จักรวรรดิสลาฟ

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
Wikisplode.gif
สำหรับผู้ที่ ไร้อารมณ์ขันสิ้นดี เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่วิกิพีเดียมีบทความ
ที่โคตรมีสาระที่ ที่นี่!

จักรวรรดิสลาฟ
Slavia Empire (ปะกิด.)
Imperay Slaviy (ยูริ.)
Имперай Цлавий (ยูริ.)

ค.ศ. 2137ค.ศ. 2649
ธงชาติ ตราประจำชาติรัฐเสียว
ธงชาติรัฐเสียว ตราประจำชาติรัฐเสียว
คำขวัญ
"เชื่อซาร์ ชาติพ้นภัย"
(ยูริ: Argugneltsar ses desfersarinasiya)
เพลงชาติ
สลาฟจงเจริญ
จักรวรรดิสลาฟในปี2200
จักรวรรดิสลาฟในปี2200
เมืองหลวง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก
เมืองใหญ่สุด มอสโก
ภาษาราชการ ภาษายูริ,ภาษารัฐเสียว,ภาษาโปล,ภาษาเติร์ค,ภาษามองโกล,ภาษาเบโลรัฐเสียว
วัน-เวลา สถาปนาประเทศ ค.ศ. 2137
วัน-เวลา ล่มสลาย ค.ศ. 2649
รัฐบาล จักรวรรดิประยุกต์ร่วมกับอำมาตยาธิปไตย
จักรพรรดิ (ซาร์) แห่งสลาเวีย (รัฐเสียว)
 - ค.ศ. 2137 - 2153 บร๊ะเจ้าซาร์อีวานที่ 7
 - ค.ศ. 2153 - 2166 บร๊ะเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 4
 - ค.ศ. 2208 - 2229 บร๊ะเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 6
 - ค.ศ. 2593 - 2649 บร๊ะเจ้าซาร์อเล็กซิสที่ 4
ศาสนา ศาสนาบริสต์ นิกายรัฐเสี้ยนOrthodogs
ประเภท สินค้าสำคัญ เกษตรกรรม,อุตสาหกรรมอาวุธ
ชื่อสินค้า สำคัญ อาวุธ,ยานพาหนะ
สินค้า ส่งออกหลัก ยานพาหนะและอาวุธ
สินค้า นำเข้าหลัก สื่อบันเทิง
ประวัติศาสตร์
 - ปฏิวัติยึดอำนาจจากพวกน็อต ค.ศ. 2137
 - ถูกปฏิวัติล้มล้าง ค.ศ. 2649
เนื้อที่
 - ทั้งหมด
 
 
26,500,000 กม.² 
16,562,500 ไมล์² 
ประชากร
 •(ค.ศ. 2200) ประมาณ
 • ความหนาแน่น ประชากร
 
465,340,000
17.56/กม²
28.096/ไมล์² 
GDP (PPP)
 • รวม
 • ต่อประชากร
(ปี ค.ศ. 2200 - ค่าประมาณ)
678,900ล้านดอลลาร์สหรัฐ
47,600ดอลลาร์สหรัฐ
HDI (ค.ศ. 2200) 0.77 – สูง
สกุลเงิน รูเบิล (R.B.)
เขตเวลา (UTC)
รหัส อินเทอร์เน็ต .ru
รหัสโทรศัพท์ ระหว่างประเทศ +700
ก่อนหน้า
ต่อไป
Nod logo.jpg ลัทธิภราดรภาพแห่งน็อต
NoneFlag.png จักรวรรดิโปแลนด์
Yelsunflag.jpg จักรวรรดิเยลโล่ซัน
ShunFlag.png จักรวรรดิต้าซุ่น
Xiongnuarmy.jpg จักรวรรดิซยงหนู
Tibetflag.png จักรวรรดิธิเบต
Joseon.png จักรวรรดิเกาเหลา
Kriegsmobilsuit-flag01.jpg จักรวรรดิไรช์ที่4
เครือจักรภพแห่งแคสเปียน FlagAstrakhan.png
อาณาจักรจิ้น Jin guo.png
อาณาจักรอู๋ Wu.png
ราชวงศ์ฮูแพกเจ SamtaegukFlagNorthKorea.png
ราชวงศ์โฮ่วจิน Triangle Qing Flag.png
รัฐแกรนด์ดยุคแห่งฟินแลนด์ Grand Duchy of Finland Flag.png
อาณาจักรไซบีเรีย Flag of Sakha.png
สาธารณรัฐเพื่อประชาชนสลาฟ SlaveRepublic Flag.svg
จักรวรรดิเอริเชี่ยน 800px-Flag of Prussia 1892-1918.svg-1-.png
ราชอาณาจักรเยลโล่ซัน Yelsunflag.jpg

จักรวรรดิสลาฟ เป็นจักรวรรดิที่สถาปนาขึ้นจากการปฏิวัติโค่นล้มลัทธิภราดรภาพแห่งน็อต (อดีตจักรวรรดิยูริ) ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ของสลาฟนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและความโหดร้าย สลับสงบสุขเป็นครั้งคราว ทหารบ้าเลือดที่สุดในโลกเป็นรองเฉพาะเยลโล่ซันเท่านั้น

ประวัติศาสตร์[แก้ไข]

การปฏิวัติจากพวกน็อต[แก้ไข]

