กระทู้ : ไม่ทราบว่าใครเรียนอยู่ต่างประเทศบ้างคับ (ถูกทอดทิ้งแล้ว)

จากไร้สาระนุกรมเสรี - แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง
สภาน้ำชา

ยินดีต้อนรับสู่สภาน้ำชาภาษาไทย
แหล่งพบปะพูดคุยและโวยวายที่ทุกคนร่วมเขียนได้
ปัจจุบันมีทั้งหมด 528 กระทู้
วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 เวลา 02:37 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หมวดอื่นๆ : โครงการ · รูปแบบ · ตรวจสอบ · โวยวาย · จิปาถะ · ถามตอบ

{{#logotipo: //images.uncyc.org/th/5/5e/Teacafe-logo-text.png }}

โปรดทราบ: หัวข้อนี้ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นเวลา 3369 วัน และน่าจะถูกลืมเป็นที่เรียบร้อย โดยคุณไม่จำเป็น ต้องตอบหากไม่ต้องการจริงๆคำเตือน: แสดงชื่อเรื่อง "กระทู้ : ไม่ทราบว่าใครเรียนอยู่ต่างประเทศบ้างคับ <small>(ถูกทอดทิ้งแล้ว)</small>" เขียนทับการแสดงชื่อเรื่องก่อนหน้านี้ "กระทู้ : ไม่ทราบว่าใครเรียนอยู่ต่างประเทศบ้างคับ"
ไม่ทราบว่าใครเรียนอยู่ต่างประเทศบ้างคับ...คืออยากทราบว่าที่ต่างประเทศ ต่างสถาบันเขามีการยกพวกตีกันเหมือนไทยบ้างรึป่าวคับ

อันนี้คืออยากรู้จริงๆนะ!!! หรือว่าค่านิยมที่มีเลือดรักสถาบัน(แต่ชาติเดียวกัน)แบบโง่ๆ!!! มันจะมีเฉพาะที่เมืองไทยประเทศเดียว

จากคุณ : สายเมฆ - [ 28 พ.ค. 51 20:04:24 ]

ที่มา http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F6651791/F6651791.html


เอาคำถามนี้มาให้ดูกัน อันนี้เจาะจงคนตอบเลยครับ ;)

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 20:22, 28 พฤษภาคม 2551 (ICT)


ตั้งโต๊ะเมื่อ 28 พฤษภาคม 2008 | เสวนาครั้งล่าสุดเมื่อ 24 กันยายน 2552 โดย ผู้ใช้:Brandy Frisky


อืม....[แก้ไข]

ผมว่ามีนะ ยกพวกตีกันเนี่ย เคยเห็นข่าวของปะกิดเมื่อนานมาแล้ว...

/รอคำตอบจากท่านบรั่นดี...

--Meaw-1.gif

บ๊อบ ราชาแห่งโอตาคุ | ต่อยคุยกันได้ 20:34, 28 พฤษภาคม 2551 (ICT)

โห[แก้ไข]

เล่นบีบกันแบบนี้ก็ต้องตอบหล่ะครับ

ขอจำกัดวงอยู่ในออสเตรเลียก่อนนะครับ

ถ้าแค่ยกพวกตีกันเฉยๆหน่ะ มีครับ แต่ในเมืองเล็กๆที่ผมอยู่หน่ะ ไม่ค่อยจะมีเท่าไร แต่เมืองใหญ่ๆอย่างซิดนีย์ นี่ ได้ข่าวว่าบางพื้นที่นี่เป็นย่านอันตราย อย่าได้แหลมเข้าไปเชียวหล่ะครับ เพราะเป็นแหล่งเสื่อมโทรม มีการเอาปืนไล่ยิงกันด้วยนะ

การยกพวกตีกัน ก็จะเป็นการตีระหว่างแก๊งต่อแก๊ง ซึ่งบางทีก็เป็นแก๊งที่แบ่งตามเชื้อชาติ

ที่คนออสซี่กลัวที่สุดเห็นจะเป็นพวกแก๊งเวียดเกียว (เวียดนามโพ้นทะเล หรือพูดง่ายๆ ลูกหลานของพวกเวียดนามที่หนีออกจากเวียดนามตอนไซ่ง่อนแตก เมื่อปี 1975 โน่นแหละครับ) เพราะพวกนี้ไม่ชอบพูดมาก เอามีดเสียบฉึกเลย

อีกพวกที่เพื่อนผมที่ซิดนีย์ว่าก็ก่อกวนใช่ย่อยก็พวกเลบอนนีส (ชาวเลบานอน) ครับ

จำได้ว่าคุณ LK เคยเอาข่าวแขกในไทยเล่นปาไข่มาลง พวกฝรั่งมันเล่นแบบนี้มานานแล้วครับ หนักกว่านั้นหน่อยก็ ปาอิฐ ปาหินเลย ผมโดนมาแล้ว ดีเฉียดไป

