ประเทศบร๊ะม่า

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น

สาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่า
Republic of the Union of Bakma

สาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่า

ธงชาติ ตราประจำชาติบร๊ะม่า
ธงชาติบร๊ะม่า ตราประจำชาติบร๊ะม่า
คำขวัญ: คาราบาวเตะ
เพลงชาติ: ช่างหัวมันเห้ออออ !
แผนที่บร๊ะม่า
แผนที่บร๊ะม่า
เมืองหลวง เณรปลิ้นดอ
เมืองใหญ่สุด กุ้งย่าง
ภาษาราชการ ภาษาบร๊ะม่า
วัน-เวลา สถาปนาประเทศ บจ.1255
วัน-เวลา ล่มสลาย {{{Fall}}}
เอกราช บจ.1255
รัฐบาล ระบอบเผด็จการทเห่อ
ศาสนา อีสตาลาม บลีช มุด
ประเภท สินค้าสำคัญ ทเห่อ
ชื่อสินค้า สำคัญ อัญมณี ยาราไนก้า
สินค้า ส่งออกหลัก การ์ตูน
สินค้า นำเข้าหลัก นักโทษ
เข้าร่วม กลุ่มอียู ข้อมูลปกปิด
เข้าร่วม กลุ่ม CSU {{{CSU_join}}}
เนื้อที่
 - ทั้งหมด
 
 - พื้นน้ำ (%)
 
655,555 กม.² (อันดับที่ 55)
233,333 ไมล์² 
0.4%
ประชากร
 •(2553) ประมาณ
 • ความหนาแน่น ประชากร
 
น้อยกว่าเทย 32,561,145 (อันดับที่ 62)
222/กม² (อันดับที่ 62)
555/ไมล์² 
GDP (PPP)
 • รวม
 • ต่อประชากร
(ปี 2553 - ค่าประมาณ)
90.660 ล้านล้านล้านล้านล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 1)
999,999,999,999,999,999 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 1)
HDI (3240) 2.360 (อันดับที่ 2) – สูง
สถุลตังค์ จัดให้ (JH)
เขตเวลา (UTC+6.5)
รหัส อินเทอร์เน็ต .Bum
รหัสโทรศัพท์ ระหว่างประเทศ +30

สาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่า หรือที่คนเทยเรียกกันว่า บร๊ะม่า เฉยๆนั้น มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานหลายล้านปี ได้มีการพัฒนาขึ้นมาจากประเทศเถื่อนๆๆๆๆๆๆๆ ขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจโลกปัจจุบันนี้ด้วยเลือดเนื้อ และความยากลำบากมากมาย จนมีภาษิตสากลขึ้นมาว่า บร๊ะม่า ไม่ได้สร้างวันเดียว กระผม(ผู้เขียน) อยากให้คนเทยได้อ่าน และศึกษาประวัติ ของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ และทำเป็นแบบอย่าง (จะได้เจริญกะเขาเสียที -*-)

สารบัญ

[แก้ไข] ภูมิประเทศ

เทือกเขาสำคัญของชาวบร๊ะม่า คือ เทือกเขาอะไรกันโยมา มาจากคำว่า "อะไรกันโยมแม่" ในภาษาเทย

[แก้ไข] เขตปกครอง

มี 14 รัฐด้วยกัน

  1. รัฐมาร
  2. รัฐกะหื่น
  3. รัฐช้าน
  4. รัฐชิว
  5. รัฐกินไข่
  6. รัฐอีดอกก็เลว
  7. รัฐบร๊ะวัว
  8. รัฐมาเกา
  9. รัฐมันกินเลย์
  10. รัฐระนาวกินขี้
  11. รัฐกะเหื่ยง
  12. รัฐกินยา
  13. รัฐกุ้งย้าง
  14. รัฐสะบาย(ดี)

[แก้ไข] ประวัติศาสตร์บร๊ะม่าโบราณ

[แก้ไข] ที่มาของชื่อ

ชาวบร๊ะม่าตนหนึ่งได้เดินทางมายังประเทศเทยซึ่งคนเทยกำลังเห็นพระฉันมาม่าอยู่คนเทยจึงเรียกย่อว่าพระม่า ชาวบร๊ะม่าตนนี้ก็นึกว่าเป็นบร๊ะม่าจึงนำคำว่าบร๊ะม่าไปทำเป็นชื่อประเทศนั่นเอง

[แก้ไข] ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของบร๊ะม่า

  • ไม่เคยมีหลักฐานสำคัญอะไรบอกความเป็นมาของยุคก่อนประวัติศาสตร์ของบร๊ะม่า ฉะนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถนำมาเขียนได้
  • เเต่ได้เดากันว่า ในยุคก่อนนั้น มีต้นไม้กับดาวโนเสาร์ชัวร์!!!

