กระทู้ : กาลามสูตร (ถูกทอดทิ้งแล้ว)

จากไร้สาระนุกรมเสรี - แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง
สภาน้ำชา

ยินดีต้อนรับสู่สภาน้ำชาภาษาไทย
แหล่งพบปะพูดคุยและโวยวายที่ทุกคนร่วมเขียนได้
ปัจจุบันมีทั้งหมด 528 กระทู้
วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2561 เวลา 01:18 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หมวดอื่นๆ : โครงการ · รูปแบบ · ตรวจสอบ · โวยวาย · จิปาถะ · ถามตอบ

{{#logotipo: //images.uncyc.org/th/5/5e/Teacafe-logo-text.png }}

โปรดทราบ: หัวข้อนี้ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นเวลา 3810 วัน และน่าจะถูกลืมเป็นที่เรียบร้อย โดยคุณไม่จำเป็น ต้องตอบหากไม่ต้องการจริงๆคำเตือน: แสดงชื่อเรื่อง "กระทู้ : กาลามสูตร <small>(ถูกทอดทิ้งแล้ว)</small>" เขียนทับการแสดงชื่อเรื่องก่อนหน้านี้ "กระทู้ : กาลามสูตร"

ฮึๆ เล่นกับพระไตรปิฎกเลยนะครับ.

สะกดผิด แก้ผิด เปลี่ยนมั่ว อีกต่างหาก.

เล่นอย่างนี้ ระวังนะครับ ระวัง.

ถึงไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า แต่ถ้ามันมีจริงหล่ะ ผู้เขียนจะเจออะไรบ้างเนี่ย ?

ไม่อยากจะนึก....


ตั้งโต๊ะเมื่อ ไม่ทราบ | เสวนาครั้งล่าสุดเมื่อ 9 กรกฎาคม 2551 โดย ผู้ใช้:Boboverlord


ขอเตือนสติกลับคนที่พูด[แก้ไข]

คุณรู้จักพุทธศาสนาดีแค่ไหน? จุดมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าคือการหวังในชาติหน้าจริงหรือ?

ไม่ใช่ครับ จุดมุ่งหมายของศาสนาพุทธคือการค้นพบความสุขอย่างแท้จริง(สายกลาง - นิพพาน) ด้วยความมีปัญญา(ตรัสรู้)ต่างหาก

การที่คุณพูดอย่างนี้แปลว่าคุณยังยึดติดกับอัตตาหรือตัวตนอยู่ ซึ่งแท้จริงศาสนาพุทธคือการให้ไม่ยึดติดกับอะไรเลย เหมือนกับว่าคุณไว้หิ้งพุทธแต่คุณไม่ได้เข้าใจเรื่องพุทธ

บทความนี้มีไว้เตือนสติคน ไม่ได้มีไว้ล้อศาสนาพุทธ

บทความนี้ผมเขียนเอง ผมไม่กลัวว่าจะตกนรกเพราะผมล้อเลียนศาสนา เพราะผมเชื่อว่าการที่ผมนำบทความนี้มาเพื่อเตือนสติคน และแฝงมุกตลกไว้เพื่อคนให้เข้าใจมันยิ่งขึ้น

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 14:57, 5 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ชาติหน้า ข้าไม่สน[แก้ไข]

ข้าสนแต่ชาตินี้ว่า ทำไมได้คนสารเลวอย่างนักการเมียหลายๆตัว ไม่ตายๆไปเสียที

นอกจากนี้ ไอ้พวกชอบด่าซี้ซั้วนี่ ไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะตายๆไปเสียที

ไหนว่าเวรกรรมมีจริงไง

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 15:27, 5 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เอ่อ[แก้ไข]

แล้วคุณล่ะ รู้จักศาสนาพุทธดีแค่ไหน

หรือว่ารู้ดีเท่าหางอึ่ง แล้วมาทำเป็นพูดแบบนี้

ไม่อยากจะพูด...

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 15:59, 5 กรกฎาคม 2551 (ICT)

คือว่า...[แก้ไข]

เราเห็นไม่ใช่หรือว่า เรามักจะมองกาลไกลไว้เสมอ เช่น มองว่า การกระทำของดักซิ่น เราก็ว่าไม่ดี ทั้งๆที่ตอนนี้คนชมกันครึ่งค่อนชาติ เป็นต้น.

เพราะเราห่วงอนาคตไม่ใช่หรือ ?

ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องความเดือดร้อนของคนอื่นไปแล้ว เพราะเราก็คงไม่ได้อายุยืนจนถึงตอนที่ชาติล่มจม และถึงจะอยู่ถึง แต่เป๊บเดียวเราก็ตายแล้วไม่ใช่หรือ?

แต่ว่า ความเดือดร้อนที่เราจะได้รับ เพราะการไม่เคารพธรรม เอาพระธรรมมาเล่น เอาพระธรรมมาล้อ นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นเลย.

เพราะผลมันไม่เหมือนกับการโดนดักซิ่นโกงนะครับ.

ผลมันตามไปอีกเป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพัน เป็นล้าน เป็นประมาณชาติไม่ได้เลยทีเดียว(สำหรับคนเชื่อว่าชาติหน้ามีจริงนะ, ใครไม่เชื่อ อันนี้ตามใจ).

ผมไม่ใช่คนเดือดร้อนนะ เพราะผลกรรมนี้ผมไม่ได้ทำ ที่ผมทำ เป็นบุญ เพราะผมเตือนในสิ่งที่ควรเตือน.

และที่ผมทำก็เป็นการบอกให้รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ ควรจะคิดให้กว้าง คิดให้ลึก คิดให้ไกล.

สำหรับคนที่ไม่เชื่อชาติหน้า ก็ขอให้ท่านลองเปรียบเทียบดูว่า ถ้ามีคนเอานิยายสุดคลาสสิคอันเป็นที่รักยิ่งของท่าน ไปแปรเนื้อหาเสียเน่าเฟะ.

ท่านเองจะชอบหรือไม่?

บางทีอาจจะต้องโดนด่ามากมายจนหูชา เช่นกับ เซลีน ดิออน ร้องร็อค ก็เป็นได้.

นี่เป็นผลที่เห็นได้ในปัจจุบันเลยนะครับ.

แต่ความจริงแล้วไม่ควรจะคิดแค่ผลในชาตินี้ เพราะบางทีเราก็ไม่เห็นชัดนัก แม้ตามหลักการทางพระพุทธศาสนาแล้วผลเพียงเสี้ยววินาทีมันจะมากมายจนนับได้ยากก็ตาม.

เพราะการคิดผลแค่ในชาตินี้ ละเอียดไป เราปัญญาไม่มากอย่างคนสมัยก่อน ไม่ตระหนักนัก.

แต่ถ้าเราคิดไปถึงชาติหน้า ภาพจะชัดมาก เราจะตระหนักได้มาก และไม่กล้าทำอะไรที่มันไม่ดีเลย.

เพราะไม่ว่าชาตินี้ชั่วแล้ว จะสุขแค่ไหนก็ตาม แต่ชาติหน้ามันไม่ใช่ชาติเดียว มันนับไม่ได้ มันมโหฬาร ทำไมดี ก็รับกันบานตะไท.

มันก็เหมือนกับที่เราคิดว่า การกระทำของดักซิ่นดี ทำให้เศรษฐกิจดี สังคมดีขึ้นมากมาย แต่เราก็กังวลกันว่า อีกหลายสิบปีข้างหน้า มันจะแย่ มันจะจม.

พอเราคิดอย่างนี้ปุ๊บเราก็หนักใจ กังวลมากขึ้น และพยายามมากขึ้น.

แต่ถ้าเรามีแนวคิดว่า แค่นี้ก็ดีแล้ว เค้าก็ทำให้เรารวยแล้วก็พอกัน อย่างนี้ เราก็จะไม่สนใจ วางเฉย บ้าใบ้บอดหนวกไปเลย.

ผมเองก็จะไม่ทำอย่างนั้น ทั้งทางโลกและทางธรรม.

เราควรจะมองอดีตทั้งที่สั้นและยาว มองอนาคตทั้งที่ใกล้และไกล เพื่อปรับปรุงใช้ในปัจจุบัน.

โปรดอย่าลืมว่า เราก็เคยเป็นเด็ก และเราก็กำลังแก่ ที่สุดเราก็ต้องตาย มันไม่นานเลย.

ผมอายุ 21 ปี และนี่ก็อาจเป็นปีสุดท้ายของผมแล้วก็ได้.

คุณเองก็เหมือนกันไม่มากมาย ไม่เกิน ร้อยสองร้อยปี ก็ต้องไปเหมือนกัน.

และถ้าชาติหน้ามีจริง ก็ต้องเดินทางอีกไกล.

แต่เท่าที่ดูเสบียงที่เตรียมไปไม่ดีเลยนะครับ.

ชีวิตน้อยนัก นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก อันคนฉลาดจะพึงทำความเข้าใจความจริงนี้ได้ด้วยปัญญา เพราะใครๆที่เกิดแล้วจะไม่ตาย ไม่มี.

เหมือนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เหมือนการเกิดขึ้นของฟองบนผิวน้ำ เหมือนชีวิตวัยมัธยมปลาย. แผลบเดียวก็จางหาย แผลบเดียวก็แต่ทำลาย แผลบเดียวก็ไม่เหลืออะไร.

แม้อัตตาจะไม่มีอยู่จริงก็ตาม แต่อนัตตาที่มีอยู่จริงนี้นี่แหละ ที่พวกเราบริหารไม่ดี ก็จะทำให้อนัตตาเดือดร้อน ทรมาน.

เพราะอนัตตานั่นแหละที่เจ็บ อนัตตานั่นแหละที่แก่ อนัตตานั่นแหละที่ตาย อนัตตา คือ ขันธ์ที่สืบต่อกันมันเกิดแล้วก็ตาย.

ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครทั้งนั้น.

การที่เราถือว่าขาดสูญ เพราะเราฝังใจไว้ว่า มีอัตตานั่นแหละที่ขาดสูญ.

การที่เราคิดว่าเที่ยงแท้้ วิญญาณล่องลอย ชีวิตยั่งยืน เพราะเราฝังใจไว้แล้วว่า มีอัตตานั่นแหละที่เที่ยวไป.

แต่การที่เราคิดว่า เป็นอนัตตา เพราะเราฝังใจไว้ว่า มีเพียงธรรมะที่กำลังเกิดดับสืบต่อกันไปบ้าง(ขันธ์ ๕) ไม่เกิดดับเป็นอมตะบ้าง(นิพพาน).

ไม่มีเรา ไม่ใช่ของเรา และไม่มีแก่นสารอะไรที่จะเป็นเราได้เลย.

แต่ว่าอนัตตานี้ ช่างสร้างความเดือดร้อนเสียเกินประมาณ.

ที่มันสร้างความเดือดร้อนเสียเกินขนาดนั้น ก็เพราะอนัตตาเป็นปัจจัยแก่อนัตตาได้ไม่ดี.

อนัตตาชั่วๆ ทำให้อนัตตาทรามๆเกิดขึ้นในภายหลัง.

ความโกรธในตอนแรกทำให้หน้าตาบูดเบี้ยวในวินาทีนั้นเลย.

ทำให้ร้องให้ในวินาทีต่อๆมา.

ทำให้ตาปูดตอนไปชกกัน.

ทำให้โดนจับตอนตำรวจมา.

ทำให้ตกงานตอนประวัติถึงมือนาย.

ทำให้จิบหายไปถึงชาติหน้า.

ต้องตกนรก เจ็บปวดอุรา.

คิดย้อนกลับมาสุดแสนเสียใจ.

แม้ที่นี่จะเป็นบอร์ดไร้สาระก็ตาม แต่ก็ขอเสนอแนะไว้ เพราะเป็นห่วง.

อย่างเลย อย่าล้อเลียกับธรรม เพราะต้องระกำผับผลเสียมากมาย.

เป็นเรื่องน่าสงสารที่คนไทย ที่อ้างตัวเป็นชาวพุทธส่วนหนึ่ง ไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก.

ที่เคยอ่านก็อ่านผ่านๆ ที่อ่านจบก็จำไม่ได้.

