ผู้ใช้:Brandy Frisky/ ถาม-ตอบ ภาษาอังกฤษ กับไอ้ขี้เมา

จากไร้สาระนุกรมเสรี - แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง


เนื่องจาก ได้คุยกับ คุณบ๊อบ ทางเอ็มเอสเอ็น และถูกถามปัญหาภาษาอังกฤษในบางครั้ง ซึ่งทำให้ผมได้ความรู้ใหม่ในหลายหนจากการพยายามหาคำตอบให้

ในปีนี้ ผมกำลังเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษ เพื่อหางานถอนทุนคืนอยู่ ดังนั้น การเปิดหน้านี้ขึ้นมา ผมอาจจะโดนถามคำถามที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยก็ได้ ดังนั้น อย่าเกรงใจที่จะถาม และ ยินดีช่วยแปลบทความสั้นๆ ไม่เกิน ๑๐ บรรทัด

แต่อย่างไรก็ตาม ผมอาจจะตอบช้า หรือไม่ถูกต้อง ๑๐๐% แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจพอตัวแหละ

--ไอ้ขี้เมา 21:33, 25 มีนาคม 2551 (ICT)

อย่างไรก็ตาม อีกแหล่งเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ผมแนะนำคือเวปของคุณ นิติภูมิอ่ะครับ

สารบัญ

Q: เราสามารถใช้คำว่า man เรียกผู้หญิงได้หรือไม่[แก้ไข]

อย่างเวลาฝรั่งคุยกันบางครั้งจะลงท้ายด้วยคำว่า man เช่น Hey! man, Oh! man แล้วถามว่าเราสามารถใช้ประโยคเหล่านี้กับผู้หญิงได้หรือไม่?

--ไอ้ขี้เมา ยกคำถามของ คุณบ๊อบ มาลง

A: ได้ครับ[แก้ไข]

ทีแรกผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็พบว่า ใช้ได้ครับ

นอกจากนี้ หลังจากไปนึกทบทวนดูอีกทีแล้ว คำว่า man นั้น ไม่ได้มีความหมายเพียง "ผู้ชายเท่านั้น" แต่ยังหมายถึง "มนุษย์" ได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น salesman ก็มาจากคำว่า sale + man ซึ่งคำว่า salesman นี้ ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเพศอะไร จะเป็นชาย หรือ หญิงก็ได้ ผิดกับคำว่า saleswoman ที่ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม หลังๆ ผู้หญิงได้ออกมาทักท้วงว่าไม่ยุติธรรมกับพวกหล่อน

คำว่า พนักงานขายที่ไม่ระบุเพศจึงถูกบรรญัติขึ้น โดยการใช้คำว่า salesperson แทน

ตัวอย่างคำอื่นที่ถูกเปลี่ยนจากคำว่า man เป็น person ก็เช่น Businessperson

ป.ล. คำว่า Salaryman ตามพจนานุกรมของ Cambridge นั้น หมายถึง businessman (ชาย) ญี่ปุ่นที่ทำงานยาวหลาย ชม ต่อวัน เท่านั้นนะครับ

--ไอ้ขี้เมา 21:33, 25 มีนาคม 2551 (ICT)

Q: "I have 5 people in my family" ประโยคนี้ผิดตรงไหน[แก้ไข]

อันนี้ตั้งให้เอง

A:[แก้ไข]

อันนี้เป็นข้อผิดพลาดโดยทั่วไปที่พบมากในคนไทยเลยหล่ะครับ

ดูเผินๆเหมือนกับว่าไม่มีอะไร เพราะ I ก็ ฉัน have ก็ มี 5 people in my famile ก็ 5 คนมนครอบครับ

แต่ผิดตรงที่ have ครับ

have นั้น นอกจากแปลว่า มี ได้แล้ว ยังแปลว่า มีเพศสัมพันธ์ ได้อีกด้วย

ถ้าคุณไปเจอพวกกวนตีนๆ มันอาจจะแปลว่า "ฉันมีเพศสัมพันธ์กับคน ๕ คนในครอบครัว" ก็ได้ครับ

ควรจะหลีกเลี่ยงเป็น There are 5 people in my family จะดีกว่าครับ ปลอดภัยกว่า

there is/are เองก็แปลว่า มีครับ

--ไอ้ขี้เมา 21:45, 25 มีนาคม 2551 (ICT)

Q:รู้สึกว่าพูดคุยกับฝรั่งไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ทัน ทำไงดี[แก้ไข]

อ้างจากคำปรารถของคุณ ไวล์ลอร์ด ในหน้า พูดคุย:IELTS

A: อย่าคิดมากครับ[แก้ไข]

แรกๆก็งี้ทั้งนั้นแหละครับ

อย่างผม ยังต้องใช้เวลาปรับหูทั้งปีเลยครับ กว่าจะฟังเข้าใจ

ผมแนะนำว่า พยายามทำให้หูคุ้นเคยด้วยการกรอก ภาษาอังกฤษเข้าหู เช่นฟังเลยภาษาอังกฤษที่ง่ายๆก่อน

ฟังบ่อยๆ ค่อยๆชินครับ

อีกส่วนที่ช่วยส่งเสริมการฟังก็คือการออกเสียงครับ

การออกเสียงที่ถูกต้องจะช่วยพัฒนาทักษาะการฟังได้ทางอ้อมครับ

ลองพยายามดูครับ ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิดหรอกครับ

อีกประเด็นนึง ภาษานี่ เป็นวิชาประสพการณ์ครับ คุณต้องค่อยๆเก็บไปเรื่อยๆ ซึ่งต่างจากวิชาอื่นที่ เข้าใจแล้ว เข้าใจเลยนะครับ

ขอให้ อดทน พยายาม และตั้งใจนะครับ

--ไอ้ขี้เมา 01:02, 27 มีนาคม 2551 (ICT)

Q: คือผมจะไปสอบทุนสิงคโปร์อะครับ อยากรู้ว่าสำเนียงสิงคโปร์เป็นยังไงอะ[แก้ไข]

Theflym

A: สำเนียงสิงคโปร์เหรอครับ[แก้ไข]

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเคยคุยกับคนสิงคโปร์ไม่กี่ครั้ง แต่สำเนียงนั้นไม่ต่างจากคนจีนเท่าไรครับ อาจจะด้วยเป็นเพราะว่า ภาษาที่คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่พูดได้คือภาษาจีน (ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจีนแมนดาริน หรือ จีนแคนโทนิส อ่ะครับ แต่เร็วๆนี้เพื่อนคนจีนของผมจะโดนส่งไปทำงานที่สิงคโปร์ ไว้ถ้าติดต่อได้ ผมจะลองถามให้)

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเป็นห่วงครับ เพราะฟังไม่ยากมากนัก ง่ายกว่าสำเนียง ญี่ปุ่น เกาหลี ออซซี่หรือแขกครับ

ถ้าคุณบอกว่า จะไป ไอร์แลนด์นี่ อันนี้น่าคิดครับ เพราะสำเนียงไอริชนี่ฟังยากจริงจริง อยากลองฟังสำเนียงไอริชก็ หาหนังเรื่อง "Gang of New York" มาดูสิครับ แล้วคุณจะรู้ว่า นรกมีจริง (จริงจริงพวกออสซี่ก็คือลูกหลานพวกไอริชนี่แหละครับ ถึงจะฟังง่ายกว่า แต่ก็ยังยากอยู่ดี)

แต่สิ่งนึงที่ขอเตือนเกี่ยวกับสิงคโปร์ก็คือ กฎหมายครับ

กฎหมายของสิงคโปร์นั้น เข้มงวดมาก ห้ามนำหมากฝรั่งเข้า

เวลาเดินทาง ขอให้ล็อกกระเป๋าของคุณให้ดีๆ มันเคยมีกรณีที่มีคนโดนยัดยาเสพติดใส่กระเป๋าแล้วโดน ตม สิงคโปร์จับ

โทษของการมียาเสพติดในครอบครองตามกฎหมายของสิงคโปร์ และ มาเลเซียคือ ยิงเป้า สถานเดียวนะครับ ระวังให้ดี

ใครที่ต้องไปรอเครื่องที่ 2 ประเทศนี้ก็ขอให้ระวังให้ดีๆ

ซื้อกุญแจล๊อกกระเป๋า ไม่กี่สิบบาท แต่คุ้มกันชีวิตคุณได้ คุ้มครับ

แต่ถ้าคุณมีทางเลือก แล้วอยากได้สำเนียงแจ่มๆ ผมแนะนำ แคนนาดาครับ สำเนียงแคนเนเดี้ยน เป็นสำเนียงภาษาอังกฤษที่เขาว่าเพราะที่สุดในโลกแล้ว

แต่ถ้าไปเพื่อศึกษาทางวิชาชีพ ก็แล้วแต่ว่า ประเทศไหนเก่งในวิชาชีพของคุณ เช่นวิชาชีพวิศวกร ก็เยอรมันครับ แจ่ม

แต่ถ้าเพียงท่องเที่ยว ประเทศในยุโรปก็น่าสนใจ เพราะด้วยวีซ่าของอียู คุณสามารถผ่านเข้าออกทุกประเทศในอียูได้ด้วยวีซ่าใบเดียว

แต่อย่างไรจุดแข็งของสิงคโปร์ก็คือ ภาษาจีนที่จะเป็นออปชั่นเสริมครับ

ยังไงก็ขอให้โชคดีครับ แล้วอย่าคิดว่าผมจะอายถ้าตอบไม่ได้ครับ

ยิ่งผมไม่รู้ ผมก็ควรจะไปลองหาคำตอบมาประดับความรู้ตัวเองเช่นกัน

--ไอ้ขี้เมา 19:54, 29 มีนาคม 2551 (ICT)

Q: ทำไมคุณบรั่นดีเมพจังครับ (เรื่องภาษาอังกฤษน่ะ)[แก้ไข]

คำถามนี้เป็นคำถามเล่นๆนะครับ ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ลบออกไปได้เลย

--ปาก่อน | ปาหลัง [ผู้ดูแล] 20:00, 29 มีนาคม 2551 (ICT)

A: ขอบคุณที่ชมนะครับ[แก้ไข]

แต่ส่วนตัวแล้วก็ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งเท่าไรหรอกนะครับ

ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนนึง ที่ไม่เคยไปเหยียบต่างประเทศเลย แต่ทุกวันนี้ ถึงผมอยู่ออสเตรเลียมาได้ ราวๆ ปีครึ่งแล้ว ผมก็ยังสู้มันไม่ได้

หลายครั้ง ผมยังต้องโทรกลับเมืองไทยไปถามมันเลย ๕๕๕๕

ผมขอยอมรับว่า พัฒนาการทางภาษาอังกฤษของผม มีเพื่อนคนนี้เป็นตัวกระตุ้น

อย่างไรก็ตาม มันยอมรับว่า ตอนนี้ผมถึงระดับ Bilingual (คนที่รู้ ๒ ภาษาอย่างคล่องแคล่ว)

แต่ตัวมันกำลังก้าวไปสู่ Trilingual (คนที่รู้ ๓ ภาษาอย่างคล่องแคล่ว)

อ้อ อีกอย่าง ทั้งผมและมัน เป็นวิศวกรทั้งคู่ แต่คำกล่าวที่ว่าวิศวกรส่วนใหญ่ไม่เก่งภาษาก็เป็นเรื่องจริงอยู่นะครับ

เกริ่นเพิ่มอีกนิด - วัยเด็กของผม[แก้ไข]

แต่คราวนี้ ผมขอเล่าให้ฟังอีกนิดนึง สมัยผมเรียนในโรงเรียน ผมเนี่ย เกลียดวิชาภาษาอังกฤษสุดๆเลยนะ

เกลียดจนถึงขั้นต่อต้านเลยหล่ะ เพราะผมมันพวกไม่ชอบการท่องจำโดยขาดความเข้าใจ

แล้วสมัยนั้นเขาก็สอนภาษาอังกฤษกันแบบนั้น

แต่โชคดีที่ตอน ม ๔ มีคุณครูท่านหนึ่งที่ทำให้ผมชอบวิชานี้ได้

ท่านทำให้ผมคิดว่า ภาษาอังกฤษก็มีส่วนสนุกเหมือนกัน

ทุกวันนี้ พวกโรงเรียนสอนภาษาในต่างประเทศเขาก็ใช้วิธีที่ท่านสอนผมเนี่ยแหละ

และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมให้คใมเคารพต่อครูบาอาจารย์ตลอดมา และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมีของบทความครู ในไร้สาระฯสักเท่าไร

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเคารพในความเห็นผู้อื่น และไม่คิดว่าเนื้อหาภาษาไทยที่มีอยู่จาบจ้วงเกินไป และอยากจะให้มันออกมาในเชิงที่เป็นกลางด้วย

พื้นฐานของภาษาอังกฤษ[แก้ไข]

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างล้วนต้องการพื้นฐานครับ และพื้นฐานของทุกภาษาก็คือ ไวยากรณ์ (Gramma) ซึ่งคุณต้องเข้าใน

ในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน พวกนักภาษาศาสตร์-ภาษาอังกฤษ เกิดคิดเอาว่า ไวยากรณ์ไม่สำคัญ เลยทิ้งการสอนไวยากรณ์ แต่มีญี่ปุ่นยืนกรานไม่ทิ้ง ซึ่งผลก็คือ ระบบการสอนภาษาอังกฤษเป๋ไปพักนึง เขาเลยกลับมาให้ความใส่ใจกับการสอนแกรมม่ากันใหม่ (ขออภัยด้วยที่บางทีใช้คำว่า ไวยากรณ์มั่ง แกรมม่ามั่ง ผมพิมพ์ตามที่สมองคิดอ่ะครับ)

ไวยากรณ์นั้น เป็นส่วนของความเข้าใจเสียมากกว่าการท่องจำ ดังนั้น ไม่น่าจะเป็นปัญหาหลักครับ

หนังสือที่ผมขอแนะนำ เป็นหนังสือเกี่ยวกับไวยากรณ์ของ อ. สำราญ คำยิ่ง ชื่อ ADVANCED ENGLISH GRAMMAR FOR HIGH LEARNER ครับ

แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องจำได้ทั้งหมดหรอกนะครับ

สิ่งสำคัญที่ควรจะต้องได้ก่อนคือ Tense กับ Part of Speech (ส่วนประกอบของคำพูด ได้แก่ นาม, กริยา, Adjective, Adeverb, ฯลฯ)

หลักๆแล้ว ถ้าได้ตรงนี้ (ไม่ต้องถึงกับแม่นก็ได้ ข้อยกเว้นมันก็เยอะ ส่วนที่ไม่จำเป็นเท่าไรก็เยอะ) การเรียนภาษาอังกฤษของคุณก็จะเปิดออกแล้วหล่ะครับ

ประวัติศาสตร์ภาษาอังกฤษ[แก้ไข]

แท้จริงแล้ว รากฐานของภาษาอังกฤษนั้นคือภาษาเยอรมัน (ภาษาอังกฤษเป็นภาษาตระกูล Germanic)

ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์แล้ว พวกที่เป็นใหญ่บนเกาะอังกฤษในปัจจุบันนี้ก็คือพวกนอร์แมน (Normans) ซึ่งพวกนอร์แมนนี้ เดิมก็คือพวกไวกิ้งเยอรมัน ที่มาตั้งถิ่นฐานในแคว้น นอร์มังดี (Normandy) ในสมัยของพระเจ้า ชาร์ล ผู้เรียบง่าย (Charles the Simple) เพื่อแลกกับการถูกรุกรานของพวกไวกิ้งสาระเลวพวกนี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพวก นอร์แมนส์นั่นเอง

ต่อมา พวกนอร์แมนส์ก็ยกขึ้นไปตีเกาะบริเตนภายใต้การนำของ วิลเลียม ผู้พิชิต (William the Conqueror) และครองอังกฤษจนทุกวันนี้

ด้วยสาเหตุทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ภาษาอังกฤษจึงเป้นภาษาที่มีภาษาเยอรมันโบราณเป็นรากฐาน และไปหยิบยืมภาษาอื่นๆเข้ามาใช้

ศัพท์[แก้ไข]

แน่นอนว่า ท่องครับ แต่ ถ้าสังเกตดีๆ มันมีหลักให้จำอยู่ครับ

อย่างที่ได้เล่าให้ฟังข้างบน รากเหง้าของภาษาอังกฤษคือภาษาเยอรมัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภาษาที่มีความเป็นระบบมาก แต่ก็มีการผสมกับภาษาอื่นเข้าไปด้วยเช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ศัพท์ในภาษาอังกฤษหลายคำเกิดจากการผสมคำ เช่น Employee ที่แปลว่า ลูกจ้าง ซึ่งมาจากการผสมของคำว่า employ + -ee

Employ นั้นแปลได้ว่า ใช้งาน (กริยา) หรือ การจ้าง (กริยา)

-ee นั้นเป็นคำต่อท้าย (Suffix) ที่แปลว่า ผู้ถูกกระทำ

พอรวมกันก็เป็น ผู้ถูกจ้าง หรือลูกจ้างนั้นเอง

นอกจากนี้ คำ่ที่มีรูปแบบการสะกดคล้ายๆกัน จะมีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น employ กับ deploy

๒ คำข้างต้น มีความหมายในทำนองว่า ใช้งานเหมือนๆกัน แต่คำว่า deploy จะใช้ในลักษณะการใช้อย่างมีประสิทธิผล

แต่ส่วนใหญ่แล้ว คำว่า deploy จะถูกใช้ในความหมายทางทหาร ซึ่งหมายถึง ย้ายหน่วยทหาร และยุทโธปกรณ์ไปยังสถานที่บางที่เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

นอกจากนี้ยังมีบางคำที่มาจากการยืมภาษาอื่นมา เช่น restaurant ซึ่งยืมมาจากภาษาฝรั่งเศส และมีความหมายเดียวกัน หรือ salary ที่ยืมมาจากภาษาละติน คำว่า ซาราดิอุ้ม (จำวิธีสะกดไม่ได้) ซึ่งมีความหมายว่า "ค่าของเกลือ"

แต่ที่มาของคำว่า ซาราดิอุ้มนั้น สมัยก่อน เกลือมีมูลค่าแพงมากๆ การจ่ายเงินเดือนให้แก่ทหารโรมันในพื้นที่กันดารและห่างไกลนั้น จะจ่ายเป็นทองที่มีมูลค่าเท่ากับค่าของเกลือแทน

ภาษากับวัฒนธรรม[แก้ไข]

ภาษากับวัฒนธรรมนั้น มีส่วนข้องเกี่ยวกันมาก เนื่องจากภาษาพัฒนามาจากวัฒนธรรมนั่นเอง แต่ส่วนมากจะสะท้อนออกมาในรูปของ วลี สำนวน หรือวิธีพูดมากกว่า

ถ้าคุณยังจำได้ ในหน้าพูดคุย:เอ๊ดจวย ที่ผมตอกคนที่เขียนภาษาอังกฤษเข้ามาด้วยไวยากรณ์ห่วยๆได้ ที่เขาจบว่า the idiot will not b lucky forever,god will hate them

ปกติ เวลาเราสาปแช่งใคร เราจะพูดว่า มึงจะต้องโดนสาป พระเจ้าจะสาปแช่งแก แกจะต้องซวย อะไรทำนองนี้

แต่กับฝรั่ง มันไม่จ่งไม่จะกันหรอกครับ God Damn You! พระเจ้าแช่งมึง (ตอนนี้เลย ไม่จ่งไม่จะอะไรทั้งนั้น)

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ก็คือ ที่ดิน ที่ภาษาอังกฤษมีคำเรียกอย่างเป็นทางการว่า Real Estate

Estate แปลว่า สมบัติ หรือ สถานะการเป็นเจ้าของ ก็ได้ ถ้ารวมคำว่า real เข้าไปก็จะได้ความว่า สมบัติแท้

แล้วมันแท้ตรงไหน?

ย้อนกลับไปยุคศักดินาฝรั่ง พวกบรรดาอัศวินทั้งหลายแหล่ก็ล้วมมีศักดิ์ของตน เช่น sir, baron, earl, lord ฯลฯ (มี ๗ ขั้น แต่ผมจำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง แล้วอะไนใหญ่กว่าอะไร แต่แน่ๆ เซอร์จ้อยสุด ลอร์ดใหญ่สุด

พวกอัศวินพวกนี้ก็จะมีที่ดินของตัวตามที่กฎหมายกำหนดไว้ว่ามีได้เท่าไร และมีสิทธิ์ถือกำลังทหารไว้ในมือเท่าไร

แต่อย่างไรก็ตาม พออัศวินตายลง ใครหล่ะจะเป็นผู้ได้ยศอัศวินและที่ดินไปครอง

ตามกฎหมายศักดินาฝรั่งโบราณกำหนดไว้ชัดเจนครับว่า ลูกชายคนโตเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยศอัศวินและที่ดินไปครอง ข้าวของเงินทองอื่นๆ ลูกคนอื่นถึงจะมีสิทธิ์ที่จะได้ไป

นั่นเลยเป็นที่มาของคำว่า Real Estate นั่นเอง

นอกจากนี้ บางครั้งก็มีสำนวนที่ยกเอาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาใช้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

สำนวน cross (ing) the Rubicon ซึ่งมาจากเหตุการที่ จูเลียต ซีซาร์นำทัพข้ามแม่น้ำนี้เพื่อก่อสงครามกลางเมืองในโรม อันเป็นเหตุให้เขากุมอำนาจเป็นใหญ่ในโรมได้ในที่สุด และเป็นจุดเปลี่ยนจาก สาธาณรัฐโรม มาเป็น จักรวรรดิโรม

แต่อย่างไรก็ตาม สำนวน Crossing the Rubicon นั้น หมายถึง การผ่านจุดที่ไม่มีทางหวนกลับ (Point of No Return)

ตัวอย่างเช่น

When the plane took off, I thought to myself I's crossing the Rubicon.

เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้า ฉันคิดกับตัวเองว่า ฉันกำลังจะผ่านจุดที่ไม่มีวันหวนกลับ

(ตอนผมกำลังบินจากไทยมาเรียนต่อนี่ ผมคิดอย่างนี้จริงจริงนะ ร้องไห้ด้วยอ่ะ อย่าคิดว่าการเป็นนักเรียนนอก แค่มีเงินก็เป็นได้นะครับ มันต้องมีลูกอึดด้วยอ่ะ อันนี้ไม่ได้กะจะโม้ว่าตัวผมเก่งนะครับ แค่อยากจะเตือนบรรดาลูกเศรษฐีที่คิดว่ากูมีเงินจะทำอะไรก็ได้อ่ะ ผมเห็นพวกลูกแหง่มาตายในต่างประเทศนักต่อนักแล้ว)

ดังนั้น การเข้าใจวัฒนธรรมเขาก็จะช่วยได้อีกระดับนึงอ่ะครับ

กุญแจสู่การเป็น ไบลิงกัว[แก้ไข]

อย่างแรก เราต้องไม่เกลียดมันก่อนครับ แล้วสนใจที่จะเพิ่มพูนความรู้ความสามารถไปเรื่อยๆ อย่างที่ผมบอกไปแล้ว วิชาภาษาเป็นวิชาประสพการณ์ ต้องค่อยๆเก็บสะสมไปเรื่อยๆ

ที่ผมร่ายมายาวเหยียดทั้งหมดเป็นเพียงหลักการช่วยคุณ แต่ที่เหลือคุณต้องพยายามเอาเอง

อย่างผม ผมเริ่มอ่านตำราภาษาอังกฤษเมื่อตอนเรียนปี ๒ โดยเทอมแรกผมอ่านเล่มเดียว แล้วค่อยๆเพิ่มเทอมละเล่ม ๒ เล่ม จนปี ๔ ผมใช้ตำราภาษาอังกฤษหมด

อย่างไรก็ตาม คนไทยเราเก่งไวยากรณ์ การอ่าน การเขียนมากครับ เมื่อเทียบกับเด็กจีน เกาหลี ญี่ปุ่น (อย่าถามอ้างอิง ประสพการณ์ล้วนๆ)

ดังนั้น ขอเพียงตั้งใจ และสนุกไปกับมัน แสวงหามัน แล้วคุณจะทำได้เองครับ

--ไอ้ขี้เมา 22:43, 29 มีนาคม 2551 (ICT)


Q: ผมไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษแล้วอ.สอน grammar งง มากเลยครับอยากให้ช่วยแนะนำวิธีเข้าใจgrammarแบบง่ายหน่อยครับ[แก้ไข]

Theflym


A: ช่วยระบุให้หน่อยได้ไหมครับว่า เรื่องไหน จุดไหน จะได้ลงไปถูกจุด แบบว่า แกรมม่ามันก็เยอะนะครับ[แก้ไข]

เอาเป็นว่า เรามาว่ากันเรื่อง Tense กันดีกว่า แบบว่า เรื่องอื่นไม่ค่อยมีอะไรให้โม้

เทนส์ แบ่งได้ ๓ พวกคือ Present, Past & Future หรือ ปัจจุบัน,อดีตและอนาคต ตามลำดับนั่นเอง และในแต่ละอันก็แบ่งได้อีก ๔ คือ simple, continuous, perfect & perfect continuous รวมเป็น 3 x 4 = 12 เทนส์

แต่ แฮ่ๆ ผมใช้หากินแค่ ๘ เท่านั้นเอง แล้วก็เจอบ่อยๆในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงในเอกสารทางวิชาการเพียง ๗

Present Simple[แก้ไข]

นี่เป็นเทนส์พื้นฐานที่สุด จะใช้กล่าวถึงเรื่องทั่วๆไป หรือ เรื่องที่เกิดขึ้นจริงเป็นประจำ เช่น วันนี้อากาศดีนะ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก

รูปแบบคือ S + V1 + O

โดย

S = Subject ประธาน

V = Verb กริยา (ตัวเลขตามหลังกริยาคือ ช่องที่ 1, 2 หรือ 3)

O = Object กรรม

ตัวอย่าง

Mak barks. หมักเห่า (อย่าลืมว่า ถ้า ประธานเป็นเอกพจน์ ต้องเติม s ที่ท้ายกริยาเสมอ เฉพาะในเทนส์นี้)

Wildlord is the web warden. ไวด์ลอร์ดเป็นผู้คุมกฎของเวป ( is ทำหน้าที่เป็น กริยาหลัก ไม่ใช่กริยาช่วย)

He doesn't do his homework. เขาไม่ได้ทำการบ้าน (คราวนี้ ปฏิเสธ โดยมี doesn't เป็นกริยาช่วย และอย่าลืมว่า ไม่ต้องสนใจเรื่องการใส่ s หลังกริยาหลักแล้ว)

What do you do? คุณทำอาชีพอะไรอ่ะ

Present Continuous[แก้ไข]

เป็นเทนส์พื้นฐานอันดับ ๒ กล่างถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆ

รูปแบบ S + is/am/are + Ving + O

ตัวอย่าง

Tinghu is barking. ติ่งหูกำลังเห่า

Wildlord is punishing Tinghu. ไวด์ลอร์ดกำลังตบเกรียนติ่งหู

They are not flirting each other. พวกเขาไม่ได้กำลังจีบกันอยู่นะ

What are you doing? แล้วคุณทำอะไรหล่ะ

Present Perfect[แก้ไข]

ใช้เมื่อกำลังกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากอดีตมาจนปัจจุบัน และจะต่อไปในอนาคต

รูปแบบ S + has/have + V3 + O

Present Perfect Continuous[แก้ไข]

คล้ายๆ Present Perfect แต่ไม่สนใจว่ากริยานั้นจะจบแล้วหรือไม่

รูปแบบ S + have/has + been + Ving + O

อย่างไรก็ตาม ประโยคเดียวที่ผมใช้เทนส์นี้ก็คือ

What have you been doing? ซึ่งความหมายก็คล้ายๆกับ What are you doing? นั่นแหละครับ แต่

ถ้ามีคนถามผมว่า What are you doing? ผมอาจจะกวนว่า I'm talking with you. ก็ได้ แต่ถ้าโดนถามว่า What have you been doing? หล่ะก็ หมดสิทธิ์กวนด้วยมุขนี้ครับ

Past Simple[แก้ไข]

จากนี้ไป ดูเพียงรูปแบบ ส่วนวิธีใช้จะอธิบายข้างล่างครับ

รูปแบบ S + V2 + O

Past Continuous[แก้ไข]

รูปแบบ S + was/were + Ving + O

Past Perfect[แก้ไข]

รูปแบบ S + had + V3 + O

Future Simple[แก้ไข]

รูปแบบ S + will + V1 + O

Present Simple VS Present Continuous[แก้ไข]

ง่ายมาก เพรสเซ่นซิมนั้น เป็นอะไรที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กล่าวถึง ตัวอย่างง่ายๆก็

What do you do? กับ What are you doing?