[แก้ไข] ยุคต้นของบร๊ะม่า

เริ่มมีการบันทึกประวัติศาสตร์ของบร๊ะม่าบ้าง จากนิทานหลอกเด็กโบราณบอกว่า มนุษย์บร๊ะม่าคนแรกสุดนั้น เกิดขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟแห่งหนึ่ง เมื่อนำ้ลาวาสีขาวจากภูเขาไฟนั้นไหลตกลงมาจมโคลน หลายพันปีผ่านไป ก็กลายขึ้นมาเป็นมนุษย์ขึ้นมา แล้วก็เริ่มสร้างเผ่าพันธุ์ของตนขึ้น จากการปั้นขึ้นด้วยโคลนนั้น หลายปีผ่านไป มนุษย์โคลนก็มีเนื้อมีหนังขึ้น และมีความคิดสติปัญญา จนสร้างบ้านแปงเมืองขึ้น จนเป็นเมืองเล็กๆ ชื่อเมือง พลุกาม โดยมี นกกา เป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง

ชาวบร๊ะม่ายแทรกซึมเข้ามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดนประเทศบร๊ะม่าทีละน้อย กระทั่งปีสารขัณฑศักราช 10392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอำนาจซึ่งมีศูนเป็นชนเผ่าจากทางตอนเหนือที่ค่อย ๆ อพย์กลางอยู่ที่เมือง"พลุกาม"(Plugan) โดยได้เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจภายหลังจากการเสื่อมสลายไปของอาณาจักรชาวผายู อาณาจักรของชาวพุกามแต่แรกนั้นมิได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระทั่งในรัชสมัยของจักรพรรดิอนมหลุด (ส.ศ. 10587 – 10620) พระองค์จึงสามารถรวบรวมแผ่นดินบร๊ะม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองท่าตอนของ[[ชาวหอนได้ในปีพุทธศักราช 1600 อาณาจักรพุกามก็กลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนบร๊ะม่า อาณาจักรพุกามมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิไข่ยานสิทธา (ส.ศ. 10624 – 10655) และจักรพรรดิอองซาน (ส.ศ. 10655 – 10710) ทำให้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ดินแดนในคาบสมุทรสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยอาณาจักรเพียงสองแห่ง คือเขมรและพลุกาม

อำนาจของอาณาจักรพลุกามค่อยๆ เสื่อมลง ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ส่วนหนึ่งจากการถูกเข้าครอบงำโดยของนักบวชศาสนาสารขัณฑ์ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ จักรพรรดินราธิหีบ่ดี (ครองราชย์ ส.ศ. 10779 – 10803) ได้ทรงนำทัพสู่ยุนนานเพื่อยับยั้งการขยายอำนาจของมองโกล แต่เมื่อพระองค์แพ้สงครามที่งาสองกยัน (Ngasaunggyan) ในปีสารขัณฑศักราช 10820 ทัพของอาณาจักรพุกามก็ระส่ำระสายเกือบทั้งหมด พระเจ้านราธิหบดีถูกพระราชโอรสปลงพระชนม์ในปีสารขัณฑศักราช 10830 กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้จักรวรรดิมองคนตัดสินใจรุกรานจักรวรรดิพลุกามในปีเดียวกันนั้น ภายหลังสงครามครั้งนี้ จักรวรรดิมองคนก็สามารถเข้าครอบครองดินแดนของจักรวรรดิพลุกามได้ทั้งหมด ราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลได้แต่งตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดขึ้นบริหารดินแดนบร๊ะม่าในปีสารขัณฑศักราช 10832

[แก้ไข] สมัยจักรพรรดิหัวนมหลุด

นกกา สัตว์สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และสัตว์สัญลักษณ์อันสูงส่งประจำกรุงพลุกาม

