ไร้วิทยาลัย:มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากไร้สาระนุกรมเสรี - แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง
(เปลี่ยนทางมาจาก มช.)
ไร้วิทยาลัย

ยินดีต้อนรับสู่ไร้วิทยาลัยภาษาไทย
แหล่งรวมเรื่องขำขันไร้สาระเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาที่ทุกคนร่วมเขียนได้
วันนี้ตรงกับวันเสาร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:23 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (ช้ากว่าไทย 7 ชั่วโมง)
เว็บย่อ: http://th.uncyclopedia.info/wiki/Un-niversity

Wikisplode.gif
สำหรับผู้ที่ ไร้อารมณ์ขันสิ้นดี เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่วิกิพีเดียมีบทความ
ที่โคตรมีสาระที่ ที่นี่!
ภาพฉากหลังในหน้าต่างล็อกอิน ของเครื่องคอมพิวเตอร์ใน มช. ในอดีต (2549-2550)
ภาพฉากหลังในหน้าต่างล็อกอิน ในปัจจุบัน (2553)

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคอยู่เชิงดอยสุเทพ ที่หน้ามอมีแต่ร้านขายเสื้อผ้า หลังมอมีแต่รถเข็นขายของกิน ข้างมอมีถนนคันคลอง

เรื่องทั่วไป[แก้ไข]

  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีชื่อย่อว่า มช.
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีชื่อเล่นที่เป็นที่รู้กันของนักศึกษาว่า มอเฌองดอย
  • มีสัญลักษณ์เป็นรูปช้างชูคบเพลิง (แต่โดยส่วนใหญ่ จะเข้าใจว่าเป็น "ช้างชูคอนเนตโต" )
  • ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือ ดอกทองกวาว
  • สีประจำ มช. คือ สีม่วง
  • มช. มีทั้งหมด 20 คณะและ 1 วิทยาลัย
  • มช.มีพื้นที่ประมาณ 8,502 ไร่เศษ แบ่งเป็น 3 ฝั่งใหญ่ๆคือ ฝั่งสวนดอกเป็นที่ตั้งของคณะสายการแพทย์ทั้ง 6 ฝั่งสวนสักเป็นที่ตั้งของคณะส่วนใหญ่และหอพักปี 1 ฝั่งแม่เหียะ เป็นที่ตั้งของคณะสัตวแพทยศาสตร์และอุตสาหกรรมเกษตร
  • พื้นที่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวม 8,502 ไร่ พื้นที่บางส่วนเป็นที่ดินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง ซึ่งมีการซื้อหรือเวนคืนในช่วงการจัดตั้งมหาวิทยาลัย บางส่วนหน่วยงานราชการอื่น โดยเฉพาะกรมป่าไม้ อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ และมีบางส่วนได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา พื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ตามบริเวณต่างๆ ดังนี้
    • บริเวณเชิงดอยและสวนดอก 1,812 ไร่
    • บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ 1,293 ไร่
    • บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน 550 ไร่
    • บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงดอยป่าเกี๊ยะ 30 ไร่
    • บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงหนองหอย 50 ไร่
    • บริเวณค่ายสำรวจคณะวิศวกรรมศาสตร์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 17 ไร่
    • พื้นที่บริจาคให้แก่คณะแพทยศาสตร์ 12 ไร่
    • พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม่ธิ-แม่ตีบ-แม่สาร ตำบลศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน 4,726 ไร่
    • ที่ราชพัสดุ ต.แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 12 ไร่
  • มช.ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ บรรยากาศเยี่ยม ธรรมชาติสวยงาม เหมาะแก่การเรียนการสอน แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ตึกผุดขึ้นมากมาย
  • เด็ก มช. เกิน 50% เป็นคนเหนือ แต่ไม่ค่อยอู้เมืองหรือภาษาท้องถิ่น จะพูดภาษากลางกับคนเมืองด้วยกัน แต่ดัน ไปพูดภาษาท้องถิ่น กับ คนภาคกลาง อิสาน ใต้ ซะงั้น
  • และถึงแม้จะพูดภาษากลางกัน แต่ถ้าฟังดีๆแล้ว ก็ยังมีความเป็นท้องถิ่นอยู่นะ
  • คณะนิติศาสตร์ตอนนี้มีตึกแล้ว อยู่ใกล้อ่างแก้ว รูปทรงตัวตึกคล้ายศาลฎีกา
  • ศาลาธรรมเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวลูกช้าง มช.
  • อีกทั้งศาลาธรรมยังเป็นที่ถ่ายรูปของทั้งหลายทั้งมวล ทั้ง นศ.ชั้นปีสุดท้าย และบัณฑิต ฯลฯ
  • แต่ในเวลากลางคืนที่นั่น บรรยากาศ ชวนขนหัวลุก
  • (อยู่นอกมอไปนิด) อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเป็นสถานที่ที่คนไปสักการะตลอดเวลา (ตี 4 ยังมีไปเรื่อยๆ นะเอ้า แล้วไม่ขาดสายด้วย)
  • สถานที่พระราชทานปริญญาบัตร แต่เดิมคือ ศาลาอ่างแก้ว ปัจจุบันย้ายไปที่หอประชุม มช.
  • ถนนใน ม.จะเป็นเนินๆ เยอะมาก
  • ถนนใน มช. ไม่เท่ากันสักสาย เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่เชิงเขา
  • ถนนบางเส้น ทำใหม่ แต่ไม่เปิดให้ใช้?
  • เด็ก มช. สามารถเรียกมหาลัยตัวเองได้เต็มปากว่า มหาลัยมีระดับ เพราะถนนในมช.เล่นระดับพอสมควร
  • ถนนหนทางจากคณะบริหารไปคณะวิจิตร ควรเรียกว่า ปอยเปตเมืองไทย หรือไม่ก็ถนนไปดาวอังคาร ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ ถึงแม้จะมีตึกใหม่ผุดขึ้นมาก็ตาม
  • ตึก อาคาร ใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับวันผุดขึ้นมาเหมือนกับดอกเห็ด ทั้งที่ก็ไม่มีให้จะสร้างอยู่แล้ว ก็ยังเบียดเบียนธรรมชาติและบ้านพักในมหาวิทยาลัยอยู่ แตกต่างจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเขตอื่นๆ เช่น แม่เหียะ ลำพูน ฯลฯ ซึ่งที่กว้างพอจะสร้างตึกได้มากมาย แต่สภาพ โล่งๆ ร้างๆ เสมือนสุสาน
  • ที่บริเวณไหนที่สามารถจอดรถได้ มช ก็ไล่ที่ สร้างตึกขึ้นมาแทน หรือไม่ ก็นำแท่งซีเมนต์สูงมาวาง เพื่อรถจะได้ไม่จอด
  • ส่วนที่จอดรถได้ ก็เป็นบุคลากร ต้องมีการ์ดด้วย นะ ถึงจะจอดได้
  • ที่จอดรถบริเวณระหว่างคณะเศรษฐศาสตร์และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ ฯ มีปัญหากันเป็นประจำ จนตอนนี้ ก็ มีเห็นอยู่เรื่อยไป(ซึ่งตอนนี้วิทยาลัยสื่อก็ไม่ง้อ ได้สร้างที่จอดรถเป็นของตัวเอง เพื่อพบว่าสุดท้ายก็ไม่พออยู่ดี)
  • การจอดรถใน มช ต้องอาศัยความไวของสายตา และ การขับรถ ชนิดที่ว่า ใครดีใครได้ ไม่สนน้ำใจหรอก
  • ที่ "ม.เชียงใหม่" จะเรียกรถโดยสารจะเรียกว่า "ขส.มช." และเมื่อก่อนเรียกรถราง(ที่ไม่ได้วิ่งบนราง) ตอนนี้เป็น "รถไฟฟ้า" สีขาวม่วง (เคยเปลี่ยนเป็นสีส้มตอนกีฬามหาวิทยาลัย เพราะ Orange เป็นสปอนเซอร์) ซึ่งนักศึกษานิยมเรียก "รถม่วง"
  • มช. มีรถไฟฟ้าที่เรียกว่า "ขส.มช." ย่อมาจาก ขนส่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • รถไฟฟ้า มช. เขาเอากริ่งออก เพราะต้องการให้นักศึกษามีมรรยาทดี กล่าวคำขอบคุณคุณลุงคนขับทุกครั้งเวลาลงจากรถ แต่เท่าที่นั่งไป ไม่ค่อยมีนะ ขอบคง ขอบคุณ อะไรนั่น!
