กระทู้ : มีอะไรมาให้อ่านครับ (ถูกทอดทิ้งแล้ว)

จากไร้สาระนุกรมเสรี - แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง
สภาน้ำชา

ยินดีต้อนรับสู่สภาน้ำชาภาษาไทย
แหล่งพบปะพูดคุยและโวยวายที่ทุกคนร่วมเขียนได้
ปัจจุบันมีทั้งหมด 528 กระทู้
วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 เวลา 08:15 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หมวดอื่นๆ : โครงการ · รูปแบบ · ตรวจสอบ · โวยวาย · จิปาถะ · ถามตอบ

{{#logotipo: //images.uncyc.org/th/5/5e/Teacafe-logo-text.png }}

โปรดทราบ: หัวข้อนี้ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นเวลา 3828 วัน และน่าจะถูกลืมเป็นที่เรียบร้อย โดยคุณไม่จำเป็น ต้องตอบหากไม่ต้องการจริงๆคำเตือน: แสดงชื่อเรื่อง "กระทู้ : มีอะไรมาให้อ่านครับ <small>(ถูกทอดทิ้งแล้ว)</small>" เขียนทับการแสดงชื่อเรื่องก่อนหน้านี้ "กระทู้ : มีอะไรมาให้อ่านครับ"

หมื่นตา1.jpg
หมื่นตา2.jpg
หมื่นตา3.jpg
หมื่นตา4.jpg
หมื่นตา5.jpg
หมื่นตา6.jpg
หมื่นตา7.jpg
หมื่นตา8.jpg
หมื่นตา9.jpg
หมื่นตา10.jpg
หมื่นตา11.jpg
หมื่นตา12.jpg

เครดิต : http://board.ini3.co.th/viewtopic.php?p=2800750

(แต่ความจริงแล้ว ที่นั่นเขาเอามาจากเว็บเด็กดีอีกทีอ่ะ)

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 12:42, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ตั้งโต๊ะเมื่อ 15 มิถุนายน 2551 | เสวนาครั้งล่าสุดเมื่อ 21 มิถุนายน 2551 โดย ผู้ใช้:Pakorn


ตีความแบบไร้สาระฯ[แก้ไข]

แสดงว่า เวบ เด็กเดน ยังมีคนมีปัญญาสินะ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 14:21, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

อืม[แก้ไข]

นึกเหมือนกันครับ นึกว่าจะมีแต่ติ่งหูซะอีก

แต่เว็บเด็กเดน มันไม่ใช่แบบนั้นไปหมดนี่ครับ

เว็บนั้นยังมีด้านดีๆ อีกหลายด้านครับ

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 15:42, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

เด็กเดนอะไร ไม่เคยไป[แก้ไข]

อยู่ประมูล แล้วคอบ บลัส มันกว่าเยอะ

--หยง 15:53, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

...[แก้ไข]

ด้านดีๆ (มุมนักประพันธ์) กำลังถูกด้านติ่งหู (มุมดารานักร้อง + อวดรูปคนหน้าตาดี) กลืนกินครับ

หนีไปเว็บอื่นหมด หนึงในเว็บทั้ง 7 ที่ผมเล่นอยู่ในขณะนี้ ก็มีแต่พวกที่หนีมาจากเด็กเดนทั้งนั้น (ต้องไล่เรียงมั้ยหว่า ว่าผมเล่นเว็บอะไรมั่ง)

แถมพวกนั้นยังติดใจบทความเด็กดีดอตคอมอีกต่างหาก

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 15:53, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ไม่ต้องถึงกับเปิดเผยตัวตนหมดว่านิยมเข้าเว็บอะไร ก็ได้ครับผม แต่ถ้าแนะนำหรือบอกใบ้มาบ้างสักหน่อยก็ยังดีครับ (อัลที่จริงแล้ว ผมไม่ค่อยชอบเข้าเว็บที่มีคนเยอะๆ เท่าไรนัก แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะเข้าเว็บไหนแล้วเหมือนกัน) --LK 16:38, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

555+[แก้ไข]

ก็อย่างว่าล่ะ

พลังความแค้นของติ่งหูนั้นช่างน่ากลัวมากๆ

แค่นี้คนเกือบทั้งอินเตอร์เน็ตเขาก็คิดแล้วว่าเว็บเด็กเดนเป็นแหล่งรวมติ่งหู

ปล. ว่าแต่เกือบทั้งเว็บโดนติ่งหูยึดอำนาจแล้วรึ 555+

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 15:58, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ขวางโลก[แก้ไข]

ถ้าอย่างนั้นคนจะเรียนไปทำไม?ชื่อหมื่นตาเกี่ยวไรกับเนื้อหา? ตาเก่งมาจากไหน? ผมพูดงี้เหมือนชาล้นแก้วหรือเปล่า? โลกนี้ใครทำอะไรแล้วมีความสุขก็แล้วแต่คนนั้น อะไรเป็นเกณฑ์ให้เราตัดสินว่าความสุขนี้เป็นความสุขจอมปลอม?... ยังมีความคิดเห็นมากมายที่เราควรรู้... ถ้าเรามี"ปัญญา"จริงๆ...ครับ อ่านทำไม 17:05, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ใจเย็นๆ ก่อนครับ[แก้ไข]

ก็แล้วแต่คนจะคิดครับ

"ทำอะไรมีความสุขก็แล้วแต่คนนั้น" ก็ถูกครับ

บทความนี้ไม่ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิดเลยนะครับ

ถ้าจะไปหาเรื่อง โน่น ไปหาเรื่องกะ จขกท. ที่บอร์ดอีนี่ตุ๊ดในลิงก์เลย

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 17:14, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ถามได้ดี[แก้ไข]

เรียนไปเพื่อรู้ไง

แต่หมื่นตา ก็เปรียบเหมือนรู้มาก แต่มองไม่ขาด รู้ไม่จริง พวกรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

ส่วนตาเดียวคือ เข้าใจเรื่องราวในระดับปรัชญา

คราวนี้ กลับมาที่ เรียนเพื่อรู้ แต่โลกเรามีเรื่องราวมากมาย โดยเฉพาะปัจจุบัน ที่เรียกได้ว่า เรากำลังถูกระดมยิงด้วยข่าวสาร

การแยกแยะข้อมูลให้ได้ว่า อันไหนจำเป็น อันไหนไม่จำเป็น อันไหนจริงเท็จอย่างไรนั้น สำคัญมากๆ

นอกจากนี้ เรื่องความสุขนั้น สุดท้ายแล้ว มันมาจากใจ ไม่ใช่สิ่งของ

ผมเคยอ่านพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพฯ (จำชื่อพระนิพนธ์ไม่ได้แล้ว) กล่าวถึงชาวนาที่มองเศรษฐีในรถเก๋งสุดโก้ว่า เขาคงจะมีความสุขมากๆที่มีรถหรู มีเงินใช้ แต่ในขณะเดียวกัน เศรษฐีคนนั้นกลับมองว่า ชาวนาน่าจะมีความสุขกับชีวิตที่ไม่มีหนี้สินรุมเร้าเหมือนเขา

หรือเอาอีกเรื่อง CEO ของ บ ใหญ่ บ หนึ่ง พักร้อนไปเที่ยวฮาวาย แล้วเห็นชาวประมงกลับจากตกปลา เขาก็ถามชาวประมงว่า จะเอาปลาไปทำอะไร