จักรพรรดิหัวนมหลุดได้เริ่มรวบรวมชาติบร๊ะม่า โดยการใช้วิธีสมานฉันท์เคาะประตูบ้านชนพื้นเมืองต่างๆทั้ง ผายู หมอน และกลุ่มกระเหรี่ยงต่างๆ จนจักรพรรดิหัวนมหลุดได้รวบรวมชาติบร๊ะม่าได้ โดยได้หาทำเลที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ คือเมือง พลุกาม ริมฝั่งแม่น้ำ 461Ocean Boulevard และได้สร้างพระราชวังขึ้นอย่างใหญ่โตมโหฬาร ต่อมาได้รับวัฒนธรรมของศาสนาสารขัณฑ์ จนนำมาเป็นศาสนาประจำชาติในที่สุด

[แก้ไข] ยุคมืดของบร๊ะม่า

หลังสิ้นสมัยอาณาจักรพลุกาม ศาสนาสรขัณฑ์ค่อยๆเสื่อมลง จนอาณาจักรบร๊ะม่ายุคแรกล่มสลาย ทำให้ผีสางเทวดา และหมอสอนศาสนาเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากที่สุด ได้มีการโค่นล้มราชบัลลังก์ลง และมีการสำเร็จโทษพระเจ้าเหาที่ 200,565,456,416,566,161 ลง และ หมอสอนศาสนากลุ่มนั้น(ซึ่งหาหลักฐานมาอ้างอิงมิได้ ว่าชื่ออะไร) ก็ได้ตั้งเป็นอาณาจักรขึ้นมาใหม่มีชื่อว่า "กรุงหงสาวดี" โดยใช้ระบอบผีสางเทวดาครองเมือง ได้มีการแต่งตั้งหัวหน้าหมอสอนศาสนา ลอง กิน เกี๊ยะ ขึ้นมาปกครองประเทศ กรุงหงสาวดีจึงเต็มไปด้วยอนุสาวรีย์ของผีสางเทวดาทั้งหลายแหล่ เช่น กระหัง กระสือ แม่นาก หรือแม้กระทั่ง ผีตาโขน (ว่ากันว่า มีผีอยู่ชนิดเดียวที่คนบร๊ะม่าไม่ชอบ และจะไม่ลดตัวลงไปกราบไหว้บูชาเลย นั่นก็คือ ผีปอบ(ก็มันเป็นผีของล๊าวไง -*-)) นอกจากนี้ ยังมีการจัดการเรียนการสอนวิชาแขนงนี้ชั้นสูงไว้สำหรับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงอีกด้วย แต่ต่อมาได้จัดการศึกษาวิชาแขนงนี้ให้กับพลเมืองทั่วไป

[แก้ไข] ข้อพิพาทกับประเทศล๊าว

ว่ากันว่า ในรัชสมัยของ ไข่ ยาน ได้เกิดมีข้อพิพาทกับสมเด็จพระจักรพรรดิลาวที่2ขึ้น เมื่อพระองค์เสด็จประพาสแม่น้ำโข และทรงแต๊ะอั๋งสาวล๊าว ขณะลงสรงน้ำในแม่น้ำโขงนั้น โดยหารู้ไม่ว่า นางเหล่านั้น เป็นนางสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิลาวที่2 แห่งจักรวรรดิล๊าว เป็นเหตุให้พระองค์ทรงถูกยิงด้วยพระแสงหนังสติ๊กที่พระเศียรจนเสด็จสวรรคต ไข่ ย้อย จึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา และได้ทำสงครามขับเคี่ยวกับสมเด็จพระจักรวรรดิลาวที่1-2-3-4มาโดยตลอด

[แก้ไข] ยุคปฏิวัติ

ในปีพ.ศ.2100 ไข่ ยุ่น ประมุขแห่งกรุงหงสาวดีได้ไปมีสัมพันธ์สวาทลับๆกับพระนางบุญเหลือ ธิดาพระเจ้าเอาท์วิชชากรนท์ เมื่อความลับนี้แตก พระเจ้าเอาท์วิชชากรนท์ แห่งประเทศล๊าวได้ส่งกองกำลังทหารบุกทะลวงเข้าไปในบร๊ะม่า โดยเกือบเข้าถึงตัวกรุงหงสาวดีแล้ว ในขณะนั้น มีขอทานเสียสติคนหนึ่ง มีนามว่า ตะเบงชะเบ่งขี้ ได้กระการจับตัว ไข่ ยุ่น ไว้ แล้วสำเร็จโทษเสีย ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นต้นเหตุของความยุ่งยากทั้งหมด ก่อนจะสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งกรุงหงสาวดี และสถาปนาจักรวรรดิบร๊ะม่าที่2ขึ้น แล้วได้กระทำการขับ ไล่กองทัพล๊าวออกไปได้สำเร็จ