หลังจากการยึดครองสหภาพโซเวียตของยูริในสงครามโลกครั้งที่สามแล้ว ชาวรัฐเสียวต้องยอมรับอำนาจอันน้อยนิดบาตรใหญ่ของยูริ พลังจิตอย่างจนใจ เนื่องจากไม่มีกำลังที่จะกบฏ แล้วตอนนั้นสถานการณ์ก็เป็นช่วงที่สงครามใกล้จะจบ ผู้ต่อต้านยูริเหลือน้อยลง จะขอความช่วยเหลือจากเรดซันก็ไม่ได้เพราะเรดซันอยากตีรัฐเสียวมีการยุติปฏิบัติการทางทหารลงแทบจะสิ้งเชิงแล้ว ชาวรัฐเสียวอยู่ใต้การปกครองของยูริจนถึงปี2106ที่ยูริ พลังจิตเสียชีวิตและจักรวรรดิยูริเกิดความวุ่นวาย ชาวรัฐเสียววางแผนกบฏแต่ไม่สำเร็จ ถูกเคนปราบได้ จึงอยู่ใต้การปกครองของลัทธิภราดรภาพแห่งน็อตจนถึงปี2137ที่เคนเสียชีวิต ภราดามาร์กซิออนนั้นอ่อนแอกว่าเคนมากถึงขนาดคิดเองไม่เป็น ทำให้ชาวรัฐเสียววางแผนโค่นล้มได้สำเร็จโดยที่รัฐบาลน็อตทำอะไรไม่ได้ กองทัพรัฐเสียวประกอบด้วยทหารลุกขึ้นสู้จำนวนมากบุกเข้าไปถึงฐานบัญชาการขององค์กรยูริเคน แล้วจับชาวยูริและชาวน็อตในนั้นฆ่าเสียสิ้น แล้วจึงทำการล้างสมองชาวยูริ ชาวน็อตให้กลับมาเป็นชาวรัฐเสียว ขณะนั้นอำมาตยาธิปไตยกำลังมีอำนาจ จึงประกาศให้ประเทศเป็นอำมาตยาธิปไตยในชื่อจักรวรรดิสลาฟ แล้วตั้งอีวาน มาคารอฟเป็นจักรพรรดิ แต่ต่อมาได้ยุบรวมกับเติร์ค

การขยายอำนาจ[แก้ไข]

ต่อมาพวกมองโกลยึดอำนาจจากพวกเติร์คจึงทำให้ชาวรัฐเสียวที่เกลียดมองโกลนั้นแยกตัวเป็นอิสระ ข่านมองโกลโกรธจึงยกทัพมาตี จับพระเจ้าซาร์อีวานที่7ไปได้ขณะเล่นไพ่สลาฟ ปีเตอร์ที่4เป็นจักรพรรดิสืบต่อ แล้วส่งทหารบ้าเลือดไปปราบมองโกล ทำให้มองโกลเสื่อมอำนาจ เติร์คยึดอำนาจคืนได้ก่อนที่อุยกูร์จะแยกตัวออก ตอนนั้นสลาฟจึงล้มสาธารณรัฐเชชเนียร์ด้วยกองทัพที่เข้มแข็งกว่ามาจากไหน หลังจากนั้นสลาฟจึงร่วมกับจีนในการล้มจักรวรรดิเติร์ค แล้วก็ค่อยๆขยายอำนาจไปทางตะวันตกและทางใต้มากขึ้น ต่อมาในสมัยบร๊ะเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่4และ5 ก็เสียดสีทางการทูตต่อจักรวรรดิโปแลนด์ และบุกไปถล่มกรุงวอร์ซอได้ในปีค.ศ. 2180 ในสมัยอเล็กซานเดอร์ที่6เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หกเพื่อประกาศความอ่อนแอทางแสนยานุภาพ ประกอบกับความแค้นที่ถูกจักรวรรดิอินูอิตสูบแผ่นดินจากตะวันออกไปได้เป็นจำนวนมากภายใต้การนำของแม่ทัพริชาร์ด แม็กไดเวอร์ และจักรพรรดิแม็ทธิวที่1

การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่6[แก้ไข]

ตอนนั้นสลาฟถูกอินูอิตบุกโจมตี ยึดเมืองทางตะวันออกได้จำนวนมาก ขณะเดียวกันเยลโล่ซันทำการโต้กลับอินูอิตที่แปซิฟิกใต้สำเร็จสลาฟจึงเข้าร่วมกับเยลโล่ซันและอำมาตย์ตะวันออก แล้วทำสงครามกับจักรวรรดิอินูอิตจนอินูอิตเสื่อมอำนาจ เกิดกบฏภายในหลายครั้ง และต้องปิดฉากตัวมันเองลงเมื่อจบสงคราม และนำทัพไปช่วยปลดปล่อยยันละเมอจากอาณาจักรนอมังดีที่ตอนนั้นราชวงศ์บูร์บองของฝรั่งเศษมีอำนาจเหนืออาณาจักรนอร์มังดีทั้งมวล (อาณาจักรนอร์มังดีในขณะนั้นมีอำนาจมากโคตรและผู้ปกครองได้เป็นจักรพรรดิโรมังงะอันไร้ความศักดิ์สิทธิ์ด้วย)

หลังสงครามโลกครั้งที่หก[แก้ไข]

อย่างไรก็ตาม การแยกสลายจักรวรรดินอร์มังดีนี้ทำให้เกิดจักรวรรดิไรช์ที่4ที่คุกคามชายแดนของสลาฟเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ เพราะอาณาจักรไรช์ที่สี่นั้นยึดทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสโดยจับมือเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิตูนีเซียที่อยู่ติดกันทางใต้ที่เป็นของชาวมัวร์ ต่อมาไม่นานนักยันละเมอร่วมมือกับสลาฟล้มผู้ปกครองชาวมัวร์แล้วตั้งผู้ปกครองชาวสเปนให้ขึ้นมามีอำนาจแทน ที่ทวีปยูหลบจึงเกิดไตรภาคีขึ้น

ความตึงเครียดหลังสงครามกับสนธิสัญญาฮัน[แก้ไข]

พระเจ้าฮันไท่เต้ ร่างสนธิสัญญาฮันขึ้นมา เพื่อจะครองโลกโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ (แบบที่เรดซันเคยทำในการรวมประเทศเทย แต่ข้อตกลงโหดกว่ากันแยะ) ทุกประเทศได้ลงนามกันหมด ยกเว้นสลาฟกับจีน แต่เนื่องจากสลาฟมีคนมาก ฮันไท่เต้จึงยังไม่รบ แต่ได้สั่งห้ามชาวเยลโล่ซัน (ตอนนั้นทุกคนคือชาวเยลโล่ซัน) เข้าไปในแดนสลาฟเด็ดขาด ฝ่ายสลาฟเห็นดังนั้นจึงยอมมอบเมืองอูลัน อูเตให้เยลโล่ซันเพื่อคลายเครียดได้เป็นเวลาหลายร้อยปี ส่วนกุรข่า สลาฟได้ส่งสารไปให้ ทำให้กษัตริย์กูรข่าคิดจะถอนตัว แต่ทหารเยลโล่ซันรู้ทันจะลบชื่อกุรข่าออกจากโลกโดยให้ข้อหาว่า กุรข่าเปนพวกฝักใฝ่จีนและสลาฟ

