองทัพเรือ
ความเป็นจริงแล้ว กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกู หาได้เป็นกองทัพที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีสูงที่สุดไม่ แต่เป็นกองทัพเรืออเมริกูต่างหาก
เนื่องจากภารกิจส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศนั้น อยู่บนน่านฟ้าที่เหนือพื้นดิน ในขณะที่กองบินกองทัพเรือนั้น บินในน่านฟ้าเหนือพื้นทะเล ซึ่ง การบินในพื้นทะเลนั้นยากกว่าตรงที่นักบินที่ไม่คุ้นเคย มักแยกพื้นน้ำกับท้องฟ้าไม่ออกและตกทะเลตาย
อีกทั้งการกระโดดร่มลงน้ำนั้น ยากกว่า ลงพื้นมากนัก
นอกจากนี้ กองทัพเรือ ยังต้องมีขีดความสามารถในการรบบนบก (โดย นาวิกโยธิน) อีกด้วย อีกทั้ง หน่วย SEAL อันโด่งดังเองก็สังกัดกองทัพเรืออีกด้วย (ของไทย ภายใต้ชื่อ หน่วยปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ มีฐานบัญชาการอยู่บนเกาะพระทอง สัตหีบ)
[แก้ไข] หน้าที่ของกองทัพเรือ
กองทัพเรือไม่ได้มีไว้เพียงรบในทะเลเท่านั้น แต่ยังรบในพื้นที่น้ำในแผ่นดินเช่น อ่างอาบน้ำ แอ่งน้ำ แม่น้ำ ทะเลสาบ อีกด้วย อีกทั้งยังต้องมีความสามารถในการส่งกำลังพลเข้าไปตีกลอฟยึดชายฝั่งของข้าศึก (เรียกว่า ปฏิบัติการสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก (ตัว...) สะเทินน้ำสะเทินบก หรือ Amphibious Warfare) และป้องกันชายฝั่งจากการรุกล้ำทางทะเลอีกด้วย
นอกจากนี้ กองทัพเรือ ในยามสงบ ก็ทำหน้าที่ในฐานหน่วยกู้ภัย (สำหรับประเทศด้อยพัฒนา ที่ไม่มีงปฯตั้งหน่วยกู้ภัยทางทะเลที่เชี่ยวชาญขึ้นมา) และตรวจการณ์ทางทะเลอีกด้วย
ในทะเล เรือของกองทัพเรือมีอำนาจเรียกตรวจเรือทุกลำที่อยู่ในน่านน้ำของตัวเอง และสามารถจับกุมเรือต้องสงสัยไปส่งให้ตำกวดน้ำได้ และสำหรับเรือที่ขัดขืนการเรียกตรวจ เรือรบมีอำนาจที่จะยิงให้จมได้ ดังนั้น อย่าหือ
[แก้ไข] ธรรมเนียมของทหารเรือ
ถึงแม้ว่าจะเป็นทหารเรือจากคนละชาติ ศาสนา แต่ทหารเรือทั่วโลก กลับมีธรรมเนียมหลายๆอย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น การไม่ล้วงกระเป๋า เป็นต้น
[แก้ไข] ธงประจำกองทัพเรือ
คือธงที่ใช้ระบุว่าเรือลำนั้นๆ สังกัดกองทัพเรือประเทศไหน ซึ่งสำหรับกองทัพเรือไทยนั้น ใช้ "ธงราชนาวี" เป็นธงประจำกองทัพ ส่วนกองทัพเรือของประเทศในเครือจักรภพ ใช้ธง White Ensign
ในยามปกติ เมื่อเรือจอบเทียบท่า หรือทอดสมอในทะเล ธงประจำกองทัพจะถูกเชิญไปไว้ที่ท้ายเรือ ซึ่งเป็นที่มาของธรรมเนียมการทำความเคารพธงท้ายเรือก่อนขึ้นเรือ
แต่ในยามเดินเรือ ธงประจำฯจะถูกเชิญไปไว้ที่เสาธงกลางเรือ (เสากราฟ) ซึ่งเป็นการประกาศสถานะพร้อมรบ (เข้าสถานีรบ) ด้วยเช่นกัน
[แก้ไข] ความขี้เมาของทหารเรือ