  • ในช่วงงานรับพระราชทานปริญญาบัตร รถไฟฟ้า จะเยอะมากเป็นพิเศษ แต่หลังจากช่วงดังกล่าว มันก็หายไปเหมือนเดิม
  • อ่างแก้ว มีชื่อมาจากน้ำห้วยแก้วที่ไหลลงมาจากดอยสุเทพ เป็นอ่างเก็บน้ำ บรรยากาศสายงาม ที่อยู่ใน ม. เคยมีหนังหลายเรื่องมาถ่ายเป็นโลเคชั่น(แต่หลายเรื่อง มหาวิทยาลัย ไม่อนุญาต เลยต้องไปถ่ายที่ อ่างเกษตร(อยู่ภายนอก ม.) แทนแล้้วอ้างว่าเป็นอ่างแก้ว)
  • ในอดีต เคยมีรถไฟฟ้า แต่ต่อมาก็ไม่มีอีก เนื่องจากปัจจัยเรื่องเงิน และความยากลำบากในการประจุแบตเตอรี่ แต่ในปี 2550 นี้ มันได้กลับมาอีกครั้ง และบางคนอาจเคยเห็นชายคนหนึ่งกำลังขี่จักรยาน แล้วมาเจอรถไฟฟ้ากำลังแล่นมาพอดี จึงเข้าเกาะรถไฟฟ้า เพราะ อยู่หอนอกแล้ว แต่มัน... ไม่มีรถยนต์หรือ จยย. ต้องถีบรถจักรยานด้วยความจำใจ
  • คณะแพทยศาสตร์เป็นคณะที่มีอายุมากกว่า "ม.เชียงใหม่"(ก็ตอนแรกเป็นโรงเรียนแพทย์ ที่ตั้งมาก่อน "ม.เชียงใหม่" นี่นา)
  • คณะแพทย์ จะนับรุ่น ตาม พ.ศ.ที่เข้ามาศึกษาพอดี เช่น เข้าปีหนึ่ง ปีการศึกษา 48 ก็รุ่น 48
  • ตึกใน "ม.เชียงใหม่" ไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างสูงเกินกว่า 100 เมตร ตามกฎเทศบัญญัติที่ไม่ต้องการให้สร้างอาคารสูงบดบังดอยสุเทพ (จริงๆ ก็บังคับทั้งเมืองนั่นแหละ) แต่เท่าที่เห็น ตึกสูงเต็มบ้านเต็มเมือง โดยเฉพาะ ย่านแออัด ซอยวัดอุโมงค์ ฯลฯ
  • การดับไฟป่าบนดอยสุเทพ มักจะใช้น้ำที่ขนโดยเฮลิคอปเตอร์จากอ่างแก้ว
  • หลังสี่ทุ่ม ห้ามอยู่ที่ อ่างแก้ว ไม่เช่นนั้น อาจโดนพี่ยามไล่ หลังจาก เที่ยงคืนไปลแ้ว พี่ยาม ก็ ชิ่งหาย ตามเดิม
  • ประตูเกษตร ปิด 1 ทุ่มทุกวัน (บางวันปิดเร็วกว่าก็มี)หลังจากปิดประตูตามเวลาแล้ว คนมักจะใช้เป็นที่จอดรถทุกวัน
  • คณะเกษตรศาสตร์ มีร้านดอยคำ และมีกาดโก้งโค้งที่ขายเฉพาะวันพฤหัสฯ-ศุกร์ แรกของเดือน
  • บัตรนักศึกษามช. เป็นบัตร ATM ได้ด้วย (ธนาคารไทยพาณิชย์) แต่ถ้าไม่อยากใช้ก็ไม่ต้องเอาเงินไปเข้าบัญชีก็ได้ บัตรนั้นจะกลายเป็นแค่ บัตรประจำตัวธรรมดาๆ เวลาเรียนจบแล้ว เอาบัตรไปคืนที่ กองกิจฯ ได้เงิน 200 บาท
  • โค้งสปิริต กับโค้งขุนกัณฑ์ (โค้งสุดท้ายก่อนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ) เป็นชื่อของโค้งเดียวกัน (บางคนก็เรียกว่า โค้งSTUPID)
  • ช่วงไคลแมกซ์ในงานกีฬามหาลัย มีคนดูเยอะกว่าตอนแข่งกีฬาหลายเท่า (ช่วงไคลแมกซ์ เป็นช่วงโชว์หลีด โชว์สแตนด์ ร้องเพลงประจำคณะ ฯลฯ ซึ่งเริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน)
  • เสียงระฆังของหอนาฬิกา ใช้ลำโพงกระจายเสียง ซึ่งหอนาฬิกาจะตั้งเวลาช้าไป 5-10 นาที มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นาฬิกาเสียไม่มีใครมาซ่อมนานเกือบ 1 เดือน(คิดว่าถ่านคงหมด)
  • เมื่อก่อน รั้ว มช. ไม่ได้มีสีม่วง พึ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่ปีมานี่แหละ (ฉลอง 40 ปีเอาเสียหน่อย)
  • น.ศ. ขี่มอ'ไซมาเรียนเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะใส่กระโปรงก็ตาม แถมไม่รู้เป็นอะไร ต้องเคยล้ม เคยชน ต้องมีเรื่องเพราะมอ'ไซ จนต้องหามส่งโรง'บาลสวนดอก ก่อนหน้านี้ เคยออกคำสั่งห้ามใช้มอเตอไซในมหาลัย ใครเอามาใช้เจอโซ่ล่าม แล้วให้ใช้จักรยานแทน แต่เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศ แบบเล่นระดับ (ใครจะไปขี่ได้)ก็เลยมีรถไฟฟ้าขึ้นมา และ มีจักรยานหอเพื่อให้เช่า
  • จักรยานหอในบางหอ ซื้อมา เสียชำรุด ไม่ซ่อม ไม่ปรับปรุง ไม่ให้ยืม ไม่ให้ใช้ จะซื้อมาทำไม?