[แก้ไข] ยุคทองของจักรพรรดิตะเบงชะเบ่งขี้

พระองค์ได้จำกัดบทบาทของหมอสอนศาสนาลงไปมาก จนพวกหมอสอนศาสนาไม่มีบทบาทในการเมืองการปกครองอีกต่อไป แต่กระนั้น พระองค์ก็ยังทรงทะนุบำรุงศาสนาอยู่จนรุ่งเรือง พระราชกรณียกิจที่สำคัญทางด้านศาสนา

  • นำเข้าผีใหม่ๆมาจากนานอารยประเทศให้ชาวเมืองได้บูชา โดยเฉพาะผีจากเทย เช่น ผีตาโขน ผีนางตะเคียน ผีนางตานี เป็นต้น
  • ทำนุบำรุง และสร้างสำนักทรงเจ้าขึ้นนับร้อยแห่ง
  • ที่สำคัยที่สุด คือการนำเข้า “พระจตุคามรามเทพ” จากราชอาณาจักรเทย เข้ามาแจกชาวเมือง
  • พระองค์ทรงทะนุบำรุงกองทัพและแสนยานุภาพด้วยเช่นกัน เช่น การส่งสายลับ ไปยังจักรวรรดิล๊าว เพื่อขโมยพิมพ์เขียว(แบบร่าง) “หนังสติ๊ก” อาวุธอันร้ายแรง มาสำเร็จ แล้วทำแจกจ่ายกองทัพ และออกกฎหมายให้ประชาชนทุกคนสามารถมีหนังสติ๊กไว้ในครอบครองได้อย่างเสมอภาคทุกคน พระองค์ได้รับยกย่องให้เป็น “มหาราช” องค์แรกของจักรวรรดิบร๊ะม่าอีกด้วย
หนังสติ๊ก อาวุธอันทรงอานุภาพร้ายแรง ที่ทำให้สาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่า(เกือบ)ครองโลกได้

[แก้ไข] สงครามกับกรุงศรีอยุธเทย ครั้งที่1

จักรพรรดิตะเบงชะเบ่งขี้ทรงทำสงครามกับกรุงศรีอยุธกะเทยเป็นเวลานาน10ปี แต่ก็ไม่สามารถตีหักเอาได้ เพราะกำแพงกรุงศรีอยุธกะเทยนั้น หนาแน่นเกินกำลัง และโชคไม่ดี ที่พระแสงหนังสติ๊กของพระองค์นั้น เกิดขัดลำเข้ามาต้องพระองค์เอง จนสิ้นพระชนม์ซบกับคอนกกระจอกเทศที่พระองค์ทรงอยู่ ประกอบกับข้าศึกทิ้งระเบิดนิวเครียสลงมาจากอากาศหลายร้อยลูก ทำให้กองทัพจักรวรรดิบร๊ะม่าต้องพ่ายแพ้ยับเยินสาหัส ทำให้ไม่สามารถรุกรานใครได้อีกเป็นเวลา 3 นาที (เพราะรอมาม่าสุก)

[แก้ไข] สาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่าที่3

หลังจากจักพรรดิตะเบงชะเบ่งขี้ได้เสด็จสวรรคตไปแล้วนั้น บุคคลกลุ่มหนึ่ง ชื่อว่า กลุ่มพลเมืองก๊กสีม่วง ได้ก่อจลาจล โดยการออกลักพาตัวผู้ชายไปทุกๆคืน ทำให้เกิดความวุ่นวายทั่วทั้งจักรวรรดิ นั่นทำให้ วีรบุรุษคนที่2 บุแยงนอง ต้องปรากฏกายขึ้น และได้ปราบคนกลุ่มเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น แต่ก็ได้สูญเสียพลเมืองรวมทั้งทหารชายไปหลายคน พระองค์จึงสถาปนาตนเองขึ้นใหม่ และก่อตั้งจักรวรรดิบร๊ะม่าที่3ขึ้น ใช้เครื่องหมายสวัสติกะ เป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ และราชวงศ์ จักรพรรดิบุแยงนองได้กระทำการตีเอาอาณาจักรต่างๆในเอเชียส่วนหนึ่งมาไว้ได้เป็นของตน และบังคับให้นานาประเทศ เปลี่ยนมานับถือ กระหัง อันถือว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุดตามจักรวรรดิบร๊ะม่าในสมัยนั้น ถือได้ว่า ยุคทองของสาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่า ที่มีความเป็นหนึ่งเดียวทั้งเอเชียก็อยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าบุแยงนองนี่หละ หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าบุแยงนอง จักรวรรดิบร๊ะม่าก็ระส่ำระสายและแตกแยกออกเป็นดังเดิมอีกครั้ง เกิดสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์อยู่หลายสิบปี