ทหารเรือนั้นจะโดดเด่นกว่าทหารเหล่าอื่นในเรื่องการร้องรำทำเพลง เนื่องจากบนเรือไม่มีอะไรให้ทำมาก ส่วนเรื่องกินเหล้าของชาวเรือนั้น เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากในสมัยโบราณ เมื่อบรรทุกน้ำจืดไปได้สักระยะหนึ่ง น้ำจืดที่บรรทุกไปจะเสีย จึงต้องมีการบรรทุกเหล้าขึ้นเรือไปด้วยเพื่อดื่มแทนน้ำ โดยมากแล้วจะเป็นเหล้ารัม เนื่องจาก ราคาถูก
แต่ปัจจุบัน การเมาให้หน้าที่จะต้องโดนตบเกรียนนะจ๊ะ
[แก้ไข] "Anchors Aweigh" เพลงประจำกองทัพเรืออเมริกา หนึ่งในหลักฐานเรื่องความขี้เมาของทหารเรือ
| Anchors Aweigh my boys | ถอนสมอ เด็กๆ |
| Anchors Aweigh | ถอนสมอ |
| Farewell to college joys (or "Farewell to foreign shores") | ลาก่อนความสนุกในรั้ววิทยาลัย (การทัพเรือ) (หรือ "ลาก่อนชายฝั่งต่างแดน") |
| We sail at break of day day day day | เราเดินเรือเพื่อให้ผ่านไปแต่ละวัน |
| Through our last night ashore | คืนนี้เราอยู่บนฝั่ง |
| Drink to the foam | มาผ่านค่ำคืนนี้ด้วยการดื่มเบียร์ |
| Until we meet once more | จนกว่าเราจะได้พบกันใหม่อีกครั้ง |
| Here's wishing you a happy voyage home! | ขออวยพรให้คุณเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ |
| Heave a ho there sailor | ส่งเสียงเข้า ทหารเรือ |
| Everybody drink up while you may | ทุกคนดื่มเข้าไปในขณะที่คุณยังดื่มได้ |
| Heave a ho there sailor | แหกปากเข้า ทหารเรือ |
| For your gonna sail at break of day | สำหรับพวกคุณที่ต้องออกทะเลไป |
| Drink away, Drink away, | ดื่มเข้าไป ดื่มเข้าไป |
| For you sail at break of day, Hey! | สำหรับพวกคุณที่ต้องออกทะเลไป, เย้! |
[แก้ไข] "Sip the Admiral" สำนวนภาษาปะกิตที่บ่งถึงความขี้เมาของทหารเรือ
ส่วนใหญ่แล้ว เวลากะลาสีตายบนเรือ เขามักจะทำพิธีแล้วโยนศพลงทะเล แต่ในบางกรณีที่ต้องการนำศพนั้นขึ้นฝั่ง เขาจะใช้วิธีดองศพเอาไว้ในถังเหล้า
มีหลายครั้งที่เก็บศพไว้ในถังเหล้าแล้วเสือกจำไม่ได้ว่าเก็บไว้ในถังไหน แล้วคนที่ได้เหล้าถังนั้นไป แล้วเปิดเจอศพ
กรณีที่เจอศพในถังเหล้าที่ตายมาแล้วนับร้อยปีก็เคยมี
อย่างไรก็ตาม สำนวนนี้ได้มาหลังจาก ยุทธนาวีที่ทราฟัลกรา ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส จบลง แล้ว เนโรทีโอ้ เนลสัน ผู้บัญชาการกองเรืออังกฤษตายหลังการรบจบลง
ศพของเนลสันถูกบรรจุลงในถังบรั่นดีเพื่อนำขึ้นฝั่ง แต่เมื่อขึ้นฝั่งไปแล้วถึงได้พบว่า เหล้าในถังที่เก็บศพโดนลูกเรือขโมยกินเรียบวุธ
สำนวน"Sip the Admiral"จึงถูกใช้ในกาลต่อมา หมายความว่า การกินเหล้าจำพวกสปริริต จ้า (ถ้าแปลตรงตัว จะได้ว่า "จิบนายพลเรือ")
