บัตรเครดิต

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
บัตรเครดิต สตีฟ เดวิส ตดดังปิ๊ดโดเรมอนเป็นลม โดเรมี่ควักขี้เต่าออกมาดม โนบิตะเป็นลมเพราะขี้เต่าเป็นพิษ

บัตรเครดิต (ปะกิด : Credit Card) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมด้านระบบเงินตราสมัยใหม่ (โอน ถอน จับจ่ายใช้สอยสินค้าต่างๆ) ที่ออกให้โดยวัดธรรมกายธนาคารหรือสถาบันที่เกี่ยวกับสินเชื่อต่างๆ ร่วมกับบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต บัตรนั้นมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเท่าไพ่เล่นพนัน ทํามาจากพลาสติกซึ่งมีนํ้าหนักเบา สะดวกสบายต่อการพกพามากกว่าการพกเหรียญหนักๆเป็นกําๆ อีกทั้งยังมีความคงทน ไม่ยับยู่ยี่ ไม่ขาดวิ่นว่อนง่ายเหมือนธนบัตรด้วยเช่นกัน

หลักการใช้งานของบัตรเครดิต[แก้ไข]

รูปแบบการใช้งานของบัตรเครดิตนั้นจะต่างกับเงินตราระบบอื่นๆ กล่าวคือในการซื้อของต่างๆด้วยเหรียญ ธนบัตร และบัตรเดบิตนั้น ท่านจะใช้จ่ายได้ตามปริมาณเงินเท่าที่ท่านมีอยู่กับตัวเท่านั้น (สมมติท่านมีเงินในบัญชีบัตรเดบิต 30,000 บาท ท่านก็จะซื้อของได้แค่ในวงเงิน 30,000 บาทของท่าน) ในขณะที่บัตรเครดิตนั้น เงินที่อยู่ในบัตรเครดิตไม่ใช่เงินของท่าน แต่เป็นของธนาคารต่างหาก

นั่นหมายความว่า เวลาท่านรูดบัตรซื้อของรายการต่างๆ ธนาคารจะออกเงินส่วนนั้นให้ท่านก่อน แล้วท่านค่อยเอาเงินของตัวเองไปใช้คืนทีหลังนั่นเอง

หนี้บัตรเครดิต[แก้ไข]

จากการสํารวจ พบว่าในประเทศเทยนั้นมีผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิตมากถึง 25% ของจํานวนผู้ถือบัตรเครดิตทั้งหมดเลยทีเดียว ถามว่าทําไมถึงเป็นหนี้จากบัตรเครดิตได้ แล้วติดหนี้กันอะไรตั้งมากมายหลายคน?

อย่างแรกเลยนั้นต้องเกริ่นก่อนว่า วงเงินที่มีในบัตรเครดิตมักจะสูงกว่าเงินรายได้จริงๆของท่าน สมมติว่าท่านมีเงินเดือนหรือรายได้อยู่ที่ 25,000 บาทต่อเดือน แต่เวลาท่านไปทําบัตรเครดิต ธนาคารจะให้วงเงินอย่างตํ่ามากถึง 2-3 เท่าของรายได้ต่อเดือนเลย (ตีเป็นวงเงินอยู่ที่ 50,000-75,000 บาท)

ทีนี้เมื่อวงเงินที่ใช้ได้มันดันมากกว่ารายได้จริงๆ ผู้ถือบัตรเครดิตจึงมีความรู้สึกว่าตนมีบัตรวิเศษอยู่กับตัว เป็นบัตรวิเศษที่รูดซื้อของได้ทั้งง่าย ทั้งสะดวกสบาย แถมทั้งยังซื้อได้เกินกว่าเงินเดือนที่ท่านมีอยู่ (พูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือมีบัตรเครดิตในมือแล้วซื้อเพลินจนลืมตัวนั่นเอง)

เคสตัวอย่าง[แก้ไข]