ในสมัยจักรพรรดิฮันบู๊เต้เยลโล่ซันหาข้ออ้างในการทำสงครามกับจีนข้อหาไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาฮัน โดยอ้างเรื่องพ่อค้าจีนนำของก๊อปมาขายในเยลโล่ซัน ผลปรากฏว่าจีนแพ้สงครามและต้องยอมรับอธิปไตยของเยลโล่ซันเหนือดินแดนจีน ต่อมาชาวจีนไม่พอใจที่จีนราชวงศ์เจ้ายอมรับอธิปไตยของเยลโล่ซันเหนือดินแดนจีนจึงมีการปฏิวัติล้มราชวงศ์เจ้า หยางทงเป่าจึงสถาปนาราชวงศ์สุย (สุยยุคหลังหรือโฮ่วสุย) ขึ้นเพื่อลองดีกับเยลโล่ซัน โดยไปเป็นมิตรกับสลาฟโดยตัดแบ่งเขตปกครองพิเศษดินแดนตะวันตกที่เป็นรัฐอารักขาของจีน (China Protectorates) ให้กับสลาฟ แล้วดึงจักรวรรดิเกาเหลาออกมาจากการเป็นมิตรกับเยลโล่ซัน โดยมอบรางวัลให้ห้าร้อยบาทๆๆๆๆมากมายโดยบอกว่าจีนไม่ต้องการกลืนเกาเหลา แต่อยากให้มาเป็นพันธมิตรกับจีนแทนที่จะเป็นเยลโล่ซัน เกาเหลาจึงยอม เกิดเป็นเครือจักรภพเหนือที่มีจีน สลาฟ และยันละเมอ เป็นแกนนำ ภายหลังมีจักรวรรดิออสตราโล-นิวกินีจากทางใต้มาร่วมวงเหล้าด้วย คานอำนาจกับเครือจักรภพใต้ของเยลโล่ซัน สุดท้ายก็เกิดสงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สามขึ้น เยลโล่ซันพ่ายแพ้หมดตูดทำให้ราชวงศ์โฮ่วหยวนของตระกูลฮันถูกโค่นล้ม เกิดราชวงศ์ฉู่ของพระเจ้าชูวิทย์ เมื่อพระเจ้าชูวิทย์สวรรคต เยลโล่ซันก็เกิดความแตกแยกชนิดรวมกันไม่ติดเป็นเวลานานถึง138ปี

การพยายามดีดตัวเองขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองโลก[แก้ไข]

หลังจากสมัยซาร์วาซีลีที่8เป็นต้นมา สลาฟก็กระหายในดินแดนของประเทศอื่น โดยทำการรบกับจักรวรรดิซุ่นของจีน จักรวรรดิเกาเหลา พร้อมเปิดศึกกับจักรวรรดิไรช์ของยันละเมอ จักรวรรดิกรีซของชาวกรีซ บอลข่านและเอเชยไมเนอร์ จักรวรรดิซยงหนูที่มีอำนาจขึ้นมาแทนอุยกูร์เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่หก ดินแดนของสลาฟจึงขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาก็รบกับราชวงศ์ฟื้นอำนาจของเยลโล่ซัน สร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งโลก เมื่อถึงสมัยของบร๊ะเจ้าซาร์อเล็กซิสที่4 สถานการณ์ตรึงเครียดมากขึ้นจนจุดระเบิดสงครามโลกครั้งที่เจ็ด

สงครามโลกครั้งที่เจ็ด[แก้ไข]

ทัพเยลโล่ซันได้ทำสงครามกับเปอซุย สามารถยึดตะวันออกกลางได้หมด จึงแบ่งทัพเป็น2ทาง โดนทางหนึ่งไปตีปอปหยิบ ส่วนอีกทางนำโดยฮันโนยูนไปตีสลาฟ โดนมีเยลโล่ซันในยุโรป (ยันละเมอ) เข้าตีทางตะวันตก และเยลโล่ซันในเอเชยกลาง (ซยงนู) ตีทางตะวันออก ทหารเยลโล่ซันยึดมอสควายโคได้ ซยงนูยึดได้ทางตะวันออกของแม่น้ำวอลก้า ส่วนยันละเมอล้อมเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก แม้สลาฟจะมีเมืองน้อยกว่า แต่มี "โปรเกรียนโกง" ทำให้ปืนใหญ่ยิงทะลุสิ่งกีดขวางได้ ทำให้สามารถยิงทะลุเกราะของทหารอำมาตย์ได้ ทหารสลาฟยังนิยมขุดหลุมซ่อนอยู่ตามป่า ทำให้ปืนใหญ่เยลโล่ซันไม่สามารถทำอะไรได้ บางครั้งเยลโล่ซันยังถูกกระสุนปืนใหญ่ของสลาฟยิงถล่มในบางครา ส่วนหน่วยทหารเบาต้องเจอกับรังปืนกลจำนวนมาก ฝ่ายเยลโล่ซันตั้งมั่นอยู่เป็นเวลาหลายเดือนสามารถต้านทัพสลาฟได้3หนยังไม่สามารถรุกคืบได้ จนกระทั่งฝ่ายเยลโล่ซันในแอฟริกาแพ้ จึงต้องถอนทัพทั้งหมด สลาฟจึงบุกเยอรมันก่อน ต่อมาจึงถล่มทัพซยงนู ตามมาด้วยสงครามแห่งแม่น้ำคงคา หลังจากนั้นจึงบุกทำลายจักรวรรดิเกาเหลา จักรวรรดิต้าซุ่นของจีน และจักรวรรดิเยลโล่ซันตามลำดับ อเล็กซิสหยิ่งทรนงในชัยชนะครั้งนี้มากจึงจัดทัพไปตีจักรวรรดิเอริเชี่ยนของเทพเจ้าที่เพิ่งจะสถาปนาขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่แปด แต่ทว่า ในสงครามครั้งนี้กลับทำให้จักรวรรดิสลาฟล่มสลายในที่สุด

สงครามโลกครั้งที่แปด[แก้ไข]