What do you do? เป็นการถามว่าปกติคุณทำอะไร ซึ่งก็หมายถึงอาชีพนั่นเอง แต่ What are you doing? นั้น เจอะจงเลยว่าตอนนี้คุณกำลังทำอะไร ซึ่งถ้าคุณถามผมๆก็ตอบว่า I'm editing webpage. (คำว่าเวปเพจนั้น เขียนรวมกันหรือแยกกันก็ได้ครับ)

Present Continuous VS Present Perfect[แก้ไข]

คอนทินิวอัสนั้น ใช้ระบุถึงกิจกรรมในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ เพอเฟ็กนั้นกล่าวถึงช่วงเวลาที่ยาวนาน ตัวอย่างเช่น

I'm running ฉันกำลังวิ่ง ซึ่งคุณจะวิ่งได้สักกี่น้ำกัน แต่ I have been here for 2 years. ฉันอยู่ที่นี่มาได้ ๒ปีแล้ว

คุณวิ่งติดต่อกันได้เกิน ๑ ปีรึเปล่าหล่ะ?

Past Simple VS Past Continuous[แก้ไข]

เมื่อวานอ่ะครับ ขณะที่ผมกำลังคุยกับท่านทูตอยู่ ใครก็ไม่รู้มาถ่ายรูปผมกะท่าน ซึ่งผมจะบรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า

Yesterday, while I was talking with His Excellency ambassador, someone took photo of him and me.

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่มีการกระทำบางอย่างเกิดขึ้นและกำลังดำเนินไป (ในอดีต) แล้วมีอะไรบางอย่างเข้ามาขัด

ในกรณีนี้ ผมกับท่านทูตกำลังคุยกันอยู่คือเหตุการบางอย่างที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีต (ใช้ Continuous) และใครก็ไม่รู้เข้า (เสือก) เข้ามาถ่ายรูป ก็คือเหตุการณ์ที่เข้ามาขัดนั่นเอง (ใช้Simple)

Past Simple VS Past Perfect[แก้ไข]

เมื่อกี้กล่าวถึงการถูกขัดจังหว่ะ คราวนี้มาดูเหตุการณ์ในอดีตที่เป็นลำดับบ้าง

เมื่อวานนี้ผมไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อใช้อินเทอร์เน็ท ก่อนที่ผมจะไปงานปาร์ตี้ของท่านกงศุล

Yesterday, I had gone to an university for using the Internet, before I went to the General Consul's party.

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้ง๒นี้ ต้องเกิดขึ้นและทิ้งช่วงกันในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบต่อเนื่องกระชันชิดนั้น ใช้ simple ทั้งคู่ได้เลย เช่น

Maythun kissed Leadi, and then she slapped his face. เมถุนจูบเลียดิแล้วจากนั้นหล่อนก็ตบหน้าเขา

-- ข้อสังเกต การกล่าวถึงอินเทอร์เน็ทในการเขียนอย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษนั้น ต้องใช้ I ตัวใหญ่เสมอในทุกกรณีและต้องมี the นำหน้าเสมอ

Future Simple VS Present Continuous[แก้ไข]

ฟิวเจอร์ซิมเปิ้ล คงไม่งงใช่ไหมว่าเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ เพรสเซ็น คอนฯ มาเกี่ยวอะไรด้วย งงใช่ไหมครับ?

แท้จริงแล้ว เพรสเซ็น คอนฯนั้น ใช้กล่าวถึงอนาคตก็ได้นะครับ ตัวอย่างเช่น

Tomorrow, I'm planning to go to a market. พรุ่งนี้ชั้น (วางแผนเอาไว้ว่า) จะไปตลาดหล่ะ

ซึ่งการทำให้เพสเซ็น คอนฯ กล่าวถึงอนาคตนั้น ต้องใช้กริยาบางอย่างเข้ามาช่วย ซึ่งนอกจาก planning แล้วยังมีคืออื่นๆที่มีความหมายในทำนองนี้ด้วย เช่น thinking to เป็นต้น

ส่วนข้อแตกต่างของ Tomorrow, I'm planning to go to a market. กับ I will go to a market. นั้นก็คือ อันแรกนั้นผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี แต่อันหลังไม่ได้ไตรตรองเลย ซึ่งก็เท่ากับว่าอันแรกมีความแน่นอนที่จะเกิดขึ้นมากกว่า

อย่างไรก็ตาม การกล่างถึงอนาคตด้วยความไม่แน่ใจนั้นให้ใช้ would ครับ

-- เคยได้ยินคำว่า shall ใช่ไหมครับ ปัจจุบันคำๆนี้ไม่ค่อยใช้แล้ว (ในระบบอเมริกา) ถ้าเอาไปใช้ระวังโดนข้อหาบ้านนอกนะครับ (เฉพาะในอเมริกา)

เกร็ด[แก้ไข]

"ชั้นเคยไปกัมพูชามา๒หนหล่ะ"[แก้ไข]

ถ้าจะแปลประโยคนี้เป็นภาษาอังกฤษ จะแปลได้ ๒ แบบคือแบบอเมริกัน และแบบบริติช

อเมริกันใช้ พาส ซิมเปิ้ล I went to Cambodia for 2 times.

บริติชใช้ I have been to Cambodia for 2 times.

ซึ่งถ้าคุณใช้แบบอเมริกันคุยกะพวกที่ใช้บริติช มันจะหาว่าคุณไม่มีโอกาสไปกัมพูชาอีกแล้ว หรือถ้าเล่นให้หนักก็คือ คุณตายแล้ว เพราะการใช้พาสในกรณีนี้แปลว่า คุณไม่มีโอกาสได้ทำอีก

แต่ถ้าใช้แบบบริติช คุณเซฟตัวเองครับเพราะพวกบริติชล้อคุณไม่ได้ ส่วนไอ้กันก็ไม่ถือสาอะไรในกรณีนี้

"I have ever ..."[แก้ไข]

ประโยคข้างบนคือความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของการสอนภาษาอังกฤษในสมัยผมเลยว่า เมื่อใช้ เพอเฟอค์ต้องใช้ ever ซึ่ง ผิดมหันต์เลย

การใช้ ever นั้น เป็นการเน้นว่า เหตุการณ์ที่เราพูดถึงนั้นเป็นเหตุการณ์ไม่ธรรมดา เหนือสามัญ ไม่ได้เจอกันง่ายๆ เช่น

ถ้าคุณบอกว่า I have ever been to Chiang Mai. คุณก็ลองหันไปถามคนรอบๆตัวดูสิครับว่า ไปเชียงใหม่นี่ ยากไหม แล้วอาจจะมีคนเชียงใหม่บอกคุณว่า "ข้ามาจากเชียงใหม่หว่ะ"

แต่ถ้าคุณบอกว่า I have ever talked to Her Royal Highness Princess Sirindhorn. หล่ะก็ อืม คุณโชคดีมากๆเลยหล่ะที่ได้มีโอกาสได้คุยกับสมเด็จพระเทพฯ

มีอะไรสงสัยอีก ถามได้เลยครับ

--ไอ้ขี้เมา 21:49, 3 เมษายน 2551 (ICT)


Heaven[แก้ไข]

  • Heaven noun
  • Heavenly adj
  • the heavens (plural)
    • the sky
  • the heavens open (idiom)
    • อยู่ๆฝนก็ตกหนัก
  • heavenly body
    • วัตถุในอวกาศ
  • Heaven-sent
    • หมายถึงสิ่งของหรือคนที่ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่คาดฝันแล้วช่วยให้สถานการณ์ที่กำลังแย่ดีขึ้น
  • Heavenward adv
    • ข้างบน
  • Heaven/God Forbid
    • ไม่ได้ในสิ่งที่หวัง
  • Move heaven and earth
    • ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิง่ที่ต้องการ
  • in the seventh heaven
    • สุขแบบสุดๆ
  • Using Heavenly Fingers (คิดเอง)


อ่า...[แก้ไข]

นานๆทีเข้ามา คือว่ามีคำถามครับ

ใน4 จุดนี้ มีคำที่ผิดอยู่ 1 ข้อง่ะ

Some department stores have been such successful that branches of

the stores have been opened under the same name in more than one

large city.

พอดีมันออกข้อสอบของปีที่แล้วอ่ะ ลองๆอ่านดูแล้วก็งง...

--Meaw-1.gif

บ๊อบ ราชาแห่งโอตาคุ | ต่อยคุยกันได้ 22:07, 23 พฤษภาคม 2551 (ICT)

ตอบ[แก้ไข]

such successful ครับที่ผิด

such (ในที่นี้) นั้น เป็นพวก determiner หรือ predeterminer ซึ่งก็คือ คำขยายคำนามอีกที่ แต่ ไม่ใช่ adjective ครับ

การใช้ determiner นี้นั้น จะต้องมี นาม (noun) มารองรับเสมอ ไม่ว่าจะกรณีใดๆก็ตาม ในขณะที่ adjective นั้น บางครั้ง สามารถใช้แทน คำนามได้เลย

ดังนั้น ที่ถูก จะต้องหาคำนามมารองรับ เช่นเป็น such a successful achievement, such a success

หรือ ตัด such ทิ้งไป

คราวนี้มาดูตัวเลือกอื่นนะครับ

the stores ไม่ผิดเพราะเป็นการใช้ the เพื่อชี้ชัดว่า หมายถึง ห้างที่ประสพความสำเร็จเท่านั้น ห้างเน่าๆใกล้เจ๊งไม่เกี่ยว

the same name เองก็เช่นกัน เพื่อระบุว่า ใช้ชื่อเดียวกัน เช่น กลุ่มเซ็นทรัล ก็ใช้ชื่อห้าง เซ็นทรัล เป็นต้น

in เองก็เช่นกัน เป็นบุพบทที่ถูกต้อง แล้วไม่คิดว่าต้องอธิบายอะไรมาก เพราะมันพ้องกับ สามัญสำนึกของคนไทยอยู่แล้ว

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 06:08, 24 พฤษภาคม 2551 (ICT)


determiner หรือ predeterminer[แก้ไข]

แล้วคำจำพวก determiner หรือ predeterminer นี่มีคำอื่นนอกจากคำว่า such รึเปล่าครับ?

เพราะเพิ่งเคยเห็น

--Meaw-1.gif

บ๊อบ ราชาแห่งโอตาคุ | ต่อยคุยกันได้ 10:59, 24 พฤษภาคม 2551 (ICT)

คือ[แก้ไข]

ขอเรียนตามตรงเลยนะครับว่า เป็นครั้งแรกที่เจอเหมือนกัน แต่ตามที่ใน พจนานุกรมของ เคมบริดจอธิบายนั้น พวกคำนามแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น my เองก็เป้น determiner เช่นกัน พวกคำว่า that, which ที่ใช้เวลาขยายคำนาม เช่น ในตัวอย่างข้างบนนั้น นอกจกาคำว่า such ที่เป็น determiner แล้ว ยังมีคำว่า that อีกคำที่เป็น เพราะคำว่า that นี้ไปเชื่อมกับวลี ที่ไปขยายความหมายของคำว่า department stores อีกที

แต่จากที่ค้นในวิกิ อังกฤษนั้น determiner คือ คำขยายคำนาม ที่นอกเหนือไปจาก adjective อีกที ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไรเหมือนกัน แต่นี่เป็นส่วนที่ เข้าใจไว้ก็ดี ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ครับ แต่ถ้าสนใจจริงๆอ่าน ที่ w:en:Determiner ครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 11:13, 24 พฤษภาคม 2551 (ICT)

ช่วยแปลหน่อยครับ... 1[แก้ไข]

อันแรก 
For I am the city of sorrow, for I am eternal suffering, for I am one of the doomed.

Justice moves my creator, divine power, and ultimate wisdom. I was created in union.

Those that were created before me are nothing but eternal. Thus, I, too, stand for eternity. For those who enter, lose all hope.

กับอันนี้ 
God is dead. God remains dead. And we have killed him. How shall we comfort ourselves, the murderers of all murderers? What was holiest and mightiest of all that the world has yet owned has bled to death under our knives: who will wipe this blood off us? What water is there for us to clean ourselves? What festivals of atonement, what sacred games shall we have to invent? Is not the greatness of this deed too great for us? Must we ourselves not become gods simply to appear worthy of it?