คุณสุรัตน์ทํางานฝ่ายบัญชีที่บริษัทแห่งหนึ่ง มีเงินเดือน 25,000 บาท เมื่อคุณสุรัตน์ไปทําบัตรเครดิต เขาได้อนุมัติรับวงเงินบัตรเครดิตถึง 60,000 บาท

มีอยู่เดือนหนึ่ง คุณสุรัตน์คุมกิเลสตัวเองไม่อยู่ เอาแต่รูดปรื๊ด ซื้อของนู่นนั่นนี่ที่ตัวเองอยากได้ ซื้อจนเต็มวงเงินคือใช้ไป 60,000 บาทซะเกลี้ยงเลย

นั่นเท่ากับว่าในภายหลัง คุณสุรัตน์จะต้องหาเงินจํานวน 60,000 บาทไปใช้คืนกับธนาคารให้ได้

แต่ประเด็นคือคุณสุรัตน์มีเงินเดือนอยู่ 25,000 บาท แถมเงินเก็บก็ไม่มีเพราะติดนิสัยมีเท่าไหร่ก็ใช้จนหมด ... ดังนั้นในเบื้องต้น คุณสุรัตน์จะนําเงินเดือนที่ได้จํานวน 25,000 บาทไปคืนธนาคารได้ แต่ทว่าส่วนที่ค้างชําระอีก 35,000 บาทนี่ล่ะที่จะเป็นปัญหาตามมา เพราะเขาไม่มีรายได้ทางอื่นที่จะหาเงินส่วนนี้ไปคืนธนาคารได้ทันตามกําหนด

โดยทั่วไป หากชําระเงินคืนให้แก่ธนาคารภายใน 1 เดือน คุณสุรัตน์จะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่ม (เรียกว่าระยะปลอดดอกเบี้ย) แต่นึกภาพตามเคสของคุณสุรัตน์ว่าหากเงินค้างชําระส่วนเกินมากขนาดนี้ ยากที่เขาจะใช้เงินคืนทัน

สิ่งที่จะตามมาคือคุณสุรัตน์ต้องจ่ายในส่วนดอกเบี้ยทบไปอีก (และขอเตือนไว้ล่วงหน้าว่าโดยมาก ดอกเบี้ยของบัตรเครดิตอย่างตํ่าก็ 20% เข้าไปแล้ว ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่คิดจะทําบัตรเครดิต จงพึงมีสติในการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังอยุ่เสมอ)

มีคนจํานวนมากที่ต้องประสบภาวะติดหนี้บัตรเครดิตคล้ายๆคุณสุรัตน์ แถมในบางราย ทําบัตรเครดิตไว้หลายใบด้วย พอติดหนี้ใบแรก ก็ไปกู้วงเงินในใบที่สอง ใบที่สาม ใบที่สี่ มาโปะหนี้เดิมทับวนเวียนกันไป จนติดลูปวงจรอุบาทว์ มิหนําซํ้าบางรายยังไปกู้เงินนอกระบบซึ่งดอกเบี้ยมหาโหดขึ้นไปอีก (ไหนจะความเสี่ยงต่อชีวิตหากไม่ใช้เงินคืนเจ้าหนี้นอกระบบด้วย) พวกนี้ยิ่งหาทางผุดขึ้นมาตั้งตัวใหม่ไม่ได้อีกเลย

ปล. ทั้งนี้ทั้งนั้น มีคนส่วนหนึ่งที่มีความจําเป็นต้องยอมเป็นหนี้บัตรเครดิตจริงๆ อาทิ

  • การใช้วงเงินเกินจํานวนเพื่อกู้มาหมุนเวียนทําธุรกิจ
  • การกู้เงินบัตรเครดิตมาเป็นค่ารักษาพยาบาลให้กับพ่อแม่