กระหัง เทพเจ้าสูงสุดของสาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่า

[แก้ไข] ประวัติศาสตร์บร๊ะม่าสมัยอนานิเกรียน

[แก้ไข] การรวมประเทศอีกครั้งของบร๊ะม่า

นายมะระ เป็นทหารหนุ่มไฟแรง เมื่อเกิดกลียุคขึ้น เขาก็เห็นช่องทางที่จะยึดบัลลังก์มาเป็นของตนเช่นกัน เขาจึงได้กระทำการกำจัดผู้มีอิทธิพลหลายคนจนหมด แล้วยึดราชบัลลังก์ ก่อนจะปราบหัวเมืองที่แข็งข้อต่างๆจนหมดราบคาบ แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็น พระเจ้ามะระ แห่งราชอาณาจักรบร๊ะม่า โดยที่ยังไม่มีอาณานิเกรียน

[แก้ไข] การล่าอาณานิเกรียนครั้งใหญ่ และมหาสาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่าที่4

ในรัชสมัยของ พระเจ้ามะระที่10 ได้มีการตื่นตัวทางการล่าอาณานิเกรียนครั้งใหญ่ เนื่องจากเกิดการขาดแคลนกะเทยมาบำเรอองค์จักรวรรดิขั้นรุนแรงจนสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ เพราะ พระเจ้ามะระที่10 เริ่มที่จะไม่เลือกว่าเป็นกะเทย หรือผู้ชาย พระเจ้ามะระที่10จึงสั่งให้ สุกี้พระนายกองขี้ เป็นทัพหน้าตีอาณาจักรต่างๆ เพื่อกวาดต้อนกะเทยมาให้มากที่สุดโดยเริ่มจากมณฑลทางตอนใต้ของจีนตูบ และไล่ขึ้นมาเรื่อยๆจนไปถึงอินเดียนหน้าโจร และประเทศกลุ่มอาลักหลับบางส่วน ทำให้สาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่ามีอาณาเขตกว้างขวาง ครอบคลุมส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งของเอเชีย และแน่นอน พระเจ้ามะระที่10ก็สถาปนาจักรวรรดิบร๊ะม่าที่ขึ้นมาใหม่ เป็นมหาสาธารณรัฐแห่งสหภาพบร๊ะม่า และดำรงตำแหน่งจักรพรรดิมะระที่1 แห่งจักรวรรดินี้ด้วย จากชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ของสุกี้พระนายกอง เขาจึงได้รับการประกาศว่า เป็นวีรบุรุษชาติ และได้รับกะเทย100%จากที่กวาดต้อนมาได้ทั้งหมดเป็นรางวัล

[แก้ไข] ความสัมพันธ์กับสหราชอนาจาร และยูหลบ

ในรัชสมัยของ จักรพรรดิเมียะ โย่ว ได้มีราชทูต เซอร์ จร เบาหวิวแห่งสหราชอาณาจักร เข้ามาบีบบังคับให้บร๊ะม่าต้องทำ สนธิสัญญาเบาหวิว (ที่บร๊ะม่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ) กับสหราชอาณาจักร พระองค์จึงจับเซอร์ จร เบาหวิวไปขังไว้ใน คุกเกย์ เพื่อต่อรองกับสหราชอาณาจักร แต่เวลาเพียง3วัน เซอร์ จร เบาหวิวก็ได้เสียชีวิตในคุกเกย์นั้น ด้วยสภาพอันน่าทุเรศท่ามกลางฝูงนักโทษเกย์ อย่างจับมือฆาตกรมาดมไม่ได้(เพราะคนฆาตกรรมมันหลายคน)สหราชอาณาจักรจึงส่งกองทัพมาหมายจะยึดเอาบร๊ะม่า แต่ก็พ่ายแพ้กลับไปทุกครั้ง จักรพรรดิเมียะ โย่ว จึงส่งกองพลหนังสติ๊กบุกเกาะอังกฤษจนได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด จนได้เกาะบริเตนใหญ่ทั้งหมดมาไว้ในจักรวรรดิได้ พระองค์ทรงเห็นว่า ปอนด์สเตอร์ลิง เป็นชื่อสกุลเงินที่เพราะดี จึงได้นำมาใช้ในจักรวรรดิของพระองค์ การตีอังกฤษได้ในครั้งนี้ ทำให้พระองค์ได้รับเอาผีใหม่ๆ(กว่าเดิม) จากอังกฤษ และนานาอารยประเทศต่างๆในยุโรป มาให้ประชาชนได้กราบไหว้ตามความศรัทธาอีกด้วย (อาทิเช่น แฟรงค์เกนชไตน์ แดรคคิวล่า มนุษย์หมาป่า และผีแดง แมนเชตเตอร์อยู่ในตูด) และได้มีการสร้างอาศรมสำนักทรงเจ้าเข้าผีต่างๆนานา และ อนุสาวรีย์ผีสางนางไม้เทวดาขึ้นอีกเพียบ ขึ้นมากมาย ทำให้ศาสนาของบร๊ะม่ารุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงนำสินค้าใหม่มาจากยุโรป ที่บร๊ะม่าไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน นั่นก็คือ หนังโป๊ เข้ามาแจกให้ประชาชนทุกคน คนละ10แผ่น ฟรี จนพระองค์ได้รับยกย่องให้เป็น “มหาราช” อีกด้วย