ชาวประมง : เอาไปกิน กินเหลือก็แจกเพื่อน

ซีอีโอ ก็บอกว่า ถ้าเขาเอาปลาไปแปรรูป ออกวางขาย เขาจะได้เงินมากมาย แล้วก็ร่ายแผนธุรกินให้ฟัง

แล้วชาวประมงก็ถามว่า "แล้วถ้าข้าทำได้แบบนั้น ข้าจะได้อะไรหล่ะ"

ซีอีโอหัวไวก็สวนฉับว่า "ได้มาพักร้อน นอนอาบแดด อาทิตย์นึง อย่างนี้ไง"

แล้วชาวประมงก็พูดว่า "ข้าอยู่อย่างนี้ ข้าก็ได้นอนอาบแดดทุกวันหลังเสร็จงาน ไม่ใช่แค่อาทิตย์เดียว" แล้วก็เดินจากไป

จากพระนิพนธ์ เราจะเห็นว่า คนเรานั้น มีทุกข์คนละแบบ และจากเรื่องที่๒ มีความสุขคนละแบบ

ชาวนา ทุกข์จากการมี ภาวตัณหา (อยากมีอยากเป็น)

เศรษฐี ทุกข์จากการมี วิภาวตัณหา (ไม่อยากมีไม่อยากเป็น)

ซีอีโอ มีความสุขจากการได้ทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถ

ส่วนชาวประมง มีความสุขจากชีวิตที่พอเพียง

และสุดท้าย ทุกข์ สุข มันมาจากใจ เกิดขึ้นจากใจ ซึ่งขึ้นกับตัวบุคคลเช่นกัน ดังนั้นที่คุณเบิร์ดพูดมาว่า เอาอะไรมาตัดสินว่า อะไรคือความสุขจอมปลอมนั้น ค่อนข้างถูกทีเดียว

แต่สิ่งที่เรียกได้ว่า สุขจอมปลอมนั้น อาจจะอนุมานได้ว่า หมายถึง สิ่งที่คิดว่าทำแล้วจะมีความสุข แต่พอได้แล้วกลับพบว่าไม่ใช่ อย่างกรณีที่มีการใช้บัตรเครดิตซื้อของจนเกินตัวแล้วใช้หนี้ไม่ทัน นั่นก็คือ สุขจอมปลอม เพราะมันสุขแว้บๆ แล้วทุกข์ตามมา

สุดท้าย ตาเก่งมาจากไหน คงต้องพูดว่า ประสพการณ์ที่สั่งสม บวกกับ ความเข้าใจโลกในระดับปรัชญา (ปัญญา) ไงครับ

ส่วนว่าเหมือนชาล้นหรือไม่ ขอตอบว่า ไม่ คุณเป็นถ้วยที่รอการเติมเต็ม แต่ว่า คุณจะรับ ชาดี หรือชาแย่ๆกันหล่ะ

สุดท้ายนี้ ผมชอบคำถามคุณนะ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 17:34, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ตอบคุณ Birdninyho[แก้ไข]

เกริ่นก่อน

ถึงในเรื่องไม่ได้บอก แต่ปรัชญานี้คือปรัชญาของศาสนาพุทธครับ โดยเฉพาะศาสนาพุทธนิกายเซน
ที่เขาต้องการหา "จิตเดิมแท้" หรือ"อัตตา"ตามนิกายเถรวาท ที่แท้จริงของตนเอง
โดยจากที่ได้อ่านจากปรัชญาของเซน ผมพบว่า อัตตา(ตัวตน)อนัตตา(ไร้ตัวตน)ที่มนุษย์เอา อนัตตา(ไร้ตัวตน)ไปยึดติดด้วยสัมผัสต่างๆรวมทั้งกิเลสตัณหาจนเกิดเป็น อัตตา(ตัวตน) ของเราขึ้น

ตอบคำถาม

ชื่อหมื่นตาเกี่ยวไรกับเนื้อหา?
ชื่อหมื่นตา เปรียบเสมือนกับผู้ที่ยึดติดความรู้ กิเลสตัณหา หรือสัมผัสนับหมื่นของโลกภายนอก
ชื่อไร้ตาเกี่ยวไรกับเนื้อหา?
ชื่อไร้ตา เปรียบเสมือนผู้ที่ไม่ยึดติดกับความรู้ กิเลสตัณหา หรือสัมผัสใดๆในโลก
ถ้าอย่างนั้นคนจะเรียนไปทำไม?
เพื่อตอบสนอง กิเลส ตัณหา หรือสัมผัส ต่างๆของมนุษย์ ซึ่งเป้นความรู้ภายนอกของมนุษย์ ซึ่งตรงนี้อาจจะเรียกได้ว่าความรู้ที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตของพระพุทธเจ้าได้เช่นกัน
ผมจำไม่ได้ว่าพระพุทธเจ้าเรียกความรู้นี้ว่าอะไร แต่ความรู้เหล่านี้ก็ตัวอย่างเช่น ผีมีจริงไหม โลกหน้ามีจริงไหม จักรวาลกว้างแค่ไหน เนื่องจากความรู้หล่านี้ทำให้มนุษย์มีความสุขที่แท้จริงหรือสู่ปรินิพพานไม่ได้
ผมพูดงี้เหมือนชาล้นแก้วหรือเปล่า?
ชาล้นแก้วหมายถึงอะไรครับ? ผมไม่รู้สำนวนนี้
โลกนี้ใครทำอะไรแล้วมีความสุขก็แล้วแต่คนนั้น อะไรเป็นเกณฑ์ให้เราตัดสินว่าความสุขนี้เป็นความสุขจอมปลอม?
ความสุขของมนุษย์แน่นอนที่จะย่อมแตกต่างกัน โดยมักจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มนุษย์คนนั้นยึดติดอยู่ แต่ที่เห็นได้ชัดคือ การที่มนุษย์มีความสุขได้ จำเป็นต้องผ่านความทุกข์ก่อน
ลองสังเกตดู เช่นของที่หามาได้ง่ายๆ ถึงแม้จะดีแค่ไหน เราก็ย่อมมีความสุขน้อยกว่าของที่หามาได้ยากๆใช่ไหม?
ดังนั้นความสุขที่ต้องผ่านความทุกข์มาก่อนนั้น เรียกว่าเป็นความสุขที่แท้จริงได้หรือ?
และความสุขกับสิ่งเหล่านั้นไม่ถาวรจีรัง หากเราสูญเสียมันไปเราก็ย่อมจะเกิดทุกข์ขึ้นมาอีก ตรงนี้แหละที่เรียกว่าความสุขจอมปลอม
แต่กลับกัน ความสุขที่เกิดจากตรงนี้ การไม่ยึดติดกับสิ่งใดถือเป้นความสุขที่แท้จริง
เพราะอะไร?
เพราะไม่ว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปยังไง ไม่ว่าคุณจะไม่เคยเจอกับความทุกข์เลย คุณก็จะรู้สึกมีความสุขตลอด ดังนั้นจึงจะมีความสุขที่แท้จริง
ซึ่งในการหาความรู้นี้ ความรู้ภายนอก หรือสิ่งที่เราเรียนนั้นไม่สามารถให้ความสุขกับใครได้ แต่ที่เราต้องเรียนก็เพื่อความสุขกับผู้ที่ยังยึดติดกับสัมผัสและกิเลสตัณหาเหล่านี้อยู่
ส่วนผู้ที่หาความรู้ภายในตนเอง ถึงแม้จะไม่มีึความรู้จากภายนอกแต่ก็สามารถมีความสุขกับตนเองได้
แล้วเราจำเป้นต้องเรียนความรู้จากภายนอกไหม? หากเราต้องการช่วยผู้อื่นเราก็ต้องเรียนครับ ไม่ว่าจะให้เขามีความสุขจากการยึดติด หรือมีความสุขจากภายในก็ตาม
เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปตลอด เราจึงต้องใช้ความรู้จากภายนอก เพื่อช่วยให้คนอื่นเข้าใจถึงความสุขจากภายในให้ได้
"การเดินสายกลาง" คือการไม่ยึดติดครับ แต่เป็นสิ่งที่เข้าใจยากดังนั้นจึงเรียกว่า "เดินสายกลาง" ไว้ก่อน ซึ่งหากเรายึดติดกับการเดินสายกลางเกินไป เราก็ถือว่าประพฤติผิดจุดประสงค์ของพระพุทธเจ้าครับ