จักรวรรดิสลาฟได้ยกพลเข้าโจมตีจักรวรรดิเอริเชี่ยน ที่เพิ่งสถาปนาขึ้นมาใหม่ ในช่วงแรกสลาฟได้เข้าโจมตีบริเวณอาณาจักรกรี๊ด ทำให้สลาฟทราบว่าเอริเชี่ยนเป็นอาณาจักรของเทพเจ้า จึงพยายามจะไปยังยมโลกเพื่อช่วยให้ผู้ที่ถูกขังอยู่ขึ้นมาสู้กับเอริเชี่ยน แต่ก็ถูกเครอนถีบตกเรือระหว่างแล่นเรือผ่านแม่น้ำสติกซ์เพื่อไปยังยมโลก ในช่วงนี้เองที่เยลโล่ซันเริ่มบุกโจมตีปอบหยิบโดยอ้างว่าปอบหยิบแอบสะสมไพ่ยูกิชุบชีวิตพวกทุนสามานย์ ทำให้ปอบหยิบที่อ่อนแอกว่าเยลโล่ซันเริ่มเชื่อมสัมพันธ์กับสลาฟ และขอร้องให้สลาฟไปช่วยรบกับเยลโล่ซันด้วย ในเวลานี้สลาฟจึงต้องทำศึกทั้งสองด้าน

ในปี 2636 สลาฟได้แยกกองทัพไป 2 ทาง โดยซาร์อเลกซิสที่ 4 จะแยกนำทัพไปบุกสวรรค์ ส่วนนายพลเอสกาลตี้นำทัพไปปะทะกับเยลโล่ซันที่อินเดือย ในส่วนของซาร์อเล็กซิสเมื่อไปถึงสวรรค์แล้ว ก็ถูกแอรีส เทพแห่งการสงครามถีบกองทหารสลาฟตกสวรรค์ลงไปยังทะเลเมดิเตอเรเกรียน ทหารสลาฟจมน้ำหลายแสน ทำให้ยุทธการครั้งนี้สลาฟแพ้ยับเยินโดยที่ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงแค่นั้น หลังจากนี้กองทัพสลาฟก็เริ่มถอย

สำหรับในด้านของนายพลเอสกาลตี้ นายพลเอสกาลตี้ได้นำทัพไปโจมตีบริเวณอินเดือยเหนือซึ่งเป็นรัฐในอุปราชของเยลโล่ซัน ซึ่งยูริฮาระ เจ้าครองนครเยลโล่ซันก็โต้ตอบ ในช่วงแรกเยลโล่ซันมีชั้นเชิงดีกว่า ยุทธการครั้งนี้ได้ยืดเย้อถึง 6 ปี สลาฟก็ฝ่ายชนะเนื่องจากในปีสุดท้ายของการลบได้ยิงธนูทะลุปอดของยูริฮาระอย่างจังๆ ยูริฮาระจึงแอบหนีสงครามกลับไปที่วังของตน แต่ภายหลังก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตอย่างน่าอเนจอนาจที่วังของตนนั่งเอง

ในปี 2648 เอริเชี่ยนเห็นสลาฟกำลังเย่อหยิ่งในชัยชนะกับเยลโล่ซันจนไม่ได้กลับมามองที่การทหารของตนเอง จึงวางแผนกวาดล้างสลาฟครั้งใหญ่ ในช่วงแรกทหารสวรรค์บุกเข้ามายังชายแดนสลาฟทางทิศตะวันตก แต่ว่าสลาฟไหวตัวทันก็ได้นำทหารจำนวนมากมาผลักดันทหารเอริเชี่ยนออกไปจากสลาฟแล้วปิดชายแดนไว้ ในช่วงนั้นซาร์อเลกซิสก็ได้หลบหนีไปที่เมืองเปโตรปอฟลอฟสก์ คามชัตกา ดังนั้น เทพของเอริเชี่ยนจึงแก้เกมโดยการบันดาลให้น้ำท่วมทั่วจักรวรรดิสลาฟ จักรวรรดิสลาฟจึงพินาศ (มีบันทึกว่าในช่วงนั้นนายพลเอสกาลตี้ไปประชุมที่เยลโล่ซัน เขาจึงไม่จมน้ำตาย) แต่ว่าที่วังคามชัตกาที่ซาร์อเลกซิสประทับอยู่นั้น มี "ยันต์กันเทพ 10 ชั้น" ทำให้ไม่ได้รับผลใดๆ จากเทพ หลังจากนั้นเอริเชี่ยนก็นำทหารบุกเข้ามา แล้วก็นำผู้ที่ทำความดีไปยังสวรรค์ ส่วนคนไม่ดีก็นำไปยังยมโลก ยกเว้นนายพลเอสกาลตี้ซึ่งไม่ได้ถูกส่งตัวไปไหนเลย ซึ่งมหาเทพก็กล่าวกับเขาว่า

Cquote1.png อีก 2 ปีข้างหน้า เจ้าจะเป็นบุคคลที่กำจัดเศษสวะซาร์อเล็กซิสออกจากบัลลังก์ แล้วเจ้าก็จะได้ขึ้นเป็นผู้นำประเทศเอง อีก 35 ปีต่อไปเจ้าจะถูกส่งตัวไปสวรรค์ แต่ตอนนี้ขอให้อยู่บนโลกมนุษย์ก่อน Cquote2.png

แต่เวลานั้น นายพลเอสกาลตี้ก็ยังไม่เข้าใจว่ามหาเทพหมายความว่าอย่างไร แต่อีกไม่นานซาร์อเล็กซิสก็ไล่นายพลเอสกาลตี้ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารโดยอ้างว่าเขาเป็นตัวการทำให้สลาฟแพ้ ทำให้เอสกาลตี้เริ่มรู้แล้วว่าที่มหาเทพพูดนั้นหมายความว่าอะไร และจะต้องทำอย่างไรต่อไป...