มีเรื่องตลกที่อาจจะขำไม่ออกว่า ในอิตาลี มีแก๊งวันรุ่นมาเล่นปาไข่แบบนี้ แต่ไม่ดูตาม้าตาเรือ ดันไปปาใส่มาเฟียเข้า เลยได้ใช้บริการสัปปะเหร่อกันยกแก๊งเลยครับ

ส่วนพวกที่ไปดักตีชาวต่างชาติด้วยเรื่องเชื้อชาติก็มี ที่มักจะโดนเล็งเล่นงานล่าสุดเห็นเป็นพวกแอฟริกันครับ แต่คนจีนก็โดนเพ่งๆอยู่เหมือนกัน

คนจีนนั้นโดนเพ่งเพราะพวกฝรั่งมันอิจฉาครับ คนจีนเก่งเรื่องทำมาค้าขาย มาแว้บๆก็รวยกว่าฝรั่ง ฝรั่งบางพวกเลยเกลียดคนจีนครับ คนไทยหน้าเหมือนจีน อาจจะโดนลูกหลงได้

ถ้าใครเคยอ่านบทความ ฝรั่งมังค่า จะเห็นมีการกล่าวถึงพวกลัทธิเหยียดผิว และย่อยลงไปจะเป็นพรรค One Nation ของออสเตรเลีย เรื่องพรรควันเนชั่นนี่ เป็นหลักฐานชั้นดีเลยครับ อย่างน้อยผู้สมัครของพรรคนี้มีนี่นั่งอยู่ใน House of Legislative Assembly ของรัฐควีนส์แลนด์อยู่ที่นึงเชียวนะครับ ถึงจะน้อย แต่ก็ชี้ชัดได้ว่ามีตัวตน

คราวนี้กลับมาที่เรื่องตีกันเพราะสถาบัน

ขอปูพื้นกันก่อนว่าเด็กออสซี่ส่วนใหญ่พอใจกับการเรียนจบแค่ ม ปลายครับ

ส่วนว่าจะไปต่อ มหาลัยรึเปล่า หรือจะต่อคณะอะไรนั้น เด็กจะตัดสินใจตั้งแต่เริ่มเรียน ม ปลายแล้วครับ เพราะการเข้ามหาวิทยาลัยของที่นี่นั้น เขาจะกำหนดว่า ถ้าคุณอยากเรียนคณะนี้ คุณจะต้องเรียนวิชาอะไรใน ม ปลายมาบ้าง แล้วเด็กก็เอาผลการเรียนไปยื่นต่อมหาลัย แล้วมหาลัยจะเป็นฝ่ายพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับ

แต่ด้วยความที่ออสเตรเลียเป็นประเทศ รัฐสวัสดิการเต็มขั้น อ้อ ไม่มีงานทำเหรอ ไม่เป็นไร มานี่สิ เดี๋ยวรัฐช่วยจ่ายให้ ไม่มีบ้านเลยอาบน้ำไม่ได้เหรอ มานี่สิ เรามีห้องน้ำบริการให้ ไม่มีข้าวกินเหรอ อ้อ ที่นี่มีการบริจาคอาหารหร่ะ ไปกินสิ

แต่รัฐจะไปเรียกภาษีจากสิ่งฟุ่มเฟือยหนักๆ เช่น บุหรี่ เพื่อเอามาเป็นรายจ่ายช่วยอุปถัมถ์คน มาโบโร่ บ้านเรานี่ ขายกันถูกมาก ตีเป็นเงินออสเตรเลี่ยนดอลล่าก็แค่ราวๆ ๒-๓เหรียญ แต่พอมีถึงออสซี่ ฮ่าๆๆ ๘เหรียญกว่าๆครับ

อ้า คุณ kaO ครับ ทางรัฐได้ข่าวมาว่าคุณพ่อของคุณเสียแล้ว ทางรัฐเสียใจด้วยนะครับ แต่คุณพ่อคุณทิ้งมรดกเอาไว้ให้ตั้งเยอะตั้งแยะ ขอโทษนะครับ กรุณาจ่าย ภาษีมรดกด้วยครับ เราต้องการเงินส่วนนี้ไปช่วยเพื่อนร่วมชาติครับ

เห็นไหมครับ สวัสดิการเต็มขั้น แถมประชาชนวางใจได้ว่ารัฐบาลไม่ได้เอาเงินไปแจกคนจน ซี้ซั้วเสียจนวันนึงประเทศชาติอาจจะล้มละลายได้ บางทีเขาเลยไม่คิดว่าเขาต้องดิ้นรนไงครับ

ผมเคยเจอออสซี่คนนึง อายุเท่าผมเลย แต่หลังจากเรียนจบ ม ปลายแล้ว มันไม่ทำงานอะไรเลยมาตั้ง ๘ ปีเชียวนะคุณ