  • สรุป น.ศ.มช. ขี่มอ'ไซ ได้เรื้อน/ประมาท/ด๋อย ไม่แพ้ใครในเชียงใหม่ (หรืออาจจะยิ่งกว่าคนเวียตนามอีก) ถ้าเป็นคนลำพูนโอ๊ย....รู้กัน แต่ ปัจจุบัน อย่าว่าแต่ นศ เลย อาจารย์ บุคลากร อ้ายแก้ว อ้ายคำ ตาสี ตาสา ฯลฯ ก็ขับรถได้เรื้อนเหมือนกันแหละ และไม่ใช่แค่ใน มช ที่อื่นก็เป็น
  • แยกไฟแดงในม. ประหลาดที่สุด นอกจากไฟแดง ไฟเหลือง (ที่ค้างถึง3วินาทีกว่าจะไฟแดง)และยังมีไฟเขียวที่กระพริบ ถึง 4-5 ครั้งด้วยกัน เอาเป็นว่า เอื้อประโยชน์สุดๆ กับพวกที่ชอบฝ่าไฟแดง แต่ปัจจุบันซ่อมเป็นปกติดีแล้ว แต่ล่าสุดมันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
  • มช. มีวิทยาลัยเปิดใหม่เมื่อปี 2549 เป็นปีแรกชื่อว่า "วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (College of arts, media and technology) (CAMT)" เมื่อมีคนถามเด็กในคณะนี้ว่าเรียนคณะไหน จะตอบหรือแนะนำสั้นๆว่า "วิลัยสื่อ" หรือไม่ก็ "แค๊มท์"
  • และ วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี เป็นวิทยาลัยซึ่งฐานะเทียบเท่ากับคณะ ก็เป็นคณะที่ค่าเทอมแพงที่สุดในมหาวิทยาลัย(ปัจจุบันคณะวิศวะหลักสูตรอินเตอร์แพงสุดทำให้ตกอันดับไปแล้วขอแก้นะครับ) และ เป็นวิทยาลัยแรก ในกำกับ มหาวิทยาลัย
  • วิทยาลัยศิลปะ สื่อ เทคโนโลยี ก็ เป็นแหล่งรวมบรรดา นศ.ลูกคุณหนูไฮโซ เส้นใหญ่ ทั้งนิสัยดีและแย่
  • และ เชียร์ลีดส์ หญิง ของคณะนี้จะเน้นที่หน้าตา เป็นหลัก ไม่เน้นความสูง
  • ตึกของวิลัยสื่อฯ มีแค่ 1 ตึก คือข้างๆหอ 2 ชายแต่จริงๆแล้ว อยู่ที่ ศูนย์ลำพูน อีก 5-7 ตึก แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศและสวัสดิการที่นู่นยังไม่พร้อมเท่าที่ควรจะเป็น จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะไปสักเท่าไหร่นัก ทั้ง นศ. และอาจารย์
  • คณะที่เพิ่งเปิดใหม่ใน มช.ได้แก่ คณะสถาปัตย์(แยกมาจากวิจิตรศิลป์),คณะรัฐศาสตร์ (แยกออกมาจากสังคมศาสตร์), คณะนิติศาสตร์ (แยกออกมาจากสังคมศาสตร์),คณะการสื่อสารมวลชน(แยกออกมาจากมนุษย์ฯ)
  • ประตูข้างหน้ามอ เปิด 24 ช.ม. ประตูไผ่ล้อม(เปิด7โมงเช้าปิด9โมงเช้าและเปิดอีกที4โมงเย็นปิด1ทุ่ม) ประตูศึกษา(ไม่เปิดแต่เดินผ่านได้) ประตูวิศวะ ถูกปิดตาย(เมื่อก่อนเดินผ่านได้แต่ตอนนี้ถึงขั้นเอารั้วลวดหนามมาพัน) ส่วนประตูเกษตร(เปิด7โมงเช้าปิด1ทุ่ม) และประตู ปตท.(เปิด7โมงเช้าปิด3ทุ่ม) เปิดปิดเป็นเวลา ประตูข้างสวนสัตว์ เปิดเฉพาะช่วงงานรับปริญญาเท่านั้น
  • ร้าน 7-11 ตรงปั๊ม ปตท ป้ายบอกว่าเปิด 24 ชั่วโมง แต่ ปิด 3 ทุ่ม ปิดตามปั๊ม ปตท
  • ประตูหน้ามอมีโซ่ไปคล้องไว้ ให้คนเดินเข้าออกยากๆ เข้าออกได้ทีละคน ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังอยู่ป่าว? - เดี๋ยวนี้ประตูล่ามโซ่แน่ขึ้นจนออกไม่ได้แล้ว แต่รั้วข้างๆ มีรู้โหว่พอให้ลอดออกไปได้อยู่ - -"
  • ที่ มช. มีประเพณีรับน้องรถไฟ รับน้องปีหนึ่งจาก กทม. และต่างจังหวัด มาเชียงใหม่ นั่งชั้น3 รับน้อง ร้องเพลงตลอดสาย พอถึงเชียงใหม่ตอนเช้าพี่ก็จะพาไปไหว้พระที่หน้า ม.
  • ปี 2549 รับน้องรถไฟโดนงดเพราะดินถล่ม รางขาด
  • คณะวิศวะและวิทยา เป็นคณะที่มีนักศึกษาเป็น hyperventilation มากที่สุดตอนรับน้องขึ้นดอย
  • นศ ที่มีอาการ hyperventilation จริงๆ แล้ว น้อยมาก เท่าที่เห็นจะเป็น hyperventilation เทียม ซะมากกว่า หรือ เรียกง่ายๆว่า แสร้งแกล้งทำ!
  • การรับน้องรถไฟถือเป็นประเพณีรับน้องที่สำคัญของชาว มช. จะมีการบูมรอบขบวนรถไฟซึ่งดังกึกก้องไปทั่วหัวลำโพง
  • เด็กกรุงเทพที่ติดคณะแพทย์จะได้รับการรับน้องทั้งหมดเกือบ10รับน้อง เช่น รับน้องกรุงเทพ รับน้องรถไฟ รับน้องคณะ รับน้องขันโตก รับน้อง.....บลา บลาๆๆๆ
  • เด็กกรุงเทพและใกล้เคียงถ้าไม่ได้มารับน้องรถไฟจะเสียดายไปตลอดชีวิตเพราะความรู้สึกตอนปี1 กับปี2ไม่เหมือนกัน
  • ช่วงสอบ นศ. จะชอบออกมาอ่านหนังสือโต้รุ่งตามใต้ตึกต่างๆ
  • ปัจจุบันใน มช. มี 7-11 4 แห่ง คือ สาขาประตู ปตท. และ สาขาคลินิกไผ่ล้อม และสาขาคณะพยาบาล(แต่ป้ายข้างบนมันเขียนว่าร้านค้าสวัสดิการ 24 ชม ต้องดูสนามหญ้าด้านหน้าจะมีรูป7-11อยู่ และใต้ตึกคณะเทคนิคการแพทย์)
  • ขณะนี้ชมรมเทควันโด้กลางของมหาลัยได้ถูกคณะรัฐศาสตร์ยึดไว้แล้ว อย่างไรก็ตามสภาพในชมรมก็เงียบเหงาสิ้นดี ผิดกับก่อนหน้านี้ที่จะมีเด็กๆจากหลายคณะมาร่วมฝึกด้วยกันซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดีมาก คาดว่าสภาพหลังจากนี้คงจะกลับสู่สภาพเดิมหลังจากที่รุ่นพี่บ้างคนได้จบไปแล้ว
  • ชมรมถ่ายภาพ จะมีรายได้หลักจากการขายภาพกิจกรรมต่างๆ เช่น sport day หรือ รับน้องขึ้นดอย
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีโครงการรับน้องปลอดเหล้า แต่ทว่าประธานสภานักศึกษาคนปัจจุบัน 2550 ได้ตอบสนองนโยบายนี้โดยการ จับรุ่นน้องปีหนึ่งกรอกเหล้าซะงั้น
  • เพลง มช. รำลึก เป็นเพลงที่บริษัท GMM-Grammy แต่งให้ มช.เนื่องในโอกาส มช. อายุครบ 40 ปี
  • ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 28 จบจากคณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ สิงห์ขาวรุ่นที่ 21
  • นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เคยเป็นนายกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ภริยาอดีตนายก(พลเอกสุรยุทธ์ จฬานนท์)จบจากมนุษยศาสตร์ มช.