แล้วจะได้อะไร. ก็ได้ความงุนงง ความคิดเดา คาดคะเน คล้อยตามอาจารย์.

บางคนก็งมงาย บางคนก็คัดค้านพระไตรปิฎก ให้ฉีกทิ้งไปเลยก็มี บางท่านก็เอามาล้อเล่น เห็นเป็นเรื่องน่าขำเสียดิบดี.

ทั้งๆที่ตนก็จำไม่ได้ ใช้ไม่เป็น อ่านยังแปลไม่ออกเลยก็เยอะ.

แต่ก็กล้าวิจาร กล้าดัดแปลง กล้าเผยแพร่.

ถูกไหม ที่ทำกัน?

หรือควรจะมองกันว่า "เด็กน้อยป้ายสีเทียนบนหนังสือวิชาแคลคูลัส ตัดวิชาฟิสิกส์เล่น ผสมเคมีมั่ว ไบโอถั่วดูรูปเล่นๆ(ภาพสวยดี) ?"

คุณจะชื่นชมพฤติกรรมเด็กอย่างนั้น ว่าเป็นพฤติกรรมของศาสตราจารย์หรือ?

หรือว่าจะตักเตือนว่าไม่ควรทำกันครับ ?

ไม่เหมาะนะ ถ้าเราทรงพระไตรปิฎกไม่ได้ จำไม่ได้ เข้าใจไม่ลึก แล้วจะวิจาร ดัดแปลง แก้ไข.

เพราะผลที่เราจะได้รับมันไม่คุ้มเลย.

จากประสบการที่ผมศึกษาทรงจำพระไตรปิฎกมาตั้งแต่เรียนอยู่ ม. 4 ตอนนี้ก็ร่วม 4 ปีกว่า.

ไม่นับปฏิบัติมั่วตามอาจารย์ต่างๆอีก 1 ปี.

ผมพบว่า คนไทยจำพระไตรปิฎกได้น้อยมาก และความเข้าใจก็ไม่ได้ถึงแก่นสารอะไรเลย.

เพราะเค้าถืออาจารย์เป็นประมาณ และเค้ามองไม่กว้าง ไม่มีหลักฐานอะไร.

แล้วสุดท้ายก็ไปโทษที่ผล พอเห็นพระไม่ดีทำผิด ก็ว่าพระเลว ศาสนาเลว.

แต่ตัวเองไม่จำ ไม่เรียน ไม่ศึกษา.

จริงๆควรกล่าวว่า พากันเลว มันจึงจะถูก.

ตักบาตรก็ใส่เงิน พอพระเพลิน ก็หาว่า พระชั่ว.

แล้วไอ้เงินที่ใส่บาตรมาที่พระท่านนั้น ใส่มาทำไม ?

ถ้าศึกษาพระไตรปิฎกมาดี ทรงจำได้มาก จะไม่มีปัญหาเลย.

ฉะนั้น ขอเตือนว่า ควรจะจำพระไตรปิฎกให้ได้มากๆ เข้าใจดีจริงๆ แล้วจึงค่อยพูด.

ไม่อยากให้เดือดร้อนกับผลที่จะได้รับ นะครับ.

ผมเคยเจอมาก่อน และทราบว่า มันยุ่งยาก ลำบากเช่นไร....


ด้วยความปรารถนาดี : จากคนเริ่มประเด็น

ขี้เกียจอ่าน[แก้ไข]

พี่แกเขียนอะไรของพี่แกหน่ะ เนื้อหาวกไปวนมา แต่ประเด็นคือจะบอกให้เราลบการล้อเลียนพระธรรม ว่างั้น

ไร้สาระน่าคุณ

อ้อ ขอพูดตรงนี้ให้ชัดๆเลยก็แล้วกัน ผมไม่นับถือพุทธศาสนา อย่างที่ชาวบ้านเขานับถือกัน

ผมนับถือปรัชญา โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นปรัญชาของพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือ เต๋า ขอเพียงฟังดูมีเหตุ-มีผล ก็ใช้ได้

นอกจากนั้น ผมจำได้ว่า ในพุทธประวัติ พระพุทธองค์ทรงเคยถูกทูลถามเกี่ยวกับเรื่องชาติหน้า

ผมจำไม่ได้โดยละเอียดว่าทรงตรัสตอบไปว่ากระไรบ้าง แต่โดยสรุปแล้ว มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย

การเข้าใจในสัจธรรมต่างหากที่สำคัญจริง

ดังนั้น แก่นแท้ของพุทธปรัชญาคือ อริยสัจ๔ และหลักการสำคัณของพุทธองคฺคือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ และ ธำรงค์ตนอยู่ในความไม่ประมาท

นอกจากนี้ บาป คืออะไร บุญคืออะไร

บาปคือการกระทำ อันส่งผลเสีย หรืออาจจะส่งผลเสียต่อผู้อื่น

บุญคือการกระทำ อันส่งผลดี หรืออาจจะส่งผลดีต่อผู้อื่น

ส่วนการกระทำที่ไม่ส่งผลอะไรต่อผู้อื่นเลย เรียกว่า กิริยา

การกระทำของเรา ในการเอาพระธรรมมาล้อเลียน จริงอยู่ว่า อยู่ภายใต้ชื่อว่า ล้อเลียน แต่

ความุ่งหมายของมันคือ ทำให้ผู้คนได้อ่าน ได้จำ และนำไปปฎิบัติตามได้

ดังนั้น พูดให้ถูกต้องแล้วก็คือ ผู้เขียนบทความนี้ เขียนด้วยจิตเมตตาและมีอารมณ์ขัน

อานิสงค์ของการเขียนบทความนี้ ย่อมส่งผลบุญให้แก่เขา มากกว่าที่จะเป็นบาปด้วยซ้ำไป

พูดให้ชัดเจนกว่านี้ การเขียนบทความนี้ ไม่อาจจะเรียกว่าทำบาปได้ด้วยซ้ำไป อย่างน้อยที่สุดก็เป็น กิริยา

เนื้อหาในบทความนี้ ไม่ได้สอนให้ใครไปทำผิดบาปอันใดนี่ครับ แล้วจะบอกว่าเป็นบาปได้อย่างไร

เห็นคุณอ้างว่าอ่านพระไตรฯมาเยอะแล้ว

ผมขอพูดเลย คุณมันก็แค่ จำได้ แต่ไม่เข้าใจ เท่านั้นแหละ

กลับไปทำความเข้าใจต่อพุทธปรัชญาให้มากกว่านี้เถิด อย่าให้เสียทีที่อ้างตัวว่าเป็นชาวพุทธศาสนาเลย

อนุโมทนา

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 09:07, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ตรงประเด็นมาก[แก้ไข]

บทความต่อไปนี้ ถ้าคิดว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ห้ามอ่าน เพราะแรงมาก.

ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุตต์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวค้านว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญาไว้ ในตอนเริ่มต้นแห่งหนังสือ "พุทธธรรม" ที่โด่งดังไปทั่วโลก ครับ.

เราควรจะส่งบทความนี้ ไปให้ท่านตัดสินนะครับ ว่าเหมาะสมแค่ไหนกับการเผยแพร่ และต่างอะไรกับภาพภิกษุสันดานกา.

ส่วนคำว่าบาปกับบุญที่ท่านกล่าวนั้น อธิบายไม่ครบถ้วนตามพระคัมภีร์ นะครับ ซึ่งผมจะไม่อ้างอิงให้ดู เพราะเห็นว่า ท่านก็คงไม่อ่านเช่นเคย.

การอธิบายของผมนับว่าย่อแล้วครับ ผมยังไม่ได้อ้างอิงที่มาเลย จึงจัดว่าอติสงฺเขป (ย่อมากมาย) ครับ.

ถือเสียว่าผมอาศัยคุณ และไร้สารานุกรม ในการอธิบายความจริงนะครับ. และคงไม่ใช่การคุยกันโดยตรง เพราะหลักการไม่ตรงกันอยู่แล้ว คุยกันก็ทะเลาะเปล่าๆ ผมเอาหลักฐานทางพระไตรปิฎก-อรรถกถา-ฏีกา มากกว่า 200 เล่ม ส่วนคุณก็เอาหลักผสมศาสนา โดยเว้นศาสนาพุทธตามตำราเสีย. ซึ่งไม่ดีเลยหากคุณและผมจะถือว่าเรากำลังสนทนากัน เพราะอาจจะเกิดการเคืองใจได้ ขอให้คิดเสียว่าผมอาศัยเท่านั้น ครับ.

อย่าเคืองกันเลย เรามามีความสุขร่วมกันเถิด ครับ. และที่จะกล่าวต่อไปนี้ ใครจะอ่านก็ได้ทั้งนั้นครับ แต่ไม่ควรจะโกรธกันนะครับ มันไม่ดี บาป ครับ.


บทความต่อไปนี้ ถ้าคิดว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ห้ามอ่าน เพราะแรงมาก.

สิ่งที่ต้องการจะกล่าวถึงข้างบน ก็คือ คำอธิบายความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของคอมเม้นบนๆ ครับ.

ผมเห็นว่า เข้าใจไม่ตรงตามคำสอน ก็อธิบาย ซึ่งบางอย่างไม่ได้แยกหัวข้อ แต่กล่าวรวมกันทีเดียว ซึ่ง มีประเด็นหลัก ๆ ดังนี้ :-

1. ชี้ชวนให้เห็นความสำคัญของชาติหน้า และเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ปัจจุบันด้วย.

2. อธิบายเรื่อง สัสตทิฏฐิ-อุจเฉททิฏฐิ อัตตา-อนัตตา.

3. ยกตัวอย่างเรื่องผลเสียของการล้อเลียนทั้งชาตินี้และชาติหน้า.

4. ชักชวนให้เบื่อหน่าย คลายกำหนัด.

5. ความขี้เกียจอ่าน เป็นนิสัยที่เสียที่สุดของคนไทยส่วนหนึ่ง ที่ทำให้พระศาสนาพุทธกำลังวิบัติไป ครับ.

ตามสเต็ปว่า ยุคก่อน : ตำราน้อยหากยากแสนเข็ญ ส่วนคนจำได้มีมาก. ยุคนี้ : ตำรามากขึ้น แต่คนจำได้กลับน้อยลง-ไม่มีเลย.



บทความต่อไปนี้ ถ้าคิดว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ห้ามอ่าน เพราะแรงมาก.

เรื่องนรก-สวรรค์นั้น ผมไม่เคยเห็น ไม่เคยพบ ไม่เคยสัมผัสใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่ผมก็พยายามทำตามคำสอนอยู่.

แต่ผมก็เชื่อ เพราะเห็นว่าในพระไตรปิฎกมีอยู่มากจริงๆ และทั้งพระพุทธเจ้า และพระสาวกก็กล่าวถึงไว้มากจนผมไม่ากล้าจะปฏิเสธเลย ทั้งๆที่เคยคลั่งวิทยาศาสตร์มากก็ตาม.

ทั้งนี้เพราะผมเคารพในคำสอนของบรรพชนรุ่นหลัง โดยเฉพาะพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ดังนั้นสิ่งใดที่เคยมีมาเราจะไม่เปลี่ยน ครับ.

และสิ่งที่สำคัญ คือ ถ้านรกมีจริง ตามเหตุผลในคัมภีร์ ก็ควรจะกล่าวว่า การกระทำของผู้เขียนบทความนี้ จะทำให้เขาลำบาก ครับ.

ซึ่งผมเห็นว่าควรบอก และก็ได้บอกไป ครับ เพราะปราถนาความไม่มีโรค ไม่มีทุกข์แก่ท่านผู้เขียน ครับ.


บทความต่อไปนี้ ถ้าคิดว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ห้ามอ่าน เพราะแรงมาก.


ส่วนผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธนั้นอย่าเดือดร้อน ครับ เพราะคุณไม่ได้นับถือหลักการเดียวกับคนที่นับถือศาสนาพุทธ.