คราวนี้ พวกที่จบ ม ปลายแล้วไม่ต่อมหาวิทยาลัยมาได้พักนึงแล้ว บางพวกก็เพิ่งคิดจะมองหาความก้าวหน้าในวิชาชีพ เลยกลับเข้าไปเรียนใหม่ ในโรงเรียนอาชีวะศึกษา ซึ่งจะได้วุฒิระดับ อนุปริญญา (บ้านเราชอบเรียกกันว่า ปวส หรือปริญญาวิชาชีพชั้นสูง แต่ที่นี่เขาเรียกกันว่า TAFE (เทฟฟ์))

ผมเคยดูหนังเรื่อง The Castle ของออสซี่ พระเอกของเรื่องเป็นคนจนที่มีบ้านติดกับสนามบิน แล้ววันหนึ่งรัฐก็มาเวนคืนที่ดินของเขาเพื่อขยายสนามบิน แต่เขาไม่ยอม และสู้ถึง ๓ ศาลจนชนะฝ่ายรัฐบาลท้องถิ่นได้ในที่สุด ซึ่งวลีเด็ดจากหนังเรื่องนี้คือ

Cquote1.png A man's home is his castle. (แปลเอง: บ้านของข้า มีค่าดุจวิมาณ) Cquote2.png

ผมในลิงค์ไปถึง Castle Doctrine ในวิกิอังกฤษด้วย เพราะผมรู้ว่า เรามีนิสิตกฎหมายอยู่ เคสนี้ น่าจะเป็นที่น่าสนใจ

พระเอกของเรื่องที่เป็นชนชั้นแรงงานครับ เขาภูมิใจในตัวลูกสาวเขามากที่ได้วุฒิจากเทฟฟ์ สาขาช่างทำผม เพราะเป็นคนที่ได้ปริญญาสูงที่สุดในบ้าน

เรื่องตีกันของ นร อาชีวะเหรอครับ หายห่วง ส่วนมากก็มีอายุ ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่มีหรอก

ส่วน นศ ระดับมหาวิทยาลัย ยิ่งหายห่วง เพราะมันตั้งใจเรียนกันมาตั้งแต่ ม ปลายแล้ว ถ้ามันจะทำ มันจะแทงหลังด้วยเล่ห์เหลี่ยมแทน ใครชอบไปเชื่อใจ ไว้ใจฝรั่งมังค่า หลงคิดว่าโคตรบิดามันจะซื่อสัตย์จริงใจกะคุณ ก็ ระวังเอาไว้ให้ดีๆละกัน แต่ผมไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเลวทุกคนนะ คนดีๆเขาก็มีเยอะ อย่างคุณลุง แมททิว กะคุณป้าเม็ก ทั้งสองคนนี้สุดแสนจะใจดีครับ หรืออย่างท่านกงศุลไทยประจำเซาท์ออสเตรเลีย เจยย์ วาลตัน แกก็ใจดีครับ แถมแกช่วยออกแรงโฆษณาประเทศไทยให้เราด้วยนะจะบอกให้

สุดท้ายขอพูดถึงเรื่องตลกที่ขำไม่ออกจากเมลเบิร์นนะครับ คนไทยที่นี่ เมาแล้วตีกันในผับไทยทุกวันศุกร์ วันดีคืนดี ออกมาตีกันเองกลางถนน โคตรบิดามัน อุตส่าห์ออกมาต่างประเทศ แทนที่จะผนึกกำลังกันสู้กับต่างชาติ แต่กลับมีปัญญาทำได้แค่ตีกันเอง พอเจอคนชาติอื่นแม่งก็หงอ ชาติหมา เก่งแต่ในรู น่าอับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก

มันต้องกลับไปคิดแล้วหล่ะครับว่า ประเทศเรา มันห่วยแตกในการปลูกฝังให้เยาวชนรักประเทศ รักเชื้อชาติ ขนาดไหน แล้วเราจะแก้ไขกันยังไง?

ป.ล. ใครก็ได้ฝากไปบอกคุณจักรภพทีนะครับว่า ไอ้ระบบรัฐสวัสดิการของออสเตรเลียเนี่ย มันก็เข้าข่าย ระบบอุปถัมถ์ นะครับ แต่ผมเข้าใจเขานะครับ เขาดันไปอเมริกานี่ครับ ประเทศนั้นไม่อุปถัมถ์คนเท่าไร แต่แก้ปัญหาคนจนด้วยการส่งคนจนไปตายในต่างประเทศเช่นอิรัก อัฟกานิสฐาน ด้วยค่าจ้างราคาสูง ผ่านชื่อ US Army หรือ กองทัพของกู ไม่ใช่ของมึง

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 01:38, 29 พฤษภาคม 2551 (ICT)

อ้อ ผมเคยบอกคนอเมริกันนะว่า ผมเกลียดรัฐบาลอเมริกัน เขาก็หัวเราะแล้วบอกว่า เออ กูก็เกลียดมัน

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 02:30, 29 พฤษภาคม 2551 (ICT)

กรรมของประเทศไทย

--เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม | สนทนาธรรมได้ที่นี่ 14:06, 23 กันยายน 2552 (ICT)

อ้อ[แก้ไข]