ในกรณีแบบนี้ ยังถือว่าเป็นการติดหนี้แบบมีเหตุผลอยู่ แต่หากท่านเป็นหนี้เพราะกิเลสหรือความอยากในสิ่งที่ไม่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตล่ะก็ ท่านควรกลับไปทบทวนการใช้ชีวิตของตัวเองได้แล้ว ก่อนที่จะต้องตกอยู่ในวัฎจักรหนี้บัตรเครดิตจนโงหัวไม่ขึ้นอีกต่อไป

ผู้ที่มีเครดิต (ความน่าเชื่อถือ) มากพอที่ธนาคารจะอนุมัติทําบัตรเครดิตให้[แก้ไข]

บุคคลในภาพคือคุณมาร์ค ซึ่งมีสถานะทางการเงินที่รํ่ารวยและมั่นคง บุคลิกดูมีภูมิฐาน สะอาดสะอ้าน คนแบบนี้ใครๆก็อยากอนุมัติทําบัตรเครดิตให้
  • ผู้ที่มีเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 สตางค์บาท หรือมากกว่านั้น
  • ผู้ที่ใช้เงินคืนตรงตามเวลาตลอด
  • ผู้ที่แต่งตัวสุภาพเรียบร้อย ถูกระเบียบ ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไว้ผมทรงนักเรียนเบอร์สอง ไม่ไว้เล็บมือเล็บเท้า ไม่ทาลิปสติก ไม่ใส่เข็มขัดหนังเก่าๆ เสื้อสีขาวสะอาดไร้มลทินเปรอะเปื้อน กางเกงสีห้ามซีด รองเท้าหนังใครไม่เงาพ่องตาย (เดี๋ยวๆๆ ขนาดนั้นเลยเรอะ!?)
  • ผู้ที่ให้อั่งเปาแก่พนักงานธนาคารในช่วงเทศกาลตรุษจีน
  • โดเรมอน ผู้มีเงินและไอเท็มวิเศษมาโปะบัตรเครดิตได้ไม่จํากัด
  • ผู้นับถือศาสนาคนมีการศึกษา
  • ผู้ที่มีวินัยในการขับรถที่ดี ไม่ขับรถชนคนตายมั่วซั่วบนทางด่วน และไม่แสดงอาการหวาดกลัวจนมือหงิกเวลาเจออุบัติเหตุเล็กน้อยบนถนน
  • ผู้ที่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง 3 งวดซ้อนหรือมากกว่านั้น

ผู้ที่ขาดความน่าเชื่อถือ ธนาคารไม่ยินยอมทําบัตรเครดิตให้[แก้ไข]

ส่วนท่านนี้ก็ชื่อมาร์คเหมือนกัน หล่อและรวยเหมือนกัน แต่มีพิรุธด้านการใข้เงินที่ตรวจสอบยาก ดูท่าทางมีสิทธิ์โดนธนาคารปฏิเสธทําบัตรเครดิตให้
  • ผู้ที่มีรายได้น้อยนิด รายได้ไม่มั่นคง ไม่เป็นหลักแหล่ง
  • ผู้ที่ไม่มีรายได้ และเงินติดตัวน้อยจนกระทั่งไม่พอเแม้จะจ่ายค่าเช่าหอพักรายเดือน
  • ผู้ที่มีประวัติเครดิตเป็นลบ คือมีหนี้แล้วไม่จ่าย พวกนี้จะถูกธนาคารทํา Blacklist ไว้ และจะไม่สามารถกู้เงินหรือทําบัตรเครดิตเพิ่มได้ จนกว่าจะใช้หนี้จนหมด
  • ผู้ที่เอาความลับไปเปิดโปงว่าผู้จัดการธนาคารกรุงเทยสาขาข้อมูลปกปิดสอบ Entrance ไม่ติด
  • ขอทาน
  • ผู้ที่บุคลิกไม่เรียบร้อย อาทิ ไว้ขนรักแร้รุงรัง แล้วแก้ผ้า นุ่งแพมเพิดเดินเข้าไปในธนาคาร
  • ผู้ที่จะทําการปล้นโจรกรรมธนาคาร
  • นักการเมียทั้งหลายแหล่ เพราะเป็นกลุ่มบุคคลที่อาจถอนเงินธนาคารไปใช้ในสิ่งที่ทุจริตหรือตรวจสอบไม่ได้ อันจะเป็นผลเสียต่อตัวธนาคาร

สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต[แก้ไข]

ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมี 2 ด้านเสมอ ถ้าใช้ผิดวิธีก็มีแต่จะเกิดโทษ แต่ถ้าใช้ถูกวิธีก็สร้างคุณประโยชน์มากมายมหาศาล เช่นเดียวกับบัตรเครดิต ที่ถ้าใช้จ่ายแบบไม่บันยะบันยัง ก็ต้องเป็นหนี้ท่วมหัว แต่ถ้าใช้อย่างมีลิมิตและรู้จุดหมายของมัน บัตรจะสร้างข้อดีมากมายให้แก่ชีวิตของท่าน

ในด้านความสะดวกและความปลอดภัยต่อชีวิต[แก้ไข]

บัตรเครดิตเป็นบัตรทําธุรกรรมทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กกะหรี่ทัดรัด พกพาสะดวก ไม่เหมือนกับเหรียญหรือธนบัตรที่ต้องพกทีละเยอะๆ และไม่เหมือนกับการพกสร้อยแหวนทองคําเพชรพลอยที่ต้องใส่อวดชาวบ้านชาวช่องเขา เมื่อบัตรมีขนาดเล็กและไม่เป็นที่เตะตาของพวกหมู่มิจฉาชีพ จึงแทบไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมปล้นจี้เลย

ในด้านความปลอดภัยทางสถานะการเงิน[แก้ไข]

วงเงินที่อยู่ในบัตรเครดิต อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่ามันไม่ใช่เงินของท่าน แต่เป็นเงินของธนาคาร ดังนั้นหากเกิดเหตุสุดวิสัยถูกโจรกรรมวงเงินในบัตร ให้ท่านเก็บหลักฐานข้อมูลไปแจ้งกับธนาคาร แล้วทางธนาคารจะตามไล่บี้มิจฉาชีพให้คืนเงินเองโดยที่ท่านไม่ต้องเสียเงินใดๆ ซึ่งตรงนี้นับว่าเป็นข้อดีกว่าบัตรเดบิต เหรียญและธนบัตร ที่ถ้าหากสูญหาย ธนาคารจะไม่รับผิดชอบใดๆ และท่านแทบจะไม่มีโอกาสได้เงินตรงนั้นคืน

ในด้านสิทธิพิเศษ[แก้ไข]

บัตรเครดิตมีสิทธิพิเศษมากมายขึ้นอยู่กับชนิดของบัตรและธนาคารที่ออกบัตร อาทิ

  • สิทธิพิเศษในการจองตั๋วเครืองบินพร้อมโปรโมชั่นแถม
  • สิทธิพิเศษในการนั่งรอในห้อง VIP ที่สนามบินระหว่างรอไฟลท์เครื่องบิน
  • สิทธิพิเศษในการขอส่วนเงินคืนตั้งแต่ 1-10% (หรืออาจมากกว่านั้น)
  • สิทธิพิเศษในการได้แต้มสะสม (Point) หลังจากรูดซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ และสามารถนําแต้มไปแลกของรางวัลได้ ฯลฯ
  • ข้อมูลปกปิด

คําวิจารณ์[แก้ไข]

คุณจะคิดดอกเบี้ยล่าช้าไปเพื่ออะไร ผมถามว่าถ้าไม่คิดดอก ธนาคารคุณมันจะเจ๊งไหม?
                 — ชาวบ้านท่านหนึ่งฟ้องร้องโวยวายต่อธนาคารที่เขากําลังค้างชําระหนี้บัตรเครดิต