|
ระหว่างรอไปเรียนต่อ อาจารย์ท่านจึงชวนมาทำงานที่ปรึกษาด้วยกัน เพื่อที่จะได้มีประสบการณ์ไปใช้ตอนเรียนปริญญาโท โครงการนี้ เป็นโครงการในรัฐบาลของทุจศีลนั่นแหละ ดังนั้นจึงพูดได้ว่า ทุจศีลก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกอย่าง เพียงแต่ว่าพี่แกเลวมากกว่านั่นแล
เคยมีความคิดว่าพี่แกจะเป็นนักการเมียที่น่าสนใจ เนื่องจากว่า ตอน ป.5 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทำให้จำมหาจำแลงได้ และคนที่ขึ้นมาต่อจากมหาจำแลงคือทุจศีลนี่แหละ ติดใจวิธีีหาเสียงของท่านในยุคนั้นมาก และท่านกูบอกกับคนกรุงเทพว่าท่านจะแก้ปัญหารถติด
แต่พอท่านได้เป็น รมว. คมนาคม ขอบอกกับท่านตรงๆ นะครับ ว่า "ผมผิดหวังในตัวท่านครับ" นอกจากว่าวิธีของท่านจะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรแล้ว มันยังเป็นวิธีแก้ปัณหารถติดที่ "ปัญญาอ่อน" ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย
ก่อนจะออกทะเลไปไกล กลับมาที่เรื่องงานต่อดีกว่า
งานที่ทำคืองานที่ปรึกษา ต้องมีความเป็นมืออาชีพสูง แต่งตัว ใส่เชิ้ต กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง วางมาดให้ดูดี เคยมีอยู่ครั้งนึงไปโรงงานกับทีมอาจารย์และนักศึกษาปริญญาเอก นักศึกษาปริญญาเอกคนนั้น พี่แกเพิ่งเคยออกนอกมหาวิทยาลัย เลยดันแต่งเสื้อชอปไป และนั่นแหละ พอคนเสิร์ฟกาแฟเขามาเสิร์ฟ เวลาเขายื่นกาแฟให้ผมเขาพูดว่า "กาแฟค่ะอาจารย์" ในขณะที่พูดกับนักศึกษาปริญญาเอกว่า "อ่ะน้อง กาแฟ"
งานที่ทำก็หลากหลายมาก ไปมันทุกสาย หลายกลุ่มโรงงาน โรงงานไดเทคดิส ที่ Mr.Energy เคยอ้างถึง ก็ไปมาแล้ว มาม่า ก็ไปมาแล้ว หรือแม้แต่โรงงานห้องแถวอะไร ไปหมด งานที่ทำก็ตั้งแต่การออกแบบทางวิศวกรรมเครื่องกล การจัดการระบบการผลิต รวมทั้งระบบห่วงโซ่อุปทาน และนี่เอง เราถึงได้พบกับความสนใจของเรา "การจัดการระบบปฎิบัติการ"
ในสายตาผม อุตสาหกรรมบ้านเราส่วนใหญ่ยังจมปลักอยู่ในระบบการบริหารยุคเก่า ยุคเจ้าสัวเถ้าแก ซึ่งเป้นยุค Marketing Orientated หรือยุคการตลาดนำ ซึ่งก่อนหน้านั้นคือยุค Production Orientated หรือยุคการผลิตนำ
อธิบายให้ฟังง่ายๆ อย่างนี้ครับ เมื่อก่อน ผู้ผลิตมีไม่มาก การวางแผนการผลิต ก็จะเซ็ตมาเพื่อผลิตของไม่กี่อย่าง เช่น ฟอร์ดในยุคแรกที่ผลิตรถยนต์ทุกสีที่เป็นสีดำ การแข่งขันในยุคนั้นจึงเป็นการแข่งขันในเชิงราคา และยุคนี้คือยุค Production Orientated นั่นเอง
ต่อมา เจนเนอรอล มอร์เตอร์ที่รู้ว่าสู้กับฟอร์ดในสนามราคาไม่ได้ จึงผลิตรถโดยมีสามสีให้เลือก และชนะฟอร์ดได้ และนี่คือ Marketing Orientated ที่เริ่มมองหาว่าลูกค้าอยากได้อะไร แล้วก็ผลิตสิ่งนั้น