ท่านอย่าสนใจคำของชาวพุทธเลยหากมันจะทำให้ท่านเคือง ท่านไม่ใช่ชาวพุทธแล้วจะมาสนใจอะไรกับคำของคนพุทธ เราไม่ได้ก้าวก่ายกับคำสอนของท่าน แต่เราปกป้องคำสอนของเราที่ถูกรุกรานอย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีการอ้างอิงจากพระไตรปิฎก และไม่มีการเคารพในคำท้วง มีการเอามาเปลี่ยนแปลง เหมือนการกระทำของคนต่างศาสนาบางกลุ่มที่เอาพระไตรปิฎกไปดัดแปลงแล้วเผยแพร่.

ชาวพุทธไม่ปล่อยให้ใครทำร้ายนะครับ แต่เราก็ไม่ใช้กำลัง คำหยาบคาย และการเสียดสี.

สิ่งที่ใช้คือเหตุผล และความปรารถนาดี ครับ.

ซึ่งเหตุผลเป็นเรื่องที่ต้องอ่าน ศึกษา และเรียนรู้มากทีเดียว ดังนั้นจึงต้องอธิบายกันยาวไปด้วย.

ควรรักษาคุณภาพนะครับ อยู่ในวิกิพีเดียมีสาระอย่างไร อยู่ในไร้สาระก็อย่าให้ห่างกันมากนัก.

ผมก็แนะนำอีกนั่นแหละครับ จะทำหรือไม่ทำ จะอ่านหรือไม่อ่าน เป็นสิทธิส่วนบุคคล ครับ.

จาก : จ.ข.ค.ห.แรก.

  • "แต่ผมก็เชื่อ เพราะเห็นว่าในพระไตรปิฎกมีอยู่มากจริงๆ และทั้งพระพุทธเจ้า และพระสาวกก็กล่าวถึงไว้มากจนผมไม่ากล้าจะปฏิเสธเลย"

อ้อ...สรุปว่าเชื่อเพราะเห็นว่ามีกล่าวถึงไว้มาก ทั้งที่พระพุทธเจ้าท่านก็บอกไว้ว่าอย่าเชื่อแม้แต่พระองค์เอง แต่จงคิดและไตร่ตรองให้เข้าใจและเห็นว่าเป็นจริงจึงเชื่อ มิน่าล่ะถึงไม่เข้าใจกาลามสูตร Al 13:23, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

  • อ้อ...สรุปว่าเชื่อเพราะเห็นว่ามีกล่าวถึงไว้มาก ทั้งที่พระพุทธเจ้าท่านก็บอกไว้ว่าอย่าเชื่อแม้แต่พระองค์เอง(1) แต่จงคิดและไตร่ตรองให้เข้าใจและเห็นว่าเป็นจริงจึงเชื่อ(2) มิน่าล่ะถึงไม่เข้าใจกาลามสูตร

บทความต่อไปนี้ ถ้าคิดว่าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ห้ามอ่าน เพราะแรงมาก.

จาก (1) - ควรหาพระสูตรมาอ้างอิง นะครับ. โดยส่วนตัวแล้วผมยังไม่เคยเห็นถ้อยคำอย่างนี้เลย.

จาก (2) - ลองเทียบกับกาลามสูตร ข้อ 5,6,7,8 ดูนะครับ.

อย่าเห็นว่าเป็นการจับผิดกันเลยนะครับ ถ้าจะทำให้ไม่พอใจ ถือว่า ตัวอักษรนก-ตัวอักษรปลาแล้วกันครับ ปล่อยๆมันไป.

แต่ถ้าหากสนใจ ขอให้อ่านตามลิงค์นี้ดู นะครับ.

[1], [2], [3], [4](ดูข้อ 7.), [5], [6], [7], [8].

จากลิงค์ จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้า ทรงตรัสไว้ในหลายที่ว่า การเชื่อว่ามีโลกหน้า เป็นสัมมาทิฏฐิ เชื่อว่ามีโอปปาติกะ เป็นสัมมาทิฏฐิ ในหลายสูตร(ยกมาพอเป็นตัวอย่าง), และในทางกลับกัน อีกหลายสูตรที่ยกมาก็แสดงให้ตระหนักไว้อีกว่า การเห็นว่า โลกหน้าไม่มี โอปปาติกะไม่มีนั้น เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นนัตถิกทิฏฐิ(อุทเฉททิฏฐิประเภทหนึ่ง).

ทั้งนี้ มีสูตรที่หลายถึงเทวดาและนรกสวรรค์อีกมาก เช่น มหาสมยสูตร สักกปัญหสูตร มหาปรินิพพานสูตร อัคคัญญสูตร พาลบัณฑิตสูตร เทวฑูตสูตร เป็นต้น บางครั้งก็กล่าวกันเป็นหัวข้อใหญ่มาก เช่น พระวินัยเรื่อง ฆ่าคน-เทพ-ผี ในพระวินัยปิฎกเล่ม 1 , พระวินัยเรื่องการอวดอุตตริมนุสธรรม พระวินัยเล่ม 1, พระวินัยเล่ม 4 ก็เยอะมาก เป็นต้น, บางทีก็กล่าวไว้เป็นเล่มๆ ได้แก่ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา ชาดก พุทธวังสะ จริยาปิฎก เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่ต้องกล่าวรวมคำว่า "แต่ตายกายแตกไปย่อมเข้าถึง...(นรก/สวรรค์)..." เลย เพราะพบมากจนจำกันได้หมดแล้ว.

ฝากไว้พิจารณา ครับ หากจะเป็นที่ไม่พอใจ ก็ขออภัย ขอโทษ และขออโหสิไว้ด้วย ครับ.

พูดต่อ[แก้ไข]

อ้อ...สรุปว่าเชื่อเพราะเห็นว่ามีกล่าวถึงไว้มาก ทั้งที่พระพุทธเจ้าท่านก็บอกไว้ว่าอย่าเชื่อแม้แต่พระองค์เอง
แต่จงคิดและไตร่ตรองให้เข้าใจและเห็นว่าเป็นจริงจึงเชื่อ มิน่าล่ะถึงไม่เข้าใจกาลามสูตร Al 13:23, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เอามาเน้นให้อ่านอีกครั้งนะครับ และผมขอพูดอีกครั้งว่า

คุณถือศาสนาพุทธไว้บนหิ้ง แต่คุณไม่ได้เข้าใจในพุทธหรือพระพุทธเจ้า ดังนั้นคุณไม่มีทางได้ตรัสรู้ ปรินิพพาน หรือกระทั่งรู้จักสายกลางได้

ผมเข้าใจไหม? ผมคิดว่าเข้าใจในระดับหนึ่ง ผมเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธองค์องค์ต้องการจะสอน

พระพุทธองค์ต้องการสอนอะไร?

  1. ให้ทุกคนรู้จักความสุขที่แท้จริง
  2. ความสุขที่แท้จริงนั้นมาจากภายในไม่ใช่ภายนอกหรือจากการยึดติดอัตตาต่างๆ
    • เพื่อให้คนตระหนักรู้ว่าความทุกข์ทั้งหลายมาจากตัวเราเองจึงกำเนิดหลักบางอย่างขึ้น > อันนี้มาซึ่ง อริยสัจ 4
  3. การมีความสุขของเรานั้นต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน > ทำให้เกิดการทำความดีขึ้น
  4. การเข้าใจว่าความสุขจากภายในนั้นเป็นสิ่งที่ยากแต่ละคนเข้าถึงได้ไม่เหมือนกัน ต้องใช้ปัญญาประกอบ
    • ดังนั้นพระพุทธองค์จึงสอนให้เรารู้จักใช้ปัญญาเพื่อใช้รู้จักตรงนี้ด้วยตนเอง > ทำให้พุทธศาสนาจึงเน้นเรื่องปัญญา

ผมเข้าใจแค่นี้ แต่ผมเชื่อว่าผมรู้ทั้งหมดของศาสนาพุทธแล้ว ไม่เชื่อคุณลองดู ทั้งหมดของพระไตรปิฏก สามารถตอบได้ด้วยข้อสังเกตที่ผมว่าทั้งสิ้น

หากคุณบอกว่าสิ่งที่ผมทำเป็นการบิดเบือน หรือล้อเลียนสิ่งที่ผิด ผมก็คิืดว่านิกายต่างๆนอกจากเถรวาทในสายตาคุณก็เป็นสิ่งที่ผิดทั้งหมดด้วยสิ?

ผมเคยอ่านหนังสือปรัชญาของนิกายเซนอันหนึ่งที่พุทธทาสภิกขุได้แปลไว้อันหนึ่ง

ทุกนิกายล้วนแต่ไม่มีอันไหนผิดทั้งสิ้น เพราะแต่ละคนมีสภาพแวดล้อม นิสัย ความคิด ความเฉลียวฉลาดที่ต่างกัน แต่ละนิกายก็เพื่อตอบสนองความแตกต่างของแต่ละคนนั้นเพื่อให้เข้าถึงพุทธได้เหมือนกัน

รู้ไหมว่าหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมคิดได้เลยในทันทีว่า ผมไม่เหมาะกับเถรวาท หรือ เชื่องช้า ที่ในหนังสือเล่มนั้นบอก แต่ผมเหมาะกับ เซน หรือเฉียบพลัน มากกว่า

ผมคิดอย่างนี้ผิดหรือครับ?

เพราะแต่ละคนมีทุกสิ่งที่ไม่เหมือนกัน การสอนย่อมแตกต่างกันด้วย กาลามสูตรทั่วไปย่อมเข้าถึงได้แค่กลุ่มหนึ่ง แต่กาลามสูตรนี้จะสามารถข้าถึงได้กับคนอีกกลุ่มหนึ่งได้

คำสอนพระไตรปิกฏที่เห็นยืดยาวมีหลายกรณีก็ล้วนแต่เป็นเรื่องเดียวกัน ทว่าเพื่อคนที่ต่างกัน จากในนั้นจะเห็นได้ว่ามีหลายเรื่องที่บางคนรู้เรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ แต่พอพระพุทธองค์เปลี่ยนเรื่องให้เข้ากับธรรมชาติของคนผู้นั้น คนผู้นั้นก็พลันตรัสรู้ให้เห็นทันที ก็พบเห็นได้ทั่วไปมิใช่หรือ?

สิ่งที่คุณยึดนั้นมีแต่เปลือก และยากที่จะเข้าใจ ทำไมคุณถึงยึดถือมันอีกล่ะ?

อีกทั้งคุณแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณยึดถือนั้นไม่ถูกบิดเบือน ตั้ง2500กว่าปีมาแล้วเนี่ยนะ? ตัวอย่างง่าย ๆ การแผ่ส่วนบุญ ในยุคนั้นทำได้แค่เปรตเท่านั้น ไฉนเลยบัดนี้ถึงแผ่แม้แต่คนเป็นได้เล่า? แล้วคุณยังจะยึดสิ่งที่อาจจะบิดเบือนเป็นหลักเช่นนี้อยู่แทนที่จะเข้าใจเจตนาของมันมากกว่าอีกหรืออย่างไร?