  • ผู้ว่าฯกทม. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นศิษย์เก่า มช.คณะเกษตร
  • นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย (ตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำกระทรวงมหาดไทย) ศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ มช. (สิงห์ขาวรุ่น 7 )
ปัจจุบันสิงห์ขาวมีอธิบดีมากเป็นอันดับสอง เช่น อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมโยธาธิการ เป็นต้นและมีผู้ว่าราชการมากเป็นอันดับสาม รองจากสิงห์แดงธรรมศาสตร์และสิงห์ดำจุฬาฯ
  • โหน่ง-วสันต์ อุตมโยธิน เป็นศิษย์เก่า มช.
  • นุ่น-ศิรพันธ์ (นุ่น เพื่อนสนิท)จบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์
  • คณะรัฐศาสตร์ เป็นคณะที่มีชื่อเต็มที่ยาวที่สุด คือ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ (Faculty of Political Science and Public Administration)
  • คณะรัฐศาสตร์มีสัญลักษณ์คือ "สิงห์ขาว" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยเป็นเครื่องหมายของนักปกครอง และ มหาลัยอื่นๆ ที่มีการเรียนสาขารัฐศาสตร์ ก็ใช้สิงห์สีต่างกันออกไป
  • คณะรัฐศาสตร์ ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพทางด้านการเมืองการปกครอง อาทิเช่น สุเทพ เทือกสุบรรณ, นิกร จำนง,สุรอรรถ ทองนิรมล มานิต วัฒนเสน เป็นต้น
  • คณะรัฐศาสตร์ แยกออกมาจากคณะสังคมศาสตร์เมื่อปี 2549 เป็นคณะลำดับที่ 19 และเป็นคณะรัฐศาสตร์ที่ติดอันดับ 3 ของประเทศ รองจากธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์
  • การที่จะได้เป็น "สิงห์ขาว" นั้นต้องผ่านการยอมรับจากรุ่นพี่ทุกชั้นปี โดยต้องผ่านแบบทดสอบที่เน้นความ "สามัคคี" เป็นหนึ่งเดียว
  • คณาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการสอนมากมาย เช่น รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ,อ.ดร.จันทนา สุทธิจารี ฯลฯ

ผลคะแนนแอดมิชชั่น ปี 2552 ปรากฎว่า คะแนนสูงสุดของสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ฯ มากกว่าคะแนนสูงสุดของภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

  • คณะการสื่อสารมวลชน เป็นคณะลำดับที่ 18 แยกออกมาจากคณะมนุษยศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่เด็กจากต่างจังหวัดมาเรียนมากและคะแนนสูงมาก
  • คณะการสื่อสารมวลชน เรียกสั้นๆว่า "Mass Comm" ซึ่งย่อมาจาก Mass Communication
  • คณะการสื่อสารมวลชน ได้ร่วมกับวายุฟิล์ม โปรดักชั่นผลิตหนังสั้นเรื่อง "เฟรชเฉิ่ม" และ "เฟรชเฉิ่ม2" ได้ออกฉายและส่งเข้าประกวดหนังสั้นจนได้รับรางวัลชนะเลิศมา โดยนักแสดงในภาค 2 ชื่อ เป้ จบจากดาราวิทยาลัยและนางเอกชื่อจินสาวสวยคณะนิติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนพระเอก ชื่อ ตี้ จบ บดินทร์เดชา
  • หนังสั้นเรื่องเฟรชเฉิ่มทั้ง 2 ภาค ซึ่งกำกับโดยณิชภูมิ ชัยอนันต์ กลายเป็นจุดขายของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และติด 1 ใน 5 ของหนังสั้นที่มีชื่อเสียง

และสามารถถ่ายทำในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้อย่างเป็นทางการ ต่างจากหนังใหญ่เรื่องเพื่อนสนิทที่อธิการบดีห้ามถ่ายในมหาวิทยาลัยแม้แต่ฉากเดียว

  • สิ่งที่คนใน มช สับสนบ่อยมากเกี่ยวกับชื่อเล่นของ ณิชภูมิ ชัยอนันต์ คือชื่อของ "ณิชชี่" กับ "ริชชี่" จริงๆ แล้ว "ณิชชี่" คือชื่อของคนธรรมดาๆที่กำกับเฟรชเฉิ่ม แต่ "ริชชี่" คือชื่อของคนที่มีพลังจิต แต่คนที่ไม่เคยเห็นหน้ามักเข้าใจสับสนกันเพราะทั้งสองอยู่คณะเดียวกันและจบจากโรงเรียนมงฟอร์ตมาเหมือนกัน
  • สาขาวิชาการหนังสือพิมพ์ คณะการสื่อสารมวลชน มีหนังสือพิมพ์เป็นของตนเองชื่อ "อ่างแก้ว"
  • รับน้องขึ้นดอย 2550 วิศวะ ครองแชมป์ขึ้นอันดับ1 ที่ 2 เกษตร ที่ 3 รัฐศาสตร์ แก้ไขและเพิ่มเติมจ้า ครองรางวัลอันดับสุดท้าย วิจิตรศิลป์ เพราะ เดินไป ร้องเพลงไปจ้า
  • คณะนิติศาสตร์ แยกออกมาจากคณะสังคมศาสตร์ เป็นคณะลำดับที่ 20
  • คณะนิติศาสตร์มีสำนักงานอยู่ที่ตึกคณะสังคมศาสตร์ มีคลินิกกฎหมายให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆด้วย
  • สันทนาการรับน้องที่สนุกที่สุดเห็นจะเป็น คณะการสื่อสารมวลชน
  • คณะสถาปัตย์ให้น้องๆ ปี 1 ทักรุ่นพี่เมื่อเจอตามที่ต่างๆด้วยการยืนล้อมรอบและร้องเพลง โดย ท่าและเพลงที่ใช้ทักทายจะเปลี่ยนไปตามชั้นปีของรุ่นพี่ และเปลี่ยนไปทุกๆปี จ้า
  • และน้องๆ ก็แก้เผ็ดรุ่นพี่โดยการยืนล้อมทักทายอย่างยาวนานก่อนที่รุ่นพี่จะเข้าห้องสอบ!!!
  • คณะสถาปัตย์จะมีหมวกเครื่องประดับหรือของตกแต่งให้ทุกคนถือไปเรียนด้วย ซึ่งจะเปลี่ยนทุกปีเหมือนกัน แล้วแต่ theme ที่จำได้เคยมี เป็นลูกเสือ ทหาร นินจา นักเรียนอนุบาลและอื่นๆ
  • คณะแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ผูกไทด์(เพราะบางครั้งต้องลงแล๊ป จะไม่ค่อยสะดวก)>>>>>ปี53ไม่มีแล็ปก็ไม่ใส่
  • คณะเภสัชศาสตร์ มีไทด์สีเขียวมะกอก ภูมิศาสตร์ ไทด์สีน้ำตาล รัฐศาสตร์ ไทด์สีกรมท่า เศรษฐศาสตร์ ไทด์ดำ
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาที่ดีเป็นอันดับ 3 ของประเทศในด้านการเรียนการสอนจากการจัดอันดับของ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ ปี 2549(อันดับ 3 นี่ไม่นับธรรมศาสตร์ที่ถอนตัวออกไปก่อน และก็ยังเป็นที่3 ของประเทศ ในการจัดอันดับของต่างประเทศอยู่ดี)
  • มช เป็นมหาลัยที่อากาศดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย แต่ปัจจุบันนี้ทำท่าว่าจะแย่ลง เพราะต้นไม้หายไปเยอะ กลายเป็นตึกเรียนแทน หมู่เฮาจะเอาตึกสูง!