เอานี่ไปลงตอบในพันถีบก็ได้นะ

โฆษณาเวบไปในตัว

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 02:33, 29 พฤษภาคม 2551 (ICT)

มีอีกเคสครับที่ทำให้เกิดการตีกัน[แก้ไข]

หมาตัวผู้มันกัดกันเพื่อโชว์ผู้หญิงครับ อันนี้เหมือนกันหมดทุกชาติทุกภาษา

แต่เรื่องที่ได้รับแจ้งมานี้ เป็นหมาจีน ๒ ฝูง กัดกันเพื่อแย่งหญิงไทยคนเดียว แถมทั้ง ๒ฝูงนี่ นศ ปริญญาโททั้งนั้น

นี่ชี้ให้เห็นได้เลยว่า บางครั้ง อายุ และ การศึกษาไม่ได้ทำให้คนฉลาดขึ้นเลย

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 05:12, 29 พฤษภาคม 2551 (ICT)

อืม..[แก้ไข]

จะบอกว่าเพิ่งเรียนจบ แต่ว่าเมืองที่ผมอยู่เป็นเมืองมหาลัยเลย ไม่ีมียกพวกตีกันนะ รัฐนี้แบบว่ามีสองมหาวิทยาลัยรัฐหลัก เลยเป็นเหมือนคู่แข่งกัน แต่ไม่มีอะไรแบบนั้นอะ --Jutiphan | พูดคุย - 10:49, 29 พฤษภาคม 2551 (ICT)

555+[แก้ไข]

Cquote1.png อ้อ ผมเคยบอกคนอเมริกันนะว่า ผมเกลียดรัฐบาลอเมริกัน เขาก็หัวเราะแล้วบอกว่า เออ กูก็เกลียดมัน Cquote2.png

ฮาตรงนี้สุดๆ

--Meaw-1.gif

บ๊อบ ราชาแห่งโอตาคุ | ต่อยคุยกันได้ 21:27, 29 พฤษภาคม 2551 (ICT)

เห็นมีแต่ยกพวกตีกัน กับยกพวกตุ๋ยกัน แค่นั้นครับ ส่วนยกพวกเอากัน(แบบไม่เกย์) เห็นมีแต่ในหนังว่ะ :) --LK 15:04, 1 มิถุนายน 2551 (ICT)

การต่อต้านไอ้พวกอเมริโกย และการพัฒนาชาติ[แก้ไข]

Cquote1.png อ้อ ผมเคยบอกคนอเมริกันนะว่า ผมเกลียดรัฐบาลอเมริกัน เขาก็หัวเราะแล้วบอกว่า เออ กูก็เกลียดมัน Cquote2.png

เรื่องนี้มันเหมือนกับที่ผมคิดไว้เลยครับ มันเป็นสิ่งที่แสดงว่าอเมริกาไม่สมควรเป็นมหาอำนาจ

ส่วนเรื่องรัฐสวัสดิการ ประเทศไทยควรจะมีบ้าง เป็นการซื้อใจประชาชน

--红日霸王(2)|談論 20:44, 22 กันยายน 2552 (ICT)

แต่ผมคิดอีกอย่างนะครับ

เพราะเป็นอย่างนี้ถึงได้เป็นประเทศมหาอำนาจต่างหาก

เพราะทำอะไรไม่สนใจใคร คงไว้แต่ผลประโยชน์ประเทศเพียงผู้เดียว โดยไม่สนใจเสียงของฝ่ายอื่นหรือประชาชนตน ถึงทำให้สามารถเป็นประเทศมหาอำนาจได้

ประเทศที่เป็นไนซ์กาย อะไรก็ยอมคนอื่นไปหมด ไม่เด็ดขาดแม้แต่ประชาชนของตนเอง จนทำให้เสียประโยชน์ที่สมควรจะได้รับ ผมคิดว่าไม่มีทางเป็นประเทศมหาอำนาจได้

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 21:07, 22 กันยายน 2552 (ICT)

คงยังไม่เคยอ่านงานของนิโคโล แมคเคียวิอาลี บิดาแห่งวิชารัฐศาสตร์สินะครับ แกว่า "การเมืองคือศาสตร์แห่งความหน้าด้าน" ครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าเรื่องสวัสดิการสังคมภายในอเมริกาจะเกี่ยวโยงอะไรกับความเป็นมหาอำนาจของเขานะครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 21:28, 22 กันยายน 2552 (ICT)

งี้ผมว่านักการเมืองไทยก็เก่งเรื่องการเมืองการปกครองสุด ๆ เลยสินะครับ เห็นหน้าด้านทุกคน 555555555555555+ --Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 22:04, 22 กันยายน 2552 (ICT)

ความจริงที่อมาริเกย์เป็นมหาอำนาจได้ เพราะสงครามเย็นต่างหาก ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ช่วงนั้นอมาริเกย์ทำตัวเป็นตำรวจโลก(ช่วงนี้ก็ยังอยู่) จนกระทั่งเมื่อสงครามเย็นจบลง ชาวโลกหน้ามืดบางคนก็ยกย่องอมาริเกย์ให้เป็นมหาอำนาจ