อย่าแปลกใจว่าพวกมันขโมยกินโดยไม่รู้ว่ามีศพได้ยังไง ง่ายๆ พวกมันสอดหลอดดูดผ่านรูแล้วดูดกินจ้า ซึ่ง ปกติ มันก็แอบขโมยกินกันแบบนี้กันประจำอยู่แล้ว
[แก้ไข] เพลง"เฮฮานาวี" อีกหนึ่งหลักฐานที่บ่งถึงความขี้เมาของทหารเรือ
ในเพลงเฮฮานาวีนั้นมีอยู่ท่อนนึงที่ร้องว่า
“เรื่องสุราของมีค่าน่าคิด ลองจิบดูหลายนิดจะเป็นมิตรได้ทุกเมื่อ เมาสุรายังดีกว่าเราเมาเรือ เมาสุรายังดีกว่าเราเมาเรือ ดื่ม เท่าไรก็ไม่เบื่อ เราชาวเรือดื่มกันไป ”
ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าทหารเรือนั้นขี้เมา
[แก้ไข] กองทัพเรือไทย กับการเมืองไทย
ทหารเรือจัดได้ว่าเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยม และไม่นิยมการเล่นการเมือง จึงเป็นที่ปรากฏน้อยมากที่จะมีนักการเมียที่มาจากกองทัพเรือ และมีเหตุการณ์น้อยครั้งมากที่ทหารเรือจะไปข้องเกี่ยวกับการเมือง และทุกครั้ง ทหารเรือก็จะยืนข้างประชาชนเสมอมา
[แก้ไข] กบฎแมนฮัตตัน
เป็นเหตุการณ์ที่นายทหาเรือหนุ่มจับจอมพล ป พิบูลย์สงครามเป็นตัวประกัน แล้วนำไปขังไว้ใน รล. ศรีอยุธยา เพื่อบีบให้จอมพล ป ลงจากอำนาจ แต่พลาด จอมพล ป หลบหนีจากเรือได้ รล. ศรีอยุธยาถูกยิงจม
หลังจากเหตุการในครั้งนี้ ทำให้กองทัพเรือต้องเสียสนามบินอู่ตะเภา และ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินให้กองทัพบก เพิ่งจะได้คืนในช่วงสงครามเวียดนาม โดยกองทัพอเมริกายืนยันต่อกองทัพไทยว่า กองทัพเรือต้องมีนาวิกโยธิน แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กองทัพเรือจะได้หน่วยบัญชาการนากโยธินคืนแล้วก็ตาม แต่ในยามศึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินจะต้องไปขึ้นตรงต่อกองทัพภาค 3 กองทัพบกแทน
[แก้ไข] เหตุการณ์ 6 ตุลา
ถึงแม้ว่าจะมีการล้อมสังหารผู้ชุมนุมจากในทุกๆด้าน แต่ผู้ที่หนีไปทางแม่น้ำเจ้าพระยานั้น กลับได้รับการเปิดทางจากกองทัพเรือ อีกทั้งยังเข้าคุ้มครองประชาชน ให้หลบหนีไปอย่างปลอดภัยอีกด้วย
[แก้ไข] กองทัพเรือไทยกับเรือดำน้ำ
กองทัพเรือไทยเคยมีเรือดำน้ำ ยี่ห้อ มิตสึบิชิ (อันเดียวกะรถและแอร์นั่นแหละ) แต่ถูกปลดระวางไปนานแล้ว (เลิกใช้) เรือดำน้ำนี้ ได้มาจากญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2.4 จากการที่ไทยยอมเปิดทางให้กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเดินทางฝ่านไปพม่า และช่วยเหลือญี่ปุ่นด้านเสบียงกรัง
กองทัพเรือไทยพยายามผลักดันโครงการเรือดำน้ำหลายครั้ง แต่ต้องมีอันล้มเหลวทุกที่ ทั้งๆที่ส่งคนไปฝึกเรือดำน้ำมาเรียบร้อยแล้ว แต่เพราะความผันผวนทางการเมือง เลยทำให้ชวดตลอด