[แก้ไข] สมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ในสมัยจักรพรรดิ เลาะ เตี๊ยะ ผู้วิปลาส

เมื่อ เจ้าชายเลาะ เตี๊ยะ ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ โดยการสั่งทำลายอนุสาวรีย์และรูปบูชาเทพเจ้ากระหังทั้งหมด ภายในจักรวรรดิจนไม่มีเหลืออีกต่อไป และออกกฎหมายสั่งห้ามประชาชนนับถือกระหังอีกต่อไป ใครขัดกฎหมายข้อนี้ของพระองค์ จะต้องถูกประหารชีวิต และสั่งให้ประชาชนทุกคนหันมานับถือ แดรคคิวล่า และ แฟรงเคนชไตน์ เป็นเทพเจ้าสูงสุดแทน นั่นทำให้วิถีชีวิตและการดำรงชีวิตของชาวบร๊ะม่าและชาวอาณานิคมเปลี่ยนไปมาก (ว่ากันว่า เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น พระองค์เคยถูกกระหังลักพาตัวไปตุ๋ย ติดต่อกันถึง5คืนเลยทีเดียว ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระองค์เกลียดกระหังตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ว่ากันอีกด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ เป็นต้นเหตุให้พระองค์ทรงวิปลาสไปเลยทีเดียว)

พระองค์ยังทรงโปรดภาพยนตร์เรื่อง นเรศวร เป็นอย่างมาก นั่นทำให้พระองค์เลาะธงชาติจักรวรรดิบร๊ะม่าเดิมออก และเอาโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวขึ้นเป็นธงชาติแทน

[แก้ไข] ประวัติศาสตร์บร๊ะม่าสมัยใหม่

วิกฤตสงครามเย็นและสถานการณ์ปัจจุบันของบร๊ะม่า ในรัชสมัยของ จักรพรรดิตาน ฉ่วย (จักรพรรดิองค์ปัจจุบันของจักรวรรดิบร๊ะม่า) ได้เกิดวิกฤตฟองสบู่แตกขั้นรุนแรง ทำให้เหล่ารัฐบาลบร๊ะม่าตกลงใจกันผลิต ยาบ้า ส่งไปขายตามประเทศต่างๆ ในเครือจักรวรรดิ ทำให้เศรษฐกิจของบร๊ะม่าฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเณ้วจนน่าใจหาย

เมื่อ รัฐบาลเทยเลิฟเทย ในประเทศเทยถูกรัฐประหาร และหมดอำนาจลง ทำให้รับบาลบร๊ะม่าตัดสินใจส่งยาบ้าขนานยักษ์ส่งตรงไปยังประเทศเทย ซึ่งก็ทำรายได้เป็นอย่างดี(มากๆๆๆๆๆๆ) ให้กับบร๊ะม่า จนกระทั่งครั้งหนึ่ง ได้เกิดการปะทะกันระหว่างกองพ่อค้ายาบ้าของรัฐบาลบร๊ะม่ากับทหารล๊าวบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ขณะพ่อค้ายาบ้าบร๊ะม่ากำลังลำเลียงยาบ้าผ่านทางแม่น้ำโขงทางจังหวัดหนองใคร นั่นทำให้ พ่อค้ายาบ้าของบร๊ะม่าถูกฆ่าตายจนหมด

