พื้นฐานของความเป็นเทพ

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น

"พื้นฐานสู่ความเป็นเทพ" หรือ "Divine Commandments - The Path of Godhood" นั้นเป็นขั้นตอนการบรรลุความเป็นเทพสามารถทำให้เด็กหัวเกรียนธรรมดาๆคนหนึ่งสามารถพัฒนาให้กลายเป็นเกรียนเทพขั้นสุดยอดบรรลุความเทพทั้งปวงได้หมด ปัจจุบันถูกบันจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาของ จักรวรรดิประมูล ตีตราโดย สมเด็จนาถพงศ์ "หยง" หยงสตาร์

หนังสือพื้นฐานสู่ความเป็นเทพที่เขียนโดย พันโทวินัย มหาศาลประเสริฐ


พรีเซนเตอร์กิตติมศักดิ์

ความเป็นเกรียนเทพที่แท้จริงคืออะไร[แก้ไข]

เกรียนเทพที่แท้จริง เป็นมากกว่าเกรียนธรรมดาที่อยู่ตามเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดชั้นนำทั่วไป หากคุณเลือกเด็กหัวเกรียนมาซัก 100 คน ในบรรดาจำนวน 100 คนนั้น คุณจะพบคนที่เป็นเกรียนเทพจริงๆในจำนวนที่ไม่มากเท่าไร จากผลการวิจัยของ ดร.โทนี่เหมา เอ๋อกวยตุง นักวิชาการเส็งเคร็งคนหนึ่งกล่าวไว้ที่มหาลัยรามคำแหง ก่อนที่จะถูกไล่ออกว่า "หากคุณมองไปที่เด็กหัวเกรียนคนนึง คุณจะมองเห็นแววตาความเป็นเทพของเค้า แต่ว่าเค้าไม่รู้จักพลังที่ซ่อนไว้ในตัว ความสามารถที่เค้ามีจึงไม่สามารถถูกนำมาใช้ได้เต็มที่" ก่อนที่จะโดนยามลากตัวออกไป


รูปแบบวิถีชีวิต[แก้ไข]

รูปแบบวิถีชีวิต (STYLE) ด้านการเป็นเทพ คือ วิธีการปฏิบัติตนโดยใช้ความเทพภายในตัวหรือจิตใจของตัวเองให้เต็มศักยภาพที่มนุษย์ทุกคนเกิดมามีเหมือนกัน เกรียนเทพที่เทพแล้วจะต้องสามารถทำการถอดแบบอย่าง และเป็นแบบอย่างให้กับพวกหัวเกรียนธรรมดาคนอื่น ให้สามารถดึงศักยภาพที่ซ่อนไว้ในตัวให้ออกมาใช้ได้ในเวลาที่จำเป็นหรือเวลาคับขัน ทำการสอนด้วยการถ่ายทอดความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ และทำการสอนด้วยการกระทำตนเองให้เป็นแบบอย่าง

Bill Gates เจ้าพ่อไมโครซอฟเปิดเผยถึงเคล็ดลับความเทพ

วิหารศักดิ์สิทธิ์ของความเทพ[แก้ไข]

ศาสตราจารย์อามคิด ประมูลวิสิทธิ์ชัยกุลและด็อกเตอร์ชาโม ประมูลวิสิทธิ์ชัยกุล ร่วมกันสานต่องานวิจัยของด็อกเตอร์โทนี่เหมา เอ๋อกวยตุง โดยร่วมกันวิจัยโดยได้รับทุนจาก พณฯท่านจอมพล.ดร.หม่อมราชวงศ์รปภ.นาถพงศ์ อัมพรอร่ามเวทย์ ประธานาธิบดีของประเทศประมูลดอตคอม โดยได้วิเคราะห์ถึงลักษณะความเป็นเกรียนเทพ ออกมาเป็นในรูปของวิหารของความเทพ โดยจะแบ่งออกเป็น สามส่วนด้วยกัน นั้นคือ พื้นฐาน,เสา,หลังคา โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

วิหารศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นเทพ

พื้นฐาน[แก้ไข]

การที่จะเป็นเกรียนเทพนั้นใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็นกันได้หมด แต่ทุกคนสามารถฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพตัวเองได้ เพราะทุกคนนั้นมีพื้นฐานเหมือนกันหมดแล้วตามที่จะกล่าวดังต่อไปนี้

สตีฟ จ๊อป CEO แอปเปิ้ลยอมรับว่าที่เทพอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะหนังสือเล่มนี้ช่วยไว้