การมีเรือดำน้ำ ค่อนข้างจำเป็นในการรักษาคามมั่นคงทางทะเล โดยเฉพาะในอ่าวไทย ที่มีไทย, เขมร, เวียดนาม และมาเลเซียใช้ร่วมกัน/แย่งกัน ในน่านน้ำอ่าวไทย ราชนาวีไทยและเวียดนามมีศักยภาพก้ำกึ่งกัน แล้วเขมรก็พยายามไปอิงกับเวียดนามเพื่อคาดอำนาจกับไทย
นอกจากนี้ ในภูมิภาคอาเซียน กองทัพเรือสิงคโปร์และอินโดนีเซียนับว่าน่ากลัว เพราะมีเรือดำน้ำเข้าประจำการ ๓ และ ๕ลำตามลำดับ
ด้วยว่าในทะเล มีปัญหาทับซ้อนของพื้นที่ทางเศรฐกิจ และน่านน้ำสูง ดังนั้น นาวิกานุภาพ จึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในการต่อรอง และกองทัพเรือไทยต้องการจะรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนชาวไททุกคน เสียแต่ว่านักการเมียไม่เอาด้วย เช่น ใครบางคนที่ยกเขาพระวิหารให้เขมรไป แล้วไปเป็นทนายให้เขมรหลังลาออกจากการเป็น รมต ต่างประเทศ
[แก้ไข] รู้ไหมว่า
- ครั้งหนึ่ง กองทัพเรือไทยซ้อมตรวจจับเรือดำน้ำกับกองทัพเรือออสเตรเลีย โดยไทยเป็นฝ่ายตรวจจับ เรือดำน้ำออสเตรเลียเป็นฝ่ายซ่อน
- หลังพยายามตรวจจับอยู่นานสองนาน เราก็หาไม่เจอ จึงขอให้เรือดำน้ำออสเตรเลียแสดงตัว
- และเรือดำน้ำออสเตรเลียก็แสดงตัว ปรากฎว่า อยู่ข้างๆเรือตรวจจับนี่เอง
- ถ้ารบกันจริง เรือไทยคงโดนยิงจบไปแบบไม่รู้เรื่องนานแล้วหล่ะ
- และเรือดำน้ำออสเตรเลียก็แสดงตัว ปรากฎว่า อยู่ข้างๆเรือตรวจจับนี่เอง
- หลังพยายามตรวจจับอยู่นานสองนาน เราก็หาไม่เจอ จึงขอให้เรือดำน้ำออสเตรเลียแสดงตัว
[แก้ไข] เกร็ด
[แก้ไข] การปรากฏตัวครั้งแรกของนาวีไอน้ำ
ระวังจะเข้าใจถูกต้อง ข้อความด้านล่างนี้ มีการกล่าวถึงสิ่งที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เราก็จะพยายามให้ทุกท่านเชื่อเรื่องพวกนี้ให้ได้อยู่ดี
|
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนาวาเอกพิเศษอเมริกันท่านหนึ่งนาม แมททิว คลาวเรท เพอรี่ ได้ไปเห็นเรือไอน้ำเข้า ก็คิดขึ้นได้ว่า ถ้าเรือรบทำด้วยเหล็กทั้งลำ และขัยเคลื่อนด้วยไอน้ำ คงจะเท่ไม่น้อย เลยพลักดันให้มีการใช้เรือรบไอน้ำขึ้นในกองทัพเรืออเมริกา
การประลองความเร็ว ระหว่างเรือไม้ที่เร็วที่สุด กับเรือไอน้ำต่อหน้าประธานสมาคมกล็อฟอเมริกา แต่ถึงแม้จะชนะขาด ก็ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าไร เพราะพ่อบูดจะไปตีกอล์ฟ กับประธานบริษัทจีฮัดซอล์ฟ
ต่อมา ในวันหนึ่ง ลูกน้องของเขาหน้าตาตื่นเข้ามารายงานกับเข้าว่า
ลูกน้อง : เพ่ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว
ลูกพี่แมททิว : อะไรนักหนาวะ ไหนว่ามาดิ๊ แหม ข้ากำลังตี SFเพลินๆอยู่เชียว
ลูกน้อง : คือว่า เรือ ฟูลตั้นของเรามันแรงเกินไป ชนเข้ากับเรือสินค้าพานิชย์เข้าอ่ะครับพี่ท่าน
ลูกพี่แมททิว : อะไรนะ?
แล้วลูกพี่แมททิวก็เงียบไปพักนึง แล้วถามขึ้นว่า
ลูกพี่แมททิว : เรือพานิชย์เสียหายขนาดไหน?