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 19:22, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ลืมลงลายเซ็นได้ไง

....[แก้ไข]

......

ยาวไปละ...... =_=

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 17:43, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

จากหัวข้อ->คำถาม->คำตอบ->ความคิดเห็นที่มีต่อ(คำตอบของผม)[แก้ไข]

ขอแสดงความคิดเห็นทั้งของคุณขี้เมา กับ คุณไม่มีชื่อ(ซึ่งต่อไปผมจะเรียกว่าคุณข้อมูลปิดปก)

คำถามข้อแรก:หมื่นตา กับ ตาเดียวเกี่ยวไร

ความคิดเห็นคือก็Oอิชิk ทั้งคู่

คำถามข้อที่ 2:เรียนทำไม

คุณขี้เมาตอบได้OKแต่นายข้อมูลปิดปกพูดว่าเรียนเพื่อสนองตัณหา แล้วที่บอกว่า"ผมจำไม่ได้ว่าพระพุทธเจ้าเรียกความรู้นี้ว่าอะไร แต่ความรู้เหล่านี้ก็ตัวอย่างเช่น ผีมีจริงไหม โลกหน้ามีจริงไหม จักรวาลกว้างแค่ไหน เนื่องจากความรู้เหล่านี้ทำให้มนุษย์มีความสุขที่แท้จริงหรือสู่ปรินิพพานไม่ได้ "

ความรู้ที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ที่นายข้อมูลปิดปกพูดคือ=อจินไตย ผมก็เห็นด้วยกับพระพุทธเจ้าว่าบางอย่างเรียนไปก็ไม่นิพพาน แต่ไม่เห็นด้วยกับนายข้อมูลปิดปกที่บอกว่าคนเราเรียนเพื่อสนองตัณหา ถามจริง...ที่เราเรียนอยู่นี่เรียนเพราะอะไร ถ้าไม่เรียนแล้วจะทำงานอะไร บางทีค่าความเป็นมนุษย์มันแตกต่างกันมาก...ถ้าไม่เรียน ไม่มีเงิน

เด็ก 2 คนอายุเท่ากัน คนหนึ่งเดินดูของเล่นในห้างสรรพสินค้ากับพี่เลี้ยง อีกคนหนึ่งแม่พามานั่งขอทานด้วยกันเพราะไม่มีเงิน ไม่มีงาน ค่าความเป็นคนมันต่างกันมาก... ไม่เรียนสูง งานไม่ดี เงินน้อย ความเป็นอยู่แย่...บางทีการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นนะ

อีกหลายๆข้อค่อยพิมพ์ทีหลัง...พินสัมผัสไม่เป็น...เมื่อยยยยยยยยยยยยย

อ่านทำไม 18:15, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

เหอๆ[แก้ไข]

ขอตอบตรงๆนะ คุณค่าและความสำคัญของการศึกษาที่คุณพูดถึง มันคือแนวคิดของ ศาสนาคนมีการศึกษาเด๊ะ แล้วมันก็คือการเรียนเพื่อตอบสนองกิเลสด้วย โดยเรียนเพื่อได้มีหน้ามีตามีเกียรติ มีงานมีเงินดีๆทำ มียศฐาบรรดาศักดิ์และคำสรรเสริญ ไม่ใช่เพื่อการเจริญปัญญา

การศึกษาที่คุณพูดถึงมันก็แค่การตอบสนองต่อความต้องการทางสังคม ไม่ต่างอะไรกับสินค้าที่ถูกผลิตออกมาจากโรงงาน เพราะคนมีการศึกษาก็เป็นปัจจัยการผลิตแบบใหม่ในยุคปัจจุบันนี่ละ

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 18:37, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ทุกวันนี้ เราเรียนไปทำไม[แก้ไข]

ปัญญาไม่อาจจะเกิดถ้าไม่รู้วิชาครับ

ก่อนอื่น ขอให้ลืมภาพที่คนทั่วไปเขาคิดก่อนนะครับ ผมเองก็ขวางโลกเหมือนกัน

พวกศาสตร์พื้นฐานเช่น คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ภาษาศาสตร์ เป็นพื้นฐานของการคิด และการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถใช้ต่อยอดได้

แต่อย่างไรก็ตาม ผมพูดถึงเพียงในระดับพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ในขั้นประถม ทุกคนเรียนเหมือนกัน แต่พอสุงขึ้น ความต่างเริ่มมี

โดยเฉพาะ เมื่อถึงระดับ วิชาชีพ ย่อมต่างกันอย่างชัดเจน

ขอพูดถึงตัวเองก่อน ผมเรียนมาทางสายวิชาชีพวิศวกรรม ย่อมรู้คนละอย่างกับคนเรียน หมอ หรือ สถาปัตย์

ตอนนี้ ผมเรียนปริญญาโท เสียด้วยสิ

แต่ผมเรียนโทเพื่ออะไร?

มันก็ส่วนหนึ่งแหละ เรื่องอนาคต แต่ หลักๆแล้ว อยากรู้มากกว่า แต่

เรียนโท ไม่ได้แปลว่า ข้ารู้ทุกอย่าง ผมแค่รู้เฉพาะด้าน แต่บางเรื่อง เด็กประถมอาจจะเก่งกว่า เพราะผมลืมไปแล้ว

แต่คราวนี้ สังคมทุกวันนี้ กำลังพยายามยัดให้เด็กน้อยบ้าเรียนให้รู้ ซึ่งก็คือ หมื่นตา แต่รู้ไม่จริงอย่างตาเดียว

บางคน เพื่อให้ได้กระดาษที่ชื่อ ปริญญา ก็ ใช้เงินซื้อมาก็มี

ถ้าสนใจ ลองอ่านนี่ เสียงพร่ำ เด็ก ป โท (ว่าด้วยเรื่องปริญญา) เพื่อนผมที่จบโทไปแล้ว เขียนเอง

สุดท้าย มันก็อยู่ที่คุณแหละว่า คุณเรียนเพื่ออะไร

เรียนเพราะอยากรู้ หรือ เพื่อกระดาษ ใบ ๒ ใบ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 18:53, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ขอต่ออีกนิด ไม่ใช่ว่า ข้าไม่อยากรู้ ข้าเลยไม่เรียน ก็ไม่ใช่นะครับ

คนไม่เรียน ย่อมไม่รู้ และ

ยิ่งคุณรู้น้อย คุณก็จะยิ่งโดนหลอกได้ง่าย

ส่วนนึงที่นอกเหนือจากการเรียนเพื่อสร้างสรรสังคมแล้ว ก็เพื่อการเอาตัวรอดในสังคมของคุณเองด้วยแหละ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 18:58, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

เหอๆๆๆ[แก้ไข]

หมูแฮมนะนั่น...