เมื่อเป็นดังนั้น รัฐบาลบร๊ะม่าจึงยื่นคำขาดไปยังประเทศล๊าว ให้ชดใช้ในความเสียหายที่เกิดขึ้น ทางล๊าวกลับทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ จักรวรรดิบร๊ะม่าจึงประกาศสงครามกับประเทศล๊าว โดย เน ลูส เป็นผู้นำทัพ ได้ทำสงครามขับเคี่ยวกับประเทศล๊าวหลายครั้ง แต่ไม่สามารถหักเอาชัยชนะกันได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมีแสนยานุภาพเท่าๆกัน สองอภิมหาอำนาจจึงหยุดการนองเลือดกัน แล้วเปลี่ยนมาทำ สงครามเย็น ซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดต่างๆทางการเมือง เศรษฐกิจและด้านต่างๆ โลกถูกแบ่งออกเป็นสามฝ่าย คือ ประเทศฝักใฝ่จักรวรรดิบร๊ะม่า ประเทศฝักใฝ่จักรวรรดิล๊าว และประเทศที่เป็นกลาง (ซึ่งก็มีอยู่น้อย) วิกฤติสงครามเย็นนี้ยังคงดำเนินอยู่ และยังความตึงเครียดให้แก่โลก มาจนถึงปัจจุบันนี้

[แก้ไข] ปัญหาภายในของบร๊ะม่า

แม่นางอองซาน ซูชิ ทายาทสืบเชื้อสายของจักรพรรดิอองซาน (ส.ศ. 10655 – 10710) ในยุคต้นของบร๊ะม่า ไม่อาจทนเห็นจักรพรรดิตาน ฉ่วยปกครองได้อีกต่อไปแต่เธอยังคงมีเงินไม่พอที่จะทำการรัฐประหารได้ เธอเลยตัดสินใจไปทำงานหาเงินที่เมืองเทยโดยเป็นคนถูพื้นให้แม้วเป็นเวลากว่า 5 วินาที จนกระทั่งมีข่าวจากบร๊ะม่าว่าจักรพรรดิตาน ฉ่วยเซ็งจัดไม่มีอะไรทำเลยได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งนายีรัฐมนตร๊กคนใหม่ในพระราชวังของตน เธอจึงรีบกลับมาบร๊ะม่าและได้วิ่งเต้นหาเสียงจนได้เสียงข้างใหญ่ในพระราชวัง จักรพรรดิตาน ฉ่วยอิจฉาแม่นางอองซาน ซูชิเลยสั่งให้จับไปขังไว้ในคุก มืด เป็นช่วงที่บร๊ะม่าอ่อนแอมาก

[แก้ไข] การรุรานโดยเจ้ามูลเมือง

เจ้ามุลเมืองได้ส่งทหารตีบร๊ะม่า ฝ่ายตานฉ่วย ได้ส่งหมอผีอีทีให้เปนสนม และส่งกุลีพม่าอีกจำนวนมากให้เจ้ามุลเมืองเอาไปก่อคดีในประเทศเทย

[แก้ไข] การรุกรานโดบเยลโล่ซัน

เยลโล่ซันได้ส่งทัพ3ทาง ตีท่าฆ้อง(ย่างกุ้ง) เมียวดี และยะไข่ เยลโล่ซันได้ฆ่าพม่าทุกตัวที่พบเห็น จากนั้นไล่ไปถึงแปร ตองอู หงสาวดีชาวพม่าหนีไปอินเดือย อินเดือยให้การอุปถัม จึงต้องใช้กรรมร่วมกันด้วย ควาย เหตุการณ์นี้ทำให้จักรพรรดิตาน ฉ่วยหนีไปบวชอยู่ที่เวียดกาม