ลูกน้อง : หักกลาง ขาด 2 ท่อนเลยครับพี่ท่าน
ลูกพี่แมททิว : แล้วเรือเราหล่ะ?
ลูกน้อง : ไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วนครับพี่
และแล้วพี่แมททิวก็หัวเราะร่า พูดอย่างอารมณ์ดีว่า
ลูกพี่แมททิว : 555+
ลูกน้อง : เอ่อ... (คือว่ากูงง หัวเราะหา...อะไรครับพี่)
ลูกพี่แมททิว : คราวหลัง เธอต้องทำให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆนะรู้ไหม?
ลูกน้อง : เอ่อ ครับท่าน
แล้วลูกน้องก็ตบเท้าลาออกไปด้วยความงุนงงว่า ลูกพี่แกโดนเข้าไป 45 คิลจนเพี้ยนรึเปล่าวะ
แต่ความจริงแล้ว ลูกพี่แมททิวใช้เรื่องนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า เหล็กแข็งกว่าไม้เท่านั้นเอง
และเพราะเรื่องนี้ กองทัพเรืออเมริกาจึงได้ก่อตั้งกองเรือรบไอน้ำขึ้นมา ท่ามกลางเรือพานิชย์นับร้อยที่ถูกสังเวยไปเพื่อการนี้
อาเมน
นอกจากนี้ ลูกพี่ แมททิว คนนี้ เป็นบุคคลที่ชาวญี่ปุ่นต้องจดจำ เพราะเขาเป็นคนที่บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่สมานฉันท์ ของพวกที่มีแนวคิดว่าต้องล้มรัฐบาลบาคุพุ (โชกุนโตกุกาว่า) กับพวกที่มีแนวคิดในการต่อต้านต่างชาติปกป้องโตกุกาว่า ซึ่งสงผลให้ญี่ปุ่นเดินไปสู่การปฏิรูปยุคขนมโมจิ และ ยุครัฐบาลทหารและเป็นไอ้ขี้แพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2.4
นอกจากนี้ ผู้ลงนามของอเมริกา ในการยอมจำนวนอย่างไม่มีเงื่อนไขของฝ่ายอเมริกูก็คือดักลาส แมกอาร์เทอร์ นั้น มีเชื้อสายของลูกพี่แมททิว คลาเรท เพอรี่ อีกด้วยหล่ะ
[แก้ไข] ไข่ของทหารเรือ เค็มจริงหรือไม่?
“ไม่รู้ ไม่เคยอม”
~ ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน)
“กูไม่รู้ กูแค่อยากให้มีชื่อกูในทุกบทความ”
~ ไอ้หมัก ไอ้สัด กูงง
“ไม่ทราบครับ คือว่า ผมหนีทหาร (ด้วยการเป็นอาจารย์ทหาร)”
~ อภิเสียบกล่าวด้วยความดีใจที่มีโอกาสได้เสนอหน้า
“เหมือนจะเค็ม แต่อมนานๆแล้วจะได้รสคาวหวานซาบซ่านค่า”
~ นางเงือกนางหนึ่งกล่าว
[แก้ไข] เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย
- ทหารเรือในประเทศเครือจักรภพ จะได้รับการยกย่องเชิดชูกว่าทหารบกและทหารอากาศ
- การแจกตุ๊กตายางให้ทหารเรือใช้แก้เหงานั้น ไม่ใช่เรื่องจริง
- คำว่านางเงือก ในกองทัพเรือนั้นเป็นสแลง หมายถึงบุคคลที่ตัวเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง
- ความสุขที่คุณหาได้บนเรือคือ การฟังเพลง ดูทีวี เล่นเกม ตกปลา และดื่มเบียร์ ในยามพักผ่อน
- ไม่จำเป็นต้องหิ้วเบียร์ขึ้นเรือ เพราะมีขาย
- น้ำทะเล มีคุณสมบัติในการรักษาสังคัง นี่คือสาเหตุที่ไม่มีทหารเรือหน้าไหนเป็นสังคังเหมือนเหล่าอื่น
- ในเรือดำน้ำ กิจกรรมใช้เสียงจะถูกห้าม เพราะอาจจะทำให้ถูกตรวจพบได้