  • ใครอยากรู้จักเด็กๆปีหนึ่งน่ารักๆ ไม่ต้องไปถามชื่อไปขอเบอร์เลย เพราะเค้ามีป้ายห้อยคอทุกคน ยกเว้นเด็กแพทย์ ไม่มีป้ายชื่อ
  • สามารถดูเกรดโดยการส่ง sms ได้ แต่ถ้า ชัวร์ๆ ดูในเว็บสำนักทะเบียน ดีสุด
  • ปีการศึกษา 2551 เป็นปีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ติดอันดับมหาลัยยอดฮิตกับยอดสมัครแอดมิชชั่นเป็นอันดับ3 รองจาก ม.เกษตรและจุฬาฯ
  • คณะรัฐศาสตร์ เปิดสาขาวิชาเพิ่ม นั่นคือ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ
  • คณะบริหารธุรกิจ มีผู้สมัครแอดฯมากที่สุดของ มช. ในปี2551
  • จากสถิติของ สกอ. 2551 นศ.คณะแพทย์ มช. อยู่ครบ ไม่ลาออก ไม่โดนรีฯ
  • มช. มีสถาบันภาษาเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีสถาบันวิจัยด้านวิทย์ สังคม และอื่นๆอีกมากมาย
  • คณะที่คนกรุงเทพฯมาเรียนมากที่สุดคือ คณะแพทยศาสตร์ เทียบจากอัตราส่วนนักศึกษา รองลงมาคือ ทันตะ และ เภสัช
  • คะแนนแอดมิชชั่นคณะทันตแพทย์ มช.ต่ำกว่า มธ. แต่การจัดอันดับคุณภาพ มช.อยู่อันดับสูงกว่า
  • คณะการสื่อสารมวลชน มีสถานีวิทยุเป็นของตนเอง (คลื่น 100.00 MHZ) และยังมีหนังสือพิมพ์อ่างแก้ว
  • แต่ละปี แต่ละคณะจะมีการแสดงที่ถือเป็นการแสดงที่โดเด่นของแต่ละคณะ เช่น คณะการสื่อสารมวลชนมีละครเวที "ขยับปีก" วิจิตรศิลป์มีการแสดงดนตรีลูกทุ่ง "ลูกทุ่งวิจิตรฯ" วิทยาฯมีงานแสดงผลงาน "งานวิทย์ฯ" บริหารมีงานวัด "พัดหวน" สถาปัตย์มีละครเวที "ละคร'ถาปัตย์" วิศวะมีงานแสดงดนตรี "น็อต" เป็นต้น
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับหรือนอกระบบนั่นเอง (แต่ค่าเทอมก็เพิ่มขึ้นไม่มาก แล้วมันจะประท้วงกันทำไมฟะตอนแรก) แต่เหตุผลจริงๆแล้ว การผลักดันมาหวิทยาลัยออกนอกระบบ เอื้อประโยชน์กับใครหลายๆคน
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคนมีคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ แต่จะปฏิบัติหรือไม่นั้น อีกเรื่อง!
  • บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกคนจะสวมครุยสีดำแต่แถบตรงคอและไหล่สีจะไม่เหมือนกันในแต่ละคณะ
  • คณะการสื่อสารมวลชนจะจัดละครเวที ที่เรียกว่า "ขยับปีก" ทุก ๆ เทอม 2 ของปีการศึกษา เป็นละครเวทีแนววาไรตี้ที่เสนอหลายเรื่อง ใน Theme เดียวกัน
  • Theme ขยับปีกแต่ละปีจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เช่น ปี 49 ขยับปีกคาเฟ่, ปี 50 ขยับปีก Colorful
  • ละครเวที "ขยับปีก" เริ่มต้นโดยแมสคอมรุ่น '30 โดยครั้งนั้นชื่อสร้อยของ ขยับปีก คือ ขยับปีก โป๋วโว่ววว ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้โป๋วโว่วววมันคืออะไรหมายความว่าไง มันเกิดจากการสุมหัวคิดไอเดียและชื่อของละครเวทีที่ชาวแมสคอม ณ ขณะนั้น อยากจัดขึ้น คิดมากๆ คิดไม่ออก เพื่อนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาเล่นๆ ว่า โป๋วโว่ววว ทุกคนในที่ประชุมบอกว่า เออ กรูซื้อ เอาชื่อนี้เลย..
  • ขยับปีกปีแรกได้รับการตอบรับด้วยดี ขายบัตรในราคา 30 บาท การแสดงเป็นวาไรตี้แนวใหม่ที่ครอบคลุมทั้งวงดนตรีลูกทุ่งสื่อสารพร้อมหางเครื่อง ลำตัด อีแซว งิ้ว รำวง และละครล้อเลียนเรื่องน้ำพุ ซึ่งตัวเอกของเรื่องกินน้ำชาซึ่งใช้แทนเหล้าในระหว่างการแสดงหลายรอบจน "อิ๊" ไม่ออกไปหลายวัน
  • คณะการสื่อสารมวลชนจะไม่ประชันเชียร์ เวลาไคลแม็กซ์สปอตเดย์ แต่จะมีโชว์การแสดง (ที่ประชาสัมพันธ์ขยับปีกไปในตัว) ที่ถ้าพลาดแล้วจะเสียดาย
  • รู้มั้ยว่า เลยคณะเศรษฐศาสตร์และข้างๆตึกวิทยาลัยศิลปะสื่อและเทคโนโลยี เข้าไปเป็นที่ตั้งตึกคณะการสื่อสารมวลชน ที่กำลังจะก่อสร้างใหม่ (มีโครงการมาหลายปีแล้ว ได้ข่าวว่าตึกจะเป็นรูปนกพิราบด้วย)
  • คุณอุ๊ ช่อผกา พิธีกรโทรทัศน์ เป็นศิษย์เก่า Mass Comm มช.
  • ตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ต้องแสกนนิ้วมือเข้าหอสมุด ต่อมาเปลี่ยนเป็นทาบ หรือรูดบัตร นศ. (ประหนึ่งเข้าสำนักงาน FBI)
  • ITSC คืออินเตอร์เน็ตคาเฟ่ของมหาลัย เปิดให้ใช้ถึงเที่ยงคืน แอร์เย็นสบาย มีเครื่องสแกนเนอร์บริการฟรี
  • ลานข้าวโพด คือ ลานหน้าตึก HB6 เพราะข้างหน้าตึกมีอนุสาวรีย์ข้าวโพดสีทองตั้งอยู่
  • อุโมงค์ของเด็ก Mass Comm คือโถงทางเดินใต้ตึก HB6 (ใช้เป็นที่ประชุม สุมหัวทำงาน นัดเจอ)
  • ปีนี้เป็นปีแรกที่คณะวิทย์ จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ (Science Festival) ให้ปี 1 เป็นคนดำเนินงานหมด (เพราะปีนี้งานสัปดาห์วันวิทย์ที่แม่โจ้นั่นเอง)
  • อ.เอก AccBa เล่นเว็บบอร์ดกับนักศึกษา
  • เวปเก่าแก่ ที่รวบรวมรุ่นพี่ที่แก่ๆเอาไว้ได้มากที่สุด คือเวป www.cmupark.com ไม่เชื่อลองเข้าไปอ่านดู ต่อมามีเวปน้องใหม่ www.dekmor.com มาตีตลาดน้องใหม่ เลยทิ้ง ซีมูป๊าค ไว้ให้คนแก่ดูแลเวป
  • เมื่อก่อนเว็บ Dekmor เป็นที่นักศึกษาเข้ามากที่สุด แต่ปัจจุบันร้างอย่างกับป่าช้า ไม่ค่อยมีคนใช้
  • เด็กผู้ชายปีหนึ่งคณะวิจิตรทุกคน ต้องเริ่มเลี้ยงผมยาวใหม่เท่ากันหมด เพราะเข้ามาปีหนึ่งถูกจับตัดเกรียนหมดทุกคน
  • คณะวิจิตร มช.ไม่ค่อยมีใครใส่ชุด นศ.ไปเรียน
  • ตอนรับน้องคณะวิศิตรจิ๋น (วิจิตรศิลป์)วันแรก ผู้ชายต้องตัดรองทรง ผู้หญิงต้องย้อมผมดำรวบตึงใส่เจลและต้องติดกิ๊บดำไม่ต่ำกว่า10ตัว
  • ทุกคนจะมีชื่อ คณะ ชื่อคณะได้มาจากการ Present ตัวหน้าคณะที่ต้องฮาที่สุดแล้วรุ่นพี่ถึงจะให้ชื่อ บางคนต้องออกมาทำถึง20รอบเลยทีเดียว
  • ปี1คณะวิจิตรศิลป์ จะพกสมุดจดสีแดง และ เสื้อกันฝนสีแดงทุกคน
  • ในแต่ละปีจะมีพิธีเสี่ยงทายนางแก้ว และเลือกจตุรเทพ(คือผู้ชาย4คนที่คิดว่าหล่อที่สุดในรุ่น)ไปทำพิธีไหว้ครูคณะ ที่ลานสักทุกปี
  • แต่ละปีก็จะมีนางแก้วตัวปลอม ผุดขึ้นมาอีกคน เป็นคู้ล้อกับนางแก้วตัวจริง คุณสมบุติคือต้องเป็นกะเทยที่หน้าป่วย ป่วง มึน ที่สุดในรุ่น ซึ่งยัดแย้งทุกประการกับนางแก้วตัวจริง
  • อ.ต่างคณะจะชมเด็กวิจิตรปี1ว่าแต่งตัวถูกระเบียบแต่พอหมดรับน้อง อ.แทบอื้ง เพราะแต่ละคนแต่งตัวเหมือน แหย๋ม ยโสธร
  • แล้วทำไมต้องแต่งตัวแนว แหยม ด้วยล่ะ
  • คณะวิจิตรมีวิชาโฟโต้เป็นของตัวเอง แต่ในบูลาตินให้ไปเรียนโฟโต้ของแมสคอมแทน
  • งานลูกทุ่งวิจิตร ไม่ได้จัดทุกปี แต่มี 2 ปีครั้ง
  • อ.สุนันทา (อ.ป้า)เป็นอ.ในตำนานของคณะวิจิตร เพราะอยู่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง อ.เป็นเหมือนคุณหญิงมีคนขับรถมารับ-ส่งเป็นผู้ก่อตั้งงาน Le Paradis De Flaurs จัดทุกปีที่เซ็ลทัลแอร์พอร์ท และ อ.ก็รักลูกศิษย์ทุกคน
  • อ.ทินกร มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "เทพทิน" เพราะเก่งระดับเทพ
  • อ.ทินกร สินธุรัตน์ เป็น อาจาร์ยคณะวิจิตรศิลป์คนเดียวที่สอนวิชาโทภาพเคลื่อนไหว หรือเรียกให้เท่ห์ว่า ไมเนอร์แอนิเมชั่นและกำลังจะลาออกในปี 2554 ดังนั้นหลังปี 2554 ก็จะไม่มีการเปิดสอนวิชาโทภาพเคลื่อนไหวอีกต่อไป
  • ไมเนอร์แอนิเมชั่น วิชาไหนที่เปิดเทอมหนึ่ง จะไม่เปิดเทอมสอง ต้องวางแผนลงทะเบียนดี ๆ
  • คนเรียนแอนิเมชั่น วิชา Basic Tech of Animation ปี 51 จะไม่ได้เรียนเขียนฟิล์ม ซึ่งเป็นเทคนิคดั้งเดิมของแอนิเมชั่น เพราะคนขายฟิล์มเจ้าที่ อ.ทินกรซื้อประจำ ขายเป็นเจ้าสุดท้าย และเขาตายแล้ว !
  • หลังคณะวิจิตร จะพบหลุมดวงจันทร์และดาวอังคารเป็นจำนวนมาก ( ดีนะไม่เอาธงไปปักไว้เลยแล้วตะโกนว่า ยูเรก้า การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ )
  • กีฬาสปร์อตเดย์ คณะวิจิตรศิลป์ มีพื้นที่ทำแสตนเชียร์แค่ 2 เมตร และมักกั้นกลางระหว่าง วิศวะ กะ มนุษย์ เสมอ
  • กีฬาสปร์อตเดย์ คณะวิจิตรศิลป์ไม่แข่งทำสแตนเชียร์ ไม่แข่งร้องเพลงเชียร์ ไม่แข่งเชียร์หลีดเดอร์ เพราะมีพื้นที่ให้แค่ 2 เมตร จะเอาไปทำอะไรได้ คนนั่ง 10 คนก็เต็มแล้ว
  • กีฬาสปร์อตเดย์ ปีหลังๆมานี้ ขบวนพาเรทตอนเช้า คณะวิจิตรศิลป์ จะมีคะแนนสูงสุดตลอด แต่ไม่ได้ที่ 1 ซักปี เพราะมาสายกว่าคณะอื่นๆ ถูกหัก 10 %
  • กีฬาสปร์อตเดย์ การแสดงไคล์แมก ตอนกลางคืน คณะวิจิตศิลป์ไม่มีพื้นที่แสดงเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยคณะอื่น มักมีปัญหากับเครื่องเสียงเสมอ จนต้องแสดงด้นสด แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทุกปี และป่วงทุกปี
  • ยามมอนี้ถือว่าหล่อระดับแนวหน้าของเมืองไทย(เผลอๆหล่อกว่าเดือนมหาลัยอีก)ถึงกับตั้งเพจเฟซบร๊วบอวยกันเลยทีเดียว[1]

แจกของ[แก้ไข]

  • ประเพณีการแจกของ ไม่ใช่การโยนคุกกี้ขึ้นหอหญิง แต่อย่างใด แต่มีคนเคยทำมาแล้ว
  • การแจกของ เป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่งในช่วงการสอบ หรือที่มักจะเกิดตอนไฟดับ คำง่ายๆที่ใช้แจกกันก็คือ "(อวัยวะเพศชาย)!!!!!!!!!!" แต่จริงๆ สบถคำไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ
  • ส่วนมาก นศ.ชาย (แทบทุกคน) เคยแจกของมาแล้วทั้งสิ้น และส่วนใหญ่ก็จะไปแจกตามหอหญิง วิธีแก้เผ็ดของนักศึกษาหญิงคือ เอาน้ำสาด (พวกแจกของก็จะกระเจิง เหมือนผีโดนน้ำมนต์) ฉายไฟใส่หน้า (พวกนี้จะไม่ถูกกับแสงไฟทุกชนิด เวลาโดนแสงแล้วจะต้องเผ่น....) บางทีนักศึกษาหญิงก็จะมีการแจกของกลับไปด้วย (เพื่อความเมามันส์ของชีวิต)