ฝาก(ภาระ)ด้วยนะคร้าบ

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 20:53, 21 กันยายน 2551 (ICT)

ตอบ ช่วยแปลหน่อยครับ... 1[แก้ไข]

อันแรก 
สำหรับข้า ผู้มาจากนครแห่งโศกกา สำหรับข้า ผู้ต้องทนทุกข์ชั่วกัลป์ สำหรับข้าหนึ่งในผู้ที่ต้องถูกทำลาย

พวกที่ถูกสร้างมาก่อนหน้าข้านั้น มิใช่อันใดเลยนอกจากความเป็นนิรันดร์ ดังนั้นข้าก็เป็นนิรันดร์เช่นกัน สำหรับเหล่าผองที่เข้ามา หมดสิ้นแล้วซึ่งความหวัง

กับอันนี้ 
พระเจ้าทรงสิ้นแล้ว ทรงเหลือไว้เพียงความตาย และเป็นพวกเราที่สังหารพระองค์ พวกเราจะเผชิญหน้ากับเจ้าฆาตกรแห่งฆาตกรทั้งมวลด้วยตัวเองได้เช่นไร? สิ่งที่ศักดิสิทธิ์ที่สุดและทรงฤิทธานุภาพที่สุดที่โลกมี ถูกแทงจนตายด้วยมีดของเรา แล้วใครหล่ะจะชำระเลือดเหล่านี้ให้เรา? จะมีน้ำใดเล่าที่จะชำระบาปให้เรา? จะมีเทศกาลไถ่บาป ฤ เกมส์อันน่าสยดสยองใดเล่า ที่เราจะสร้างขึ้นมา? ความยิ่งใหญ่ของเรานี้ ไม่ยิ่งใหญ่เกินไปหรือ? ควรแล้วหรือที่เราจะกลายเป็นพระเจ้าไปเสียเองเอาง่ายๆ?

ภาษาซับซ้อนน่าปวดหัวมากครับ แนวศาสนาด้วยสิ ๕๕๕

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 21:23, 21 กันยายน 2551 (ICT)

ขอบคุณครับผม แต่ท่านลืมไปประโยคนึงอ่ะ

Justice moves my creator, divine power, and ultimate wisdom. I was created in union.

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 23:10, 21 กันยายน 2551 (ICT)

โอ๊ะ โทษที

ความยุติธรรมเคลื่อนย้ายพระผู้สร้างแห่งข้า(พระเจ้า), ย้ายฤทธาแห่งพระเจ้า และความปราชญ์เปรื่องอันเป็นสุดยอด ข้าถูกสร้างขึ้นในสหภาพ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 23:38, 21 กันยายน 2551 (ICT)

ช่วยแปลหน่อยครับ... 2[แก้ไข]

อ่ะ เมื่อวานรีบเร่งไปหน่อย เพราะโดนแม่ไสให้ไปนอน ขอบคุณมากเลยนะครับ เหอๆ ทำให้ผมทำข้อสอบอัีงกฤษวันนี้ได้ชิวๆเลยนะครับเนี่ย (ที่จริงไม่มีอะไรออกสอบหรอก แต่นึกถึงภาษาอังกฤษตลอดวันเลยทำคล่องเป็นพิเศษ หุหุ)

แต่ผมมีคำถาม(อีกแล้ว)ครับ

Two foreigners that sit near us speak very loudly. ถ้าจะตัด that ออก ก็จะกลายเป็น Two foreigners sitting near us speak very loudly. ใช่มั้ยครับ?

แล้วถ้าสลับตำแหน่ง เป็น Two foreigners speak very loudly sitting near us. จะผิดมั้ยครับ? หรือว่าต้องเป็น Two foreigners speaking very loudly sit near us. แทนครับ?

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 14:06, 22 กันยายน 2551 (ICT)

ตอบ ช่วยแปลหน่อยครับ... 2[แก้ไข]

คำถามแรก คำตอบคือ ผิดครับ

คิดง่ายๆ foreigners sitting มันผิดหลักไวยากรณ์เต็มๆอยู่แล้วครับ

ประโยคนี้นี่ เปล็นลักษณะของประโยคซ้อนที่มี ๒ ใจความครับ โดยใจความหลักคือ ไอ้เจ้าฝรั่งมังค่าสองตัวนี่พูดเสียงดังจริง และใจความรองคือ แม่งดันนั่งใกล้เราเสียด้วยสิ (ไม่รู้จักไข้โป้งเสียแล้ว)

ดังนั้น เวลาเขียน ก็จะเริ่มจากว่า Two foreigners speak very loudly.

จากนั้นเราก็จะแทรกว่า Two foreigners sit near us. ลงไป ก็จะเอา sit near us ไปแทรกในประโยค ก็จะเป็น

Two foreigners, sit near us, speak very loudly.

แต่ อ๊ะๆๆ ยังไม่จบครับ เพราะถ้าเป็นภาษาพูด ประโยคนี้ยอมรับได้ครับ แต่ภาษาเขียน ถือว่าไม่เพราะเลย ต้องมีคำเชื่อมครับ ซึ่งสามารถใช้ได้ ๒คำ (ในกรณีนี้)คือ who กับ that (แต่ผมชอบ whoมากกว่า that มันดูกากๆยังไงก็ไม่รู้)

ก็จะกลายเป็น

Two (bloody) foreigners, who sit near us, speak very loudly. เป็นคำตอบสุดท้ายที่ถูกต้องครับ

ที่สำคัญอีกอย่างครับ เครื่องหมาย คอมมา (,) สังเกตุไหมครับว่าผมใช้เครื่องหมายคอมมาด้วย โดยปกติแล้ว ในภาษาไทยนั้น เราจะใช้การเว้นวรรคเพื่อที่จะแยกประโยค ไม่ให้คนอ่านสับสนว่าอะไรเป็นอะไรแน่ ซึ่งภาษาอังกฤษเองก็เช่นเดียวกันครับ แต่ภาษาอังกฤษจะใช้ สามเครื่องหมายในหน้าที่นี้คือ full stop (.) comma(,) และ semi-colon(;) ครับ

Full stop ใช้เมื่อจบประโยคอย่างที่เราทราบกันดี แต่ในกรณีที่ประโยคซ้อน (Complex sentence) คอมมา และ เซมิโคล่อนจะถูกนำมาใช้ครับ โดย คอมมาใช้แยกใจความสั้นๆ (อย่างในกรณีนี้) ส่วน เซมิโคล่อนใช้แยกใจความยาวๆครับ

ลองมองประโยคของผม เทียบกับของคุณบ๊อบสิครับ จะเห็นว่าของผมอ่านง่ายกว่ากันเยอะเลย

ส่วนคำถามที่สอง Two (bloody) foreigners, who sit near us, speak very loudly. กับ Two (bloody) foreigners, who speak very loudly, sit near us. นั้นให้ความหมายเดียวกันครับ ต่างไปก็เพียงว่า ใจความหลัง who จะเป็นใจความรอง ก็เท่านั้นเอง แต่ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไรหรอกครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 17:56, 22 กันยายน 2551 (ICT)

ถาม ช่วยแปลหน่อยครับ... 3[แก้ไข]

อ้อ ขอบคุณมากครับ เข้าใจแล้วครับผม

แต่ดูเหมือนในหนังสือเรียนผมเค้าไม่นิยมใส่คอมม่ากันแฮะ เช่น Two foreigners who sit near us speak very loudly. ก็ไม่ถือว่าผิดใช่มั้ยครับ

ปล. ที่ให้แปลอันแรกสุด (ที่เริ่มต้นด้วย For I am the city of sorrow.) มันเป็นภาษาอิตาลีเก่าน่ะครับ แล้วแปลเป็นยุ่น แปลเป็นปะกิด แล้วเอามาให้ท่านเห็นอีกทีน่ะครับ เลบกลายเป็นว่า มีแบบภาษาปะกิดตั้ง 3 เวอร์ชั่น เลยขออนุญาตดัดแปลงเล็กน้อยนะครับ เพราะบางท่อนของเวอร์ชั่นอื่นมันสมเหตุสมผลกว่า เช่น For I am the city of sorrow. ก็กลายเป็น For I am the way into city of woe. เป็นต้น

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 19:20, 22 กันยายน 2551 (ICT)

ตอบ ช่วยแปลหน่อยครับ... 3[แก้ไข]

ไม่ผิดครับ แต่คนอ่านบางคนอาจจะหงิก ขับรถเบนซ์ไล่เหยียบคนตายได้ครับ ๕๕๕

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 19:33, 22 กันยายน 2551 (ICT)

ไวยากรณ์ในตำราไทย[แก้ไข]

จะมาขอแก้ต่างเรื่อง Two foreigners sitting near us speak very loudly. อ่ะครับ 5555+ คือว่าที่ไปติวมา เค้าอธิบายอย่างงี้ครับ

Non-finite verb มันเป็น v. สำหรับเป็นส่วนขยายใช่มั้ยครับ? แล้วถ้าเป็นขยายนาม มันจะแบ่งได้ 3 แบบอ่ะครับ

V.ing กระทำเอง
เช่น The man talking to you last night is my dad.
V.3 ถูกกระทำ
เช่น The man bitten by dog was cured.
V.inf จะกระทำในอนาคตอย่างแน่นอน
เช่น The test to indicate human immunity will be succeeded.

ประมาณนี้แหละครับ จึงแจ้งให้ให้ทราบกัน

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 21:02, 6 ตุลาคม 2551 (ICT)

ตอบ[แก้ไข]

ผมเข้าใจว่า ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันหน่ะ เป็นอย่างที่คุณบ๊อบว่าครับ เพราะผมเห็นวารสารอเมริกันเขียนทำนองนี้เยอะ และในภาษาพูดก็ยอมรับว่าใช้ได้ครับ

อย่างไรก็ตาม ภาษาเขียนในระบบบริเตน วิธีเขียนแบบนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับครับผม ดังนั้น การนำไปใช้เขียนก็ขอให้ดูคนตรวจด้วยว่าเขาอิงกับระบบอเมริกัน หรือระบบบริเตนครับ อย่างไรก็ตาม ใช้แบบบริเตนค่อนข้างจะเซฟตัวเองมากกว่าครับ

(ผมเคยโดนนะ ไอ้อย่างที่คุณบ๊อบว่ามาเนี่ย ผมเคยเขียนส่งไปแล้วโดนวงกระจายเลย เซ็งครับ ไปเถียงก็ไม่ได้เพราะคนเขียนเขาเป็นเจ้าของภาษา จบทางด้านอักษร อังกฤษมาโดยตรง)

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 22:17, 6 ตุลาคม 2551 (ICT)

โห[แก้ไข]

ขนาดนั้นเลยรึเนี่ย แปลได้ว่า ผมจำไว้ใช้สำหรับสอบแอดมิชชั่นเสร็จ ผมคงต้องลืมทันที 5555555+

--Spin.gifSpin.gif BoboverlorD drama addicted | ต่อยคุยกันได้ Spin.gifSpin.gif 23:07, 6 ตุลาคม 2551 (ICT)

ถามค่ะ[แก้ไข]

กำลังคุ้ยตู้หนังสือเล่น เปิดมาเจอหน้านี้พอดี ต้องขอบคุณคุณบรั่นดีจริงๆ

ชื่อหนังสือ 'Nocturnal Witchcraft' และ 'Gothic Grimoire' น่ะค่ะ พอดีว่าแปลเป็นไทยให้คนอื่นเข้าใจแบบง่ายๆไม่ได้


แล้วก็ ขอนอกเรื่องนิดนะคะ วีซ่าออสเตรเลียท่องเที่ยวออสเตรเลียดูสเตทเมนต์หรือเปล่า ถ้าดูนี่เท่าไหร่เหรอคะ

ขอบคุณล่วงหน้ามากๆค่ะ

ป.ล.ไหนก็ไหนๆ ขออนุญาตถามรวดเดียวเลยนะคะ มันคือเรื่องสั้น หรือการบ้านปิดเทอม ตรงส่วนนี้


'Soon they all, and we all, shall be nothing but the remains of the day, but remember, child, our beloved ones will looking after us from above, they shalt not leave thou, until thou have join them for all eternity'

รบกวนช่วยดูไวยกรณ์ให้หน่อยนะคะ แล้วก็ภาษาอังกฤษโบราณบางคำที่หนูยังไม่ได้ใส่

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

กวีนิรนาม 16:19, 22 กันยายน 2551 (ICT)

ตอบค่ะ[แก้ไข]

อ่านคำถามคร่าวๆแล้วต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมเรียนวิศวกรรมศาสตร์นะครับ ไม่ใช่อักษรศาสตร์ ๕๕๕ แปลไม่ถูกใจอย่าว่ากันก็แล้วกัน

Nocturnal Witchcraft ผมคงแปลว่า ไสยกรรมราตรี อ่ะครับ (รู้คำแปลอยู่แล้วใช่ไหม)

ส่วน Gothic Grimoire คงเป็น ตำราไสยเวทย์โกธิค

พวกโกธิคนี่ คือพวกไวกิ้งจากเยอรมนีตะวันออกครับ แต่เดิมในสมัยกรีก-โรมัน พวกนี้คือคนป่าทางตอนเหนือของโรมัน เรียกว่า กอธ (Goths) ต่อมาพวกโรมันล่มสลาย พวก กอธจากบาวาเรีย (ปัจจุบันอยู่ในเยอรมนี)เข้าถล่ม แล้วสถาปนาอาณาจักรขึ้นมาใหม่คือ จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire) ส่วนพวกคนป่าทางตะวันตก คือพวก แฟรงค์ฺ (Franks) ก็เริ่มสร้างอาณาจักรของตัว เป็นฝรั่งเศส สเปน และประเทศในแถบๆนั้น

พวกกอธบางพวก ยังไม่ยอมเลิกเถื่อนครับ ยังร่อนเร่ในทะเล เป็นพวกไวกิ้ง ขึ้นปกที่ไหน ก็ปล้นมันที่นั่น พวกไวกิ้งบางพวก เคยไปเหยียบอเมริกาก่อนหน้าโคลัมบัสเสียอีก และแน่นอน หนึ่งในเป้าโจมตีก็คือ ฝรั่งเศสครับ

กษัตริย์ฝรั่งเศสพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระเจ้าชาลส์ผู้เรียบง่าย (Charles the Simple) ทรงแก้ปัญหาพวกไวกิ้งอย่างง่ายๆ ด้วยการยกดินแดนในแถมนอร์มังดี ให้พวกไวกิ้งพวกนี้เสียเพื่อและกับการไม่รุกราน (แต่ต่อมามันรบกันยาวยืดเลย)

ศิลปะของคนป่าจากเยอรมนีตะวันออก จึงมารวมกับฝรั่งเศส ก็งานนี้แหละครับ

เสริมให้อีกนิดนึง ไหนๆก็นอกเรื่องแล้ว ต่อมาพวกไวกิ้งพวกนี้ก็ยกพลขึ้นเกาะอังกฤษ ภายใต้การนำของพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต (William the Conqueror) และปกครองอังกฤษสืบมา