[แก้ไข] การสังหารหมู่คนบร๊ะม่าโดยอิตาขี้

ต่อมาอิตาขี้มีเรื่องพิพาทกับเยลโล่ซันโดยที่ว่าอิตาขี้ต้องการบร๊ะม่าเป็นเมืองขึ้นแต่เยลโล่ซันที่ปกครองบร๊ะม่าอยู่ก็ปฎิเสธทำให้อิตาขี้บุกโจมตีบร๊ะม่า เมื่ออิตาขี้ได้ส่งทหารเข้ามาในเมืองต่างๆของบร๊ะม่าได้ตีเมืองตะนาวศรีแตกกระจุยส่วนเยลโล่ซันหนีไปยังประเทศอินเดือยกันเกือบหมดทำให้อิตาขี้เข้ายึดครองกรุงย่างกุ้งได้อย่างง่ายดายและได้เกิดการสังหารหมู่เหมือนที่ยุ่นปี่ทำกับจีนใน การสังหารหมู่นานกิง อิตาขี้สามารถฆ่าชาวบร๊ะม่าได้กว่า 200,000 ตัว และปล้นทรัพย์สมบัติไปหมดและเผากรุงกุ้งย่างเสียย่อยยับ

[แก้ไข] ยุคเอกราช

มีคนขายก๋วยเตี๋ยวตนหนึ่งนามว่า เต็ง เส่ง ได้ทราบว่าบร๊ะม่าฉิบหายแล้วจึงรีบเดินทางไปยังเวียดกามและจับจักรพรรดิตาน ฉ่วยสึกและจับยัดใส่หม้อก๋วยเตี๋ยวอย่างสมเกียรติ์และสถาปณาตนเองเป็นจักรพรรดิเต็ง เส่งและรวบรวมไพร่พลจากรัฐกะหื่นเข้าขับไล่อิตาขี้ออกไปจากแผ่นดินของบร๊ะม่าจนหมดสิ้นและได้ปกครองบระม่ามาถึงปัจจุบัน และได้เริ่มปฏิรูปบร๊ะม่าร์โดยการพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

[แก้ไข] Mega Project เตรียมย้ายเมืองหลวงใหม่

ที่ตั่งเมืองหลวงใหม่ของบร๊ะม่า
ภาพอุโมงค์ลับที่เป็นข่าว

ไม่นานมานี้ จากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยที่มา ทำให้ชาวโลกได้ทราบว่า บร๊ะม่ะมีโครงการลับ แอบย้ายเมืองหลวงจาก กุ้งย่าง ไปอยู่ที่ เวรหัวดอ

ปาปารัสซี ได้ไปเก็บภาพเด็ดมาเป็นรูป อุโมงค์ลับขนาดใหญ่ใต้ภูเขาที่เทยฟอร์เมอร์สสามารถลอดผ่านได้สบายๆ ภายในนี้นมีสิ่งอำนวยความสำดวกครบครัน ทั้ง อาหาร ไฟฟ้า ประปา แอร์เย็นๆ และ อินเตอร์เนตความเร็วแสง ซึงได้รับการสนุนในการสร้างโดยเกาเหลาเหนือ คาดว่านี้อาจจะกลายเป็น ศุนย์บัญชาการลับแห่งใหม่ในอนาคต

ส่วนที่ว่าทำไมถึง ย้ายจากชายฝั้งเมืองเศรษฐกิจไปอยู่บนดอยป่าเขาอันห่างไกล ด้วยเหตุอันใดนั้นก้มิอาจทราบได้

ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้คาดเดาเหตุผลการย้ายเมืองหลวงใหม่ไปต่างๆนาๆ เช่น

  1. ถูกเยลโล่ซันกับอิตาขี้ทำลายเสียย่อยยับเกินกว่าจะรักษาได้
  2. ต้องการย้ายศุนย์บัญชาการให้ไปอยู่ใกล้กับพวกชนกลุ่มน้อย เพื่อเป้นการกดดันพวกกองทัพกบฏแบ่งแยกดินแดน
  3. เมืองหลวงเก่าอยู่ใกล้ทะเลมากเกินไป จึงอาจได้รับผลกระทบจากสึนามิเนื่องจากภาวะโลกร้อน
  4. เมืองหลวงใหม่มีชัยภูมิที่ดี เหมาะแก่การทำสงครามในอนาคต
  5. ใช้เป็นฐานปฏิบัติการลับในการ วิจัย และ พัฒนา อาวุธนิวเกรียน(ลอกการบ้านเกาเหลาเหนือ)
  6. หมอดูทัก ท่านผู้นำเลยสั่งให้ย้ายเมืองหลวง
  7. เก็บตัวสร้างอาวุธไว้เสียบระเบิดตัวตายและเป็นสาเหตุที่ไม่พบบร๊ะม่าในปัจจุบัน
เครื่องมือส่วนตัว
กลุ่มชื่อ

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
ลองแวะนี่ก่อน
โครงการอื่น
เครื่องมือ
ภาษาอื่น