เกรียน[แก้ไข]

มนุษย์ทุกคนนั้นย่อมมีความเกรียนติดตัวในตั้งแต่เกิด ความเกรียนไม่ได้หมายถึงทรงผม เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "เกรียนที่ใจ ใช่ทรงผมไม่" ความเกรียนนั้นมีอยู่ทุกวัย ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น หนุ่ม ผู้ใหญ่ คนแก่ คนทุกคนจะสลัดความเกรียนออกไปจากตัวไม่พ้น ความเกรียนนี้ถือเป็นแผ่นปูนซึ่งเป็นฐานชั้นแรกของวิหารนี้ ความเกรียนนั้นถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์ได้จะเป็นพลังที่น่ากลัวมาก แต่ถ้าใช้ไม่เป็นจะสามารถทำให้คุณพบกับอันตรายได้ น่าเศร้าใจที่คนส่วนใหญ่มีพื้นฐานนี้แต่ไม่รู้จักใช่ให้เป็น


ศรัทธา[แก้ไข]

ศรัทธาหรือความเชื่อ ก่อนที่เราจะทำอะไรเราต้องมีความเชื่อมั่นก่อนว่าตัวเราทำได้ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก มีแต่คำว่า ทำได้ง่าย กับทำได้ยาก ซึ่งตรงนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าคำว่า "ยาก" แปลว่าทำไม่ได้ เป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างแรง คำว่ายากนั้นไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ แต่หมายความว่าทำได้แต่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ซึ่งถ้าทำตามขั้นตอนถูกต้อง ก็จะสามารถทำได้ และตรงนี้ก็จะขยายคำว่ายากอีกหน่อยคือ ยากแบ่งได้สองอย่าง 1.ยากแล้วมีประโยชน์ 2.ยากแล้วไม่มีประโยชน์แถมจะหาเรื่องใส่ตัวทำให้เกิดอันตรายได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเองว่าจะมีวิจารญาณในการเลือกแค่ไหน

หัวเกรียนธรรมดาที่ล้มเหลวในการพัฒนาตัวให้เป็นเทพ

หล่อ[แก้ไข]

"หล่อ" คำว่าหล่อในที่นี้คือ ทุกคนหล่อในแบบฉบับของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคิดว่าจะต้องหน้าตาดีเหมือนกับดารา ประธานกรรมการบริษัทผลิตถุงยางยี่ห้อ P&M ที่ชื่อว่า เอ็นเคแอลหมีเขียว ประมูลวิสิทธิ์ชัยกุลเคยกล่าวไว้ว่า "เพราะความหล่อที่แท้จริงนั้นแดกไม่ได้ หล่อมากแต่ทำตัวเหี้ย ก็ไม่มีใครเอามึงเหมือนกัน คนที่มึงจะได้ก็มีแต่พวกกระหรี่กากๆคอยเกาะแดกหวังควงมึงออกงานเอาหน้าเท่านั้นแหละ" ดังนั้นจงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และต้องไม่คิดว่าตัวเองด้อยค่า


องค์ประกอบความเทพ[แก้ไข]

การสร้างบ้านเรือนต้องมีเสาหลักไว้ค้ำยันบ้านไม่ให้พังถล่มลงมา เช่นเดียวกับการสร้างความเทพจำเป็นต้องมีเสาหลักเหมือนกัน หลังจากเราได้พื้นฐานที่แข็งแกร่งมาถึง 3 ชั้น ก็ได้เวลาที่เราจะมาวางเสาหลักของวิหารกัน ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์นี้ประกอบไปด้วย เสาที่แข็งแกร่ง 5 เสาด้วยกัน เสาทั้ง 5 นี้ ก็เหมือนกับเป็น Skill ให้เราได้ใช้เพื่อที่จะผ่านด่านต่อไปของความเป็นเกรียนเทพ


เทพ[แก้ไข]