การกบฏในช่วงปลายของจักรวรรดิ[แก้ไข]

มีทั้งหมด11กลุ่มที่แย่งความเป็นใหญ่กัน ดังนี้

# ชื่อ เขตอิทธิพล ระยะเวลาปฏิบัติเกรียน
1 ฮันโนยูน (เสียมจวงอ๋อง) เอเชยตะวันออกเฉียงใต้ เขตอิทธิพลเดิมของเยลโล่ซัน 2605-2649 (ไม่มีผู้สืบทอด ฮันโนยูนนั่งไทม์แมชชีนไปหาลูกแก้ว4วิญญาณ และไม่ได้กลับมาอีกเลย กล่าวกันว่าหลังจากนั้น เยลโล่ซันเกิดสงครามกลางเมือง เจ้าพระยาอ๋องชนะได้อำนาจในปี 2655 สิ้นอำนาจในปี 2780)
2 หลี่จ้วนเฉิง (อดีตซุ่นเต้"ซุ่นเซี่ยวจิ้งจงฮ่องเต้") (จิ้นหวนอ๋อง) ลุ่มแม่น้ำฮวงโห 2604-2637 (สืบตำแหน่งโดยหลี่หลิงเจิ้ง"จิ้นมู่อ๋อง"2637-2689)
3 เจิ้งจิ้งเย่ว์ (อู๋เซียนกง) ลุ่มแม่น้ำฉางเจียงตลอดจนจีนตอนใต้ 2606-2653 (สืบตำหน่งโดยเจิ้งเจี่ยน"อู๋ฮุ่ยอ๋อง"2653-2691)
4 ปักมุกยอง (ฮูแพกเจเซโจวัง) คาบสมุทรเกาเหลา 2605-2640 (ตั้งราชวงศ์ปักหรือฮูแพกเจปกครองตั้งแต่2610-2830)
5 อ้ายชิงเจียหรอหวงซื่อฉี (โฮ่วจินต้าเหยินอวี้ฮ่องเต้) แมนจูเรีย 2608-2656 (ตั้งราชวงศ์โฮ่วจินปกครองระหว่าง2608-2720)
6 อวี่เหวินเจวี๋ยซื่อ (ซยงหนูอ๋อง) เอเชยกลาง 2609-2648 (ซยงหนูยังคงมีอำนาจต่อไปอีกหลายศตวรรษ)
7 อเล็กซานเดอร์ กลินสกี้ (ซาร์แห่งไซบีเรีย)
(Алекзандрé Клинцкий)
ไซบีเรีย 2607-2639 (ถ่ายโอนอำนาจให้แก่พวกประชาชนตั้งเป็นสาธารณรัฐ สิ้นอำนาจในปี2800)
8 มิคาอิล โกดูนอฟ (คากานแห่งคาซัด ตาตาร์ และคอเคซัส แล้วตั้งตัวเป็นซาร์เถื่อนในแถบลุ่มน้ำโวลกา)
(Миќаьил Году́нов)
บริเวณทะเลสายแคสเปียน มีอิทธิพลไปจรดเทือกเขาอัลไต 2606-2646 (สืบตำแหน่งโดยฟีโอดอร์ มิเกโรวิช โกดูนอฟ2646-2702)
9 ยูริฮาระ
(มีบร๊ะนามเต็มในราชวงศ์ยูริว่า "Йуриьар, Победйовό")
ปอบหยิบ เอเชยไมเนอร์ อนาโตเลีย และเมโลโปเตเมีย 2630-2644 (สืบตำแหน่งโดยยูริราโฮเตป เมริอามุน2644-2694เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ยูริ)
10 แดเนียล โรเซสท์เวนสกี้ (แกรนด์ดยุกแห่งฟินแลนด์)
(Дани́л Роз́ецтвенцкий)
ฟินแลนด์ 2610-2650 (เดิมโรเซสท์เวนสกี้ได้รับความไว้วางใจจากซาร์มิคาอิล แต่งตั้งให้เป็นแกรนด์ดยุกแห่งฟินแลนด์ แต่ต่อมาก็ได้ตั้งตัวเป็นอิสระ)
11 กองทัพกบฏบาสเซวิค
(Воццтвий Вазц́е́вик)
เคียฟและทะเลดำ 2639-2649 (ยึดอำนาจจากจักรวรรดิสลาฟ ตั้งสาธารณรัฐเพื่อประชาชนสลาฟ สิ้นสุดในปี2820)

กลุ่มเหล่านี้ตั้งตัวเป็นใหญ่เพราะไม่พอใจการปกครองที่ค่อนข้างทารุณของซาร์อเลกซิส ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าต่างก็ตบะแหกกับการสงครามกับเทพ จึงประกาศตัวเป็นอิสระ โดยหลี่จ้วนเฉิงประกาศตัวเป็นอิสระคนแรก สถาปนาตัวเองเป็นจิ้นอ๋อง ปกครองภาคกลางของจีน การกระทำของหลี่จ้วนเฉิงทำให้ซาร์อเล็กซิสไม่พอใจอย่างมาก ส่งกองทัพมาปราบกบฏ แต่กองทหารต่างเสียขวัญกับสงครามที่ทำกับเอริเชี่ยน ทำให้กองทัพหลวงพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า เนื่องจากทเห่อสลาฟแทบจะสิ้นกำลังใจในการรบแล้ว เมื่อข่าวนี้แพร่ไปทั่วจักรวรรดิ กบฏกลุ่มต่างๆก็ทยอยกันลุกฮือขึ้นรวมทั้งฮันโนยูนที่ฟื้นจักรวรรดิเยลโล่ซันด้วย ในที่สุดปอบหยิบราชวงศ์ยูริจึงตัดความเป็นพันธมิตรกับสลาฟในปี 2630 ส่งผลให้สลาฟถูกโดดเดี่ยวและเสื่อมอำนาจลงเป็นลำดับ จนกระทั่งพวกบาสเซวิกทำการรัฐประจาน ส่วนกบฏกลุ่มต่างๆก็แย่งชิงความเป็นใหญ่กันเอง ไม่มีใครสามารถยับยั้งได้ แต่สถานการณ์การแย่งชิงอำนาจนั้นค่อยๆซาลงหลังจากที่แกนนำรุ่นแรกทยอยตายไป ข่าวการตั้งจักรวรรดิอูรุกไฮทำให้กลุ่มกบฏเหล่านี้จับมือเป็นพันธมวยกันในที่สุด

การล่มสลาย[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ การรัฐประหารในจักรวรรดิสลาฟ