ลองไปเรียนนิติเพื่อเป็นนักกฏหมายดู หากคุณยังทำเหมือนกับคุณเชื่อในพระไตรปิฏกคุณก็ไม่เจริญในสายนิติหรอก เพราะหลักของนิติกับพุทธเหมือนกัน ที่ต้องเข้าใจที่เจตนามากกว่าตัวข้อกำหนดที่ออกมาในรูปเล่ม

กรุณาอ่านให้หมด มันไม่ยืดเยื้อและอ้อมค้อม หากคุณเป็นสาย"ฉับพลัน"แล้วยอมรับมัน คุณจะเข้าใจมันได้ในทันที หากคุณยังคิดว่าผมเป็นใครก็ไม่รู้แล้วไม่รับความคิดของผม ก็เปรียบเสมือนคนที่ไม่เชื่อในองคุลีมาลที่เป็นพระอรหันต์แล้วเพราะเพียงเขาเคยหลงผิดมาก่อน

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 14:04, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

จับผิดคำพูด[แก้ไข]

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ไม่เสนาะหู ที่มีแต่การประชดประชันให้เสียอารมณ์ หากไม่อยากอ่านก็เชิญข้ามไป


  1. การกระทำของดักซิ่น
    • ดักซิ่นนี่ใคร? อ๋อ ทุจศิลใช่ไหม? รู้จักประยุกต์ใช้คำพูดหน่อยสิครับ แต่ละที่แต่ละคนก็ย่อมมีธรรมชาติที่ต่างกันไป หากคุณยังยึดหลักเดิมในการสั่งสอนกับทุกที่ไป เขาก็ไม่เข้าใจคุณหรอก อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะฉลาดเหมือนคุณสิ คุณฉลาดสุดแล้ว ไม่มีใครเข้าใจความฉลาดของคุณได้หรอก
  2. สำหรับคนที่ไม่เชื่อชาติหน้า ก็ขอให้ท่านลองเปรียบเทียบดูว่า ถ้ามีคนเอานิยายสุดคลาสสิคอันเป็นที่รักยิ่งของท่าน ไปแปรเนื้อหาเสียเน่าเฟะ. ท่านเองจะชอบหรือไม่?
    • อยู่แล้วครับ ไม่มีใครชอบหรอก ดูตัวอย่างพวกSJสิ พวกแฟนคลับมาด่าเราเละอยู่ตลอดเลย
  3. ผมอายุ 21 ปี และนี่ก็อาจเป็นปีสุดท้ายของผมแล้วก็ได้
    • อายุ21เหรอครับ? (ไม่มีนัยยะใด ๆ แฝง)
  4. เพราะอนัตตานั่นแหละที่เจ็บ อนัตตานั่นแหละที่แก่ อนัตตานั่นแหละที่ตาย อนัตตา คือ ขันธ์ที่สืบต่อกันมันเกิดแล้วก็ตาย.
    • ไม่ใช่อัตตาเหรอ? อนัตตาแปลว่าไม่มีตัวตน มันจะมีตัวตนได้ยังไง? เอาเป็นว่าผมเข้าใจว่าคุณพูดถึงอัตตาก็แล้วกัน..... ไม่มีกระจกคันฉ่องส่อง แล้วฝุ่นใดเล่าที่จะจับ?
  5. เป็นเรื่องน่าสงสารที่คนไทย ที่อ้างตัวเป็นชาวพุทธส่วนหนึ่ง ไม่เคยอ่านพระไตรปิฎก.
    • แต่เป็นเรื่องที่น่าสงสารมากกว่า ทั้งๆที่ได้อ่านพระไตรปิฏกแต่กลับไม่รู้จักตีความมัน ไม่ยอมใช้ปัญญา สักแต่ปฏิบัติตาม จนผิดความต้องการของพระพุทธองค์
  6. ผมพบว่า คนไทยจำพระไตรปิฎกได้น้อยมาก และความเข้าใจก็ไม่ได้ถึงแก่นสารอะไรเลย.
    • ผมพบว่าคุณจำได้อย่างเดียวและคีความเท่าที่มันมีอยู่ในนั้น แต่ไม่ได้เข้าใจถึงเจตนาของผู้ที่สร้างพระไตรปิฏกหรือสิ่งที่อยู่หลังฉากจนทำให้พระไตรปิฏกออกมาเป็นเช่นนี้เลย
  7. ถ้าศึกษาพระไตรปิฎกมาดี ทรงจำได้มาก จะไม่มีปัญหาเลย.
    • ท่องได้หมดแล้วจะตรัสรู้? แปลว่าพระธุดงที่อยู่บนป่าบนเขาจนมิอาจจะแตะต้องพระไตรปิฏกได้ไม่มีทางเข้าใจในพุทธหรือตรัสรู้ได้?
  8. ทั้งนี้เพราะผมเคารพในคำสอนของบรรพชนรุ่นหลัง โดยเฉพาะพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ดังนั้นสิ่งใดที่เคยมีมาเราจะไม่เปลี่ยน ครับ
    • เมื่อก่อนมีศาสนพิธีเหรอครับ มีการกราบไหว้รูปจำลองพระพุทธองค์หรือครับ มีการแผ่กุศลเมตตาให้สิ่งอื่นนอกจากเปรตเหรอครับ? นี่แหละที่เปลี่ยนไป


--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 14:27, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เอ่อ[แก้ไข]

สรุป ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด การผิดและถูกมันแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน

(สรุป มันเกี่ยวอะไรด้วย.. และจะลงเอยอย่างไร)

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 14:59, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ต่อ...[แก้ไข]

  1. มา อนุสฺสเวน - อย่าเชื่อตามที่ฟังมาเอง.
  2. มา ปรมฺปราย - อย่าชื่อตำนาน.
  3. มา อิติกิราย - อย่าเชื่อคำอธิบายตีความ.
  4. มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าเชื่อตำรา.*
  5. มา ตกฺกเหตุ - อย่าเชือตามการคิดไปเรื่อย.
  6. มา นยเหตุ - อย่าเชื่อตามแนวความคิด.
  7. มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าเชื่อตามความพอใจ.
  8. มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าเชื่อตามที่เห็นว่าตรงกับความคิดเห็นทรรศนะของกลุ่มตน.**
  9. มา ภพฺพรูปตาย - อย่าเชื่อตามความน่าเชื่อถือ เช่นพระรูปนี้ดูเคร่งดี เชื่อพระรูปนี้ดีกว่า.
  10. มา สมโณ โน ครุ - อย่าเชื่อตามครูเรา สมณะเรา.
  • ไม่ใช่พระไตรปิฎก เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการใช้คำว่าพระไตรปิฎก มีตอนสังคายนาครั้งที่ ๓.
    • คำนี้ใช้ในพระไตรปิฎกหลายที่ ซึ่งบางที่ เป็นความหมายในทางที่ดี คือ เป็นวิปัสสนาญาณ.


ถ้าอ่านแค่นี้ สงสัยต้องไปอยู่เกาะ เพราะมันอยู่กับใครไม่ได้จริงๆ พ่อแม่ก็คงต้องแยกทางกันเลย.

ท่านให้หลักไว้ต่อไปว่า ต้องเทียบก่อนว่า ทำแล้วมันเป็นบุญ หรือ บาป โลภะเกิดไหม โทสะหล่ะ โมหะหล่ะเกิดไหม ถ้าไม่เกิด แล้วเป็นุบญไหม ถ้าเป็นก็ทำ ถ้ามันบาปก็ไม่ทำ. แล้วทรงแสดงเรื่องของการเจริญเมตตา มีบทสรุปผงของเมตตาว่า :-

"อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบันว่า :-

  1. ก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่องให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๑ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
  2. ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมทำดี ทำชั่วไม่มี เราไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์เป็นสุข บริหารตนอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๒ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
  3. ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ชื่อว่าทำบาป เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมเล่า ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๓ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
  4. ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ไม่ชื่อว่าทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็นตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๔ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่มีเศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แลในปัจจุบัน ฯ"

-เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ บรรทัดที่ ๔๙๓๐ - ๕๐๙๒. หน้าที่ ๒๑๒ - ๒๑๘.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=4930&Z=5092&pagebreak=0

-ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=505


๑๑.มา ฟอเวิดเมวยะ โน เคนะ - อย่าเชื่อตามฟอเวิร์ดเมล์ อย่าเชื่อตาม ค.(เคนะ).

๑๒.มา เวปบอดิยะ โน เคนะ - อย่าทำกิริยาเว็บบอร์ด อย่าเชื่อตาม ค.(เคนะ).

๑๓.มา แม้วายะ อย่าเชื่อตามคุณหญิงแม้ว(นาปัจจัย อิตถีลิงค์ แปลงเป็น ยะแล้วทีฆะ จึงต้องเป้นคุณหญิงแม้ว)

๑๔.มา ตาลิมายะ อย่าเชื่อตามคุณหญิงลิ้ม.

๑๕.มา จตุคอแรเทพา อย่าเป็นจตุคอแรเทพา

๑๖.มา มักกะ อย่าเป็นสมัคร

  • ๑.กะทิ อนุสสเวนะ - คุณกะทิครับ จงเชื่อตามที่ได้ฟังมานะ.
  • ๒.แมวนะ ปรัมปายะ - คุณ"แม้วนะ" ครับ จงเชื่อตามประเพณีนะ.
  • ๓.สะระยวย อิติกิรายะ - คุณ"สรยวย" ครับ จงเชื่อตามคำอธิบายนะ.
  • ๔.สุระยวย อาการปริวิตักเกนะ - คุณ"สุรยวย" ครับ จงเชื่อตามการคิดไปเรื่อยนะ.
  • ๕.พะริกะ ตักกเหตุ - คุณ"พริก" ครับ จงเชื่อตามแนวความคิดของตนนะ.
  • ๖.วิเกรียนนะ นยเหตุ - คุณ"วิเกรียนนะ" ครับ จงเชื่อตามความพอใจนะ.
  • ๗.ฝะระนะ ปิฏกสัมปทาเนนะ - คุณ"ฝะระนะ" ครับ จงเชื่อตามตำรานะ.
  • ๘.อะสะตะนะ ทิฏฐินิชฌานักขันติยา - คุณ"อะสะตะนะ" ครับ จงเชื่อตามทรรศนะของกลุ่มตนนะ.
  • ๙.ถุยะนะ ภุพพรูปตายะ - คุณ"ถุงยาง" ครับ จงเชื่อตามความน่าเชื่อถือรูปร่างหน้าตาท่าทางนะ.
  • ๑๐.อะซะโคพินะ สมโณ โน - คุณ"อะซะโคพินะ" ครับ จงอย่าเป็นสมณะนะครับ.
  • ๑.หมักกลาวะกะ มีตังนะยะ - คุณ"หมักลาวะกะ" ครับ จงเชื่อตามคุณมีตังนะครับ.
  • ๒.รุปานะ มา นายากะนะ คุณรุปปานะครับ คุณนายากะนะ ครับ มันไม่ใช่นะครับ.
  • ๓.ระถะยะ นาพามายะ - เจ้ารถถัง จะเชื่อตามนาพามา.
  • ๔.ฝะระนะ ปิฏกสัมปทาเนนะ - คุณฝรั่ง จงเชื่อตามตำราซะ.
  • ๕.มา ไอซีทะ ตักกเหตุ - คุณไอซีที อย่าเชื่อตามการคิดไปเรื่อยนะ.
  • ๖.มา วะทะนะ ตักกเหตุ -คุณวะทะนะ อย่าเชื่อตามการคิดไปเรื่อยนะ.
  • ๗.ถุยะนะ ภุพพรูปตายะ -คุณถุงยาง จงเชื่อตามรูปร่างหน้าตาท่าทางนะ.
  • ๘.วิเกรียนนะ นยเหตุ -คุณวิเกรียน จงเชื่อตามความพอใจ.
  • ๙.มึเกิลอะนะ สมโณ โน - คุณ มึเกิลอะนะ ครับ จงอย่าเป็นสมณะ ครับ.
  • ๑๐.ไรสะระนุโกมะ สมโณ โน จ - และคุณไร้สารานุโกมะ ครับ อย่าเป็นสมณะด้วย ครับ.


มา, โน แปลว่า ไม่, อย่า. ส่วนคำว่า จงเชื่อ อย่าเชื่อ นั้น เติมตามอรรถกถา.


ครั้งต่อไปเราจะมาดูกันว่า ในพระไตรปิฎก พูดถึง นรกสวรรค์มากแค่ไหน?

เอาล่ะ[แก้ไข]

ผมคิดว่าสิ่งที่คุณบอกในตอนแรก สิ่งที่ผมเขียนผิดนั่นคือภาษาบาลีใช่ไหม?

โอเคตรงนี้ผมยอมรับ เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องภาษาบาลีเลย การที่คุณมาแก้ตรงนี้ให้ผมขอบคุณมาก

แต่....

ถ้าพูดถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ ล้อเลียนแล้วผิด ผมว่าผมไม่ผิด เพราะเจตนาผมดี ทำบุญหรือบาปเขาวัดที่เจตนาไม่ใช่หรือ?