เสาต้นแรกที่จะกล่าวถึงก็คือความเทพ ความเทพนั้น ไม่ได้มีกันติดตัวมาตั้งแต่เกิดเหมือนกับความเกรียน แต่ความเทพนี้เราสามารถสร้างขึ้นมาได้เองจากการมีพื้นฐาน ของปูนขั้นที่ 2 นั้นก็คือต้องมีความเชื่อหรือศรัทธาแล้ว ขั้นตอนนี้จะไม่ยาก ความเทพคืออะไร ความเทพเปรียบได้กับความสามารถ เช่น การเก่งเลข เก่งภาษา เก่งด้านดนตรี เก่งด้านเครื่องกล หรือแม้แต่การด่าพ่อล่อแม่ Skill ต่างๆเหล่านี้ เชื่อว่าหลายๆคนเห็นแล้วอาจจะร้อง ยี้ แต่เชื่อเถอะ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถามตัวเองก่อนที่จะคิดไม่ได้ว่าทำไม่ได้ แล้วได้ลองทำหรือยัง ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องใช้เหตุผลคิดว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะไม่ได้เรียนมา หรือ เรียนแล้วแต่ไม่รู้เรื่อง ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ ขอให้มองที่ต้นเหตุของปัญหา เช่น ทำไมถึงทำเลขไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะไม่เข้าใจ วิธีแก้ก็ง่ายๆ ตั้งใจเรียน ฟังตามที่คุณครูสอน ถ้าไม่เข้าใจให้ถาม ถ้าถามแล้วยังไม่เข้าใจ อินเทอร์เน็ตสมัยนี้มีทุกอย่างที่อยากได้ตัวเราสามารถหาสิ่งที่ต้องการมาพัฒนาทักษะของตัวเอง บางคนมีไฟที่อยากจะพัฒนาความเทพแล้ว แต่เลือกผิดวิธี ตัวอย่าง มาถึงเริ่มทำแบบฝึกหัด ซื้อแบบฝึกหัดมาทำเป็นสิบเล่ม แต่ทำไม่ได้ซักข้อ แล้วก็ยอมแพ้ ขอบอกไว้ก่อนว่า แบบฝึกหัดนั้นมีไว้สำหรับคนที่เข้าใจบทเรียนแล้วถึงจะมาทำ และสิ่งสำคัญบิทมีอย่าใช้โหลดแต่หนังโป๊ หรือ เกมอย่างเดียว หัดโหลดตำรา หรือแบบฝึกหัดมาทำบ้าง

เสี่ยวหยินปี้ เกรียนที่กำลังฝึกความเป็นเทพ

เบสิกดี[แก้ไข]

เสาต้นที่สองนั้นจะสืบเนื่องมาจากเสาแรก นั้นคือ เมื่อเริ่มพัฒนาทักษะได้แล้ว สิ่งสำคัญก็คือเบสิกต้องแน่น ยกตัวอย่าง เหมือนกับบางคนบอกกูเตะบอลอย่างเทพ สับขาหลอกอย่างโรนัลโด้ กระชากหลุดทุกด่านเหมือนเมสซี่ ลูกกลางอากาศโคตรเทพเหมือนโคลเซ่ ยิงคมกริบเหมือนรุดฟาน แต่พื้นฐานเบสิกคือการเดาะบอล เดาะได้ไม่เกิน 3 ที ก็หน้าแห้ง ต่อให้มึงเทพเหมือนอย่างที่ว่าแต่แค่เดาะบอลได้ไม่เกิน 3 ที มึงก็ทำไม่ได้แบบนี้ก็ไม่มีใครเอามึงหรอก


ตาตี่[แก้ไข]

เสาต้นที่สาม ตาตี่ นั้นถามว่าจำเป็นไม๊ ก็ต้องบอกว่าไม่จำเป็น แต่อยากจะมีไว้ เพราะคนเขียนตาตี่อ่ะสาดดดด เหมือนกับมีก็ดี ไม่มีก็ไม่เสียหาย


ไม่เกเร[แก้ไข]

เสาต้นที่สี่ ถือว่าสำคัญพอตัว เพราะคนที่จะดูมีบารมีเทพๆได้จะต้องไม่หาเรื่องใครก่อน เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า "ทำตนให้คนเกรง ดีกว่าเป็นนักเลงให้คนกลัว"


ขอเป็นคนเท่ห์ๆ[แก้ไข]

เสาต้นสุดท้ายขององค์ประกอบความเป็นเทพนั้นก็คือ ทำตัวให้เท่เข้าไว้ คิดอะไรไม่ออกขอเท่ไว้ก่อน ระหว่างหล่อกับเท่ ความเท่จะแดกขาดความหล่อกระจาย แต่การจะเท่ห์นั้น ต้องเท่ห์ให้ถูกเรื่อง ให้ถูกจังหวะ ไม่ใช่เสร่อสวนกระแสแบบควายๆ หรือทำตัวผ่าเหล่าผ่ากอ แบบนี้ไม่เรียกว่าเท่ห์ บ้านกูเรียกว่าเสร่อแดก

บรรลุขั้นเทพ[แก้ไข]