หลังจากสงครามจบโดยที่สลาฟเป็นฝ่ายแพ้ ทำให้นายพลเอสกาลตี้ซึ่งเป็นแม่ทัพหลักของสลาฟในสงครามครั้งนี้ถูกถีบออกจากสภาทหารในข้อหาทำสงครามแพ้ นายพลเอสกาลตี้จึงโกรธแค้นราชสำนักสลาฟมากจึงไปปลุกระดมประชาชน ซึ่งประชาชนชาวสลาฟในขณะนั้นไม่พอใจในความปราชัยของตนอยู่พอดี ทำให้ในเวลานี้กลายเป็นโอกาสทองของเขาไปแล้ว เขาคิดจะก่อตั้ง "กบฏบอลเชวิกครั้งที่สอง" หรือ "กบฏบาสเชวิค"

นายพลเอสกาลตี้ในปลุกระดมประชาชนในทำนองที่ว่า "ซาร์อเลกซิสนำทัพไปแพ้เอริเชี่ยน คนผิดคือซาร์อเลกซิส" ประชาชนต่างเห็นด้วยทำให้ประชาชนโกรธแค้นบร๊ะเจ้าซาร์มากขึ้นและรวมกลุ่มกันมากพอที่จะจัดตั้ง "กบฏบาสเชวิค"

ในวันที่ 12 ชันนะตุลาคม ค.ศ. 2648 พวกบาสเชวิกได้ตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ในสลาฟ แต่ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองนี้ไม่ได้แข่นขันกับพรรคอื่นๆ เพื่อขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบวม แต่เพื่อเป็นที่ซ่อนตัวของกบฏที่ทำงานอยู่เงียบๆ โดยมีพรรคการเมืองบังหน้า และในช่วงแรกๆ ยังไม่เปิดเผยตัวต่อสาธารณะชนว่าเป็นกบฏ

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2649 การชุมนุมครั้งแรกของกบฏเกิดขึ้นที่หน้าบร๊ะราชวังเครมลินและมาผู้ชุมนุมมากมาย และบนเวทีมีข้อความเด่นเป็นสง่า ข้อความดังกล่าวเขียนเป็นภาษายูริ ซึ่งแปลว่า "โลกและสันติภาพ" ดังนี้

Cquote1.png Землар и Вола Cquote2.png

นอกจากนั้นยังมีการชุมนุมอีกหลายๆ ที่ และกบฏบาสเชวิคยังจุดประกายให้กบฏอื่นๆ ที่มีแนวทางเดียวกันมาเข้าร่วมเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ด้วย หนทางที่กบฏนี้จะมีอิทธิพลในสังคมจึงไม่ยากเย็น นอกจากนี้บาสเชวิคยังก่อตั้งหนังสือพิมพ์เป็นของตนเอง โดยใช้หนังสือพิมพ์นี้เป็นที่เผยแพร่แนวคิดในแนวล้มกษัตริย์ไปทั่วประเทศ จนซาร์อเลกซิสเริ่มรู้ว่ามีภัยค่อยๆ คืบคลานอย่างช้าๆ เหมือนตัววารานัส หรือตัวเหี้ย มาสู่ราชวงศ์มาคารอฟ

ในเดือนเมษาขับรถยนต์ ปีเดียวกัน ซาร์อเลกซิสได้ให้ "กาเบรียล กรุมลอฟ" นำทัพไปถล่มสำนักพิมพ์ของบาสเชวิค แต่ทว่าพวกบาสเชวิคก็เตรียมกองทัพไว้นานแล้วโดยนายพลเอสกาลตี้เป็นทัพหน้า ทำให้กองทัพหลวงและกองทัพกบฏปะทะกันกลางถนน ก่อนเริ่มสงคราม นายพลเอสกาลตี้ได้กล่าวไว้ว่า

Cquote1.png เรายังไม่อยากเปิดสงครามกับราชวงศ์ แต่ราชวงศ์มาเปิดสงครามกับเราก่อนต้องขอบใจจริงๆ เอ้าทหาร ตอบแทนให้ท่านซาร์อย่างเต็มที่ อย่าให้พลาด Cquote2.png

การปะทะกันนี้ต่อมาได้ลุมลามไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วและกลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด (ดูที่ สงครามกลางเมืองสลาฟ) โดยที่สาเหตุของสงครามกลางเมืองครั้งนี้เกิดจากการที่ซาร์อเล็กซานเดอร์ กลินสกีแห่งไซบีเรียซึ่งตั้งตัวเป็นอิสระจากราชวงศ์มาคารอฟเมื่อ 10 ปีก่อน ได้ยกกองทัพมาช่วยกบฏบาสเชวิกที่กำลังปะทะกันด้วยกำลังที่เหนือกว่า จนทำให้กองทัพหลวงถอยร่นไปตะวันตก จนกระทั่งกองทัพหลวงได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากแกรนด์ดยุกแห่งฟินแลนด์ ต่อมาได้กลายเป็นสงครามอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งสองฝ่ายมาแต่คิดจะห้ำหั่นกัน การรบพุ่งได้มีขึ้นเป็นทั่วประเทศซึ่งฝ่ายกบฏบาสเชวิคมีท่าทีได้เปรียบตลอดสงคราม

หลังจากสงครามระเบิดขึ้นนับเป็นเวลา 8 เดือน ฝ่ายกบฏบาสเชวิคได้ประกาศชัยชนะโดยสมบูรณ์ ซาร์อเลกซิสและราชวงศ์ถูกจับขังในพระราชวังเครมลินในที่สุด

การล่มสลายของราชวงศ์มาคารอฟ[แก้ไข]

ในเดือนมกราคมปี 2650 กลุ่มบาสเชวิคได้กุมอำนาจการบริหารประเทศอย่างแท้จริงโดยที่มีนายพลเอสกาลตี้เป็นผู้บริหารสูงสุดของสลาฟ แต่ว่าผู้ที่ยังเป็นก้างขวางคอก็คือ ซาร์อเลกซิสซึ่งถูกขังอยู่ในเครมลินและผองขุนนางนั่นเอง นายพลเอสกาลตี้รู้สึกรำคาญเต็มที เขาจึงคิดจะทำอะไรบางอย่างกับราชวงศ์