ถ้าพูดเรื่องกาลามสูตรแล้วยึดหลักกาลามสูตรจนไม่เชื่อใครเลยมันก็ผิด เพราะตัวหลักนี้มันก็ค่อนข้างลักลั่นย้อนแย้งในตัวมันเองอยู่แล้ว (แต่ผู้รู้บางคนบอกว่าไม่ลักลั่นย้อนแย้ง เพราะในหลักมันบอกว่าอย่าพึงเชื่อ แปลว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ได้ แต่อย่าเชื่อในทันที) ทำให้สังเกตได้ว่าในการยึดหลักตรงนี้ก็ต้องใช้ปัญญาประกอบในการไตร่ตรองด้วยเสมอ

ในการที่จะตีความหลักใดๆของพุทธ อย่าตีความจากล่างขึ้นบน หรือจากผลไปหาเหตุ แต่ต้องจากบนลงล่าง จากเจตนาหรือเหตุลงมาผลลัพธ์ด้านล่าง เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง และไม่ใช่ในเรื่องของพุทธอย่างเดียว แต่ต้องในทุกๆเรื่องด้วย

แล้วขอพูดเรื่องที่คุณมาอธิบายพระธรรมอะไรนี่สักหน่อยนะ

รู้ไหมว่าทำไมพระพุทธองค์ถึงสำเร็จในการเทศน์ที่ทำให้ผู้คนตรัสรู้ทุกครั้งไป แต่คนอื่นๆถึงทำไม่ได้?

เพราะพระพุทธองค์รู้วิธีการเทศน์การสั่งสอนให้เข้าถึงตัวตนของคนที่ฟัง ซึ่งแตกต่างกันไปตามเพศ วัย อายุ สิ่งแวดล้อม และความคิดสติปัญญา

เปรียบเสมือนบัวที่อยู่ใต้น้ำ ย่อมใช้วิธีเดียวกับบัวเหนือน้ำไม่ได้

วิธีการของคุณก็เช่นกัน คุณทำให้คนอื่นเข้าใจคุณไม่ได้ เพราะคนอื่นๆไม่ได้มีสิ่งแวดล้อมหรือสติปัญญาเหมือนคุณ ดังนั้นเปลี่ยนวิธีอธิบายเถอะครับ ผมไม่รู้เรื่องว่าคุณต้องการจะสื่ออะไร

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 16:00, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เอ่อ... คือว่านะ...[แก้ไข]

อยากจะรู้เหลือเกิ๊น....

เขียนมาทำไมหว่า ไม่เข้าใจอ่ะ = ="

แล้วก็ดูๆรวมๆน่าจะเป็นการเขียนวิจารณ์มากกว่า= ="

สรุปคือ กำลังงงครับ....

--Nutkidmaru.4|จะตีกันคุยกันได้้ 16:31, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เก็ตและ ว่าทำไม... ถึงได้งงอยู่ว่าทำไม..

ก็แค่ล้อเลียนเฉยๆหรอกน่า อย่าไปสนใจสิท่าน ไม่มีอยู่จริงก็จะไปคิดมากทำไม? ในเมื่อเขียนมามีจุดประสงค์ให้เพลิดเพลินผ่อนคลาย

ไม่ใช่ต่อต้านโจมตีเสียหน่อยนิคุณ คิดมากไปได้ละน่า...

--Nutkidmaru.4|จะตีกันคุยกันได้้ 16:37, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เฮ้อ[แก้ไข]

อดทนอ่านทุกตัวอักษร แต่...ขี้เกียจเถียงอะไรมาก คนอื่นเถียงไปละ คุณตอบให้ได้ก่อนเถอะ

แต่ประเด็นสำคัญที่คุณยังไม่กล่าวถึงเลย คือ การล้อเลียนกาลามสูตรในนี้ทำไมจึงบาป

อะไรที่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งร่างกายและจิตใจย่อมก่อให้เกิดบาป แต่บทความนี้ ไม่เบียดเบียนใคร อย่างน้อยก็ผมคนนึง ผมรู้จักกาลามสูตรครั้งแรกก็ที่นี่แหละ แล้วเป็นหนึ่งในหลักธรรมที่ให้ข้อคิดผมมากที่สุด รองลงมาจากไตรลักษณ์ (อริยสัจ 4 มีคนกล่าวถึงมากเสียเหลือเกิน แต่ปฏิบัติจริงได้ยากที่สุด ฉะนั้น เราจึงควรปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน) แล้วเหตุไฉนจึงเป็นบาปล่ะครับ?

แล้วสิ่งที่คุณเขียนนั้น ผมว่าคุณอ้างจากตำรามากไปโดยไม่ไตร่ตรองความเหมาะสมในกาลปัจจุบัน (แถมบางอันก็ตีความผิดอีก โดยเฉพาะอนัตตา) แถมยังกล่าวดูถูกผู้ไม่อ่านหรือจดจำพระไตรปิฏกไม่ได้ด้วย ผมว่าคุณก็รู้ว่าในหลักปัญญาทั้งหมดนั้น ปัญญาที่สูงสุดคือปัญญาที่มาจากการปฎิบัติจริง รองลงมาคือการคิดวิเคราะห์ และการอ่าน ฟัง จดจำ(ไม่อยากใช้ภาษาบาลี) หมายความว่า แค่อ่านแล้วจดจำได้ ไม่สามารถทำให้คนฉลาดได้แท้จริงหรอก กลับกัน คนที่จดจำได้น้อย แต่ประยุกต์ใช้จริงได้มาก นั่นล่ะคือมีปัญญามากที่สุด

เคยมีอยู่ครั้งนึง พระสงฆ์รูปหนึง มีความจำไม่ดี ท่องบทหลักธรรมอะไรไม่ได้ พระพุทธเจ้าสังเกตเห็น จึงได้เทศน์โดยตรง พระสงฆ์รูปนั้นเข้าถึงอรหันต์ได้ ทำไมคนที่ความจำไม่ดีถึงเข้าถึงอรหันต์ได้ล่ะ? ก็เพราะเขาเข้าใจและนำมาปฏิบัติยังไงล่ะ แค่ไม่อ่านพระไตรปิฎกนี่คุณคิดว่าเขาเลวมากเลยหรือไงครับ เห็นเสียดสีจัง คนที่ไม่สามารถจดจำเนื้อหาได้หมดแต่ก็ดัดแปลงหรือเผยแพร่ ก็เพราะว่าเพื่อที่จะมีคนเข้าใจเนื้อหาแทนเขายังไงล่ะครับ เราไม่เข้าถึงอรหันต์ แต่ช่วยคนอื่นให้เข้าถึงได้ เป็นบาปหรือบุญครับ? แล้วที่ไร้สาระนุกรมมีบทความหลักธรรมที่ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายกว่าเดิม แล้วมาเผยแพร่ เป็นบุญหรือบาปครับ?

ควรรักษาคุณภาพนะครับ อยู่ในวิกิพีเดียมีสาระอย่างไร อยู่ในไร้สาระก็อย่าให้ห่างกันมากนัก. 

ผมก็เห็นบทความนี้มีคุณภาพอยู่แล้ว เฮฮา แต่ไม่ทำร้ายใคร อีกข้อนึงคือ ทำไมเราต้องทำตามวิกิพีเดียทุกข้อล่ะครับ? เราเป็นแค่โครงการร่วมกัน ทดแทนกันในสิ่งที่ขาดไป ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันนี่


อัตตา = สัญญานไฟฟ้า[แก้ไข]

ต่อไป เป็นเรื่องชาตินี้-ชาติหน้า และ อัตตา-อนัตตา ตามความคิดของผมนะครับ คือผมวิเคราะห์จนห่างออกจากตัวพระไตรปิฏกเดิมเอาการ แต่สามารถเข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และสังคมศาสตร์ด้วย

มนุษย์แต่ละคน ต่างก็มีสิ่งที่เรียกว่าอัตตาอยู่ ใช่ มันคืออัตตาที่ไม่มีอยู่จริง แต่มนุษย์หมู่มากคิดว่ามันมีจริง ฉะนั้น อัตตาก็จึงมีจริงด้วย

อย่าง ความสุข ความทุกข์ บาป บุญ ความรัก ความเกลียดชัง ความเย็น ความร้อน ความเสียว(?) ความเค็ม มีตัวตนจริงๆมั้ยครับ แน่นอนว่าไม่มี แต่มนุษย์ก็กำหนดให้มันมีอยู่จริง ตามหลักอายตนะ 12 ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา มีตัวตนได้ เพราะมนุษย์สามารถสัมผัสมันได้ คุณคลำก้อนน้ำแข็ง คุณบอกว่ามันเย็น จึงกำหนดว่าก้อนน้ำแข็งนั้นมีอยู่จริง อันที่จริง ก้อนน้ำแข็งนั่น ก็เป็นแค่สัญญานไฟฟ้า จากเส้นประสาทไปถึงสมองของคุณก็เท่านั้นเอง

ทั้งสิ่งที่คุณสัมผัส จากอายตนะภายในทั้ง 5 (ซึ่งเป็นสัญญานไฟฟ้าจากประสาท) รวมกับสิ่งที่คุณคิด คุณรู้สึก คุณไตร่ตรอง (ซึ่งเป็นสัญญานไฟ้าที่ประมวลผลอยู่ในสมอง) เป็นอายตนะภายใน 6 แล้วเราก็กำหนดให้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และจิตใจ มีตัวตนอยู่จริืง มีอัตตา ก็แปลได้ว่า สิ่งที่เราเรียกว่ามีอยู่จริงทั้งมวล ก็เป็นแค่สัญญานไฟฟ้าทั้งหมด

ความสุขก็สัญญานไฟฟ้า ความทุกข์ก็สัญญานไฟฟ้า บุญก็สัญญานไฟฟ้า บาปก็สัญญานไฟฟ้า หมายความว่าเช่นไร? อันที่จริง ข้อความที่คุณอ่านอยู่นี่ก็สัญญานไฟฟ้า ความเชื่อของคุณก็สัญญานไฟฟ้า เพื่อนๆที่คุณรู้จักก็สัญญานไฟฟ้า โลกนี้ก็สัญญานไฟฟ้า จักรวาลนี้ก็สัญญานไฟฟ้า หลักธรรมก็เป็นสัญญานไฟฟ้าด้วย

มนุษย์ ต่างก็คิดว่า "สัญญานไฟฟ้า"ที่พวกเขาสัมผัส นึกคิด ต่างเป็น"สัจจะ"ทั้งสิ้น และนำไปสู่การมี"อัตตา" (ตัวตน) ด้วย

แต่หากเราคิดว่า "สัจจะ" และ "อัตตา" เป็นแค่สัญญานไฟฟ้า ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะกลายเป็น "อนัตตา"โดยฉับพลัน

ก็มันไม่มีอยู่จริงนี่? เป็นแค่ Electric Signal เท่านั้น

(ขอโทษนะครับ ผมก็ไม่เห็นว่า จักรวาลและอวกาศจะมีอยู่จริงเล้ย ก็แค่มันไปโผล่อยู่ตามหนังสือเรียนกับสื่อต่างๆเองนี่? หลุมดำ...ของแบบนี้มีจริงด้วย? แต่มีหรือไม่มีก็ช่างมันเหอะ สุดท้ายก็เป็นแค่ข้อมูล - สัญญานไฟฟ้าเอง)

แล้วทำไมอนัตตาจึงมีความดีความเลวล่ะ? ในเมื่อมันไม่มีตัวตน แค่สัญญานไฟฟ้า

ที่มันสร้างความเดือดร้อนเสียเกินขนาดนั้น ก็เพราะอนัตตาเป็นปัจจัยแก่อนัตตาได้ไม่ดี.

อนัตตาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความดีความชั่วเลยนะครับ หรือไม่จริง?