ข้อแตกต่างอีกประการของสองยุคนี้ในบริษัทคืออำนาจของแต่ละฝ่าย ในยุคโปรดักชั่น ฝ่ายผลิต หรือวิศวกรเป็นใหญ่ คอยด่า คอยจิกฝ่ายการตลาดให้ขายของให้ได้ และปฎิเสธการเปลี่ยนแปลงตามตลาด แต่ยุคมาร์เกตติง ฝ่ายการตลาดกลายเป็นฝ่ายเอาคืน ด่าวิศวกรเช้าเย็น ให้ผลิตให้ทันความต้องการของตลาด
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยุคที่เล่ามา คือประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมโลกไปแล้ว (แต่ยังเป็นปัจจุบันของอุตสาหกรรมไทย) ปัจจุบันนี้เป็นยุคที่เรียกว่า Customer Orientated หรือลูกค้าเป็นใหญ่ เนื่องจากว่าเรามีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน โลกของการผลิตแบบบ้าคลั่ง (Mass Production) จึงเริ่มกลายเป็นของโบราณในโลกอุตสาหกรรม และถูกแทนที่ด้วย Flexible Manufacturing System
คุณคิดดูง่าย ๆ เมื่อก่อนฟอร์ดบอกว่า เขามีเหมืองแร่และทุกโรงงานที่เกี่ยวข้องกับกรผลิตรถยนต์ของเขา และนับตั้งแต่ที่ก้อนแร่ถูกขุดขึ้นมา มันใช้เวลาทั้งหมด 80 ชั่วโมงในการแปรรูปแร่ให้กลายเป็นรถ แต่โรงงานของโตโยตาบอกว่า โดยเฉลี่ยแล้ว เขาใช้เวลา 50 วินาทีในการประกอบรถยนต์หนึ่งคัน
นอกจากนี้ ในบางบริษัท เช่น เดลล์ คุณสามารถกดเข้าไปที่เว็บไซต์ของเขาแล้วเลือกเอาได้เลยว่าคุณอยากจะได้คอมพิวเตอร์แบบไหน ชิ้นนี้สีอะไร สเป็นส่วนนี้เท่าไร เดลล์จัดให้ ที่เหลือหลังการชำระเงินคือการกระดิกเท้ารอ
นอกจากนี้ การเข้ามาของสินค้าราคาถูกภายใต้แบรนด์ Made in China เริ่มเข้ามาทุกหนแห่ง แม้แต่สินค้าของชำร่วยของทีมฟุตบอลในออสเตรเลีย ก็ Made in China หมด ซึ่งนี่ทำให้จีนกลายเป็นตัวอันตรายสำหรับหลายอุตสาหกรรมไทย ซึ่งอยู่ในตลาดราคาถูกเหมือนกัน (Low End Market) ดังนั้น ไทยจึงต้องหนีไปที่ตลาดที่สูงขึ้นด้วยการเพิ่ม คุณภาพ การออกแบบ และการสร้างแบรนขึ้นมา ซึ่งในจุดนี้ผมเชื่อว่านักการเมียที่ไม่เคยมีกิจการของตัวเองมาก่อนทำไม่ได้ และคนที่ทำได้คือคนที่เคยมีกิจการของตัวมาก่อนอย่างทุจศีล
อย่างไรก็ตาม การเอาพี่แกกลับมา สำหรับผมมันได้ไม่คุ้มเสีย พี่ไปเดินเล่นแถวนิการากัว ดูไบ อย่างเดิมแหละดีแล้ว แต่อยากจะบอกว่า รัฐบาลครับ ไอ้หงอกเว้ย อะไรที่พี่แกทำได้ดี ก็เอาๆ มาใช้เถอะครับ โดยเฉพาะพี่หงอกนี่ หุบปากเลิกเห่าเสียบ้างเถอะพี่
จากจุดนี้เอง ผมจึงไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียในสาขาที่ผมคิดว่าจะกลับมาเติมเต็มประเทศไทยได้
|