ดังนั้นจริงจริงแล้ว ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาในตระกูล เจอมานิค (Germanic) หรือเป็นภาษาในตระกูลเดียวกับภาษาเยอรมันครับ

และนี่คือคำอธิบายคำว่า โกธิค (อันยาวยืด)ของผม ซึ่งไม่รู้ว่าจะตรงคำตอบไหม แต่ผมเดาว่า โกธิคตัวนี้ หมายถึงชนชาติ มากกว่าศิลปะแบบโกธิคอ่ะครับ

วีซาท่องเที่ยวออสเตรเลีย
ไม่คิดว่าต้องใช้ครับ เพราะเขาจะให้คุณอยู่ในออสเตรเลียได้เพียง ๑๐อาทิตย์เท่านั้น แต่ถ้าอยากยาวกว่านั้น แนะนำวีซาประเภทอื่นครับ เช่น Permanent Residence Visa อยู่มันยาวสัก ๒ปีไปเลย เป็นต้น (จะทำบอกนะ ปลายปีนี้ผมจะทำเหมือนกัน)
ไวยากรณ์
อ่า ขอย้ำ ไม่ได้เรียนอักษรศาสตร์ครับ
  • they all, and we all, shall be อันนี้ผมไม่แน่ใจครับ แต่ shall นั้น ใช้แต่แต่กับ I และ we เท่านั้นอ่ะครับ
  • they shalt ผิดครับ ส่วนเหตุผลก็เพราะว่า shalt ก็คือ shall ซึ่งใช้ได้แต่กับ I และ we เท่านั้น
  • thou have join them รูปแบบของเพอร์เฟคเทนซ์ ต้องเป็น have/has + V3 ดังนั้นต้องเป็น thou have joined them ครับ
  • for all eternity สวยงามมากครับ
  • ปัญหาอีกอย่างก็คือ ประโยคมันแยกได้อ่ะครับ ไม่จำเป็นต้องรวมกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าแยกออก จะมีผลต่อความหมายเชิงอักษรศาสตร์หรือไม่ แต่ถ้าเป็นงานวิจัย หรือเอกสารทางวิชาการ ผมคงด่าคนเขียนอ่ะครับ (อย่าคิดมาก พวกวารสารที่เขียนโดยพวกที่อยู่อเมริกานี่โดนผมด่าบิดาบ่อย ชอบเขียนติดๆกันเป็นพืดๆ อ่านยากเย็น แต่ด่าที่บ้านนะ กลัวโดนเหยียบเหมือนกัน ๕๕๕)

อ้อแล้วอย่าเอาไปคิดมากนะ ผมแหย่ขำๆหน่ะ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 18:40, 22 กันยายน 2551 (ICT)

มาขอบคุณซ้ำค่ะ[แก้ไข]

ทั้งที่ออกตัวขอบคุณไว้ก่อนแล้วว่าจะได้ไม่ต้องมาตอบซ้ำอีก แต่พออ่านจบ ความรู้เข้าหัวเยอะมาก อดมาขอบคุณอีกรอบไม่ได้ เหอๆๆ

ขอบคุณมากๆๆๆๆค่ะ อ่านบรั่นดีเมพอย่างที่ว่าไว้กันจริงๆด้วย

ป.ล.พอดีตอนแรกเข้าใจผิด นึกว่า shalt ใช้กับ not เหอๆ (จำมาจาก thou shalt not kill)

ว่างๆจะมากวนใหม่นะคะ

ป.ล.ล.วีซ่า น่าจะทำแหละค่ะ ยังไม่แน่ใจเรื่องวันเวลาเท่าไหร่ -- กวีนิรนาม 18:59, 22 กันยายน 2551 (ICT)


ใครว่าผมเมพเหรอ? ไม่เห็นมีใครเขาพูดหนิ ๕๕๕ --ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 19:17, 22 กันยายน 2551 (ICT)


อ้าว ไม่มีหรอกเหรอคะ แล้วที่คุณปาก่อนพูดล่ะมันคือ 555+ -- กวีนิรนาม 19:46, 22 กันยายน 2551 (ICT)


w.c. กับ gal[แก้ไข]

ถามต่อค่ะ ไม่ทราบ W.C. หลุดออกไปจากภาษาอังกฤษหรือยังคะ?

แล้วก็ คำว่า gals ใช้เหมือน guys แต่ไว้พูดกับผู้หญิงใช่ไหมคะ แต่ไหงไม่ค่อยเห็นมีคนใช้แฮะ

ป.ล. ท่านบรั่นดีสำนวนแปลดีนะคะเนี่ย (เห็นอันใหม่ในหน้าผู้ใช้คุณบ๊อบ หุๆ)- 58.9.158.141 19:23, 23 กันยายน 2551 (ICT)

ตอบ[แก้ไข]

W.C. นี่ เคยเห็นอยู่บ้างครับ แล้วก็ยังอยู่ครับ ในพจนานุกรมของเคลมบริดจ์ยังไม่ได้ลงไว้ว่า เป็นศัพท์เก่าครับ

นอกจากนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องของความนิยมใช้ด้วยหน่ะครับ คิดว่านะครับ

ส่วน gal ใช่ครับ เป็นศัพท์แบบไม่สุภาพหมายถึงผู้หญิงครับ

อย่างไรก็ตาม คำว่า guy เวลาใช้ ต้องระวังนิดนึงครับ

guy หมายถึง ผู้ชายคนนึง แต่ guys อาจจะหมายถึงผู้ชายหลายคน หรือ คนกลุ่มหนึ่งโดยไม่สนใจว่าจะเพศไหน อาจจะคละเพศก็ได้ครับ

ส่วนการใช้นั้น แล้วแต่ความนิยมเช่นกันครับ ตัวอย่างเช่น คำเรียกเพื่อนสนิทในภาษาอังกฤษนั้น พวกไอ้กันจะชอบใช้คำว่า man กัย dude พวกออสซี่จะชอบคำว่า mate มากกว่า (คิดถึงภาษากลาง/ เหนือ/ อีสาน/ ใต้ สิครับ มันก็มีอะไรต่างๆกันออกไปเหมือนกัน)

นอกจากนี้ เสริมให้นิดนึงนะครับ

เวลาตอบรับคำขอบคุณ พวกไอ้กันที่มีความมั่นใจสูงจะตอบว่า "sure" ถ้าคุณตอบไอ้กันไปแบบนี้ พวกไอ้กันจะชอบคุณ แต่พวกออสซี่จะเกลียดคุณ

ถ้าคุณตอบว่า "No Worry" พวกออสซี่จะชอบคุณว่าคุณถ่อมตน แต่พวกไอ้กันจะหาว่าคุณไม่มีความมั่นใจ

สำหรับ "You're welcome" ใช้กับผู้ใหญ่ในสถานการที่สุดแสนจะพิธีการหน่ะไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าใช้ในสถานการทั่วไปกะพวกไอ้กัน มันจะหาว่าคุณบ้านนอก สเหร่อ ใช้กับพวกออสซี่ มันจะหาว่าคุณพยายามทำตัวเป็นชนชั้นสูง

กวนตีนดีไหมหล่ะครับ ไอ้พวกฝรั่งเนี่ย

สำหรับการแปลนั้น ขอน้อมรับคำชมเอาไว้นะครับผม แต่แนวคิดของผมก็คือ ตีความเป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วนึกว่าจะอธิบายเป็นภาษาไทยอย่างไร ซึ่งการได้อ่านงานเขียนของคนอื่นมาก่อนนี่ ช่วยพัฒนาสำนวนได้เยอะเลยครับผม

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) 22:35, 6 ตุลาคม 2551 (ICT)

การเขียนคำอ่านของชื่อ[แก้ไข]

มีอยู่สองชื่อน่ะค่ะที่ติดๆขัดๆเกี่ยวกับการเขียนเป็นภาษาไทย เลยมาขอคำแนะนำดู

  • Tania
    • ทาเนีย
    • ทานญ่า
    • ทันญ่า
  • Arya
    • อาเรีย
    • อาร์ย่า

แบบไหนถูก ช่วยดูหน่อยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ -- กวีนิรนาม 19:19, 25 ตุลาคม 2551 (ICT)

ตอบแบบไม่มั่นใจ[แก้ไข]

ขอบอกก่อนว่าผมไม่เก่งเรื่องการแกะคำอ่านอ่ะครับ หลักๆผมเรียนวิธีออกเสียงจากพจนานุกรมที่ออกเสียงได้อ่ะครับ อย่างไรก็ตาม ผมได้ถามเมทออสซี่ ซึ่งเขาบอกว่า

  • Tania = ทาเนีย
  • Arya = อาเรีย

อย่างไรก็ตาม ผมจะไปขอให้ผู้เชียวชาญที่วิกิดูให้นะครับ เพราะตัวเขาก็บอกว่า ไม่มั่นใจเท่าไรเหมือนกัน

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 20:03, 25 ตุลาคม 2551 (ICT)

ก็อย่างที่เฮียขี้เมาเปาบุ้นจิ้่นเหวินตอบนั่นแหละค่ะ

แต่ถ้า "arya" เป็นภาษาฮิืนดีจะทับศัพท์เป็นภาษาไทยได้่ว่า "อารย" หรือ "อารยะ" แล้วแต่บริบทค่ะ เช่น arayapradesa = อารยประเทศ, predesaraya = ประเทศารยะ แต่นี่ไม่เกี่ยวกะคำถามเลย 55+

--YURi - พูดคุย 20:14, 25 ตุลาคม 2551 (ICT)

ขอบใจจ้า น้องโมเอะ ผู้เชี่ยวชาญจากวิกิ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 20:25, 25 ตุลาคม 2551 (ICT)


TOEFL TOEIC IELTS[แก้ไข]

สงสัยเกี่ยวกับการสอบของ สามตัวนี้น่ะครับ เริ่มจาก TOEIC ข้อสอบ TOEIC นี่จะง่ายกว่าตัวอื่นรึปล่าวครับ (เพราะมีการสอบแค่ 2 อย่างเอง คือสอบอ่านกับสอบฟัง) แล้วก็การสอบ TOEIC เนี่ย ตามที่ผมได้ยินมา เป็นการสอบเพื่อใช้สมัครเข้าทำงานในบริษัทต่างชาติที่มีสำนักงานในประเทศไทย รึปล่าวครับ

แล้วก็ TOEFL กับ IELTS การศึกษาต่อในประเทศเครือจักรภพ ต้องใช้ไอเอลเท่านั้นใช้มั้ยครับ ส่วนประเทศอื่น(ที่เป็นส่วนมาก)จะใช้การสอบโทเฟล

สุดท้าย ในความคิดเห็นของคุณBrandy Frisky การสอบ3ตัวนี้ คิดว่าตัวไหนยากที่สุดอ่ะครับ


ป.ล.ช่วงนี้สนใจเรื่องการต่อเมืองนอกขึ้นมา เพราะที่ภาควิชามีทุนให้(ส่งไปเรียนแล้วกลับมาเป็นอาจารย์) ก็เลยอยากจะศึกษาเรื่องการสอบเหล่านี้เอาไว้น่ะครับ

ขอบคุณมากครับ Sanpet1412 18:25, 5 มกราคม 2552 (ICT)


ตอบ (เท่าที่ทราบนะครับ)[แก้ไข]

ก่อนอื่น ขอบอกก่อนว่า ส่วนตัวแล้ว เคยแต่สอบไอเอลครับ ไม่เคยสอบโทเฟล กับโทอิกมาก่อน ดังนั้นขอตอบเพียงเท่าที่ทราบมานะครับ

โทอิก โดยทั่วไปแล้ว คนหางานในบ้านเรามักจะไปสอบโทอิกกันเพื่อใช้ในการสมัครงานครับ และหลายๆบริษัทในบ้านเราก็เรียกร้องให้ผู้สมัครยื่นผลสอบโทอิกประกอบด้วย และที่สำคัญ ผมคิดว่าผลสอบโทอิกก็อาจจะใช้สมัครงานในประเทศอื่นที่มีการสอบโทอิก เช่นในญี่ปุ่น, เกาหลี, เวียดนาม ฯลฯ เช่นกันครับ

แต่อย่างไรก็ตาม คิดว่าง่ายกว่าครับ

โทเฟล เป็นระบบวัดผลสอบที่คิดขึ้นมาโดยทางฟากอเมริกา จุดประสงค์ก็เพื่อวัดความสามารถของผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ที่สนใจจะเรียนต่อในอเมริกาครับ

ส่วนไอเอลเองก็มีจุดประสงค์คล้ายๆกัน แต่มาจากทางฟากสหราชอาณาจักรครับ

เท่าที่ทราบ (จากคำบอกเล่าของพี่อีกคนนึงที่มีประสบการณ์ในการสอบโทเฟลมา) ผู้ที่จะเข้าสอบโทเฟลได้นั้น ต้องรู้ศัพท์เยอะ แกรมมาแน่นครับ ในขณะที่ผู้ที่สอบไอเอลจะมีความสามารถในการใช้งานภาษาอังกฤษได้ในสนามจริงได้สูงกว่า

หรือพูดง่ายๆได้ว่า คนที่ได้ผลสอบโทเฟล เมื่อเทียบกับอีกคนที่ได้คะแนนไอเอลในระดับที่เทียบเท่ากันแล้ว คนที่สอบโทเฟลมาจะเป็นเหมือนหนอนหนังสือที่รู้ศัพท์เยอะ แกรมมาดี แต่ใช้ออกได้ไม่คล่องเท่ากับคนที่สอบไอเอลมาครับ (แต่เรื่องศัพท์กับแกรมมา คนสอบไอเอลมาจะสู้ไม่ได้)

สำหรับการนำผลไปใช้นั้น แม้แต่ในออสเตรเลีย ก็สามารถใช้ผลโทเฟลเข้าเทียบได้นะครับ ส่วนไอเอลก็ได้ยินว่า บางมหาลัยในอเมริกาก็เริ่มยอมรับใช้กันแล้ว

แต่ให้ชัวร์นะครับ แนะนำว่า ตรวจให้ดีก่อนว่า ที่ๆเราอยากไปนั้น เขารับผลอันไหน แล้วก็มุ่งไปกับวิธีสอบอันนั้น เนื่องจากวิธีเตรียมตัวของโทเฟลกับไอเอลนั้น ต่างกันสุดกู่ครับ

ส่วนถามว่าอันไหนยากกว่ากันนั้น ผมคงตอบไม่ได้ครับเพราะไม่เคยสอบโทเฟล และบางคนก็ว่าโทเฟลง่ายกว่า แต่บางคนก็ว่ายากกว่า ผมเลยไม่รู้ว่าจะเชื่อใครครับผม

ความต่าง[แก้ไข]

"เนื่องจากวิธีเตรียมตัวของโทเฟลกับไอเอลนั้น ต่างกันสุดกู่ครับ"

ต่างกันสุดกู่เลยเหรอครับ???