อัตตา = มีจริง[แก้ไข]

แต่แต่แต่ รู้มั้ยครับ ในอีกแง่หนึ่ง อัตตาก็มีจริงนะครับ

ผมไม่ได้บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตาโดยตรงนี่ ผมแค่ว่า่ "แต่หากเราคิดว่า..." เท่านั้นเอง

คือ ไม่ว่าสิ่งนั้นๆจะมีหรือไม่ก็ตาม ถ้ามนุษย์คิดว่ามี มันก็มีตัวตนครับ (พูดง่ายๆคือหลอกตัวเอง ไม่เช่นนั้น อัตตาของคนๆนั้นจะแตกเป็นเสี่ยงๆ คนที่ยังไม่เข้าถึงหลักพระธรรม ไม่สามารถออกจากสิ่งที่เรียกว่าอัตตาได้หรอกครับ) เช่น เราเลียเกลือ เราสัมผัสว่ามันเค็ม ดังนั้นเราจึงคิด(และเชื่อว่า)ว่าเกลือเค็มด้วย นั่นแหละครับ คืออัตตา (ความเค็ม) ที่มนุษย์ไม่สามารถเลี่ยงได้ และนำไปสู่สัจจะ (เกลือ) ในที่สุด ทั้งๆที่นั่นอาจจะไม่ใช่เกลือก็ได้ (เพราะอย่างไรเสีย ความเค็มนั่นก็เป็นสัญญานไฟฟ้า... นี่พูดคำนี้ครั้งที่เท่าไหร่แล้วหว่า ชักเบื่อละ)

แปลว่า อัตตากับมนุษย์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จนกว่าจะข่มใจหรือฝึกฝนใจจนได้ระดับอรหันต์ (ไกลจากกิเลส - แปลว่า ไม่มีอัตตาในสมองด้วย ตระหนักว่าทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งจอมปลอม-สัญญานไฟฟ้าหมด )

เอ้า คราวนี้ จะโยงไปที่เรื่องของ ชาติหน้ากับ บาป-บุญล่ะนะ

ชาติหน้า = ไม่จำกัดเวลา[แก้ไข]

คือ มนุษย์ทุกคนเนี่ย ต่างก็คิดว่าตัวเองมีอัตตา มีตัวตนเป็นของตนเอง แล้วพอมีมนุษย์หลายคน ก็ย่อมมีหลายอัตตาด้วย จริงมั้ย?

แล้วทีนี้ ในสังคมนึง ก็ย่อมมีอัตตาที่ผสมปนเปกันมากเสียเหลือเกิน แล้วแต่ละอัตตา ย่อมที่จะมีปฏิสัมพันธ์(ทั้งด้านดีและลบ)ซึ่งกันและกัน เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

บาป-บุญ กฎแห่งกรรม และ ชาติหน้า ถือกำเนิดจากการเชื่อมโยงระหว่างอัตตานี่แหละครับ

เช่นว่า นาย ก. ผู้ซึ่งมีอัตตา คิดว่าตนมีตัวตนเป็นมนุษย์ ไปชกหน้านาย ข. ผู้มีอัตตาเช่นกัน การชกนี้ถือว่าเป็นกรรม (และเป็นบาปด้วย เพราะเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมใจขุ่นมัวลง) และนาย ข. ก็ได้รับผลแห่งกรรม ไม่ว่านาย ข. จะมีอดีตเคยต่อยคนอื่นหรือไม่ งงมั้ย? เพราะอัตตาของแต่ละคน คิดว่าตนเองมีตัวตน ดังนั้น นาย ก. ก็คิดว่า เราได้ก่อกรรมกับผู้อื่น (แต่เป็นสุขหรือทุกข์นี่อีกเรื่องนึง) แล้วนาย ข. ก็คิดว่า ทำไมถึงชกเรา เราไปทำอะไรไว้

อันนี้ นาย ข. คือชาติหน้าของนาย ก. ครับ

(แล้วถ้านาย ข. ชกกลับ นั่นก็เป็นผลแห่งกรรม และก็กลายเป็นชาติหน้า คือ นาย.ก ด้วย)

ทำไมถึงเช่นนั้น? ทำไมไม่ต้องตายก่อนแล้วจึงมีชาติหน้า? เพราะว่า นี่คืออัตตาต่อไป(ของแต่ละคน)ยังไงล่ะครับ ก็ทุกคนต่างก็คิดว่าตัวเองมีตัวตนกันหมด เราชกเขา เขาเจ็บ เขาชกเรา เราก็เจ็บ ต่างเป็นชาติหน้าของกันและกันครับ ไม่จำกัดสเปซ และกาลเวลาครับ

บาปคือความขุ่นมัวทางใจ บุญคือความสดใสของใจ อันนี้ไม่ต้องไปตีความจากตำราไหนมากมาย เพราะมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แล้วหลักธรรมที่ว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร" ก็มาจากหลักนี้แหละ ถ้าเราชกเขากลับ การชดใช้กรรมซึ่งกันแหละกันจึงไม่จบสิ้น ก่อให้เกิดความทุกข์เรื่อยๆ แต่ถ้าเราคิดว่าสิ่งนี้(การชก ความเจ็บปวด ความแค้น)เป็นอนัตตา เราไม่สวนหมัดกลับ การชดใช้กรรมในชาติภพถัดไปจึงหยุดที่ตรงนั้น (ชาติภพ เปลี่ยนไปทุกเวลา ตัวเราใน 1 วินาทีก่อน ย่อมไม่ใช่ตัวเราในวินา่ทีถัดมา แปลว่ากลายเป็นชาติภพถัดมานั่นเอง)

เป็นการตีความในชาติหน้าที่แปลกๆอยู่นะครับ แต่นี่แหละครับ เอาหลักจิตวิทยากับสังคมมาใส่ละ

อัตตาเลยก่อให้เกิดกรรม และก่อให้ผลตามมา ผลที่ได้ ก็จะไปเร่งอัตตาเข้าไปอีก (สมมติว่าเราโดนชก แล้วเราจะคิดว่าความเจ็บนั้นเป็นสิ่งลวงตามั้ย) อันที่จริง อยากพูดเรื่องกิเลสด้วย แต่แค่นี้ก็ยาวละ =_=

แต่สรุปๆคือ ถ้าเราหยุดเบียนเบียนอัตตาอื่น ชาติภพหน้าก็จะหมดลงครับ

ถ้ามนุษย์ในสังคมหนึ่ง ทำร้าย โต้ตอบซึ่งกันและกัน เอาแต่จอรเวร ทำบาปทำกรรมกัน แล้วคนในสังคมนั้นจะมีความสุขมั้ยครับ? ถ้่าเราชกเขา ยังไงเขาก็ต้องชกเรา คงไม่มีความสุข ความสงบทางใจเป็นแน่ แต่ถ้าคนในสังคมหยุด การชดใช้กรรมซึ่งกันแหละกันจึงหยุดไปด้วย

อันที่จริง ทุกอย่างมันก็เป็นแค่สัญญานไฟฟ้านะ ชิลๆ

อยากเถียงต่อมั้ย?

ปล. ทิ้งท้าย กาลามสูตร เวอร์ชั่นแปลใหม่ ฮาโคตร 555+

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 18:13, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

อีกอันนึง....[แก้ไข]

จากที่กล่าวว่า...

"อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบันว่า :-

  1. ก็ถ้าปรโลกมีจริง ผลวิบากของกรรมทำดีทำชั่วมีจริง เหตุนี้เป็นเครื่องให้เราเมื่อแตกกายตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๑ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
  2. ก็ถ้าปรโลกไม่มี ผลวิบากของกรรมทำดี ทำชั่วไม่มี เราไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์เป็นสุข บริหารตนอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๒ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
  3. ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ชื่อว่าทำบาป เราไม่ได้คิดความชั่วให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเราผู้ไม่ได้ทำบาปกรรมเล่า ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๓ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว
  4. ก็ถ้าเมื่อบุคคลทำอยู่ ไม่ชื่อว่าทำบาป เราก็ได้พิจารณาเห็นตนว่าเป็นคนบริสุทธิ์แล้วทั้งสองส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจข้อที่ ๔ นี้ พระอริยสาวกนั้นได้แล้ว

ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่มีเศร้าหมองอย่างนี้ มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แลในปัจจุบัน ฯ"

ก็แปลได้ใจความแล้วนี่ครับ ว่าปรโลกจะมีจริงหรือไม่ก็ไม่จำเป็น ยังไงเราก็เป็นมนุษย์ที่ยังมีอัตตาอยู่ดี (แถมยังไม่แย้งกัีบทฤษฎีของผมด้วย โดยเฉพาะข้อ 3)

ไม่มีกรรม ย่อมไม่มีวิบาก(ผลแห่งกรรม) แล้วจึงจะไม่มีอัตตา ที่คอยสร้างความทุกข์(สัญญานไฟฟ้า)ให้เราด้วย ชาติภพจึงหมดลง ย่อมมีความอุ่นใจในชีวิต ไม่ต้องกลัวกับอนาคต

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 18:33, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ตอนนี้[แก้ไข]

ขี้เกียจเขียนอะไร อิ่มๆอยู่ สมองไม่ทำงาน

แต่สรุปไว้ละกัน พี่แก สุดโต่งอ่ะ

บางครั้ง บัวในตมก็อาจจะเข้าใจผิด คิดว่า บัวพ้นน้ำนั้น ผิดธรรมชาติก็เป็นได้

คิดว่านะ

ส่วนใครจะเป็นอะไร ก็ คิดกันเอาเองละกัน ไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องมานั่งคิดแทนให้

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 19:13, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

คุณบ็อบอธิบายอัตตาได้สุดยอดเลย[แก้ไข]

อธิบายโดยการอ้างอิงจากศาสตร์อื่นๆให้เข้าใจง่าย เพื่อเหมาะสมกับธรรมชาติของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน และคนในสังคมส่วนใหญ่ที่ยึดถือหลักวิทยาศาสตร์เป็นใหญ่

นี่แหละที่ผมอยากให้ทุกคนทำได้อย่างนี้

ถึงจะผิดก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยๆก็อธิบายให้เห้นเป็นภาพได้ เวลาจะแย้งก็แย้งได้ว่าผิดตรงไหน

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 19:34, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เหอๆ ทฤษฎีผมมีแต่คนบอกว่าบ้าอ่ะครับ T_T พอดีผมได้แนวคิดนี้จากหนังเรื่องเมทริกซ์อ่ะ มันอาร์ตมากเลย

Cquote1.png ความจริงคืออะไร? ความจริงที่คุณรู้จัก ก็เป็นแค่สัญญานไฟฟ้าเท่านั้น Cquote2.png
มอร์เฟียซ

แถมยังมีทฤษฎีที่กล่าวว่า มนุษย์สร้างพระเจ้า ไม่ใช่พระเจ้าที่สร้างมนุษย์ด้วย แต่ขืนเขียนอาจโดนได้

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 20:19, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)


อ้อ..[แก้ไข]

ท่านบ๊อบหายไปเพราะงี้นี่เอง เหอๆๆๆ

เข้าใจอย่างถ่องแท้เลย= = อัตตา...