ในวันที่ 15 ของเดือนนั้น นายพลเอสกาลตี้กับพรรคพวกได้ไปที่พระราชวังเครมลินเพื่อที่จะจัดการ "สังหาร" ราชวงศ์ทั้งหมด การสังหารเริ่มจากนายพลเอสกาลตี้ได้กลับไปหาซาร์อเลกซิส แต่ก็ได้รับคำตรัสดังนี้

Cquote1.png กลับมาทำไมอีก ข้าไม่อยากเห็นหน้าเอ็งแล้วววว Cquote2.png

แต่นายพลเอสกาลตี้ก็ได้ตอบกลับไปว่า

Cquote1.png อีกไม่นาน ท่านก็จะได้รับการปล่อยตัวแล้ว เพียงแค่ท่านและครอบครัวลงไปที่ห้องโถงเพื่อจะให้ประชาชนดูว่าพวกท่านยังสบายดี Cquote2.png

นั่นทำให้ครอบครัวของซาร์หลงเชื่อและลงไปที่ห้องโถงโดยที่ไม่คิดว่าตนกำลังจะกลายเป็นนักโทษประหารในไม่ช้า ซาร์และขุนนางแต่ละคนได้นั่งบนเก้าอี้อันงามหรูอย่างสบายใจ แต่สักพักทหารติดอาวุธหลายคนก็เข้ามา นายพลเอสกาลตี้ได้ตะโกนดังก้องไปทั้งห้องทันทีว่า

Cquote1.png พวกท่านโดนหลอกแล้ว ข้าคิดจะจับพวกท่านให้อยู่หมัดและวันนี้ก็เป็นโอกาสดี วันนี้เป็นวันจบชีวิตของพวกท่านแล้ว จงมีความสุขอยู่ในยมโลกซะ Cquote2.png

ไม่ทันขาดคำ ทหารเพชฌฆาตเหล่านั้นก็กราดยิงใส่พวกขุนนางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โดยพยายามเว้นซาร์อเลกซิสไว้คนเดียว แต่ว่าซาร์อเลกซิสก็ต้องบร๊ะแสงปืนเข้าที่บร๊ะเพลาเช่นกัน ในขณะนั้นเสียงปืนดังหูดับตับใหม้และมีเสียงกรีดร้องของขุนนางปนเปไปด้วยซึ่งเป็นบรรยากาศแปลกใหม่ หลังจากนั้น ขุนนางทั้งหมดตายเรียบส่วนซาร์อเล็กซิสทรงสลบไปในระหว่างการยิงเนื่องจากทรงตกบร๊ะทัยสุดขีด หลังจากนั้นขุนนางที่เสียชีวิตทั้งหมดได้ถูกโยนขึ้นรถกระบะที่จอดรอ

ส่วนซาร์อเลกซิสก็ถูกลากไปที่สนามกีฬาใจกลางเมืองทันที และถูกจับมัดเสาเพื่อรอการประหารโดยมีประชาชนนับล้านคนมุงดู นายพลเอสกาลตี้ได้ตะโกนกึกก้องไปทั่วสนามกีฬาว่า

Cquote1.png พี่น้องเอ๋ย จงมาดูนักโทษที่เคยทำให้พี่น้องเจ็บปวด วันนี้ถึงวันสุดท้ายของเขาแล้ว Cquote2.png

เสียงดังกึกก้องของเอสกาลตี้ทำให้ซาร์อเล็กซิสทรงตื่นจากบรรทมในขณะที่ถูกมัดแน่นอยู่กับเสา นั่นทำให้บร๊ะองค์ทรงตกบร๊ะทัย และพยายามดิ้นให้หลุดจากเสานั้น

Cquote1.png ปล่อยข้า ปล่อย ปล่อย ปล๊อยๆๆ! Cquote2.png
ซาร์อเลกซิส
Cquote1.png ดิ้นยังไงก็ไม่หลุดหรอกท่าน... รู้ไหมว่าท่านคือบุคคลที่ประชาชนเหม็นขี้หน้ามากที่สุด ท่านทำความเจ็บปวดให้แก่ประชาชนมามาก วันนี้คือวันที่ท่านจะได้รับความเจ็บปวดนั้นคืนไป วะฮะฮ่าๆๆๆ Cquote2.png
Cquote1.png อย่านะ! Cquote2.png
ซาร์อเลกซิส

เมื่อสิ้นเสียง ทหารเพชฌฆาตสิบกว่าคนก็ระดมยิงรัวใส่ซาร์อเล็กซิสที่ถูกมัดแน่นอยู่บนแท่นเสาโดยมีประชาชนกว่าแสนคนมุงดูการประหารที่น่าเศร้า ซาร์อเลกซิสทรงสวรรคตในทันที ร่างของบร๊ะองค์มีรอยพรุนเต็มไปหมด หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที นายพลเอสกาลตี้ได้ตะโกนกึกก้อง "ไปทั่วแผ่นดิน" ว่าดังนี้

Cquote1.png ต่อไปนี้จะไม่มีจักรวรรดิสลาฟอีก ประเทศนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "สาธารณรัฐเพื่อประชาชนสลาฟ" แทน เราจะขอมีอาณาเขตแค่ในเมื่องเคียฟเท่านั้น ที่เหลือจะยกให้มหาเทพเอริเชียนให้หมดเพื่อเป็นการชดเชยที่ซาร์ของเราทำอะไรไม่ดีต่อพวกเทพลงไป Cquote2.png

หลังจากนั้น ประชาชนหลายแสนต่างร้องเฮพร้อมกัน ต่อจากนั้นทางสลาฟก็ได้เชิญเทพแห่งเอริเชี่ยนมาเสกให้บร๊ะศพซาร์เอเลกซิสที่ยังถูกมัดอยู่บนเสาให้แข็งเป็นหิน แต่เหล่าเทพไม่ยอมทำให้ กลับจัดพีธีศพให้แบบเรียบง่าย แล้วทำรูปปั้นเอาไว้หน้าสุสานเพื่อให้คนถ่มถุยใส่เพื่อที่จะได้เป็นอนุสรณ์แสดงถึงการเถลิงอำนาจของประชาชน ให้คนรุ่นหลังดู