- อาหารฝีมือสูทติกรรมทหารเรือ สุดยอดถึงขนาดที่ว่า โรงแรมดังๆมาจองตัวทหารเกณฑ์ที่กำลังจะถูกปลดประจำการจากสูทติกรรม ทร. ไปเป็นกุ๊กเลยหล่ะ
- ด้านข้างของเรือ จะเรียกว่า กราบ
- กราบซ้ายเรียกว่า Starboard มีไว้ให้นายทหารเดิน ชั้นประทวนที่ไม่มีหน้าที่ห้ามเดินในด้านนี้ นอกจากนี้ เวลาเรือออกท่า เหล่าทหารที่ไม่มีหน้าที่จะมายืนโบกมือทางด้านนี้ ไฟที่ติดทางด้านนี้จะเป็นสีเขียว
- กรบขวาเรียกว่า Port มีไว้ให้ทหารชั้นประทวนเดิน โหลดของขึ้นเรือ ไฟที่ติดทางด้านนี้จะเป็นสีแดง
- ตามกฎหมายการเดินเรือ เรือที่มีระวางขับน้ำน้อยกว่า (เล็กกว่า) จะต้องหลบให้เรือที่ใหญ่กว่า ในกรณีที่เดินเรือสวนกัน หรือถ้าต้องหลบให้กัน
- กฎข้างต้น ยกเว้นให้เรือรบที่ไม่ต้องหลบให้ใครเลย
- กฎข้างต้น ก็มีข้อยกเว้นอีก ถ้าเรือรบ เดินเรือสวนกับเรือที่ใหญ่กว่ามากๆ และต้องเดินเรือด้วยระบบ ออโต้ไพลอต
- ถ้าคุณไปเที่ยวทะเล แล้วเห็นเรือที่ชูธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง ให้รีบไปบอกกัปตัน หรือคนขับเรือให้รีบๆหนีเรือลำนั้น เพราะ ธงแดงนั้น (เรียก ธง "บราโว่") มีความหมายว่า เรือลำนี้มีวัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ (กรณีเรือทั่วไป) หรือ เรือลำนั้นกำลังซ้อมใช้อาวุธ (กรณีเรือรบ)
- กองทัพเรือเป็นเหล่าเดียวที่ไม่มีกองกำลังรักษาพระองค์ ยกเว้น กรมนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า เรือรบทุกลำนั้น มีหน้าที่ถวายการอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเชื้อพระวงค์ทุกพระองค์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการตั้งกองกำลังรักษาพระองค์ต่างหากออกมา
- การจัดกองเรือในยามปกตินั้น จะจัดเรือชนิดเดียวกันเอาไว้ในกองเรือเดียวกัน เชื่อ กองเรือฟริเกตที่1 เพื่อให้ง่ายต่องานธุรการ แต่ในยามยุทธการ เรือแต่ละประเภทจะถูกเรียกออกมาใช้งานตามคำสั่งของผู้บัญชาการกองเรือ เช่นกรณีการก่อจราจลในเขมร ปี 2546 เรือหลวงจักรีนฤเบศวรถูกเรียกไปเป็นเรือธง ส่วนเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย และ เรือหลวงสุโขทัย ถูกเรียกไปทำหน้าที่คุ้มกันเรือหลวงจักรนฤเบศวร
- เรือรบในกองทัพเรือทุกลำจะมีคำนำหน้าชื่อเรือว่า "เรือหลวง" แต่ในภาษาอังกฤษ ใช้ตัวย่อ "HTMS" ซึ่งย่อมาจาก "His Thai Majesty Ship"
- ชุดสโมสรเต็มยศของทหารเรือเป็นเพียงเหล่าเดียวที่ใช้หมวกทรงหม้อตาล ไม่ใช่ทรงพุ่มเหมือนเหล่าอื่น
[แก้ไข] ชนิดของเรือรบ (ใหญ่)
[แก้ไข] เรือบรรทุกเครื่องบิน (Aircraft Carriers)
ชื่อก็บอกแล้วว่าเอาไว้บรรทุกเครื่องบิน แล้วทำเกรียนไปมา ซ่าไปทั่ว แต่อย่างไรก็ตาม ระบบป้องกันตัวของเรือบรรทุกเครื่องบินนั้นต่ำมากเมื่อเทียบกับเรือรบชนิดอื่น จึงต้องใช้เรือลำอื่นคอยคุ้มกันให้เสมอ