ส่วน ชาล้นถ้วย ก็คือ การที่ชานั้นล้นถ้วยแล้ว เติมอะไรเข้าไปมันก็รับเอาไว้ไม่ได้

เช่นเดียวกับคนที่เรียนสูงๆ(บางคน) คิดว่าตนเองฉลาด มีทิฐิคิดว่าตนเป็นผุ้รู้มาก ย่อมไม่รับฟังผู้อื่น

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 18:58, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

เรียนไปทำไม?[แก้ไข]

ที่ไม่มีชื่อนั่นผมเอง ไม่รู้ทำไมลืมได้ ขอโทษก็แล้วกัครับ

ที่ผมพูดว่าเรียนเพื่อสนองตัณหา ผมคิดอย่างนี้จริงๆนะ

เพราะที่เราเรียนนั้นไม่พ้นเรื่องดังต่อไปนี้

  1. พ่อแม่ใครบ้างที่บอกลูกว่าเรียนให้รู้อย่างเดียว ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาเกรด? แทบไม่มีเลยไม่ใช่หรือไง ผลสุดท้ายไม่ว่าเรียนอะไรมาก็ล้วนแต่เอาเกรดมาตัดสินทั้งนั้น
  2. เรียนเพื่อพัฒนามวลมนุษย์ชาติ ไม่ว่าจะคิดค้นทฤษฏีใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ ล้วนแต่ตอบสนองตัณหาของมนุษยฺทั้งนั้น อันดับแรก ก็เพื่อความสุขสะดวกสบายของมนุษย์ อีกอันเพื่อที่จะรู้ความเป็นจริงของจักรวาลในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องรู้
  3. เรื่องเรียนเพื่อทำงาน ดูตัวอย่างง่ายๆ คนไทยเนี่ยแหละ จะเรียนทำไมถึงมหาวิทยาลัย ต่างประเทศแค่เรียนถึงมัธยมปลายก็ไปทำงานได้แล้ว แต่ทำไมคนไทยถึงต้องจบมหาลัยก่อนล่ะ? ถ้าไม่ใช่เพื่อสนองตัณหา
    • แล้วการทำงาน เราทำงานเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อสนองตอบต่อตัณหา ลองดูสิ หากเป็นกิจการของตนเอง ท้ายสุดเราก็ทำงานเพื่อให้ซื้อสิ่งที่เราอยากได้ นั่นไม่ใช่การสนองตัณหาเหรอ? ทั้งๆที่เราจะเข้าไปอยู่ในป่าในพง อยู่ในสวนแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือบวชแล้วกินข้าวจากบาตรก็ได้
    • ในกรณีที่เราทำงานในบริษัท บริษัทนั้นทำอะไรล่ะ? ถ้าไม่ใช่การสนองต่อตัณหาของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าต่างๆ อาคารบ้านเรือน หรือเทคโนโลยีต่างๆ ก็ล้วนแต่เพื่อสนองตัณหาของมนุษย์ทั้งนั้น

มีใครบ้างครับ ที่บอกว่าเรียนเพราะตนเองอยากเรียน มันมีก็จริง แต่มีน้อย และท้ายที่สุดเขาก็เอาความรู้นั้นไปสนองกิเลสตัณหาของผู้อื่นอยู่ดี

ดังนั้นผมจึงพูดได้เลยว่าเราเรียนเพื่อสนองต่อตัณหาของมนุษย์ ไม่ว่าของตนเองหรือผู้อื่น

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 19:41, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

ลืมบอกไป เขียนผิดครับ ต้องเป็น ตัณหา

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 19:49, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

เรียน[แก้ไข]

ถ้ามองเรื่องการศึกษาในสถาบันต่างๆ ที่คุณไวล์ลอร์ดพูดมาก็ ถูก

แต่มันยังมีการเรียน นอกสถาบัน เช่น การเรียนรู้เพื่อการมีชีวิต และการเรียนว่า อะไรคือ ชีวิตนะครับ

ซึ่งสำหรับผมแล้ว การเรียนนอกสถาบัน นอกเหนือจากสิ่งที่คุณไวล์ลอร์ดว่ามา และเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้มากกว่านะครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 19:53, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

นิยาม"การเรียน"ของผมและในความเห็นก่อนหน้า = "การเรียนวิชาการจากสถาบันการศึกษา"

ส่วนการเรียนที่คุณบรั่นดีว่า สำหรับผม = "ประสบการณ์"

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 20:33, 15 มิถุนายน 2551 (ICT)

เห็นด้วยครับ ว่าเกิดจากเงี่ยน เกิดจากตัณหา แต่อัลที่จริงแล้ว มันเป็นตัณหาของคนอื่นทั้งนั้น ตอนแรกๆมันก็เป็นตัณหาของผมด้วย แต่ตอนหลังๆมานี้มันไม่ใช่ของผมแล้ว (เพราะ หนึ่ง ขี้เกียจคิดเลขและทำความคุ้นเคยกับสูตรเตียบ สอง ญาติผมเขาขี้โม้ แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าในเรื่องนี้ เขาโม้เรื่องราวเหล่านั้นของผมมากเกินไป เอาเข้าจริงคือ เพื่อนร่วมรุ่นที่ผมทราบมาว่าบ้านอยู่ในละแวกเดียวกัน (ผมพอจะรู้บ้างว่าเขาคือนายอะไร แต่ผมไม่รู้จักเขาและบ้านของเขาเลยครับ บอกตามตรง) เขาเรียนได้เทพกว่าผมมากครับ หรือพูดง่ายๆก็คือ ผมเกรียนกว่ามันนั่นเอง เลยกลายเป็นความอับอาย(หรืออัปยศอดสูก็ไม่รู้)อย่างหนึ่งที่ตระกูลไ... ได้รับ --LK 16:46, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

ถ้างั้น[แก้ไข]

คนจบ ป. 2 ครึ่งอย่างผมก็ยังพอมีหวังสินะครับ เเต่ว่าถ้วยชาผมมันดันรั่วหน่ะสิครับ ก้อเลยไม่เคยเเต็มเเถมไม่มีน้ำข้างในด้วย

น่าเวทนายิ่งนัก

จริงๆเเล้วตอนนี้สิ่งที่ผมอยากเป็นที่สุดคือ นิพพาน มีสิ่งหนึ่งที่ ผมอยากเป็นเกมอิจฉาในตัว พระพุทธเจ้าคือ การรู้เเจ้ง มันสุดยอดมากนะครับ เพราะถ้า