หลังจากนั้น ไปหาเรื่องโซเวียตยังไม่พอ ก็ไปหาเรื่องอิรัก, อิหร่านต่อ เพื่อต้องการครอบครองบ่อน้ำมันอันดับหนึ่งของโลก

ตอนนั้น อมาริเกย์อ้างว่า อิรักครอบครองนิวเกรียนอยู่ แต่หลังจากที่ไปบุกเขามาตั้งนานก็ยังเอานิวเกรียนออกมาโชว์ไม่ได้

อย่างเช่นเรื่องเกาเหลาเหนือนี่ ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นถึงขนาดต้องไปเรียกว่า "ประเทศแกนแห่งความชั่วร้าย"(Axis of Evil) เพียงเพราะเกาเหลาเหนือหันเป้าไปตรงอมาริเกย์พอดี(อันนี้ไม่ได้ว่าผิด คนเรามีสิทธิ์ป้องกันตนเอง)

ผมไม่ทราบว่าอมาริเกย์จะเป็นห่วงสันติภาพโลกจริงๆ หรือเปล่า แต่ผมก็ไม่ชอบรัฐบวมอมาริเกย์เหมือนกัน(ไม่เกี่ยวกับบ้ารัก โอซาม่า เพราะยังไม่เห็นผลงานชัด)

ทุกวันนี้ เมื่อโอซาม่าขึ้นตำแหน่ง ยังมีคนหน้ามืดไปยกย่องอมาริเกย์ว่า "เขาเท่าเทียมกันจริงๆ" แต่ช่วงหลังนิสัยธาตุแท้ของคนอมาริเกย์เชื้อสายฝรั่งมังค่าก็ปรากฏขึ้น ตามที่เห็นในข่าว พรรคฝ่ายแค้นก็ตามล้างผลาญไม่เลิก แถมยังปลุกระดมประชาชนออกมาประท้วงอีก เหมือนกับบ้านเราเลย

ที่แท้ นิสัยลึกๆสันดาน คนอมาริเกย์บางกลุ่มก็มีความรู้สึกเหยียดสีผิวน่ะแหละ...

แต่การฮุบผลประโยชน์ไว้คนเดียว หรือทำอะไรโดยไม่สนใจเสียงประชาชนอย่างที่คุณว้ายหลอนว่า ก็ใช่ว่าจะทำให้เป็นมหาอำนาจได้นะครับ อย่างเช่นอีหร่าน พยายามฮุบบ่อน้ำมันคนเดียว แต่แล้วอมาริเกย์จอมเสือกก็เข้ามายุ่งพร้อมกับประเทศเพื่อนบ้านซะเลย แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะทหารอิหร่านนั้นสู้อมาริเกย์ไม่ได้(เนื่องด้วยเทคโนโลยีหรืออะไรก็แล้วแต่) ทำให้อิหร่านต้านไม่ได้

แต่สำหรับการฮุบผลประโยชน์ไว้คนเดียวของอมาริเกย์ แม้แต่ใครๆ ก็ไม่อย่างเข้าไปยุ่งเจือก เพราะว่าอมาริเกย์มีประสิทธิภาพทางทหารมากนั่นเอง อีกทั้งยังจะถูกประนามจากคนบางคนทั่วโลกได้

และการทำอะไรโดยไม่สนใจประชาชน อย่าลืมว่าประชาชนก็สามารถลุกฮือได้นะครับ ดังนั้นการไม่สนใจประชาชนอาจทำให้อำนาจของประเทศถดถอยลงไปเนื่องจากเกิดปัญหาลงในประเทศ (แต่อาจจะไม่ลุกฮือถึงขั้นปฏิวัติ) ความจริงรัฐบาลอมาริเกย์ก็ไม่สนใจประชาชนจริงๆ ไม่แปลกหรอกที่ชาวอมาริเกย์จะเกลียดรัฐบาลของตนเองตามที่คุณบรั่นดีว่า อย่างยิ่งในสมัยของพ่อบูด ความจริงแล้วประชาชนอมาริเกย์บางคนไม่อยากให้อมาริเกย์เข้าไปพัวพันกับสงครามที่ตะวันออกกลาง แต่ด้วยความโลภของรัฐบาลนั้น ก็ยังดึงดันทำสงครามกับประเทศตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนเกลียดขึ้นมา จนถึงในสมัยของบ้ารัก โอซาม่า เห็นได้ชัดว่าประชาชนบางกลุ่มรู้สึกยินดีขึ้น ดีกว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลพ่อบูด แต่บางคนก็ยังเกลียดรัฐบาลนายโอซาม่าอยู่ เพราะว่า "เป็นคนผิวสี"

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] (โพสต์ : {{#editcount:Pakorn|28}}) 06:56, 23 กันยายน 2552 (ICT)