--Nutkidmaru.4|จะตีกันคุยกันได้้ 20:12, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ในที่สุดก็มีอารมณ์อ่านสักที[แก้ไข]

ก่อนอื่น ขอถามพี่ท่านก่อน ถ้าแค่เรื่องงี่เง่าอย่างการสะกดภาษาบาลีผิด ก็กรุณาแก้ให้สิครับพี่ แหม ไอ้ผมมันก็อ่านภาษาบาลีไม่ออกเสียด้วยสิ ข้ามๆไปอ่านคำภาษาไทยทุกทีแหละ

อีกทั้ง ขอถามหน่อย ไอ้ส่วนที่คุณเขียนว่าแรงมากนี่ มันแรงตรงไหนเหรอ ทานโทษ อยากจะให้อ่านก็บอกกันมาดีๆก็ได้ พูดยังกะว่า ทางนี้เป็นผี อ่านคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะตัวร้อน เหมือนในหนังผีฝรั่ง ยังไง อย่างนั้นเลย ไม่เข้าใจ

นอกจากนี้ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงต้องเคืองหลักการของศาสนาพุทธ คุณหลุดมาจากยุคสงครามครูเสท (ยุคสงครามศาสนา) เหรอครับ ขอประทานโทษ หรือคุณพยายามจะบอกว่า ศาสนาพุทธ ดีเลิศเสียจนศาสนาอื่นต้องอิจฉา

ผมคิดว่า พุทธปรัชญาหน่ะ เลิศกว่าของศาสนาอื่นจริง แต่ หลักปรัชญาของศาสนาอื่นเขาก็มีดีเช่นกัน อีกทั้ง ทุกศาสนาล้วนสอนให้ทุกคนเป็นคนดีนี่ครับ

จะมาแบ่งเขาแบ่งเราไปใยกัน

ส่วนที่คุณบ๊อบอธิบายไว้ เป็นมิติใหม่ที่ผมเปิดหูเปิดตาผมมากเลยทีเดียว คุณอ้างตัวว่า อายุ ๒๑ แต่คุณบ๊อบของเราเพิ่งจะ ๑๗-๑๘ เองนะครับ เขายังพูดอะไรที่ นศ ป โท ๒ คนต้องทึ่งในความคิดของเขาเลยนะครับ

ดังนั้น อย่าเอาเรื่องอายุมาคุยเลย นึกว่าที่นี่มีแต่เด็กอมมือเล่นหรือไงกันครับ เลยคิดจะเอาอายุมาข่ม ระวังข้อหา แก่กะโหลกกะลา นะครับ

แต่ขอเสริมประเด็นเรื่อง พระขี้ลืมองค์นั้นนิดหน่อยนะครับ

ขั้นตอนในการปฏิบัติธรรมเนี่ย มีอยู่ ๓ ขั้นนะครับ คือ ปริยัติ-ปฎิบัติ-ปฎิเวท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  1. จำพระธรรม
  2. ฝึกปฎิบัติพระธรรม
  3. ลืมพระธรรม

อย่าเพิ่งงง ทำไมต้องลืม ผมกำลังจะอธิบาย

ขั้นแรกต้องจำพระธรรมก่อนเพราะว่า ต้องรู้ถึงรายละเอียดของหลักธรรมนั้นๆก่อน จากนั้นจึงนำหลักธรรมนั้นไปฝึกปฎิบัติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อฝึกฝนหลักธรรมนั้นจนเป็นนิสัย คุ้นเคยกับมันแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องจำหลักธรรมนั้นได้อีกต่อไป เพราะกลายเป็นนิสัยไปแล้ว

ถ้าใครชอบอ่านนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง ก็จะพบหลักธรรมนี้ในบางเรื่อง เช่น เดชคัมภีร์เทวดา (กระบี่เย้ยยุทธจักร) ก็มีการกล่าวถึง ในเคล็ดวิชา กระบี่โต็กโก ที่สอนให้จำกระบวนท่า แล้วฝึกฝน และจากนั้นให้ลืมกระบวนท่า

และด้วยเคล็ดวิชานี้เอง ที่ทำให้ เล่งหูชง สามารถ "ร่ายกระบี่ได้ดุจร่ายรำ" กลายเป็นยอดฝีมือของยุทธภพไปในบัดดล

หรือ ถ้าเอาเป็นจริงเป็นจังหน่อย ก็ ในตำราของ หลวงพ่อทาคุอัน ชื่อ The Unfettered Mind(จำชื่อภาษาไทยไม่ได้ เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว หรือ คัมภีร์ห้าห่วง ที่มิยาโมโตะ มูซาชิ เขียนเอาไว้ช่วงชีวิตสุดท้ายของท่าน ที่ละโลกียสุข เข้าป่าบำเพ็ญเพียร แล้วเขียนขึ้นมาเอง ก็กล่าวถึงหลักธรรมนี้เช่นกัน

และด้วยหลักธรรมที่ว่า ก็ทำให้ท่านมูซาชิ กลายเป็นนักดาบไร้พ่ายในตำนานของญี่ปุ่นนะครับ ขอบอก

ดังนั้น การจำพระไตรฯได้ ไม่สำคัญเท่าการเข้าใจ และนำออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรอกครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 20:48, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

อธิบาย 2.[แก้ไข]

เอาว่า ผมขออภัย(ขอโทษ)ไว้นะครับ หากมีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่าล่วงเกิน จะได้ไม่ติดใจกัน ขอให้เป็นการสนทนาด้วยดี เพราะเป็นเรื่องธรรมะ ที่ละเอียด.

สรุปประเด็นก่อน เพื่อให้เห็นภาพ

1. ข้อความตั้งต้นแสดงความไม่เห็นด้วยกับบทความ และัแสดงความเห็นว่า ควรพิจารณาผลจากการเขียนข้อความนี้ที่จะได้รับอีกยาว.

(ทั้งนี้ไม่แก้เอง เพราะไร้ประโยชน์ ถึงอย่างไรก็กู้กลับได้ เลือกที่จะให้เป็นข้อมูลและความเข้าใจ จะตรงเหตุกว่า.)

2. ในข้อความต่อๆมา มีการขยายความเรื่องนรกสวรรค์และหลักการที่สนับสนุนเพิ่มเติมจำนวนมาก.

3. มีการอธิบายความเห็นของผู้ร่วมสนทนาท่านอื่นๆ ที่อ่านแล้ว มองว่า ไม่ตรงกับคัมภีร์เพิ่มด้วย ซึ่งปะปนกัน ไม่แยกข้อ จึงอาจทำให้งง.

4. เปรียบเทียบพระบาลีให้ดูน่าสนใจ ทั้งนี้เพื่อลดความเครียดของกระทู้ลง แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ต้องการสื่อ.

นี้เป็นสรุป ครับ.

จาก : จ.ข.ค.ห.แรก.

ขอสรุปประเด็นล่วงหน้า[แก้ไข]

ถ้าพี่แกไม่ตอบคำถามที่เราถามๆมา แสดงว่าพี่แกจงใจจะยัดข้อมูลถ่ายเดียว ไม่ฟังใคร

ประเภท "ทุกคนจงฟังข้า แต่ข้าไม่ฟังใคร"

ในกรณีนี้ ผมจะเลิกสนใจด้วยแล้ว รำคาญ อยากเทศน์อะไรก็ทำเถอะ

แต่ถ้ายังมีกะใจจะโต้แย้งบ้าง ก็จะฟัง แล้วว่ากันอีกที

เท่านั้น

(ดูเหมือนว่าที่หายๆไปเนีย ไปนั่งเขียนบทเทศน์มาใช่ไหมเนี่ย พ่อนักธำ)

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 22:59, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เหอะ[แก้ไข]

พี่แกเล่นไม่อ่านความเห็นคนอื่นเลยนี่หว่า

  • ขอลบคำวิจารณ์เก่านะครับ ดูท่าจะแรงไป

สรุปใจความได้ว่า คุณไม่สามารถโต้แย้งมีเหตุผลที่จะต่อต้านบทความกาลามสูตรได้ดีพอ ที่จริงผมให้เพื่อนไปดูละ ใครๆก็บอกว่า "ไม่ได้ทำให้ศาสนาเสื่อมลงนี่ ไม่เห็นจะมีอะไร" ยังไงๆ ก็ไม่ผ่านเกณฑ์อยู่ละ จะคุยเรื่องธรรมะน่ะคุยได้ แต่อย่าอวดวิชา เขียนให้มันมีหลักการหน่อย


--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 23:44, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ต่อไปเป็นรายละเอียด[แก้ไข]

- เรื่องอายุนั้น หากใครอ่านจบ ก็จะทราบครับว่า ผมกล่าวมุ่งถึงความน้อยของชีวิต ที่ช่างรวดเร็วเสียจริง. ซึ่งก็ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย เช่น บิ๊ก ดีทูบี ตายอายุ 25 (ถ้าเป็นผม ก็หมายความว่า มีอายุเหลือไม่ถึง 4 ปี), น้องผม ก็ตายตอนอายุ 6 ขวบ(ถ้าเป็นผม ก็หมายความว่า จุติแล้วเกิดใหม่ไปเป็นสิบปีแล้ว) เป็นต้น. ทั้งนีก็เพื่อให้สลดสังเวช เห็นความสั้นของชีวิต ครับ. ส่วนที่คอมเม้นเรื่องอายุผมกันมานั้น ท่านเรียกว่า ตักกเหตุ (คิดไปเรื่อย) ครับ. ทั้งนี้ ที่กล่าว เพราะเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ครับ อย่าได้เห็นว่า ผมไปต่อว่าอะไรอีกนะ ผมไม่ทำและไม่ชอบทำด้วย.

เอาหล่ะ สำหรับคุณ ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) ผมขอขมาอีกครั้ง นะครับ หากล่วงเกินอะไรไป.

ส่วนการสนทนาต่อจากนี้ไปผมจะเลี่ยง ไม่ไปกระทบคุณให้มากที่สุด ครับ เพื่อความอยู่อย่างเป็นสุขทั้ง 2 ฝ่าย นะครับ.

ยินดีที่ได้สนทนาร่วมนะครับ จึงได้สนทนาต่อ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้ชังอะไร ครับ.

ไม่งั้นก็คงไม่เข้ามาสนทนาต่อหรอกนะครับ เพราะใช้เวลาพิมพ์ค้นหลายชั่วโมงทีเดียว.

ยินดีที่ไำด้รู้จัก ทุกท่าน ครับ.


ส่วนเรื่องอื่นๆ มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ :-

ในพระพุทธศาสนา แบ่ง อนัตตา ออกเป็น 2 คือ
1. มีจริงและเป็นอนัตตา กับ 2. ไม่มีจริงและเป็นอนัตตา.


1. มีจริงและเป็นอนัตตา คือ ขันธ์กับนิพพาน.

2. ไม่มีจริงและเป็นอนัตตา คือ บัญญัติเช่นอัตตาเป็นต้น.

ฉนั้น ผมจึงกล่าวว่า :-

เพราะอนัตตานั่นแหละที่เจ็บ อนัตตานั่นแหละที่แก่ อนัตตานั่นแหละที่ตาย อนัตตา คือ ขันธ์ที่สืบต่อกันมันเกิดแล้วก็ตาย.

เพราะว่าอนัตตา คือ ขันธ์ ๕ ที่มีอยู่จริิง กำลังแก่อยู่จริง และจะตายจริง อนัตตาอย่างนี้มีอยู่ เรียกว่า สัจจะ คือความจริง ชื่อว่า ทุกขสัจจ์.

เอาหล่ะ เป็นอันว่า อนัตตามีอยู่จริงนะครับ จบเปลาะหนึ่ง.

อีกเปลาะ คือ

อนัตตาแก่จริงไหม ? อันนี้ให้ส่องกระจก. อนัตตาตายจริงไหม ? อันนี้ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า เป็นต้น(ไม่เหลืออยู่ซักคน).

ถ้าตอบคำถามตามนี้ ดูก็เห็นภาพอนัตตาชัดขึ้นนะครับ.

โครงสร้างอัตตา - อนัตตา ดังได้กล่าวมานี้ จากที่ซึ่งพบว่า ช่วยลดปัญญาหาในการอ่านพระไตรปิฎก และสนทนาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะได้เป็นอย่างดี ครับ.

พระไตรปิฎกที่ค้างไว้ ยกไว้ด้านบนแล้วนะครับ ครั้งต่อไป จะนำผังภาพ อนัตตามีจริงและไม่มีจริงมาให้ทำความเข้าใจ ครับ.

ส่วนข้อความที่เหลือ จะมาอ่านต่อพรุ่งนี้ หรือเมื่อมีเวลานะครับ เพราะเพียงตอบแต่ละคำถาม ก็ต้องใช้เวลาในการพิมพ์มากทีเดียว.

(เรื่องของเรื่อง คือ อ่านไม่ทัน ครับ ต้องขอภัย ครับ ขนาดพยายามอ่านจับความแล้ว ก็ยังช้าอยู่)

มีความสุข หลับฝันดี บรรลุนิพพานทุกท่าน ครับ.

สวัสดี ครับ.