ท่านต้องการรู้อะไรก็จะรู้ได้หมด รู้ทุกสิ่งที่ต้องการรู้ เเล้วคราวนี้ พอผมไปเล่นdota ผมก็จะรู้ว่าตัวไหนเจ๋งสุด ออกของอะไรให้เทพ โดยไม่ต้องอ่าน

หนังสือหรือว่าใช้มึงเกิลเลย โววส์ สุดยอดจริงๆนะนั่น

ปล.ไม่เเน่ใจว่าขงเบ้ง ที่มีคนบอกว่าหยั่งรู้นั้น จะหยั่งรู้ใด้ ครึ่งนึงของพระพุทธเจ้ารึเปล่า เเต่ที่เเน่ๆคงมากกว่าผมเป็นพันๆเท่า ผมเลยไม่แปลกใจเลยที่

ไอสไตน์ ยังยอมรับ เเต่ว่าๆๆๆๆๆ ขอบอกไว้เลยนะครับ พุทธเเท้ๆไม่มีคำว่า โชค ลาภ ผี สาง เทวดา การขอหวย เเอ่นการ ใช้คาถาอาคม สักยันคง

กระพัน เเต่ให้ตายเหอะ ผมรู้สึกจิ๊ดในใจทุกครั้งที่มีคนเอาของพวกนี้มาเหมารวมกะ ศาสนาของผม ให้ตายเถอะครับ จอร์จ

GHOSTbangger 20:15, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

เข้าใจผิดแล้ว[แก้ไข]

คำว่า นิพพาน ไม่ใช่การรู้แจ้ง

นิพพาน คือการที่จิตไม่รับรู้อะไรแล้วทั้งนั้น สุญสลายไป ไม่มีตัวตนอีก ซึ่งนี่คือความหมายของนิพพานแท้

แต่คนเราก็สามารถเข้าสู่สภาวะนิพพานชั่วคราวได้เหมือนกัน (ทฤษฎีของผมนะ) คือ ในเวลาหลับ

มนุษย์เรา เวลาหลับ จะแบ่งออกได้ ๒ ช่วง คือ หลับลึก และหลับตื้น

ช่วงที่เราฝันก็คือช่วงหลับตื้น สมองเราจะคิดออกมาในลักษณะที่เราเรียกว่า "ฝัน" นั่นเอง

ส่วนหลับลึก คือสถาวะที่ สมองหยุดคิดโดยสิ้นเชิงซึ่งก็คล้ายกับ นิพพาน นั่นเอง

ส่วน รู้แจ้ง คือ พุทธะ ครับ

คราวนี้ คุณบอกว่าอยากรู้แจ้งใน DotA โดยไม่ต้องอ่านอะไรเลย ผมขอแนะนำให้คุณไปทบทวนพุทธประวัติครับ กว่าพระองค์จะทรงบรรลุอรหันต์ได้ ต้องทรงตรากตรำ ศึกษาทดลองอยู่มากมาย ใช่ว่าอยู่ๆความรู้ก็หล่นใส่หัวเสียเมื่อไรกัน

เรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ ผมขี้เกียจพูด แต่ขอกระโดดไปที่ ดอทเอ ของคุณเลยก็แล้วกัน เพราะ น่าจะโดนใจคุณมากกว่า

ขอบอกก่อนเลยว่า ส่วนตัวผมไม่ได้เล่นดอทเอหรอก แค่พอรู้นิดหน่อย แต่ผมจะบอกอะไรให้ฟัง เพราะการเล่นเกม มันก็คือการแข่งขันแบบหนึ่งนั่นแหละ

อ้อ คุณรู้หรือเปล่าว่า แต่เดิมนั้น เกม ถูกพัฒนาขึ้นมาจากหน่วยงานพัฒนาหน่วยหนึ่ง ภายใต้การดูแลของกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ

แล้ว การทำธุรกิจเนี่ย ก็เป็นสงคราม รูปแบบหนึ่ง

หรือจะให้พูดนะครับ ธุรกิจ เกม และ สงคราม คือสิ่งเดียวกัน แต่ยืนอยู่ในคนละมิติเท่านั้นเอง

แต่แนวคิดของทั้ง ๓ อย่าวนั้น เหมือนๆกัน

ดอทเอ เนี่ย เป็นเกมในลักษณะ วางแผนการรบ ที่ใช้การทำงานเป็นทีม ดังนั้น การประสานงานในทีม ย่อมสำคัญที่สุด แต่ยังไม่พอ

รูปแบบกลยุทธ์ของทีมก็สำคัญเช่นกัน

คุณลองนึกดูสิว่า ถ้าคุณเอาสาย int ที่เหมาะในการโจมตีระยะไกล เข้าไปสู้ในระยะประชิดกับสาย str ใครจะชนะ

แต่ในทางกลับกัน ใช้ int ร่ายเวทย์ใส่ str แล้วหนี (ตอดยิง) ถึงจะนาน แต่ก็ชนะแน่นอน

นี่คือความสำคัญของ กลยุทธ์ครับ

ถ้าถามผม ผมจะใช้พวกสาย agi ที่มีความว่องไวเข้าหลอกล่อศัตรูให้เข้ามาในจุดที่เหมาะแก่การซุ่มโจมตี แล้วใช้ int ระดมยิง และ str เข้าประชิด ปิดทางหนีของศัตรู

แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนยูนิต และความสามารถของยูนิตในมือ ย่อมมีผลต่อการวางกลยุทธ์เสมอ รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ยูนิตข้าศึก สนามรบ นิสัยของฝ่ายข้าศึกฯ ซึ่งพวกนี้ล้วนเป็นตัวแปรหลักๆทั้งหมด

ส่วนพวก ของเขิง อะไรนั่น มันเป้นอุปกรณ์เสริมเท่านั้น แต่ถ้าคุณใช้มัน ผิดจังหวะ ผิดกาละเทศะ ประสิทธิภาพของมันย่อมไม่ส่งผลลัพท์สูงสุดครับ

ขอยกตัวอย่างของการพึ่งพาแต่อาวุธ (ของ) แล้วล้มเหลวนะครับ

ในสงครามเวียดนาม ฝั่งอเมริกา มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าฝั่งเวียดนามเหนือมาก แต่เวียดนามเหนือ อาศัยความชำนานในยุทธภูมิ ค่อยๆดอดเข้าตีไอกันแบบไม่ให้ตั้งตัว

พูดง่ายๆ ไอ้กันเหนือกว่าด้านยุทโธปกรณ์ (ของ) แต่แพ้ด้าน ยุทธศาสตร์ (กลยุทธ์)

สุดท้าย อเมริกันก็ต้องยอมแพ้ วิ่งหางจุกตูดกลับบ้านไปแบบหมดรูปครับ

แต่ถึงกระนั้น การที่คุณจะเอาชนะได้จริง คุณต้องศึกษาให้ถ่องแท้หน่ะครับ ผมคงแค่บอกได้แค่หลักการเท่านั้น ซึ่ง ผมไม่ได้เล่น ดอทเอ แต่ผมประยุกต์การใช้กลยุทธ์ทั้งในธุรกิจ และการทหารเข้าพูดเท่านั้น