ความจริงแล้วประเทศไทยก็ควรที่จะมีความเด็ดขาด ทำอะไรไม่สนใจใคร แล้วเริ่มพัฒนาการทหารได้แล้ว และยุติการนำเข้าของบางอย่าง เช่นอาวุธจากต่างชาติ หรืออาจจะนำเข้าไม่กี่อย่างเพื่อเอามาพัฒนาต่อให้ดีขึ้น แต่ทางที่ดีน่าใจใช้วิธี R&D มากกว่า C&D อย่างที่ประเทศไทยตอนนี้ใช้กัน ประเทศไทยควรที่จะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ไปแข่งกับต่างชาติ ในตลาดโลกได้ ไม่ใช่รอแต่ให้คนอื่นมาลงทุน ก็ไม่ทันกิน

ใช่แล้ว การเมืองคือศาสตร์แห่งความหน้าด้าน แต่ในความคิดผมก็คือ หน้าด้านกับคู่แข่งหรือต่างประเทศให้มากๆ แต่ไม่ควรหน้าด้านกับประชาชน ไม่งั้นจะถูกถีบตกเก้าอี้ไปอย่างรวดเร็ว

ผมคิดว่าอเมริกาไม่มีคามจริงใจกับใคร แต่อย่างว่าแหละ เพราะเขาเป็นมหาอำนาจ ไม่ต้องง้อใคร ไม่เหมือนประเทศไทยหรอก แค่เรื่องกุ้งยัดตะกั่วนี่ประเทศไทยก็ทุรนทุรายแล้ว จะเปนมหาอำนาจได้อย่างไร น่าจะพึ่งตลาดทางการเกษตรให้มากกว่านี้ อุตสาหกรรมในครัวเรือนให้มากกว่านี้ ลดเปอร์เซ็นรายได้จากการส่งออกลง แต่เพิ่มเปอร์เซ็นรายได้จากทางอื่นมากขึ้น จะได้ไม่ต้องง้อต่างชาติให้มาซื้อของเรา ไม่งั้นเราก็ต้องตกเป็นขี้ข้าต่างชาติต่อไป วิธีที่ผมคิดว่าประเทศไทยน่าจะพอทำได้ก็คือ

  • ขยายตลาดผู้บริโภคในประเทศให้มากขึ้น
  • สร้างแบรนด์เนมที่เป็นของตัวเอง(หมายถึงที่ยังไม่มีแบรนด์นะครับ เช่นพวกรถยนต์ ยุทโธปกรณ์ ฯลฯ) ไม่ต้องรอต่างชาติมาลงทุน
  • ลดปริมาณการนำเข้าสินค้าต่างชาติลง

แต่ในความคิดผม ผมว่าน่าจะให้มากกว่านี้ กล่าวคือ อาจจะใช้ระบบเผด็จการชนชั้นกรรมกร ในการปกครอง เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับแรงงาน ซึ่งแรงงานอาจจะเพิ่มหรือลดค่าจ้างได้ตามความเหมาะสม และลดการถือครองที่ดินของนายทุน เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกินมากขึ้น ลดการถือครองหุ้นของต่างชาติในเอกชนไทยลงเรื่อยๆ จนหมด แล้วเมื่อนั้น ความเป็นมหาอำนาจก็ไม่ไกลเท่าไหร่แล้ว

ส่วนทางด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยน่าจะให้โรงงานอยู่ในที่รกร้าง ห่างแหล่งชุมชน ห่างเรือกสวนไร่นา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนอุทยานนั้นควรที่จะหยุดไว้แค่ในปัจจุบัน แต่เพิ่มลักษณะของป่าชุมชนมากขึ้น สร้างจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่ประชาชน จะให้ผลที่ดีกว่า เพราะการเพิ่มอุทยานมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ชาวบ้านไร้ที่ทำกินและอยู่ไม่ได้ ต้องหนีไปเบียดคนประเทศอื่นในต่างแดน และทำให้เมืองหนาแน่น การจัดการก็จะยากขึ้น อนึ่ง ไม่ควรที่จะให้คนในเมืองมีเกินสองล้าน เพราะจะจัดการยาก ให้ออกไปอยู่ในชนบทมากขึ้น

แต่ถ้าไม่สามารถหยุดการอพยพเข้าเมืองได้ ก็อาจจำเป็นต้องสร้างระบบเศรษฐกิจในชนบท โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มจะมีทุกอย่างครบ โดยอาศัยการปกครองของเจ้าหน้าที่รัฐที่ส่งไปปกครองในแบบเดียวกันกับสังคมศักดินา แต่จะไม่ใช้การจัดการที่ดินแบบลอร์ดกับวาสซัล เพราะจะทำให้ประชาชนที่เป็นวาสซัลไม่พอใจและก่อจลาจล เนื่องจากการเก็บค่าที่ดินอันแพงหูฉี่ จนทนไม่ได้

นี่คือสิ่งที่ผมคิดเอาไว้ว่าประเทศไทยควรจะมีอย่างนี้

--红日霸王(2)|談論 11:11, 23 กันยายน 2552 (ICT)