  • พาหนะในการแจกของส่วนมากก็คือมอเตอร์ไซต์ (บ้างก็มาเดี่ยว บ้างก็มากันเป็นแก็งค์มอเตอร์ไซต์เลยทีเดียว) แล้วก็มีบางส่วน (พวกงบน้อย หรือเด็กหอใน) ก็ใช้เดินแจกของเอา..(เวลาไฟมาทีวิ่งกลับหอแทบไม่ทัน อิอิ)
  • ว่ากันว่า วันไหนไฟตก ไฟดับ จะมีโอกาสได้แจกของสูง แต่เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งไฟดับเป็นเวลานานหลายชั่วโมง (ตั้งแต่ 4 ทุ่มกว่าจนถึงตี 2) แจกของ จนไม่เหลือ อะไรให้แจกแล้ว และมี น.ศ.ชาย 2 คน งานเข้า เพราะดันไปแจกของให้ รองอธิการบดี ซึ่งกำลังขับรถผ่านหอ 1 หญิง (ประสบพบเจอเอง ได้ยินแกด่าด้วย เกือบซวยเลย)
  • แต่ปกติตอนดึกๆ ช่วงสอบมันก็แจกกันอยู่แล้ว แต่ไม่ครึกครื้นเท่าตอนไฟดับ
  • บางทีมีผู้หญิงมาแจกของด้วย แต่ส่วนมากจะเป็นผู้ชาย คำยอดฮิตก็ ก...ย, เ อี้......ย, ส..า..ด, นอกจากนี้ยังเคยได้ยินคำด่าคนดังหรือนักการเมืองลับหลังด้วยในขณะแจกของ
  • การแจกของเป็นประเพณีที่มหาลัยไม่สนับสนุน ดังนั้นคนที่โดนจับได้จึงถูกลงโทษ ทางวินัย เช่น อดีต นศ บางคน เคยแจกของให้ยาม จนถูกพักการเรียนมาแล้ว และไปแจกใครไม่แจก แจกให้ตึกหน้าด้วยก้อนหิน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย[แก้ไข]

ใบดรอปจะกลายเป็นของหายากในทันทีที่ถึงวันสุดท้าย (อันนี้เวอร์ชันเก่า ปัจจุบันใช้เวอร์ชันใหม่ ใบใหญ่ขึ้น ใบเดียวก็เสียวได้ เพียงใบเดียวใช้ดรอปได้มากถึง 6 กระบวนวิชา)
ใบดรอปบัตรสนเท่ห์ (คลิกที่รูปเพื่ออ่าน)
  • ถ้าจะดรอป ควรไตร่ตรอง แล้วรีบดรอปก่อนวันสุดท้ายประมาณ 2 วันกำลังดี เพราะวันสุดท้ายของการ drop ที่สำนักทะเบียน คนจะเยอะมากและใบ Drop เป็นของหายาก และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าครึ่งหนึ่งของแถวยาวๆ นั้นเป็นเด็กวิศวะ
  • ที่ มช. หากใครไม่มียานพาหนะเป็นของตัวเอง หรือมีเพื่อนที่มีละก้อ "ตายยยยแน่"
  • ภาพยนตร์หรือละครในปัจจุบันที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง กับ "ม.ช." แทบไม่เคยได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำภายในเขตมหาวิทยาลัย
  • กระแสหนึ่งก็เล่าว่า อ่างเก็บน้ำของ มช. เรียกว่า อ่างแก้ว เพราะ เป็นอ่างขนาดใหญ่และมีเศษแก้วแตก จากขวดเหล้าที่นักศึกษาไปนั่งดื่ม
  • ถ้าวิดน้ำออกจากอ่างแก้ว สิ่งที่จะพบคือ ขวดเหล้า แก้ว รองเท้า ปิ๊กกีตาร์ กระเป๋า สมุดเปื่อยๆ เกียร์เงิน เกียร์ทอง(เอามาทิ้งตอนเลิกกับแฟน)
  • ในอ่างแก้ว มี ปลามังกร ปลาเทวดา ปลาคาฟพ์ ที่คนเบื่อเลี้ยงแล้วเยอะ
  • และใน มช เอง ก็มี สุนัขจรจัดเยอะมาก ส่วนหนึ่ง นศ เนียน มาปล่อย เอง ก็มี
  • ห้ามตกปลาที่อ่างแก้วมากิน (แต่เคยมีคนตกมันมาทำยำปลาในหอพักแล้ว)
  • สถานที่ที่สามารถพบสาวแจ่มๆ ได้ง่ายๆ คือ ตึกคณะมนุษย์, ตึก RB3 และ RB5 (กะเทยที่ทำเหมือนผู้หญิงมากๆ ก็มีในสถานที่ดังกล่าวเช่นกันครับ)
  • ดอกไม้จะมีทั่ว ม. ในช่วงวันรับปริญญา (เป็นช่วงปลูกผักชีของมหาลัย) มองดูคล้ายงานพืชสวนโลก และ พอหมดช่วงรับปริญญา ผักชี ก็ ถูกเก็บเข้ากรุเหมือนเดิม
  • หอสามชายมีร้านถ่ายรูป ชนิด กด ติด วิญญาณ ถ่ายออกมา เหียกทุกคน ที่ร้านถ่ายรูปจะไม่มีเครื่องพริ้นท์รูปเจ้าของจะต้องเอารูปไปพริ้นท์ที่ร้าน ซันมูน หน้าม.ประจำ (เขาเป็นพี่น้องกัน)
  • หลังศาลพระภูมิ จะโดนมนุษย์ไทยยึดหัวหาดเสมอในวันรับปริญญา
  • ผู้ชายมนุษย์จีน และผู้ชายคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ (น้องปีหนึ่งในปี 49 มีผู้ชายปีหนึ่งคณะพยาบาลเพียงคนเดียว นอกนั้นเป็นผู้หญิงหมด อิจฉามันจริงๆ น้องปีหนึ่งนี่ช่างน่ารักน่า...ทั้งนั้น แต่ทำไงได้ล่ะ)
  • พอถึงหน้าหนาว ปี 1 ทุกคณะ จะมีการทำเสื้อกันหนาวของคณะตัวเอง ยกเว้นคณะวิจิตรศิลป์ที่ไม่มีเสื้อหนาวคณะ และคณะวิทยาศาสตร์ที่ถูกสั่งห้ามให้ทำเสื้อกันหนาวตั้งแต่ปี 2549 (แต่ก็ยังมีเสื้อกันหนาวเมเจอร์อยู่)
  • เสื้อคณะวิทยาศาสตร์เมื่อก่อนเป็นสีแดงเลือดหมู ปัจจุบัน (ตั้งแต่ปี 2549) ถูกสั่งให้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองแทน (สีเหลืองเป็นสีประจำคณะ) ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าใส่เสื้อคณะไปเรียนเท่าไหร่
  • เด็กมช.มักไม่ค่อยใส่ชุดนักศึกษา เพราะจะมีเสื้ออื่นๆ มากมาย ทั้งเสื้อคณะ (หรือเสื้อSHOP) เสื้อเมเจอร์ เสื้อภาค เสื้อจังหวัด เสื้ออำเภอ เสื้อสโม เสื้อชมรม ฯลฯ รวมไปถึงการใส่เสื้อขาวกางเกงยีนส์
  • ปี49 มหาลัยออกกฏบังคับใส่ชุดนักศึกษาไปสอบ ซึ่งเป็นปัญหากับนักศึกษาชาย (ที่ใส่กางเกงยีนส์) และนักศึกษาเพศที่สาม (กะเทยและทอม) บางส่วนเป็นอย่างมาก
  • เด็กจากจังหวัดอื่น ถ้ามาเรียน มช. ปีแรก ไม่ต้องกลัวหลง เพราะอยู่ไปสักเดือนจะชินทางเอง (ไม่ต้องต่างจังหวัดหรอก เชียงใหม่เองก็เป็น)
  • เด็ก มช. ถ้าอายุไม่ถึง 20 ส่วนมากชอบไปเที่ยว หัวหิน เพราะตรวจบัตร 18
  • ในอดีต มีอาจารย์ภาษาอังกฤษที่ชื่อ Peter K. ทำให้เด็กใน Sec. (Section หรือ ตอนเรียน) ขอย้าย Sec. เรียนยกทั้ง Sec. เพราะสั่งงานชนิดเขี้ยว จี้กระทั่งเรื่องไร้สาระ และแจก F ยก Sec. ก็เคยมาแล้ว (เด็กได้ยินจากรุ่นพี่ที่เคยเรียนด้วย เลยขอย้าย Sec.)เลยมีคำขานนามว่า Peter lern to "F" ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Michel Learn to Rock นั่นเอง
  • มีประเพณีวีน (รับน้องของพวกสาวประเภท 2)ซึ่งปี 1 ห้ามแต่งหญิงเด็ดขาดไม่งั้นโดน
  • วีน (สมาพันธ์กะเทยมีการศึกษา) กะเทยไม่จำเป็นต้องเข้าก็ได้ไม่บังคับ
  • วง HUM มีต้นกำเนิดมาจากชมรมดนตรีกลางของมช.