และสุดท้าย การรู้ ย่อมมาจากการเรียนรู้ ไม่ใช่นั่งเฉยๆแล้วจะมีอะไรหล่นใส่หัวครับ (อาจจะมีขี้นกหล่นใส่หัวก็ได้นะ เหอๆๆ)

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 20:55, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

อ้อ ถ้าสนใจ ลองอ่านนี่ดู ทฤษฎีเกม

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 21:12, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

นิดนึงในฐานะคนศึกษาพุทธ (ถึงจะทำตามได้ไม่ถึงครึ่ง ใช่ ชั้นมันเลว) คือนิพพานนี่เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง ที่ความทุกข์ไม่อาจกล้ำกลายจิตใจได้ จะว่าสูญไปเลยมันก็ไม่เชิง คือมันก็ยังอยู่อย่างนั้นแต่ไม่มีอะไรส่งผลกระทบต่อจิตนั้นได้แล้ว ในทางจิตวิทยาก็คือการตัดขาดจากแรงขับดันทุกอย่างได้ (ซึ่งในทางจิตวิทยาตามทฤษฏีของซิกมันด์ ฟรอยด์ แรงขับที่แรงสุดคือแรงขับดันทางเพศ แต่พุทธศาสนาไปลึกกว่านั้น มันเป็นแรงขับดันจากความอยากในภพชาติ ดูตัวอย่างได้จากแมงมุมบางชนิดที่ตอนผสมพันธุ์มันไม่มีอะไรเลย ตัวผู้แค่พยายามหย่อนถุงน้ำเชื้อไปในไข่ของตัวเมียโดยไม่ถูกตัวเมียกินซะก่อน) ภาวะที่เป็นนิพพานในจิตเราตอนปกติก็ประมาณเวลาเรารับรู้อะไรแล้วมันไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเรา เรารับรู้มันอย่างที่มันเป็นแล้วก็จบ ประมาณว่าเราเห็นคนมาก่อกวนในไร้สาระฯ เรารู้ว่าเค้ามาก่อกวน เราก็จัดการตามที่ควรเป็น จบ ไม่ได้คิดว่า "ไอ้นี่เกรียน"แต่อย่างใด

ก็พอจะอธิบายได้แค่นั้นล่ะค่ะ ความเข้าใจของท่านบรั่นดีต่างจากอัลนิดหน่อยเลยเล่าตามความเข้าใจ ที่แน่ๆคือนิพพานไม่ใช่แดนบรมสุขที่ใครจะไปถ่ายทอดให้กันได้ด้วยแสงอริยธรรมโดยไม่ต้องทำอะไรเลยแบบที่เคยอ่านเจอแน่ๆ (ใช่ ตรงนี้จิตอัลไม่เป็นนิพพานแล้ว คิดถึงแล้วโมโหพวกลวงโลกขึ้นทันทีเลย) Al 22:45, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

โมโหไม่ว่า อย่าเชือดผมละกัน ๕๕๕๕ ส่วนเรื่องนิพพานหน่ะ ผมก็ไม่ได้เชี่ยวเรื่องศาสนาขนาดจะฟันธงหรอกนะครับ --ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 23:10, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

  • ไม่ได้โมโหท่านบรั่นดีหรอกค่า จริงๆแล้วเรื่องนิพพานนั้น สำหรับปุถุชนเราในทางทฤษฏีก็เหมือนเต่าเล่าเรื่องของบกให้ปลาที่อยู่ในน้ำฟัง ปลานั้นฟังได้แต่โอกาสที่จะเข้าใจจริงๆนั้นน้อยมาก จะว่าอัลเข้าใจจริงก็ไม่ได้หรอกนะ ก้แค่อธิบายตามความเข้าใจ

Al 23:40, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

ผมหยอกคุณอัลเล่นดอก แหม เพราะรัก จึงหยอกเล่นนะครับ แต่เปรียบเทียบได้สวยมาก เต่าเล่าเรื่องบก แต่เรื่องหลอกลวงกันนี่ ผมพอเข้าใจ ว่าทำไมโกรธ ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงที่ไปเข้าใจว่าคนห่มเหลืองคนนึงเป็นอรหันต์ แล้วโดนรีดเงินไป ๓หมื่น เออ ดีแท้ พระหลอกพระ (อ้อ ตอนนั้นมัยบวชอยู่) --ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 23:55, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

เหอๆ[แก้ไข]

ขอบอกไว้เลยนะครับ พุทธเเท้ๆไม่มีคำว่า โชค ลาภ ผี สาง เทวดา การขอหวย เเอ่นการ ใช้คาถาอาคม สักยันคง

กระพัน เเต่ให้ตายเหอะ ผมรู้สึกจิ๊ดในใจทุกครั้งที่มีคนเอาของพวกนี้มาเหมารวมกะ ศาสนาของผม ให้ตายเถอะครับ จอร์จ 

เหอๆ พอๆกั๊น แต่ว่าไอ้พุทธของเรามันผสมกับพราหมณ์มาตั้งแต่ยังไม่มีกรุงสุโขทัยซะอีก ไอ้เรื่องโชครางผีสางนี่ เลยฝังกับจิตใจพี่ไทยมาช้านาน...

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 21:22, 16 มิถุนายน 2551 (ICT)

ความจริงปรากด[แก้ไข]

ไม่สงสัยกันหรือจ๊ะว่าทำไมคนที่ใช้คำหยาบถึงมาปรัชญาเต็มร้อย.... 5555+ ผมมากวนตีนพวกคุนเล่นๆแหละ5555555555+Monster Guide02-1-.gif 1 ตา จากโกดออกลาย อเชี่ยซอบ 5555555555555555555555555555555555555555555555555+



ขอโทดนะครับอย่าอ่านเลย แต่คุนก็อ่านแล้ว มีคนตายในห้องน้ำในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง โปรดส่งไปอีก 10 กระทู้ ไม่งั้น....บ้านบึ้มนะจ๊ะ...






ล้อเล่นน่า มั่วมากวนตีนพวกคุนอีกแหละ


อ่านทำไม 19:43, 18 มิถุนายน 2551 (ICT)

ไม่หรอก[แก้ไข]

ผมคิดว่า ฝึกสมอง คิดหน่ะ

อีกอย่าง ถึงจะกวนตีน แต่ผมก็ชอบคำถามคุณจริงจริงนั่นแหละ ถึงได้ตอบไง

กวนตีนแบบงี่เง่า คุณก็จะเจออีกแบบ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 20:10, 18 มิถุนายน 2551 (ICT)

ขอบอกไว้เลยนะครับ พุทธเเท้ๆไม่มีคำว่า โชค ลาภ ผี สาง เทวดา การขอหวย เเอ่นการ ใช้คาถาอาคม สักยันคง

กระพัน เเต่ให้ตายเหอะ ผมรู้สึกจิ๊ดในใจทุกครั้งที่มีคนเอาของพวกนี้มาเหมารวมกะ ศาสนาของผม ให้ตายเถอะครับ จอร์จ เหอๆ พอๆกั๊น แต่ว่าไอ้พุทธของเรามันผสมกับพราหมณ์มาตั้งแต่ยังไม่มีกรุงสุโขทัยซะอีก ไอ้เรื่องโชครางผีสางนี่ เลยฝังกับจิตใจพี่ไทยมาช้านาน... 