สำหรับเรือจักรีนฤเบศวร ของไทยนั้น เป็นเพียงเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ (Helicopter Carrier) เท่านั้น หาได้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างที่เราเข้าใจไม่
[แก้ไข] เรือประจัญบาน (Battleships)
เป็นเรือรบที่ได้รับการหุ้มเกราะอย่างดี และมีอาวุธหนักอย่างดีเอาไว้ใช้รบ ซึ่งรวมถึงปืนต่อสู้อากาศยานด้วย
เรือประจันบานนั้น ถูกใช้ในลักษณะ Fleet in Being กล่าวคือ ใช้ในการข่มข้าศึกจากในฐานทัพเรือ มากกว่าการออกไปสู้กับข้าศึกกลางทะเล
นอกจากนั้น เรืประจันบานมักถูกใช้ร่วมกับเรือรบประเภทอื่นๆในการทำยุทธนาวีอีกด้วย
[แก้ไข] เรือลาดตระเวน (Cruisers)
แต่เดิมไม่ได้มีการสร้างเรือประเภทนี้ขึ้นมา แต่เป็นภารกิจที่มอบให้เรือพรีเกต หรือเรือล่าสังหารเพื่อทำการลาดตระเวณ ซึ่งทำการปฏิบัตการเดี่ยว ไม่ไปกับหน่วยเรือ
ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงได้มีการออกแบบเรือประเภทนี้ขึ้นมาใช้งานอย่างเนเรื่องเป็นราว
[แก้ไข] เรือล่าสังหาร (Destroyers)
คือเรือที่มีความเร็วสูงและมีความสามารถในการบังคับเลี้ยวดีมาก อีกทั้งยังมีระยะปฏิบัติการที่ยาวนานด้วย มักใช้ในการคุ้มกันเรือที่ใหญ่กว่าเพื่อป้องกันกองเรือจากเรือที่เล็กกว่า ระยะยิงสั้นแต่อันตราย เช่นเรือดำน้ำ เรือตอปิโด และ อากาศยาน
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือล่าสังหารคือเรือที่เรือดำน้ำกลัวที่สุด
[แก้ไข] เรือฟริเกต (Frigates)
เป็นเรือที่ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กกว่า หลักๆแล้วมีหน้าที่คุ้มกันเรืออื่น โดยเฉพาะสงครามต่อต้านเรือดำน้ำ อีกทั้งปัจจุบัน ยังได้รับการเสริมระบบต่อต้านอากาศยานเข้าไปอีก แจ่มครับ
กองทัพเรือไทยมีเรือชนิดนี้อยู่ถึง 2 กองเรือ คือกองเรือฟริเกตที่1 และ 2
[แก้ไข] เรือควอเวต (Corvettes)
เรือที่เล็กกว่า ฟริเกต อาวุธเบากว่า แต่มีระบบต่อต้านอากาศยาน และต่อต้านเรือผิวน้ำในบางลำ ใช้ในการลาดตระเวณในแนวฝั่ง
[แก้ไข] เรือดำน้ำ (Submarine)
ชื่อก็บอกว่า อยู่ใต้น้ำ ภารกิจหลักคือการซุ่มตุ๋ย
Wolf Pack คือกลุ่มเรือดำน้ำซุ่มตุ๋ยของเย่อแล้วมันในสงครามโลกครั้งที่ 2.4
[แก้ไข] เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Assult Ships)
เรือที่แล่นได้ทั้งในน้ำและบนบก มีหน้าที่พานาวิกโยธินไปตายรบบนบกในภารกิจยกพลขึ้นบก
[แก้ไข] บุคคลที่มีชื่อเสีย (ง) ของกองทัพเรือ
- พล.ร.อ. ธีระ เห่าเจริญ อดีตผู้บัญชาเกรียนทหารเรือ
- พล.อ. สงัด ชลออยู่ ลูกพี่สุดเก๋าของทหารเรือ
- พล.ร.อ.แฟนท่อมตีบ อดีตผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผบ.ทบ. ผบ.ตร. ผบ.สส. ผบ.ค.ว.ย. ฯลฯ