แล้วก็คนที่ได้TOEFL สูงๆน่ะครับ เค้าจะเรียนได้เร็วกว่าคนที่ได้ IELTS สูงๆ รึปล่าวครับ เพราะรู้ศัพท์เยอะ น่าจะอ่าน TEXTBOOK ได้เร็วกว่า ฟังได้รู้เรื่องกว่า จะเป็นแบบนั้นรึปล่าวครับเนี่ย???

Sanpet1412 12:54, 7 มกราคม 2552 (ICT)

ตอบ แตกต่างไม่ตาย[แก้ไข]

ไม่จำเป็นเสมอไปนะครับ ผมคิดว่า เพราะอย่างน้อย ถ้าคุณเรียนต่างประเทศในสายของคุณ คุณก็น่าจะคุ้นเคยกับศัพท์แสงที่คุณเคยอ่านมาอยู่แล้วนะครับ

ผมยกตัวอย่างตัวเองละกันครับ ส่วนตัวผม ผมเริ่มหัดอ่าน Textbook ตั้งแต่ปีสอง ผมมาปีสี่ผมก็อ่านคล่องแล้ว แต่ศัพท์แสงในทางวิศวะฯมันไม่เยอะหรอกครับ

พอผมเข้ามาเรียน ป โท วิชาเรียนมันไปทางด้านการบริหารอุตสาหกรรมแล้ว ผมก็เจอศัพท์ในอีกรูปแบบนึง แต่ถามว่า ใช้เวลาปรับตัวไหม ก็ ใช่ครับ แต่อ่านๆไปเดี๋ยวก็คุ้นเคยเอง

แต่ถ้ามีศัพท์เยอะ มันก็แนวๆ "ปืนใหญ่เทอะทะ ยิงหลายนัดก็มีสิทธิ์ถูก" แหละครับ ดังนั้น อาจจะไปได้ไวกว่าในระยะสั้น แต่ระยะยาว ในสายวิชาเดียวกัน เดี๋ยวมันก็ไล่กันทันเองแหละครับ

การฟัง อันนี้เถียงหัวชนฝาเลยครับ เพราะว่า แต่ละพื้นที่ก็จะมีสำเนียงการพูดที่ต่างกันออกไป เช่น ในบ้นเราก็จะมีสำเนียงสุพรรณฯ สำเนียงจันทร์ สำเนียงระยอง อะไรทำนองนี้ ภาษาอังกฤษก้เหมือนกันครับ

ส่วนตัวคนไทยเรา เรามีโอกาศได้เจอกับสำเนียงอเมริกันอยู่ฝ่ายหนังฮอลีบูดบ่อย คนไทยเราเลยอาจจะฟังสำเนียงไอ้กันได้ ส่วนตัวผม ฟังได้ทั้งสำเนียงไอ้กัน ไอ้กิต และสำเนียงเอเชียตะวันออกทั้งหมด และอินเดีย

แต่สำเนียงออสซี่ ขอบอกครับว่า "แม่งฟังโคตรยาก" โดยเฉพาะตอนออสซี่เมานี่ เหอๆๆ "มึงพูดอะไรของมึงหน่ะ"

แต่โหดสุดที่ผมเคยเจอคือสำเนียงไอริชครับ นรกขนาดฝรั่งด้วยกันยังฟังลำยากอ่ะครับ

อย่างไรก็ตาม ในการสอบฟังนั้น เขาจะใช้สำเนียงมาตรฐานครับ สบายใจได้ แต่เวลาไปในพื้นที่จริงแล้ว ขอบอกว่า ใช้เวลาปรับหูครับ

นอกจากนี้ เชื่อไหมครับว่า ความคิดมันพอให้สิ่งที่ได้ยินเพี้ยนไปได้

ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนผมไปซื้อบัตรโทรศัพท์ครับ ยี่ห้อ Oasis แต่ไปกี่ทีๆ คนขายก็งง จนสุดท้าย ผมถึงได้รู้ว่า ฝรั่งคนขายมันได้ยินผมบอกว่า Overseas ซึ่ง สำหรับคนไทยเรา สองคำนี้มันออกจะต่างกันบรรลัย แต่ในที่สุดผมก็เข้าใจว่า ในการออกเสียงคำว่า Oasis นั้น เราต้องเน้นที่คำว่า เอ (พยางค์ทีีสอง) ครับ ซึ่ง ผมเอาไปลองใหม่ กะฝรั่งคนใหม่ คราวนี้ มันเลิกงงแล้วครับ

อีกอย่างนึงที่อยากจะบอกว่า มีคำหลายคำในภาษาอังกฤษที่ครูคนไทยสอนกันมาผิดๆตลอดเลยครับ ซึ่งวิธีการออกเสียงที่ผิด มีผลต่อการฟังด้วยนะครับ ขอบอก

วิธีแก้นะครับ ลองมองหาแผ่นโปรแกรมดิกที่ออกเสียงได้ เช่นของ Cambridge (มีขายแผ่นก็อป ให้เกลื่อนแหละครับ) หรือของ Collins (อันนี้เป็นสำเนียงไอ้กันอย่างเดียวครับ) แล้วมานั่งไล่ๆฟังเอาครับ แล้วถ้ามีโอกาศได้คุย ได้เรียนกะตัวจริง เดี๋ยวมันบอกเองแหละครับ

ไหนๆก็ว่าแล้ว ก็มาที่การพูดครับ ผมเห็นมาเยอะแล้วครับ คนเรียน/คนจบปริญญาเอกที่พูดอังกฤษได้ไม่คล่อง

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เก่งภาาาอังกฤษนะครับ พวกพี่แกเขียนได้อยู่แล้วครับ เพราะในการจบ มันต้องเขียนวิทยานิพนธ์ แต่ว่า ในการพูด พวกเขาพูดไม่ทันคนอื่นครับ ซึ่งมันเหมือนๆว่า พวกเขารู้ศัพท์เยอะ แต่ไม่รู้จะใช้อะไรดี แนวๆ "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด"หน่ะครับ

ลูกพี่ผมคนนึง ตอนนี้แกทำ ป เอกอยู่ครับ แกก็ยอมรับเลยว่า พูดไม่คล่อง ส่วนเมียแกนี่ เป็นพยาบาล มาแรกๆนี่ ภาษาไม่ดีหรอกครับ แต่เพราะทำงานพยาบาล โอกาศพบปะผู้คนเยอะกว่า เลยพูดคล่องครับ

คล่องจนเอามาเยอะเย้ยสามีเล่นได้เลยหล่ะ (สุดท้าย พี่เขาเลยต้องไปแอบเรียนภาษาอังกฤษใหม่ โดยไม่ยอกคนอื่นว่าทำ ป เอกอยู่ครับ)

ส่วนการเขียนนี่ มันไม่เหมือนการพูดครับ แต่ผมก็ไม่รู้จัอธิบายยังไงเหมือนกันครับ ก็ ไม่พูดละกัน

สุดท้ายนี้ ขอบอกว่า การที่จะได้มาในแต่ละทักษะนั้น ต้องฝึกๆๆๆ และหาประสบการณ์ครับ แค่เพียงรู้ศัพท์ คล่องแกรมมา มันไม่พอหรอกครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 20:35, 7 มกราคม 2552 (ICT)

ถาม(อีกที)ค่ะ[แก้ไข]

เผอิญรู้ตัวว่าสำนวนแปลของตัวเองมันไม่ได้เรื่อง...เลยมาขอคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญดีกว่า

คำว่า Divinity น่ะค่ะ แต่เผอิญมันเป็นชื่อบท ถ้าจะแปลว่า ความเป็นเทพ ไปเลย มันก็ดู...แปร่งๆ ยังไงไม่รู้

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

กวีนิรนาม 22:47, 21 กุมภาพันธ์ 2552 (ICT)


ตอบ ถาม(อีกที)ค่า[แก้ไข]

เอ่อ อันนี้นึกไม่ออกจริงจริงแฮะ เพราะว่าคำๆนี้มีสามความหมายครับคือ

  1. สภาวะเทพพระเจ้า
  2. เทพพระเจ้า
  3. การศึกษาเกี่ยวกับศาสนา

แต่จะว่าไปแล้ว ถ้านี่เป็นชื่อบทหล่ะก็ ผมคงตอบไม่ได้จนกว่าจะได้อ่านเองแหละครับ ดังนั้น ขอตอบว่า จนปัญญาครับ

และสุดท้ายขอบอกว่า ทางออกที่สิ้นคิดที่สุดก็คือ "การทับศัพท์" ครับ (สิ้นคิดจริงจริง ๕๕๕)

ขอโทษนะครับ ผมตอบไม่ได้จริงจริงข้อนี้

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 01:30, 23 กุมภาพันธ์ 2552 (ICT)

เพิ่ม[แก้ไข]

มาเพิ่มเติม เล็กน้อย....(จนปัญญาค่ะ คิดไม่ออกจริงๆ

คนเขียนจะตั้งใจเปรียบเทียบตัวละครตัวหนึ่งที่ค่อนข้างจิตวิทยาดี เล่นแง่เก่ง ทำให้หลอกใช้คนอื่นเป็นหุ่นเชิดได้ง่ายน่ะค่ะ ก็คือ เหมือนเทพมั้ง จะเล่นตลกกับจิตใจมนุษย์ยังไงก็ได้ ไม่ได้มารับรู้อะไรบนโลกด้วย

พอจะช่วยอะไรได้บ้างไหมอะคะ?

กวีนิรนาม 17:32, 23 กุมภาพันธ์ 2552 (ICT)

ตอบ:เพิ่ม[แก้ไข]

เหอๆๆ ก็นึกไม่ค่อยออกแฮะ ว่าแล้วผมก็เลยลองไปอ่านบทความของวิกิอังกฤษมา แต่ก็ยังงงอยู่ดี แต่ก็สะดุดตรงที่ว่าคำๆนี้มีความหมายเดียวกับคำว่า "เทวา" ในภาษาสันสกฤต

แต่จากเนื้อหานี้ คงจะเป็น "เซียนชั้นเทพ"มั้งครับ (จนปัญญาครับ เหอๆๆ)

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 22:03, 23 กุมภาพันธ์ 2552 (ICT)

คำเรียกตัวเอง[แก้ไข]

พอดีดูหนัง เผอิญว่ามีอันธพาลแถวนั้นไปจีบผู้หญิงผิวดำคนนึงเข้าแล้วผู้หญิงคนนั้นเลยตะคอกว่า you mess up with the wrong bitch! back off! เลยสงสัยว่าผู้หญิงมะกันบางคนเรียกตัวเองว่า bitch กันได้เลยเหรอคะเนี่ย เหรอว่าข้าพเจ้าฟังผิด

ป.ล.แก้บทความเองแบบนั้นไม่ว่ากันใช่ไหมคะ เพิ่งเคยตบเกรียนคน (กำลังคุเลย) --กวีนิรนาม 20:13, 2 มีนาคม 2552 (ICT)

ตอบ คำเรียกตัวเอง[แก้ไข]

bitch แปลว่า นังแพษยานี่ ทราบใช่ไหมครับ ซึ่ง คำว่า"นังแพษยา"นี่ หมายถึงผู้หญิงร่านสวาทก็ได้ หรือผู้หญิงที่ร้ายกาจก็ได้

ในความหมายนี้เขาไม่ได้บอกว่า "ชั้นร่านสวาท"หรอกครับ เขาหมายถึงว่า "ชั้นหน่ะ แสบนะเว้ย"

ซึ่งถ้าแปลประโยคทั้งประโยคนี้ เขาบอกว่า "มึงหน่ะมาหาเรื่องกะอีแสบผิดคนแล้วโว้ย" ครับ

ส่วนการตบเกรีัยนของคุณนี้ ทำได้เดีแล้วหล่ะครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 20:26, 2 มีนาคม 2552 (ICT)


แปล[แก้ไข]

ขอโทษทีค่ะที่ถามบ่อยเหลือเกิน อยากให้ช่วยตรวจทานไวยกรณ์ประโยคให้หน่อยน่ะค่ะ

To those who call yourself a regent of our kind ,return to the Maiden within your memories and please leave us in peace.