ความคิดของคุณดีนะครับ แต่ยังดีไม่พอ

ประการแรก การทหาร

การทำ R&D นี่ เสียงปฯมากกว่า C&D มากนะครับ และการซื้อเข้ามาเป็นวิธีที่ถูกที่สุดครับ สำหรับอาวุธไฮเทค

อย่างพวกกระสุน หรือปืนนี่ เราซื้อลิขสิทธิ์ในการผลิตมาเองนะครับ เพราะคำนวนต้นทุนความคุ้มค่าแล้ว มันคุ้มที่จะทำ

ส่วนทำไมคุ้ม ผมแนะนำให้ลองศึกษาเรื่องของ ห่วงโซ่อุปทานและการจัดการห่วงโซ่อุปทานครับ

การทุ่มเทเงินในคลังเพื่อการทหาร โดยการสังเวยความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจนี่ ไม่ใช่วิธีที่ฉลาดเลยครับ และในพิชัยสงครามของซุนวูเองก็ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในฐานะเส้นเลือดหล่อเลี้ยงกองทัพนะครับ

ข้อมูลจาก CIA Factbook พม่าใช้จ่ายด้านการทหาร 2.10% ของ GDP เป้นอันดับที่ 77 ของโลก กัมพูชา 3.00% เป้นอันดับที่ 48 แต่พี่ไทยเราจ่ายแค่ 1.80% เป็นอันดับที่ 91

แต่อย่าลืมนะครับ ขนาดของ GDP มันต่างกัน

เคยเล่นเกมวางแผนการรบแล้วเอาแต่สร้าง ๆ ๆ จนสุดท้ายไม่มีเงินหมดตูดไหมครับ คงรู้นะครับว่าผลลัพท์มันคือหายนะ

ประการที่สอง ด้านเศรษฐกิจ

คุณมองด้านอุดมคติมากเกินไป

ถามว่าทุกวันนี้ทำไมใคร ๆ ก็ต้องง้อ อเมริกา จีน รัสเซีย อินเดีย

ง่ายมาก เพราะขนาดประเทศพี่แกใหญ่ มีทรัพยากรเยอะไงครับ

วิธีแก้ที่คุณว่ามา ยังไม่สมบูรณ์หรอก ที่อเมริกายัดข้อหากุ้งยัดตะกั่วให้เราได้เพราะเขามีของทดแทนในประเทศเขาแล้วไงครับ แต่ของ ๆ เราดันขายได้ถูกกว่าเขา เขาเลยต้องสร้างกำแพงภาษีมากันเราออกไปไงครับ

ทางแก้ ให้ดู EU เป็นแนวทางครับ พวกนั้นรู้ตัวว่าอยู่เดี่ยว ๆ งัดกับอเมริกาไม่ลง เลยรวมหัวกันครับ ถ้าเราจะดิ้นชาติเดียว ไม่รอดหรอก ต้องรวมอาเซียนให้ติดครับ

ประการที่สาม อุตสาหกรรม

ขออธิบายก่อนครับว่า อุตสาหกรรมมี ๓ กลุ่มคือ

  1. อุตสาหกรรมชั้นต้น หมายถึงกลุ่มการผลิตวัตถุดิบทั้งหลายเช่น เหมือนแร่ เกษตรกรรม
  2. อุตสาหกรรมชั้นที่สอง หมายถึงกลุ่มแปรรูป เช่น ผู้ผลิตสินค้าทั้งหลายแหล่นั่นแหละครับ
  3. อุตสาหกรรมชั้นที่สาม หมายถึงกลุ่มการให้บริการ เช่น โทรศัพท์ ธนาคาร การเงิน การท่องเที่ยว เป็นต้น

ประเทศเราจะเน้นหนักไปที่สองกลุ่มแรกเสียมากกว่า ในขณะท่ประเทศพัฒนาแล้วจะมีกลุ่มที่สามเป็นหลัก

รู้ไหมครับ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เราพื้นได้ก่อนชาติพัฒนาแล้วก็เพราะว่าเราเป็นแบบนี้นี่แหละครับ อย่าลืมว่าวิกฤตครั้งนี้มีรากเหง้ามาจากภาคการเงิน เราที่ไม่ได้เน้นภาคการเงินเลยไม่ถึงกับอาการหนักไงครับ

นอกจากนี้ ผมมองว่าคุณออกจะสังคมนิยมจ๋า แต่อย่าลืมว่าทุนนิยมและสังคมนิยมต่างก็มีข้อดีข้อเสียในตัวเอง

สังคมนิยมจ๋าไป คนขี้เกียจ ขาดแรงจูงใจในการพัฒนา

ทุนนิยมจ๋าไป เกิดการเอารัดเอาเปรียบในสังคม

สุดท้าย กลับมาที่หลักของธรรมชาติครับ การสร้างความสมดุลย์ระหว่างสองแนวคิดคือสิ่งที่สมควรกระทำครับ

ประการที่สี่ การทำแบนด์เนม (Branding)