อะโห... เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ แต่บางคนก็เชื่อฝังใจนะครับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งถูกต้อง เมื่อมีคนยไปบอกในสิ่งที่ถูกต้อง ก็หาว่าไม่รักศาสนาอีก เอาเข้าไป(มันคือการแตกต่างต้องตาย)

เคยเห็นกันมั้ยครับ งานบวชน่ะ ที่มีการเต้นรำ กินเลี้ยงกันอย่างสนุกสนาน ศาสนาพุทธจริงๆ แล้วเขาว่าการฟ้อนรำเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง...

(มีคนเคยว่า ว่าเรื่องพวกนี้เป็นเปลือกนอก(ไม่ใช่แก่นแท้)ของศาสนาพุทธ ความจริงแล้วถือเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง และไม่ต้องสงสัยเลย ศาสนาพุทธนี้มีอายุเป็น 2000 กว่าปีแล้ว หลักคำสอนย่อมผิดเพี้ยนเป็นธรรมดา)

ปล. นานๆ จะได้พิมพ์ยาวๆ ซะที

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 20:43, 18 มิถุนายน 2551 (ICT)

มาเสือก![แก้ไข]

เข้ามาอ่านกระทู้นี้ก็รู้สึกโดนใจดี เพราะผมเกลียดไอ้พวกคนอย่างหมื่นตาอยู่แล้ว

เห็นกระทู้นี้คึกคักดี ก็เลยอยากมีส่วนร่วมบ้าง ถึงแม้ช่วงนี้จะไม่ค่อยได้เข้าก็ตาม ฮ่าๆๆๆ

ความเห็นข้างบนก็ไม่ได้่อ่านทั้งหมดหรอกนะ เพราะมันเยอะ ขี้เกียจอ่านเหลือเกิน

แต่จะขอแสดงความเห็นเรื่องการเรียนแล้วกัน ที่คุณว๊ายหลอนบอกว่าเรียนเพื่อสนอง "ตัณหา" แหม ผมเห็นด้วยจริงๆ

แล้วผมสงสารเด็กไทยสมัยนี้ จันทร์ - ศุกร์ ต้องไปเรียนตั้งแต่เ้ช้าจรดเย็น เลือกเรียนที่โรงเรียนก็ไปเรียนพิเศษถึงค่ำ

เสาร์อาทิตย์ก็เรียนมันตั้งแต่เช้ายันเย็น ไม่มีเวลาพัก น่าสงสารจริงๆ มันทำให้ความสุขในวัยเด็กมันหายไปหมดเลย

ถ้าถามว่าทำไมต้องเรียนแทบตายแบบนี้ล่ะ ก็ตอบได้เลยว่ามาจากสองประการ ประ้การแรกก็คือระบบการศึกษาประเทศไทยมันห่วยแตก

ส่วนประการที่สองก็คือค่านิยมที่ผิดๆของพ่อแม่ผู้ปกครอง ค่านิยมที่จะให้ลูกเรียนสูงๆ ลูกของฉันจะต้องเก่งเหนือใคร แล้วก็คอยกดดันลูก

ไอ้การกดดันจากพ่อแม่นี่แหละ ทำให้เด็กหลายคนมีปัญหาทางจิต แหมมันน่าสงสารจริงๆ ผมอยากจะบ่นอีกยาวแต่คงไม่มีใครอยากอ่านนักหรอก

วันนี้เลยขอบ่นแค่นี้แล้วกัน

--ศ.ดร.พล.อ.นพ.ก.ข.ค.แฟนท่อมตีบ 21:39, 19 มิถุนายน 2551 (ICT)

อยากรู้ อยากถาม อยากมากวนตีนนนน[แก้ไข]

เอ่อ... จากที่ กขค.ตีบแฟนว่า พ่อแม่มีค่านิยมผิดๆ ลูกกูต้องเป็นหนึ่งในโลก ......

แล้วคุนคิดว่า ทำไมพ่อแม่สมัยนี้ถึงต่างกับสมัยก่อนครับ

พล.ต.นพ.กขค.อ่านทำไม 19:56, 20 มิถุนายน 2551 (ICT)

ง่ายๆ สั้นๆ[แก้ไข]

ค่านิยมโง่ๆ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 21:37, 20 มิถุนายน 2551 (ICT)

เมาขี้ อุ้ย จะโดนแบนป่าวเนี่ย[แก้ไข]

เคยมีลูกด้วยเหรอคับ เป็นพ่อคนแล้วหรือคับ ค่านิยมมาทางไหนคับ พ่อแม่คุยข่มกันหรือคับ สื่อหรือคับ กางเกงคับ...

1.รู้...อวด....ใช้จริง

2.รู้...ไม่อวด..ใช้จริง

3.รู้...อวด..ไม่ใช้จริง

4.รู้...ไม่อวด..ไม่ใช้จริง

5.ไม่รู้...ไม่อวด...ไม่ใช้จริง

6.รู้...อวด..ไม่ใช้จริง


เรียนโดย ไม่คิด ไร้ประโยชน์
คิดโดย ไม่เรียน อันตราย  
                             ขงจื้อ

เรียนโดยไม่คิดคือการท่องจำ

คิดโดยไม่เรียนก็เหมือนกับเห็นนกบนท้องฟ้า...อยากบินเหมือนนก...เลยทำปีกกระโดดจากหน้าผา(ตาย)(อย่างคนโบราน)


กิเลสหรือปัจจัยทางชีวภาพ(ฮอร์โมน)คือตัวกำหนดการกระทำ

เหนือกว่านั้นคือความรู้

 อยากไปฆ่าเขา กลัวติดคุก นี่คือความรู้ว่ามีกฏหมาย

เหนือกว่าสิ่งใดคือคุนธรรม.... สิ่งที่ดิรัจฉานไม่มี

ปัจจุบันคนไทยเราเป็นคนมือถือสาก ปากอมควย

บอกรักชาติแต่ก็ไม่เสียภาษี

บอกจะอยู่แบบพอเพียงแต่ก็....

ผมเรียนวิชาการเพื่อทางโลก

ผมคิดเกี่ยวกัับปรัชญาเพื่อทางโลกอีกแหละ การแสวงหานิพพานก็เหมือนการแสวงหาความสุขที่(ปาก)บอกว่าไม่มีทั้งสุขและทุกข์ ถ้ามีภพมีชาติ มีวัฏจักรสงสารจริง เราก็ระลึกชาติไม่ได้ สมมติว่าที่ผมพูดมันดูหมิ่น ผมไปเกิดชาติหน้าเป็นคนไม่สมประกอบ ผมก็จำชาติที่ผมทำผิดไม่ได้ ผมไม่รู้สึกผิด ก็แค่นั้น คนเราทำอะไรก็เพื่อความสุขของตน ยังไงก็ช่าง

ผมไม่เชื่อใครง่ายๆ

ปล.ถ้าข้างบนมีคำหยาบก็ต้องขออภัย ผมมัยพวกเรียนๆลุยๆ

คำถามนี้[แก้ไข]

ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังจะสื่อถืองอะไร? ผมเลยตอบไม่ได้ครับ

อ่านแล้วเหมือนการตัดแปะงานปรัชญาชาวบ้านเขามามากกว่า

ขออภัยที่ไม่สามารถพอที่จะตีความหมายของคำถามนะครับ

รบกวนช่วยสรุปคำถามได้ไหมครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 22:25, 20 มิถุนายน 2551 (ICT)

คือ... เดี๋ยวนะ[แก้ไข]

อ่านไปอ่านมาชักงงและ อันนี้สื่อถึงปรัชญาใช่มะนิ??