ขอบคุณค่ะ

--กวีนิรนาม 14:43, 10 มีนาคม 2552 (ICT)

เอ่อ แปลให้หน่อยก็ดีนะครับ จะได้รู้ว่าเข้าใจตรงกันไหมด้วยหน่ะครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 16:02, 10 มีนาคม 2552 (ICT)

คง ประมาณว่า 'แด่ท่านผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นผู้ปกครองแห่งเราเผ่าพันธุ์เรา กลับไปหาหญิงที่รักในความทรงจำของท่านเสีย และโปรดปล่อยพวกเราไว้อย่างสงบ'

คือ เข้าใจว่ามันคงแปลกๆอยู่ แต่ อยากให้มีคำว่า within อยู่ในนั้นด้วยน่ะค่ะ (เหตุผลส่วนตัว) ไม่ว่าจะเป็นตรงไหนก็เหอะ แหะๆ

ขอบคุณค่ะ

--กวีนิรนาม 18:36, 10 มีนาคม 2552 (ICT)

ดีนะครับเนี่ยที่ถามก่อน เพราะความหมายที่ผมได้มันไปคนละทางเลย

อย่างแรก Maiden มันแปลว่า หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน, สาวพรหมจรรย์ หรือ เครื่องตัดหัวของสกอต์แลนด์สมัยก่อนครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณเขียนว่า "the Maiden" ผมเลยยิ่งหัวปั่นเข้าไปใหญ่เลยเพราะ

  1. นำหน้าด้วย the ซึ่งหมายความว่า เมเดี้ยน นี้เป็นชื่อเฉพาะ
  2. ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ แปลว่า เป็นชื่อเรียกใครสักคน

ผมเลยเข้าใจว่า the Maiden นี้เป็นใครสักคน หรือท่านผู้นั้นของนิยายสักเรื่องครับ

จุดขัดแย้งที่สอง ก็มาจาก the Maident เมื่อสักครู่เช่นกัน ซึ่งไปขัดแย้งกับ a regent ครับ เพราะ the Maiden คนนี้ ถูกกล่าวถึงอย่างจำเพาะเจาะจง regent ก็สมควรจะถูกจำเพาะเจาะจงเช่นกัน เพราะว่า ไม่ใช่ว่า regent ทุกคนจะต้องหลงรัก the Maiden คนนี้ครับ

จุดขัดแย้งที่สาม a regent กับ those เพราะว่า those เป็นพหูพจน์ regent ก็สมควรจะเป็น regents ไป หรือไม่ ถ้าจะคง regent ที่เป็นเอกพจน์ไว้ ก็ควรแก้ those เป็น thou มากกว่า แล้วไม่ต้องใส่ article ใดๆเลย

return อันนี้ไม่ว่าจะใช้ those หรือ thou ก็ใช้ได้ครับ แต่ถ้าเป็น a regent/ the regent ต้องเติม s ครับ ส่วน leave เองก็เช่นกันครับ

ส่วน within your memories ผมไม่แน่ใจ แต่คิดว่า memory น่าจะดีกว่าครับ ส่วน adverb within ผมไม่แน่ใจ แต่น่าจะได้ แต่ถ้าเขียนเองผมจะใช้ว่า the Maiden, in your memory,

แนะนำ เรื่องของการใช้ , ครับ ใช้ให้ดีๆ ไม่งั้นคนอ่านงงครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 19:39, 10 มีนาคม 2552 (ICT)

Infernal[แก้ไข]

อยากทราบว่าตกลง Infernal แปลว่าอะไรเหรอคะ (ถามโง่ๆ) แต่พอดีครั้งสุดท้ายที่หนูเช๊ค...หนูใช้มันในความหมายของ นรก ไฟนรก ประมาณนั้นอะ แต่พอดีนึกค้นในดิคฯดูเล่นๆ มันดันแปลไว้ว่า เกี่ยวกับนรก(ทางวรรณคดี), เลวร้าย อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ เลยไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วคำนี้ใช้ยังไงแน่

--Weeping Willow 22:35, 28 เมษายน 2552 (ICT)

ตอบ[แก้ไข]

Infernal เป็น Adj ของ Inferno ครับ ส่วนเจ้า Inferno หมายถึง ไฟปริมาณมากที่ไม่สามารถควบคุมได้และสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง หรืออาจจะหมายถึงไฟนรก หรือ นรกด้วยครับ

พอมาเป้น infernal ก็หมายถึง อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับนรก เช่น infernal world ซึ่งอาจจะแปลได้ว่า นรกภูมิ หรืออาจจะแปลว่า สิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่มากๆ หรือน่ารำคาญ (ความหมายเก่า)

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลมือใหม่ หัวใจสยิวกิ้ว: ก๊งเหล้ากันได้ 07:50, 29 เมษายน 2552 (ICT)

Having A Blast[แก้ไข]

หมายถึงอะไร และใช้อย่างไรครับ ขอบคุณมากครับผม (จากเกมซิ้ม 3) -- Simp4WorkRelax.png ป๊อปอัพเจ้าเก่า (มีสาขาเดียว) | Simp4Talking2.png ละเลงหน้าคุยกับผู้ใช้ได้ที่นี่ 10:27, 22 พฤษภาคม 2552 (ICT)

ใช่ว่ากำลัง สนุกสุดเหวี่ยงใช่ไหม? (เข้ามาเสือกโดยพละการ) --Panzerfraust 11:57, 22 พฤษภาคม 2552 (ICT)

ตอบ[แก้ไข]

Blast นี่แปลว่า ระเบิดก็ได้ หรือแปลว่า้เป่าใครสักคนก็ได้ครับ หรือจะแปลว่าทำเสียงดังอึกกะทึกก็ได้ ซึ่ง having a blast นี่ถ้าแปลตรงตัวก็ เป่าแม่งเลย มาทำเสียงดังกันเถอะ ดังนั้นเลยกลายเป็นสแลงของอเมริกันแปลว่า การมีกิจกรรมที่สนุกสุดเหวี่ยง ซี่งโดยมากมักจะหมายถึงปาร์ตีครับ --ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 13:21, 22 พฤษภาคม 2552 (ICT)

MadTV[แก้ไข]

เห็นว่าพี่ชอบดู MadTV เลยเอาแก๊กนี้มาให้ดูอ่ะครับ (เลยอยากรบกวนถามด้วย)

อยากถามนิดนึงครับว่า (คงไม่นิดล่ะมั้งนี่)

  1. 0:33-0:47 ผมอยากทราบว่าโฆษกทั้งสองคนพูดว่าอะไร (เหมือนจะยกตัวอย่างคำว่า Badonkadonk นี่ล่ะครับ)
  2. โฆษกชายยกตัวอย่างคำว่า totos freal และ LOL ว่าอย่างไรครับ
  3. โฆษกหญิงยกตัวอย่างการใช้สามคำนี้ว่าอย่างไรครับ
  4. drama ในแก๊กนี้หมายถึงอะไรครับ (งงตรงประโยค That sandwich which too much drama. หรือผมฟังผิดก็ไม่ทราบครับ - -)
  5. literally ในแก๊กนี้หมายถึงอะไรครับ (และโฆษกทั้งคู่ยกตัวอย่างคำนี้ว่าอย่างไรครับ)
  6. 5:25 ยันจบ โฆษกชายคุยกับผู้กำกับในห้องส่งว่าอย่างไรครับ

คือพอจะจับทางแก๊กนี้ได้อ่ะครับ แต่อยากรู้รายละเอียดมากกว่า ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบครับ

ปล. คลิปนี้ผมยัดเข้า Favorites ไปแล้วครับ ดูกี่ทีก็ฮา -- Simp4WorkRelax.png ป๊อปอัพเจ้าเก่า (มีสาขาเดียว) | Simp4Talking2.png ละเลงหน้าคุยกับผู้ใช้ได้ที่นี่ 22:18, 23 กันยายน 2552 (ICT)

ตอบ MadTV โดยไอพีปริศนา[แก้ไข]

มาเสือกอีกครั้ง แต่โชคร้ายที่เจ้าคอมพิวเตอร์ที่โรงงานมัน ออกเสียงไม่ได้

freal ใช่คำว่า For real ใช่ไหม ส่วน LOL ก็นี่ไง 555+ หนะ (Lauging out loud/laugh out loud)

litterally ก็แปลว่า ความหมายตรงตามตัวอักษรครับ

ช่วงกลางๆ (น่าจะ)มีการพูดถึง ละครซีรีย์ House มันคือ ละครซีรีย์เกี่ยวกับ อีตาหมอโรคจิต(หมอธรรมดา แต่นิสัยเหมือนคนโรคจิต) ติดที่ว่าแกดูแลเคสแกได้เก่ง แต่ละตอนจะมีคนไข้ที่มีโรคต่างๆกันไป วิธีติดเชื้อ และวิธีรักษา ซึ่งทั้งหมดนั้นส่วนใหญ่แล้ว ในซีรีย์ จะแสดงให้เห็นว่า มันพิศดารพันลึกอย่างไร (ไม่ได้เป็นง่ายๆ และไม่ได้รักษาง่ายๆ จนต้องพลิกแพลงให้ได้ความคิดขึ้นมา) ล่าสุดจบซีซั่น5 นานแล้วครับ

E.R. คือตัวย่อ Emergeny Room ส่วนโลโก้ต่อจาก E.R. คือโลโก้ของช่อง CNBC หละมั้ง ที่เป็นช่องเกี่ยวกับข่าวเศรษฐกิจ

พิธีกรมีการแสดงท่า โมเอะ โมเอะ คิ้วท์ ด้วยเรอะ 555+ --114.128.185.56 08:21, 24 กันยายน 2552 (ICT)

ลืมล็อคอินครับ ไม่ใช่IP ปริศนาที่ไหนไกล --Panzerfraust 08:58, 28 กันยายน 2552 (ICT)

ตอบ MadTV โดยไอ้ขี้เมา[แก้ไข]

จริงจริงแล้ว มุกนี้เป็นการเล่นมุกด้วยสแลงหน่ะครับ ซึ่งผมแนะนำว่าให้เปิดหาใน Urban Dictionary ครับผม

1 Badonkadonk

หมายถึงก้นใหญ่ ๆ ของผู้หญิงครับ ซึ่งผู้ชายยกตัวอย่างบอกว่า ญาติชั้นไม่ต้องใช้รถก็ได้ เพราะ เธอสามารถใช้ตูดเธอเด้งกลับบ้านได้หล่ะ

2 totes freal และ LOL

ทั้งหมดนี่มาจากคำย่อครับว่า "totally" "for real" และ "laugh(ing) out loud" ตามลำดับ

ส่วนตัวอย่างเขาว่า freal, we though Denis was drinking vodka, because it was totes (ตรงนี้ฟังไม่ออก). During the funeral, I was about LOL. แปลว่า จริงนะ พวกเราคิดว่าเดนนีสดื่มวอดกามาเพราะหน้ามัน(อะไรสักอย่าง)จริงจริง ในระหว่างงานศพ ชั้นเกือบจะขำกลิ้งแล้ว

3 Bitch Slut Whore

จริงจริงสามคำนี้เป็นคำด่าผู้หญิงที่แรงมากครับ คำว่า Bitch ผู้หญิงเจอเข้าไปอาจจะพอทำใจ แต่เจอ slut เข้าไปก็แทบเจ้าเข้าแล้วครับ ยิ่งถ้าโดนคำว่า whore เข้าไปนี่ องค์แตกได้ครับ

ถ้าหาคำที่ใกล้เคียงในภาษาไทยก็จะได้ดังนี้ครับ นังแพศยา นังร่าน และ อีกระหรี่ ตามลำดับครับ

อย่างไรก็ตาม ในนี้ให้นิยามใหม่ว่า "term of Endearment between drunking girls" ซึ่งคำว่า endearment นี่น่าสนใจครับ ซึ่งคำนี้แยกองค์ประกอบได้สามส่วนครับคือ

  • en- เป็น prefix แปลว่า ทำให้มีมากยิ่งขึ้น
  • dear เป็น root แปลว่า (ทำให้เป็น)ที่รัก/ชอบ
  • -ment เป็น suffix เป็นคำที่ใช้ทำให้คำคุณศัพท์กลายเป็นคำนาม

รวมแล้วแปลว่า การทำให้กลายเป็นที่รัก ซึ่งจะตีความหมายของ "term of Endearment between drunking girls" ได้ว่า คำท่ใช้แสดงความรักความชอบระหว่างติ่งหูที่เมานั่นเอง

สำหรับตัวอย่างการใช้ เขาก็แค่พูดธรรมดาแต่ใส่คำเรียกผู้หญิงคนอื่นด้วยสามคำนี้เท่านั้นเอง (ในนี้ใช้แค่สองคำ)

4 Drama

ที่คุณฟังมาไม่ผิดหรอกครับ แต่ปัญหาคือ ผมไม่เข้าใจคำว่า "มันเดง" เลยตีความหมายไม่ถูกเลย

อย่างไรก็ตาม ใน"เออร์บาน ดิกชันนารี" อธิบายว่าโดยรวมว่า หมายถึงเรื่องโง่งี่เง่าที่ติ่งหูมักจะทำกัน ซึ่งคำอธิบายของเขาก็จะแปลได้ว่า "แซนวิชอันนั่นมันห่วยแตกเกินไป"

5 literally

ความหมายของมันจริงจริงก็คือการมีต้นตอหรือความหมายที่แท้จริงของคำหรือวลีครับ

แต่ในนี้เขาอธิบายว่า "Anything but literally" อันหมายความว่า "อะไรก็ได้ที่ไม่ตรงความหมายของมัน"

การใช้ เขา่ว่า "My head was literally spinning" และ "I literally birth with joy" ซึง แปล ๆ โดยตัดคำว่า literally ตัดทิ้งไปแหละครับ เพราะมันคือ "อะไรก็ได้ที่ไม่ตรงความหมายของมัน"

6 5:25 ยันจบ โฆษกชายคุยกับผู้กำกับในห้องส่งว่าอย่างไรครับ

ไม่มีอะไรมากครับ หยิบเอาสแลงเมื่อกี้มาเล่นนั่นแหละครับ โดยผู้ชายถามว่าเราต้องทำให้น่าสนใจใช่ไหม แล้วทีมงานตอบมาว่าใช่เลย จากนั้นผู้หญิงจึงบ่นว่ารีบ ๆ หน่อยชั้นต้องไปงานปาร์ตีของสาว ๆ ต่อ ชายจึงถามว่าไปด้วยได้ไหม ฝ่ายหญิงจึงตอบว่าไม่ได้เพราะมันเป็นงานของผุ้หญิง ชายเลยบอกไม่เป็นไร ชั้นไม่สนใจชั้นแค่แต่งตัวไปด้วยเท่านั้นแหละ ส่วนผู้หญิงจึงตอบว่า หล่อนหน่ะ butterface (หุ่นดีแต่ขี้เหร่) นะ