จริงจริงรัฐบาลก็พยายามส่งเสริมนะ ผมเคยทำงานในส่วนนี้มาก่อน อุปสรรค์ใหญ่คือ "คนไทยกลัวการเปลี่ยนแปลง"

นอกจากนี้ ผมไม่มีความเห็น

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 11:54, 23 กันยายน 2552 (ICT)

อีกอย่างที่ผมว่ามันทำให้สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจได้

เพราะมันเป็น สหรัฐยังไงล่ะครับ ร่วม 50กว่ารัฐแน่ะ 555+ ถ้ายุโรปเป็นสหพันธ์ยูโรทั้งทวีปและได้อย่างแท้จริงเมื่อไหร่ ผมก็ว่าเป็นประเทศมหาอำนาจได้เหมือนกันนั่นแหละ

--ว้ายหลอน (ผู้ดูแล)| พูดคุย 14:54, 23 กันยายน 2552 (ICT)

ประเด็นสุดท้ายของท้ายที่สุด ตัวคนที่มันมีอำนาจน่ะ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมจริง ๆ หรือเปล่า -____-

กลัวว่าทฤษฎีสุดท้ายก็คือทฤษฎีน่ะครับ แล้วชาติก็เน่ากันไปเองอยู่ดี

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 15:33, 23 กันยายน 2552 (ICT)

ใช่แล้ว คุณพูดถูก แต่ที่ผมยกเอาสังคมศักดินามาพูดนี่ก็เพราะว่า ถ้าแก้ปัญหาคนเข้าเมืองด้วยวิธีที่พิศดารหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่สำเร็จอาจจะต้องกลับไปเป็นแบบศักดินาน่ะครับ

แน่นอน ทุนนิยมทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำสิ่งใหม่ๆ เราอาจจะผลักดันเศรษฐกิจไปในทางทุนนิยม ส่วนสังคม อาจจะไปแบบคอมมิวนิสต์ แบบ 1 ประเทศ 2 ระบบแบบจีนก็ได้ครับ แต่การพัฒนาของไทยน่าจะเริ่มต้นจากชนชั้นล่าง ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากล่างสู่บน และประเทศใหญ่มีอำนาจมากกว่าประเทศเล็กอยู่แล้ว ถ้าประเทศเล็กงัดข้อกับประเทศใหญ่ก็ต้องรวมตัวกันแบบสหภาพยุโรป ซึ่งอาเซียนก็น่าจะทำ แต่สิ่งที่เรายังทำไม่ได้ก็คือจะใช้สุกลเงินอะไรเป็นสกุลเงินกลาง ถ้าตามความคิดผม ผมคิดว่าก็อาจจะใช้เงินทงเป่าเป็นสกุลเงินกลางครับ แต่ปัญหาก็คือ จะทำอย่างไรให้แต่ละประเทศมีนโยบายเหมือนๆกัน ความจริงไม่จำเป็นก็ได้ แต่ถ้าจะทำ ก็รวมทุกประเทศเอามาไว้ใต้รัฐบาลเพียงรัฐบาลเดียวแบบในเรื่องเรดซัน แต่มันจะเสี่ยงที่จะถูกต่อต้าน ดังนั้นต้องซื้อใจประชาชนเอาไว้ก่อน

ถ้าจะให้มีระบบธุรกิจการเมืองแบบที่ทุจศิลต้องการทำ ก็ให้เกิดระบบธุรกิจเพื่อการเมือง แบบว่าเอารายได้จากธุรกิจ มาอุดหนุนการเมือง(ไม่เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล) แล้วลดภาษีที่เก็บจากประชาชนได้ส่วนหนึ่ง(แต่ถ้าจะทำอย่างนี้ ต้องมีสันดานซื่อสัตย์อย่างแท้จริง ไม่งั้นนักการเมืองก็จะเอาเงินไปกินหมด แล้วจะพังทั้งธุรกิจและการเมือง)

หรือถ้าจะเอาแบบยุ่งยากกว่านี้ ก็ส่งเสริมการทหารมากกว่าเศรษฐกิจ ยกเลิกระบบเงินตรา ใช้ความชอบแทนเงินแบบที่ท่านผู้นำฮันคิด อย่างนั้นประเทศจะรุ่งเรืองหรือฉิบหายก็ยากจะคาดเดา เป็นการพัฒนาที่เลว ไม่สมควรทำ แต่ถ้าสำเร็จ อาจจะรุ่งเรืองแบบที่ท่านคิดก็ได้

--红日霸王(2)|談論 15:53, 23 กันยายน 2552 (ICT)

ผมคิืดว่า คุณควรจะศึกษาเรื่องที่คุณพูดมาให้ถ่องแท้กว่านี้นะครับ

การรวมตัวกันของสหภาพยุโรป ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็มารวมกันได้นะครับ มันมีขั้นมีตอนของมันเหมือนกัน

สิ่งที่คุณอธิบายมา ก็มาจากสิ่งที่เห็น แต่ขาดเนื้อแท้ลึก ๆ ภายในครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 13:45, 24 กันยายน 2552 (ICT)