หลังจากนั้นจักรวรรดิสลาฟจึงถึงกาลอวสานลง และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สาธารณรัฐเพื่อประชาชนสลาฟ" แทน ต่อมาก็ได้มีการจัดทำสนธิสัญญาสลาฟ-เอริเชี่ยน มีใจความทำนองขอโทษเหล่าเทพที่ซาร์อเลกซิสทำอะไรไม่ดีกับพวกเทพ และชดเชยให้จักรวรรดิเอริเชี่ยนโดยการยกดินแดนของจักรวรรดิสลาฟเดิมให้เอริเชี่ยนทั้งหมดยกเว้นเคียฟเนื่องจากชาวสลาฟจะปกครองเคียฟเองโดยมีนายพลเอสกาลตี้เป็นหัวเน่ารัฐบวม หลังจากสนธิสัญญานี้เสร็จลง เหล่าเทพในเอริเชี่ยนจึงกล่าวว่า

Cquote1.png เราขอบใจพวกเจ้ามากที่เจ้ายังนึกถึงเรา พวกเจ้าทำถูกแล้วในการกำจัดทรราชย์ให้หมดไปจากแผ่นดิน เราจะถือว่าเจ้าเชื่อและศรัทธาในบร๊ะเจ้า เราจะสนับสนุนเจ้าในทุกเรื่อง ถ้าพวกเจ้ามีปัญหาอะไรมาปรึกษาเราได้ Cquote2.png

แต่อีกด้านหนึ่ง...

Cquote1.png พวกนั้นมันมีความฉลาดไม่เพียงพอจริงๆ แค่รบชนะพวกมัน มันถึงกับยกดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลมากๆ ให้พวกเราฟรีๆ มันจิกหัวใช้ง่ายจริงๆ Cquote2.png

กำเนิดสาธารณรัฐเพื่อประชาชนสลาฟ[แก้ไข]

การเมือง[แก้ไข]

การเมืองในสลาฟเล่นกันแบบสกปรก ขุนนางที่มีอำนาจมักจะมีอิทธิพลเหนือจักรพรรดิในบางรัชกาล จึงทำให้เหล่าโบยาร์ชิงอำนาจกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่บ่อยครั้ง สาดโคลนกันอย่างดุเดือดเหมือนการเมียเทย ส่วนตำแหน่งจักรพรรดินั้นเป็นไปด้วยการสืบสันตติวงศ์ โดยผู้ที่จะได้เป็นผู้นำของสลาฟจะต้องมาจากเชื้อบร๊ะวงศ์ฝ่ายชายเท่านั้น

เศรษฐกิจ[แก้ไข]

อยู่ในระดับที่ดี การค้าเฟื่องฟูมาก โดยจะค้าขายกับกรีซ จีน ยันละเมอ เกาเหลา ปอบหยิบ เปอร์เซีย อาหลับ ค้าขายกับเยลโล่ซันอยู่จนกระทั่งเกิดปัญหาเรื่องสนธิสัญญาฮัน ทำให้สลาฟและเยลโล่ซันไม่ค้าขายกันอีกต่อไป สินค้าที่สลาฟมักนำเข้าก็เป็นพวกสื่อบันเทิง คณะละคร อาวุธบางชนิด ผ้าไหม ส่วนสินค้าส่งออกมักเป็นพวกอาวุธ ผ้าขนมิงก์ ตำหรับตำราวิทยาการความรู้ต่างๆ รายได้ต่อปีสูงกว่าเยลโล่ซันนิดหน่อย

สังคม[แก้ไข]

จักรวรรดิสลาฟต่างจากจักรวรรดิรัฐเสียวในสมัยก่อนอย่างมากเพราะรัฐบาลไม่ค่อยขูดรีดประชาชนมากนัก ทั้งยังให้เกียรติประชาชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา โดยได้รับอิทธิพลมาจากสหภาพโซเวียต แต่เมื่อถึงสมัยซาร์อเล็กซิสที่สี่ ก็ได้ทำการปกครองที่ทารุณมากจนประชาชนตบะแหก

ประชากร[แก้ไข]

อัตราการเกิดค่อนข้างต่ำ อัตราการตายสูงจากการทำสงคราม รัฐบวมบังคับไม่ให้ประชาชนมีลูกเกินสองคน โดยบร๊ะเจ้าซาร์เองก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่างซะเมื่อไหร่ การที่อัตราการเกิดน้อยลงทำให้ประเทศมั่งคั่งร่ำรวยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันชาวสลาฟก็เหนื่อยมากขึ้นเช่นกันแต่ไม่เท่าไหร่หรอก

นิสัยของประชากร[แก้ไข]

  • ขี้โอ่อย่างสุดโต่ง
  • ขี้คุยอย่างสุดโต่ง
  • ขี้เกียจอาบน้ำอย่างสุดโต่ง
  • ขี้ฟ้องอย่างสุดโต่ง
  • ขี้งอนอย่างสุดโต่ง(เฉพาะผู้หญิง)
  • ขี้เหม็นอย่างสุดโต่ง
  • บ้าพิธีรีตองอย่างสุดโต่ง
  • บ้าเลือดอย่างสุดโต่ง(เฉพาะทเห่อ)
  • บ้ายศศักดินาอย่างสุดโต่ง
  • คลั่งชาติอย่างสุดโต่ง
  • สำหรับผู้ชาย จะชายแท้หรือกะเทยแยกกันไม่ออก เพราะท่าทางดูเข้มแข็งอย่างสุดโต่งเหมือนๆ กัน
  • เกลียดการร่วมเพศ และการเล่นชู้อย่างสุดโต่ง
  • บทจะโกรธก็โกรธกันอย่างสุดโต่ง ถึงขนาดตามราวีไม่เลิกเลยทีเดียว

ศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงภาษา[แก้ไข]

ลอกมาจากในสมัยจักรวรรดิรัฐเสียวและสหภาพโซเวียตทั้งดุ้น มีบางอย่างได้รับอิทธิพลมาจากจักรวรรดิยูริก็คือการใช้ภาษายูริ และบรรดาศักดิ์บรรดาสากยูริ

บร๊ะเจ้าซาร์[แก้ไข]

  • "อู๋ ไท่ ฝอ หมี เล่อ"

โปรดดูที่ รายชื่อผู้นำรัฐเสียว

โครง บทความเกี่ยวกับประเทศ เมือง หรือเขตการปกครองต่างนี้ยังเป็นโครง คุณสามารถช่วยไร้สาระนุกรมได้โดยเพิ่มข้อมูล