แล้วก็หัวเราะทั้งคู่ครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 21:35, 24 กันยายน 2552 (ICT)

ร่วมอภิปราย[แก้ไข]

2 totes freal และ LOL

ผมลองค้นใน comment youtube ดูแล้วครับ ปรากฏว่าโฆษกชายยกตัวอย่างว่า

Cita3.pngfreal, we thought Denise was drinking Vodka, but it was totes paint thinner. during the funeral, I just about LOLed.Cita4.png

แปลได้ประมาณนี้ล่ะครับ

Cita3.pngจริงๆ นะ เราแค่นึกว่าเดนิสกำลังดื่มว๊อดก้า แต่แท้ที่จริงแล้วขวดนั้นมันเป็นทินเนอร์ทั้งดุ้น ในระหว่างงานศพ แค่นี้ก็เกือบจะขำกลิ้งแล้วCita4.png

เออ เป็นผมที่พึ่ง get เมื่อกี้ก็ LOL เหมือนกัน

ปล.ประโยคนี้ผมก็ชอบครับ

Cita3.pngThe english language is so beautiful, why must we rape it?Cita4.png
                 — โฆษกหญิง

Cita3.pngbecause we are Americans Jean, that's why. That's what we do.Cita4.png
                 — โฆษกชาย

ออกแนวๆ เหมือนภาษาวิบัติในบ้านเราเลย แต่ท่าทางบ้านเราจะหนักกว่า

4 Drama

เอ่อ มันอาจจะเป็น Monday หรือเปล่าครับ

พอดีเขียนประโยคผิดอ่ะครับ ดูในคอมเม้นต์เขาเขียนว่า "That SANDWICH was too much drama." บางที Sandwich อาจมีนัยสำคัญอะไรบ้างอย่างนะครับ

-- Simp4WorkRelax.png ป๊อปอัพเจ้าเก่า (มีสาขาเดียว) | Simp4Talking2.png ละเลงหน้าคุยกับผู้ใช้ได้ที่นี่ 19:58, 27 กันยายน 2552 (ICT)

อันนี้ไม่ทราบจริงจริงครับ ส่วนมุก เดนนิสดื่มวอดกา พอเจอที่คุณว่า มันฮาจริงด้วยแฮะ ๕๕๕๕

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 20:28, 27 กันยายน 2552 (ICT)

Lyrics that don't make sense[แก้ไข]

สวัสดีอีกครั้งครับมิสเตอร์บรั่นดี คือผมเองช่วงนี้ติดใจเกมดนตรีอยู่เกมนึง ซึ่งเพลงที่ใช้เป็นทำนองก็สนุกดีอยู่หรอก แต่มันมีปัญหาเล็กน้อยตรงเนื้อร้องล่ะครับ

คือผมลองอ่านในพวกเว็บบอร์ดของต่างประเทศ เขาบอกว่าเนื้อเพลงมันไร้สาระ แถมยังบอกว่าเพลงมันตลกมากอีกตังหาก

ผมก็ลองแปลๆ เท่าที่สติปัญญาของผมจะเอืัออำนวยได้ ก็รู้สึกว่ามันมีสาระนะครับ (เหมือนกับเพลงรักในตลาดบ้านเราทั่วๆ ไป)

วานมิสเตอร์บรั่นดีฝากดูทีครับ ว่าเพลงมันไร้สาระตรงไหน ขอบคุณครับผม

Cita3.pngI should made up call'in you
you should make it all the through
how can i find myself in trouble life
is it just you and i
how could i met and find then
is that all is that all
just you and i
Do i can make it through and you
It shall make it all night long
I can feel that all night long tonight

Don't walk you away
I can find
Don't walk you away
I can smile
All in one right
all in one yeah!
start all again
Don't walk you away
I can find
Don't walk you away
I can smile
All in one right
all in one yeah!
Don't walk you away

set you in gonna love you
Do i can know then hold you
set you in gonna love you
taking other way
Don't walk you
awayCita4.png

                 — Fallen Angel (From DJMax Portable 2)

-- Simp4WorkRelax.png ป๊อปอัพเจ้าเก่า (มีสาขาเดียว) | Simp4Talking2.png ละเลงหน้าคุยกับผู้ใช้ได้ที่นี่ 17:38, 18 พฤษภาคม 2553 (ICT)


ตอบ[แก้ไข]

ไม่ทราบสิครับ แต่เนื้อหามันพื้น ๆ จืด ๆ มากเลยหล่ะ แบบว่าถ้าจะให้พูดก็คือ ไม่มีศิลปฺ์เอาเสียเลยหน่ะครับ

ส่วนไร้สาระรึเปล่า ผมว่าก็แล้วแต่คนมองนะ ตัวอย่างเช่นเพลง Hotel Califonia ของ อีเกิ้ลส์ ผมว่าเนื้อหาก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า คนเดินทางกลางทะเลทรายแล้วไปพักในโรงแรมแล้วถูกผีหลอกอ่ะครับ ซึ่งสำหรับผมแล้ว โคตรจะไร้สาระเลย แต่เพลงมันเพราะอ่ะ คนก็เลยฟังกัน

ดังนั้นอย่าคิดมากครับว่า ถึงแม้เนื้อหามันจะแย่อย่างไร แต่ถ้าเราชอบ มันก็พอแล้วหนิครับ

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 23:22, 30 พฤษภาคม 2553 (ICT)


Conversation[แก้ไข]

ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกรึเปล่านะครับ คืออยากจะปรึกษาเกี่ยวกับคอนเวอร์เซชั่นน่ะครับ คือผมเคยได้คะแนนวิชาอังกฤษเสริม (เพื่อการสื่อสาร) ในระดับท๊อป 5 ของสายชั้นมาก่อน แต่ว่าอยู่ดีๆในการสอบกลางภาคครั้งปัจจุบัน (ก.ค.53) กลับได้แค่ 11/20 ซึ่งน้อยมาก ผมลองมานึกๆดูก็เห็นว่าการเรียนอังกฤษเสริมของปีนี้ (ม.2) จะเน้นคอนเวอร์เซชั่น และการสอบเทสต์คอนเวอร์เซชั่น ผมก็มักจะคะแนนห่วยแตกมาตลอด ไม่ทราบว่าพี่ Brandy พอจะช่วยได้รึเปล่าน่ะครับ ขอบคุณมาล่วงหน้านะครับ --สมเสร็จป๋าตร๊อฟที่ 10 | คุยกันได้นะจ๊ะ นะจ๊ะ 19:06, 30 กรกฎาคม 2553 (ICT)

ตอบ[แก้ไข]

เมื่อก่อน เคยมีครูโรงเรียนพิเศษมาทำโชว์พาว บอกว่าพวกพี่เขาท่องดิกได้เป็นเล่ม ๆ และฝึกด้วยการอ่านดิกหน้านึงแล้วฉีกกินครับ ซึ่งผมเดาว่าชาติก่อนพวกพี่แกคงจะเป็นแพะ เลยชอบทานกระดาษ แต่อันนี้อันตรายเพราะหมึกพิมพ์นั้นเป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ครับ ดังนั้นถ้าอยากใช้ชีวิตยืนยาวก็ อย่าทำตามครับ

ทำสำคัญ เราจำศัพท์ในพจนานุกรมได้ไม่หมดทุกคำฉันได ฝรั่งมันก็จำศัพท์ในดิกชันนารีได้ไม่หมดทุกกคำ ฉันนั้นแหละครับ


อันนี้ ถ้าจะให้เทียบ ผมก็คงจะขอเทียบกับบรรดาผู้ที่จบปริญาเอกเมืองนอกส่วนใหญ่นะครับ

ก่อนอื่นเลย ต้องยอมรับเลยว่าคนพวกนี้นั้น ทักษะการอ่านและเขียนภาษาอังกฤษนั้น อยู่ในระดับที่ "สุดยอด" เลยทีเดียวครับ สามารถอ่านวารสารทางวิชาการได้เป็นเล่ม ๆ และเขียนงานออกมาได้เลิศเลอเลยทีเดียว (ไม่งั้นจบไม่ได้)

แต่ทว่า คนพวกนี้กลับมีปัญหาร่วมกันอยู่ข้อนึงครับ คือ มีศัพท์ท่วมหัว แต่ไม่รู้ว่าจะเอามาใช้เมื่อไร ยังไง

ในทางตรงกันข้าม ก็มีคนหลายคนที่ไปอยู่ต่างประเทศโดยที่อ่านก็ไม่ค่อยจะกระดิก เขียนก็ไม่ค่อยจะได้ "แต่" ฟังได้ พูดคล่องครับ

พวกนี้ ไวยากรณ์ไม่กระดิกหรอกครับ เอามานั่งสอบก็ตกชัวร์ (แต่อาจจะเลือกผ้าปูโต๊ะของป้าอุทุมพรได้นะ) แต่อาศัยว่า เจอบ่อย ๆ แล้วชิน เลยทำได้ ถึงแม้ว่าจะมีผิด ๆ ถูก ๆ บ้าง แต่ก้สื่อสารได้ครับ

ดังนั้น มาถึงตรงนี้ คุณคงพอจะเห็นข้อแตกต่างระหว่างพวกแรกที่ ศัพท์ปึ๊ก ไวยากรณ์ปั๊ก แต่ใช้ไม่ได้ กับพวกที่แทบจะไม่รู้อะไรเลย แต่กลับสื่อสารได้แล้วนะครับ


คราวนี้มาถามว่า ทำยังไงให้สื่อสารได้คล่อง ๆ ผมบอกได้คำเดียวครับว่าต้อง "ฝึก ๆ ๆ " เพราะวิชาภาษาเป้นวิชาที่ต้องอาศัยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครับ แต่แน่นอนว่า การมีพื้นฐานไวยากรณ์ที่ดี ย่อมช่วยให้พัมนาการไปได้เร็ว (แต่มากไปก็ปวดหัวครับ เก็บไว้ให้พวกนักอักษรศาสตร์เขาปวดหัวเล่นบ้างเถอะ)

สำหรับการฟังนั้น มีวิธีฝึกหลายวิธี แต่ก็คือให้ฟังบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงภาษาอังกฤษ ดูหนัง ฯลฯ ซึ่งอันนี้แล้วแต่จะชอบ แต่อีกประการนึงก็คือ เราเองก็ต้องพยายามฝึกออกเสียงให้ถูกต้องด้วยครับ เพราะการฝึกออกเสียงของเรานั้น จะทำให้หูของเราคุ้นเคย การฟังก็จะมีความแม่นยำสูงขึ้นครับ


สำหรับการพูดนั้น การพูดมั่วแบบนกแก้วนกขุนทองนั้น กลับให้ผลในทางตรงกันข้ามครับ แต่วิธีที่ดีที่สุดกลับเป็นการอ่านครับ อ่านนิยายหรืออะไรก็ได้ที่มันเป็นภาษาไม่เป้นทางการสักเท่าไร (การ์ตูนญี่ปุ่นที่แปลเป็นอังกฤษก็พอได้นะ) หรือการเอาเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมาอ่านเล่น ก็ช่วยได้เหมือนกัน เพราะนี่คือการทำ C&D ทางหนึ่งครับ

และแน่นอนว่า การฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ หรือแอดวานซ์หน่อยก็ แต่งกลอนภาษาอังกฤษนั้น ก็เป็นอีกทางเลลือกที่ดีมาก ๆ ครับ แต่ตรงนี้ต้องระวังนิดนึงนะครับว่า การแปลข้ามภาษา กับการเรียบเรียงประโยคให้เป็นภาษาอื่นนั้น ต่างกันมากครับ

การแปลข้ามภาษานั่น เป็นงานที่ "ยาก" โหดหินมาก เพราะเป็นการเลือกใช้คำที่ให้ความหมาย"ตรง"กับต้นฉบับแบบเป๊ะ ๆ ซึ่งต่างจากการเรียบเรียงซึ่งง่ายกว่าเยอะเลยครับ ดังนั้น ให้คุณพยายามเรียบเรียงมากกว่าการแปลตรงตัวครับ

การเรียบเรียงในความหมายของผมนั้น หมายถึงการนำความหมายของประโยคต้นฉบับมาประมวลไว้ในใจ แล้วคิดออกมาว่าจะ"เรียบเรียงอธิบาย"เป็นอีกภาษายังไงครับ


คราวนี้ จากการฝึกแยกทักษะ แต่พอมาเป้นการสนทนาจริงนั้น คือการใช้การฟังกับการพูดคู่กันครับ

ซึ่งถ้าเราฟังรู้เรื่องแล้ว เวลาตอบก้อยู่ที่การประมวลผลเพื่อเรียบเรียงคำพูดตอบแล้วครับ ซึ่งเท่าที่ได้ยินมา มี ๒ เทคนิกครับ

เทคนิกแรก เป็นเทคนิกที่ยาก เว้นแต่สมองคุณจะไวมาก ๆ ซึ่งอันนี้จะใช้วิธีการเรียบเรียงความหมายภาษาไทยให้ออกมาเป็นประดยคภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วครับ

ส่วนอันที่สอง อันนี้ก็เป็นวิธีที่ผมใช้ก็คือ คิดให้เป็นภาษาอังกฤษครับ ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยการฝึก ๆ ๆ จนทำได้ครับ


สุดท้ายนี้ ยังไงก็ขอให้พยายามฝึกฝนเข้าไว้นะครับ

สำหรับไวยากรณ์ที่คุณควรจะรู้ไว้เป็นพื้นฐานก็คือ "Part of Speech" ทั้ง ๘, Tense และ Active/Passive Voice ครับผม

--ไอ้ขี้เมา (หว่อบู้ต่ง-จงเหวิน) :ผู้ดูแลหน้าเก่า (และหน้าตาดี): ก๊งเหล้ากันได้ 01:57, 3 สิงหาคม 2553 (ICT)

จะพยายามนำไปใช้ให้มากที่สุดนะครับ ขอบคุณพี่ Brandy มากๆครับ --สมเสร็จป๋าตร๊อฟที่ 10 | คุยกันได้นะจ๊ะ นะจ๊ะ 14:55, 3 สิงหาคม 2553 (ICT)