ไม่ได้เกลียดอะไรหรอก แค่[แก้ไข]

เบื่อ เฉยๆ

เขียนมาเสียยาวยืด แต่พายเรือในอ่างทั้งนั้น

ขอพูดสั้นๆนะครับ ขอน้ำได้ไหม สรุปประเด็นมาเลย ขี้เกียจอ่านยาวๆ เพราะมันไม่ได้บ่งถึงการรู้จริงของคุณเลย

บอกตามตรงนะครับ ส่วนตัวแล้ว ชอบการถกปรัชญา แต่เฉพาะกับคนที่รู้จริงเท่านั้น

ของเดิมที่เคยถามคุณไปว่า ทำไมการเขียนบทความนี้เป็นบาป ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้ก่อความเดือนร้อนให้ใครเลย สอนให้คนรู้จักคิดผ่านมุขด้วยสิไป

ต้องเรียกว่า เป็นธรรมทาน ด้วยซ้ำไป

แล้วคุณไปเรื่อง สวรรค์ นรก ชาตินี้ ชาติหน้า

ตอบไม่ได้ตรงประเด็นเลย แถมมายัดเยียดอีก ผมไม่ชอบเลย

ช่วยเข้าประเด็นก่อนเถอะ ได้โปรด

คนที่ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ไม่เรียกว่ารู้จริง คนรู้จริงคือคนที่ทำเรื่องยากให้ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ

ได้โปรด เข้าใจหลักการนี้่ด้วย วันๆผมต้องอ่านบทความทางวิชาการ อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ปวดหัวมากพออยู่แล้ว

อย่าทำให้ผมปวดหัวอีกเลย (ถ้ารู้ว่ามันทำให้ผมปวดหัวแล้วยังทำ จะเรียกว่าบาปได้ไหมเนี่ย)

เท่านั้น

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 23:51, 6 กรกฎาคม 2551 (ICT)


ต่ออีกหน่อย แต่อย่าเกินเทียงคืน[แก้ไข]

ปัญหามีอยู่ว่า ตอนเด็กอายุ 8 ขวบ ทุกคนกินข้าวกินน้ำอยู่ ตลอด 30 วัน.

ข้าวน้ำนั้น เป็นปัจจัยโดยรูปาหารปัจจัยเป็นต้น แก่อนัตตาในตอนนั้นด้วย.

และถ้า 30 วันนั้นอดไม่ได้กิน ก็ต้องตายไปแล้วเป็นแน่.

อาหารนั้นจึงเป็นปัจจัยแก่อนัตตาหลังๆ ที่กำลังอ่านบทความนี้กันอยู่ โดยอุปนิสสยปัจจัยเป็นต้น.

ทีนี้ถ้าหากว่า เกิดรับอาหารตลอด 30 วันนั้นแล้ว ตายใน 2 เดือนถัดมา.

อนัตตาซึ่งมีเหตุ คือ อาหารปัจจัยนั้นอยู่ มันไปไหน ? สูญทั้งที่มีเหตุอยู่หรือ ?

คิดเล่นๆ ไม่ต้องเครียดนะครับ

เอาหล่ะ ขอให้มีความสุข พรุงนี้จะพยายามอ่านต่อให้จบ

(แต่ตอบไม่รับปาก เพราะขืนอธิบายหมดนี่ น่าจะได้หนังสือหลายเล่มอยู่ ครับ).

ทำใจให้สบายนะครับ.

ราตรีสวัสดิ์ ครับ.(ปิดทันที่ที่โพสเสร็จ ไม่งั้นคงโพสอีกยาว ไม่ต้องนอนกัน)


ง่ายๆ[แก้ไข]

เป็นสัญญานไฟฟ้าครับ :) (ตอบได้ทุกหัวข้อ)

ที่จริง ไม่ตรงกับประเด็นกระทู้ แต่ก็ตอบได้ว่า อาหารเป็นสสาร มนุษย์ก็สสาร ไม่หายไปหรอกครับ แค่เปลี่ยนรูป

แต่ขันธ์กระจุยไปละ ตายไปแล้วนี่?

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 00:55, 7 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เล่นมาได้ก็เกินครึ่งปีละ[แก้ไข]

มีไอ้นี่นี่แหละ ปวดหัวกะมันจริงจริง

ไม่คิดจะฟังอะไรเลย มาถึงก็ใส่ๆๆๆๆๆ พี่แก พูดถึงผม เพราะมาโพสท์หลังผมเท่านั้นเอง น่ารำคาญ

ของคุณบ๊อบน่าสนกว่าของผมตั้งเยอะ ไม่พูด

เอาหล่ะ พี่แกอยากจะทำ อยากเขียน อยากจะเทศน์อะไร ผมไม่สนใจแล้ว เลิกๆๆๆ

ไม่เล่นด้วยแล้ว รำคาญ ปวดหัว ไม่ได้แตะพารามาหลายเดือนแล้ว ก็ได้กินมันวันนี้แหละ

ขืนเล่นต่อ บริษัทพาราฯคงจะดีใจแหงๆ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 00:10, 7 กรกฎาคม 2551 (ICT)

มีธุระ[แก้ไข]

ต้องไปธุระต่างจังหวัด ครับ.

เซฟไว้อ่านแล้ว ครับ.

คาดว่า ถ้าไม่มีเหตุอรรศจรรย์ ตอนปลายปี หรือต้นปีหน้า คงได้แวะเวียนมาอีก ถ้าผมไม่ตาย กระทู้ไม่หาย และไม่ลืม อาจจะได้ตอบ.

ดูแล้วแต่ละคำถามก็น่าเขียนเป็นหนังสือ ครับ.

แต่ละประเด็นคำนวนแล้ว น่าจะเขียนจบเป็นเล่ม ครับ.

ไว้ว่างจะทำ ครับ.

ขอบพระคุณสำหรับการต้อนรับเป็นอย่างดี และแสนจะอบอุ่น ครับ (เข้าและตอบเยอะมาก).

ขอเสนอเพิ่มเติม....[แก้ไข]

ประการแรก เรื่องการพิมพ์ของคุณ[แก้ไข]

บางส่วนของท่านผู้ตั้งประเด็น (ช่วยพิมพ์ ~~~~ ต่อท้ายหน่อยเถอะ จะได้รู้ว่าคหใคร) ยังใช้คำศัพท์เฉพาะอยู่ทำให้ยากที่จะเข้าใจ ดั่งเช่นภาษากกหมายที่มีไว้ให้ครอบคลุมทุกกรณี แต่ไม่ได้มีไว้ให้คนทั่วไปเข้าใจ ดังนั้นเวลาจะเขียนอะไร เขียนภาษาพูดดีกว่าครับ

ประการที่สอง เรื่องอัตตา[แก้ไข]

จากที่อ่านหนังสือปรัชญาเล่มนั้น ผมเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ด้านในสุดของมนุษย์คืออนัตตา ซึ่งในหนังสือเล่มนั้นคือจิตเดิมแท้

โดยผู้นำศาสนาที่อยู่ในปรัชญาเล่มนั้นให้คำนิยามไว้ว่า (ไม่แน่ใจ เพราะอ่านจับใจความไม่ได้จับรายละเอียดปลีกย่อย) "ไม่มีคันฉ่อง แล้วฝุ่นจะจับอะไร" ซึ่งหมายความว่าจิตเดิมแท้ของเรานั้นไม่มีอะไรเลยเลย โดยโคลงนี้ดัดแปลงมาจากอีกคนซึ่งเป็นตัวเต็งได้กล่าวไว้ว่า "คันฉ่องมีฝุ่นจับ จึงเฝ้าขัดทุกเช้าเย็น" (ไม่ตรงแน่ๆ แต่ประมาณนี้)

ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่า ในสุดของมนุษย์เรานั้นไม่มีอะไรเลย แล้วกลายเป็นอัตตาซึ่งมีอะไรหรือตัวตนเรา ด้วยรูปรสกลิ่นเสียง สัมผัส ที่มนุษย์ยึดติด

การตรัสรู้คือการเข้าถึงอนัตตาที่อยู่ภายในอัตตาอีกที

ประการที่สาม เรื่องการตีความคำบัญญัติแทนเจตนา[แก้ไข]

ที่ผมเคยบอกว่าให้เทียบกับกฎหมายไป ผมขอเสริมอีกหน่อยด้วยตัวอย่างที่เห้นได้ง่ายๆ

  1. บริษัทไทยชนะคดีที่ญี่ปุ่นเรื่องอุลตร้าแมน
    • แต่ที่ในไทยแพ้เนื่องจากศาลตีความว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ญี่ปุ่นจะทำสัญญาที่ตนเองเสียเปรียบ จึงให้ญี่ปุ่นชนะ
    • ตรงนี้แสดงเห็นถึงผลดีของการตีความกฏหมายหรือการตัดสินที่เจตนามากกว่าบทบัญญัติหรือผลลัพธ์ประกอบ
  2. กฏหมายแปลกๆที่สหรัฐอเมริกา เช่นห้ามกินกระเทียมภายในสองชั่วโมงก่อนขึ้นรถเมล์ หรือเอาแมวเข้าไมโครเวฟแล้วคนเอาเข้าชนะคดีบริษัทที่ทำไมโครเวฟ
    • ทำไม? เพราะอเมริกาไม่ได้ใช้ระบบกฏหมายแบบไทยที่ตีความไป เป็นคดีๆ แต่จะเอาตัวอย่างที่ศาลเคยตัดสินเมื่อก่อนในที่อื่นหรือรัฐตนเองมาเป็นตัวอย่าง
    • ตรงนี้จะเห็นได้ชัดถึงการตีความผิดพลาด ที่สนใจตัวบทที่ออกมามากกว่าเจตนาของผู้ตั้งแล้วใช่ไหมครับ? หากทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆเจตนาของผู้ตั้งจะบิดเบือนไปแค่ไหน?

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 22:34, 7 กรกฎาคม 2551 (ICT)

คราวหลัง[แก้ไข]

เจอเรื่องแบบนี้ ผมจะโยนให้คุณว้ายหลอน ละ

ท่าทางจะชอบ ๕๕๕

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 22:54, 7 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ผมเจอถกกับตัวเองเลย ตอนไหนถึงจะได้ไปทำการบ้านหว่า....

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 22:58, 7 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ก็ช่างแ-งสิครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 23:01, 7 กรกฎาคม 2551 (ICT)

ยาว+ไร้สาระ[แก้ไข]

ทำไมคุณเป็นคนอย่างนี้ครับ...

ไอ้ไอพี...............

ไม่ยอมรับคนอื่นแล้วเถียงข้างๆคู

อย่างคุณนี่ ไม่ใช่บัณฑิต(อ่านมากอย่างคุณคงรู้จักบัณฑิตทางธรรมใช่ไหม)

ไม่ใช่พหูสูต.... คนเขาเถียงกัน เขาต้องเยงแบบปราชญ์ ไม่ใช่แบบราชา

--Karama 16:44, 8 กรกฎาคม 2551 (ICT)

เอาล่ะ ได้คำตอบเด็ดๆมาละ[แก้ไข]

สืบเนื่องจากการไปขอคำปรึกษาจากชาววิเกรียนบางท่านที่ฐานทัพลับวิกิ แล้วมีท่านที่รู้จริงสุดๆมาด้วย เหอๆ

จาก พุทธพจน์ในข้อที่ ๒๗๘ ของ อลคัททูปมสูตร.พระ​ไตรปิฎก​ ​เล่มที่​ ๑๒ ​พระสุตตันตปิฎก​ ​เล่มที่​ ๔ มัชฌิมนิกาย​ ​มูลปัณณาสก์ กล่าวไว้ชัดครับ ปริยัติดุจงูพิษ

Cita3.pngบุรุษเปล่าเหล่านั้น เล่าเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไม่ไตร่ตรองเนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญา Cita4.png

และก็....

Cita3.pngดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรม มีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่เพื่อต้องการยึดถือCita4.png

น่าจะเข้าใจแล้วนะครับ ว่าการอ้างตำราเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ทางออกของปัญหา (แต่เราก็ดันอ้างอิงเหมียนกัน 555+)

ปล.ที่ท่านบอกว่า กาลามสูตร ท่านหาไม่เจอ งั้นเรามีบริการหาให้ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ลืมอ่านรึเปล่าว่าพระสูตรนี้มีอีกชื่อว่า เกสปุตตสูตร นะ

Cita3.pngอย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรม เหล่านี้ไม่มีโทษCita4.png

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 18:14, 9 กรกฎาคม 2551 (ICT)