แล้วก็กวนกันมันเหลือหลาย - -" น่าจะไปกวนกันที่นอกจอน่อ เหอๆๆ

--Nutkidmaru.4|จะตีกันคุยกันได้้ 22:31, 20 มิถุนายน 2551 (ICT)


มาเอง[แก้ไข]

เรื่องที่เอามาโพสนี่ดีจัง


เสริมอีกนิส

ปัจจุบัน การแต่งตัวเรียบง่ายก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่หยิ่งผยองแล้วนะ และ ในโลกของความเป็นจริง เป็นไปได้ยากมากเลย ที่หมื่นตา จะยอมรับว่า "ที่ผ่านมาผมโอหังกับความรู้ที่ผมมี" คนจะผยอง มีเหตุผลมาสนับสนุนตัวเองมากมาย ดูอย่างเด็กเกรียนจิ  :S หรือ ลองไปออกความเห็นตามบอร์ดการเมืองต่างๆ ไม่มีใครยอมฟังฝ่ายตรงข้ามพูดหรอก


ป.ล.แปลกแฮะ ทำไม เรารู้สึกว่ามีหมื่นตา มาร่วมวงสนทนาใน'ทู้นี้ด้วยแฮะ  ;p เอิ๊ก --ทินนี่ หมวย 23:08, 20 มิถุนายน 2551 (ICT)

ก๊ากกกก(นอกเรื่อง)[แก้ไข]

สะใจแทนไร้สาระนุกรมจริง

เว็บเราชื่อว่า ไร้สาระนุกรม แต่เวลาแสดงความคิดเห็นกลับมีสาระมากกว่าอีนี่ตุ๊ด

อีนี่ตุ๊ดมันจะแน่ซักเท่าไรเชียว

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 08:23, 21 มิถุนายน 2551 (ICT)

เข้ามาอ่านกระทู้นี้ก็รู้สึกโดนใจดี เพราะผมเกลียดไอ้พวกคนอย่างหมื่นตาอยู่แล้ว 

เห็นกระทู้นี้คึกคักดี ก็เลยอยากมีส่วนร่วมบ้าง ถึงแม้ช่วงนี้จะไม่ค่อยได้เข้าก็ตาม ฮ่าๆๆๆ 

ความเห็นข้างบนก็ไม่ได้่อ่านทั้งหมดหรอกนะ เพราะมันเยอะ ขี้เกียจอ่านเหลือเกิน 

แต่จะขอแสดงความเห็นเรื่องการเรียนแล้วกัน ที่คุณว๊ายหลอนบอกว่าเรียนเพื่อสนอง "ตัณหา" แหม ผมเห็นด้วยจริงๆ 

แล้วผมสงสารเด็กไทยสมัยนี้ จันทร์ - ศุกร์ ต้องไปเรียนตั้งแต่เ้ช้าจรดเย็น เลือกเรียนที่โรงเรียนก็ไปเรียนพิเศษถึงค่ำ 

เสาร์อาทิตย์ก็เรียนมันตั้งแต่เช้ายันเย็น ไม่มีเวลาพัก น่าสงสารจริงๆ มันทำให้ความสุขในวัยเด็กมันหายไปหมดเลย 

ถ้าถามว่าทำไมต้องเรียนแทบตายแบบนี้ล่ะ ก็ตอบได้เลยว่ามาจากสองประการ ประ้การแรกก็คือระบบการศึกษาประเทศไทยมันห่วยแตก 

ส่วนประการที่สองก็คือค่านิยมที่ผิดๆของพ่อแม่ผู้ปกครอง ค่านิยมที่จะให้ลูกเรียนสูงๆ ลูกของฉันจะต้องเก่งเหนือใคร แล้วก็คอยกดดันลูก 

ไอ้การกดดันจากพ่อแม่นี่แหละ ทำให้เด็กหลายคนมีปัญหาทางจิต แหมมันน่าสงสารจริงๆ ผมอยากจะบ่นอีกยาวแต่คงไม่มีใครอยากอ่านนักหรอก 

วันนี้เลยขอบ่นแค่นี้แล้วกัน 

บ่นอีกก็ได้ครับ ผมฟังได้เสมอ

555+

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 08:30, 21 มิถุนายน 2551 (ICT)

ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะอะไร?[แก้ไข]

ถ้าการใส่สูทหมายถึงการโชว์ว่ามีฐานะ ...อวด

แล้วการใส่ชุดเรียบง่าย...มันต่างกันตรงไหน...ถ้าใส่เพื่อโชว์ว่าใช้ชีวิตเรียบง่าย

จะใส่อะไรก็ช่าง...มันเป็นแค่ภายนอกไม่ใช่เหรอ

เหมือนคุนยิงประตูตัวเอง

มันก็ค่านิยม

คนนึงนิยมชุดสูท

พวกคุนนิยมชุดเรียบง่าย

ถ้าไม่ถือของนอกกาย...แล้วจะมาพูดกันทำไมว่าควรใส่ชุดอะไรแน่

จากไอสรัส เหี้ย ที่ตัดแปะปรัชญาชาวบ้านอ่านทำไม 11:31, 21 มิถุนายน 2551 (ICT)

ตอบคุณ Bird ข้างบน[แก้ไข]

ที่คุณพูดมา ก็มีส่วนถูกนะครับ

เสื้อผ้าเป็นของนอกกาย... แต่ถ้างั้นถ้าจะแสดงความเรียบง่ายจริงๆ ก็อาจแก้ผ้าก็ได้(อย่าหาว่าประชดนะ)

แต่เพราะคนเราไปปรุงแต่งเอาว่า ตรงนั้น ตรงนี้มันอุจาดลูกกะตา ไม่ควรดู

ในทางกลับกัน ถ้าไปแก้ผ้าอนาจาร ก็โดนตำรวจจับ หรืออาจถูกจับยัดโรงบาลบ้า

การ์ตูนเรื่องนี้ ในความเป็นจริงมีน้อยมากเลยครับ แค่คำพูดแค่นั้นไม่ทำให้คิดได้หรอก

ยิ่งคนที่เรียนสูงๆ เท่าไหร่แล้ว ก็จะกลายเป็น "ชาล้นถ้วย" มากเท่านั้น

คือ ไม่ยอบรับฟังผู้อื่น และพยายามดูถูกผู้อื่นๆ(อย่างเช่นฝรั่งดูถูกเอเชีย เพราะมันคิดว่าตนเองเป็นผู้เจริญสุดๆ แล้ว)

แต่การแต่งตัวก็มีส่วนนะครับ ถ้าจะแสดงถึงความเรียบง่ายจริงๆ ผู้ที่แต่งตัวย่อมไม่คิดว่าจะไปอวดว่า "ข้าน่ะ ปล่อยวางแล้ว เรียบง่ายแล้ว" หรอก

เฮ้อออ... ขี้เกียจพิมพ์ต่อ

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 14:51, 21 มิถุนายน 2551 (ICT)