หลังจากที่ทำการวางรากฐานด้วยการปูพื้นความเทพ และทำการลงเสาเพื่อให้วิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นแข็งแรงแล้ว ขั้นต่อไปก็คือส่วนบนสุดของวิหารนั้นก็คือหลังคานั้นก็คือการบรรลุความเทพนั้นเองจะประกอบด้วยสิ่งหลักๆต่อไปนี้


ในสายตาของเธอก็พอ[แก้ไข]

หลังจากที่เราวางรากเสาของวิหารมาแล้ว เราจะต้องนำไปใช้กับคนที่เราต้องการให้เห็นถึงศักยภาพความเป็นเทพของเรา กำหนดเป้าหมายที่เราต้องการที่จะโชว์ความเทพซะ แล้วทำการล็อกเป้า และใช้วิจารณญาณพร้อมกับทักษะองค์ประกอบต่างๆที่เราได้ฝึกฝนมาอย่างชำนาญแสดงให้เป้าหมายเห็น บางคนอาจจะทำสำเร็จทำลายเป้าหมายได้ หรือ พิชิตอีกฝ่ายได้ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จจากสิ่งที่ได้ทำการรวบรวมมา แต่ถ้าหากทำไม่สำเร็จหรือพิชิตเป้าหมายไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวลไป เป้าหมายไม่ได้มีแค่คนเดียว ยังมีเป้าหมายอีกเยอะแยะที่จะให้เราทำการเล็งและยิง ยิงมันไปเรื่อยๆซักวันต้องเข้าเป้ามั้งล่ะ จำไว้ว่า เสาต้นที่ห้า กับ แผ่นหินนี้จะสัมพันธ์กัน นั้นก็คือ ขอเป็นคนเท่ห์ๆ ในสายตาของเธอก็พอ หมายถึงว่า ไม่ต้องไปกังวลผลลัพธ์ที่ตามมา เพราะอย่างน้อยเราก็แสดงให้เป้ายหมายเห็นถึงความเทพที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่ต้องการก็ปล่อยไป ใช่ว่าพลาดเป้าหมายไปครั้งเดียวแล้ว โลกจะแตกที่ไหนล่ะ

ทำความฝันให้เป็นจริง[แก้ไข]

หลังจากที่เราได้ทำการปูรากฐานและวางเสาหลักรวมถึงแผ่นปูนชั้นสุดท้ายก่อนหลังคาไปแล้ว เราก็จะมาพูดถึงส่วนของหลังคาซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายกันนั้นก็คือ "ทำความฝันให้เป็นจริง" ขอให้กำหนดความฝันที่ต้องการจะทำ และขอให้ความฝันนั้นอยู่ในกรอบของคำที่เรียกว่าเป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าฝันอยากจะเป็นพระเจ้า อะไรแบบนี้มึงเป็นไม่ได้ไอ้สัด เพราะโจ๊กโซคูลไม่ได้กำหนดให้มึงเป็นพระเจ้า เมื่อกำหนดความฝันหรือความต้องการไว้แล้ว ขอให้เดินหน้าต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต ยกตัวอย่าง มึงอยู่ในอุโมงค์มิดๆแสงไฟริบหรี่เต็มที ก็ขอให้มึงจงเดินต่อไป ไม่ว่าจะเดินมานานแค่ไหนแล้วก็ยังไม่ถึงปลายอุโมงค์ซะที แต่ขอให้เดินต่อไป มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ ไม่ว่าจะเดินยังไงมันก็ต้องถึงแน่นอนถ้ามีความพยายามซะอย่าง ขอเพียงแต่อย่าถอดใจ และมหาเทพผู้ลึกลับท่านนึงเคยกล่าวไว้ว่า ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว ให้มึงมีความเร็วอย่างเดียวแต่ไม่มีทิศทาง ถ้ามึงไปผิดทางก็ไม่มีวันถึงจุดหมาย ดังนั้นเราจะต้องรู้ทิศทางก่อน แล้วมากำหนดแผนการเดินทาง เมื่อเรารู้ทิศทางที่แน่นชัดแล้ว ต่อให้เราไม่มีความเร็ว เราจะไปช้าแค่ไหน ยังไงมันก็ต้องถึงแน่นอน แต่การกำหนดทิศทางต้องทำให้ถูกต้องด้วย ไม่งั้นมึงอาจจะไปถึง แต่มันก็จะได้แค่เฉียวๆไม่เข้าเป้า

ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นพื้นฐานของความเป็นเกรียนเทพที่ทุกคนพึงนะมีไว้