  • วง Musketeers เป็นวงดนตรีร็อคอีกวงนึงจากรั้ว มช. ที่กำลังออกผลงานในอนาคตกับค่ายเพลง Tata Studio ของ ต้าร์-Paradox
  • ตึก Drawing คณะวิศวะ 4 ชั้น มีบันไดไม่ใช้เสา อายุราว 40 ปีได้ ไปลองดูได้
  • RB5 มีแอร์ทุกห้อง แต่ห้องเล็กจะมีไว้เป็นที่พึ่งทางใจ
  • ลิฟท์ตึก SCB1 คณะวิทยาศาสตร์ มีสามช่องลิฟท์ แต่มีใช้แค่สองตัว อีกช่องปิดตาย
  • คณะสัตวแพทย์ กับ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มีที่ตั้งของคณะห่างจาก มช. ไปอีกหลายกิโล เรียกว่าฝั่งแม่เหียะ ส่วนคณะสายวิทย์สุขภาพจะไปกองอยู่ที่ฝั่งสวนดอก ซึ่งคณะส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณเดียวกันคือ ฝั่งสวนสัก
  • สมาชิกสระว่ายน้ำรุจิรวงศ์ เสียค่าบริการครั้งละ 5 บาท นักศึกษาแสดงบัตรฟรี
  • ใต้ RB5 เป็นที่ซ้อมอย่างดีของเด็กบอร์ดและบีบอย
  • มีอยู่ช่วงหนึ่งถ้าจะขี่รถจากซุ้ม MC ข้างคณะมนุษย์ไปหอสมุดกลาง ต้องขับรถรอบมหา'ลัยหนึ่งรอบ เพราะถนนใน มช. ตอนนั้นกลายเป็น one way (ทั้งๆที่ห่างกันไม่ถึง100 เมตร)
  • มช.มีการจัด silence Zone อยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ
  • มีลุงหอย ที่รับจ้าง dub เทปหน้าหอ 8 หญิง
  • คณะมนุษย์ มีวิชาเลือกเสรี เป็นว่ายน้ำ เวลาเรียน คือ 08.00 หน้าหนาวด้วย
  • กู๊ดโฮป มีแท่นอยู่ เป็นอนุสรณ์ให้คนที่ล่วงลับ
  • มช. เคยมีคณะคาบาเร่ย์เก่าแก่ ชื่อ Rose Paper ปัจจุบันนี้ไม่มีอีกแล้ว
  • ที่ภาควิชาฟิสิกส์ มีหมาชื่อคุณตึ๋ง เป็นเทอร์เรียสีขาว ชอบเข้าไปนั่งฟังบรรยายวิชาปีหนึ่ง จนอาจารย์บอกว่าถ้ามันเป็นคนคงจะจบด็อกเตอร์มานั่งสอนนักศึกษาแล้ว ปัจจุบันคุณตึ๋งตายแล้ว ถูกรถทับตายหน้าตึกฟิสิกส์เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2550
  • ผู้ชายมนุษย์ มักจะขายไม่ค่อยออกในคณะตัวเอง เป็นสินค้าส่งออก แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ สวยแค่ไหนก็มักจะขึ้นคาน
  • เพลงคณะวิทยา คนต่างคณะมักจะได้ยินว่า "พวกเรา เต่านินจ๊า...." ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่ได้ร้องอย่างนั้น
  • อ.อาร์ท (Arthur) ที่สอน Engl 3 (หมายถึงวิชา 001203) นั้น สอนสนุก ชมบ่อยๆ เวลาพรีเซนต์ แต่ความจริงคือ ให้ F กระจาย
  • ผู้ชายมนุษย์ไทยจะติดกิ๊บเป็นทุกคน คนละสามตัวเป็นอย่างต่ำ
  • ประตูเล็กหน้า มช. เมื่อก่อนเปิดแงมๆไว้ให้ นศ. ออกไปซื้อของได้ หลังจากนั้นมีนโยบายให้ปิดประตูเล็ก นศ. จึงทำการไป"เลื่อย" ซี่กรงออกให้ลอดออกได้ เคยไปยืนดูเล่นๆ เห็นทั้งอาจารย์อายุ50กว่าๆ และผู้บริหารใส่สูท ก็มาลอดซี่กรงนี้เช่นกัน ปัจจุบันซี่กรงถูกปิดไปแล้ว เด็กสาธิตตัวเล็กๆยังปืนรั้วออกได้ แต่คนแก่กว่านั้นต้องเดินอ้อมไกลๆสถานเดียว
  • หน้ามอก็เดินกันได้เดินกันดี ไปกันทุกวัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จะซื้ออะไร แต่ตั้งแต่ย้ายมาที่ใหม่ดูเหงาไปนะ
  • บัตรเข้า มช. ของรถทุกคันจะหยุดอยู่ที่ปี 49 เพราะไม่มีการทำบัตรใหม่กันแล้ว แต่จะมีมาอีกแล้ว โดยจะเริ่มในปี 51 แต่ก็ไม่เห็นเคยตรวจ
  • ผู้ชายคนไหน ถ้าอยู่ ชมรม วอลเลย์ฯ แล้วพูดป่าวๆว่าตัวเองเป็นแมน ยังไง๊ยังไงก็ไม่ใช่ผู้ชาย
  • เมื่อปีที่แล้วคณะบริหารธุรกิจจะมีหน่วยตรวจตราการแต่งกายอยู่ข้างล่าง แล้วใช้โทรโข่งป่าวประกาศ หากแต่งกายไม่สุภาพ ส่วนถ้าแต่งกายสุภาพจะปรบมือให้
  • สาว มช. ที่ น่ารักๆ นั้น 50% จะมีแฟนแล้ว ส่วนคนน่ารักที่เหลือเป็นดี้!!!
  • สาวมนุษย์สาขาภาษาญี่ปุ่น ถูกยกให้เป็นภาควิชาที่เฉลี่ยแล้วน่าตาน่ารักมากที่สุด
  • คณะที่ถือได้ว่าแต่งตัวได้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่สุด คือคณะวิจิตรศิลป์ และสถาปัตย์
  • ตึก Com Science แอร์ในห้องเลคเชอร์จะถูกล๊อคไว้แม้จะแอบเปิดก็จะไม่ติด (แล้วมันจะติดแอร์ไปทำไม!!??)
  • ภาควิชาเคมี มีอาจารย์ที่เอาเชือกมามัดไมค์แล้วคล้องคอในทุกๆคาบจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว และทำมาตั้งแต่รุ่นแม่ และยังไม่เลิกทำ
  • ห้อง Slope ที่จุคนได้มากที่สุดในมช.อยู่ที่ภาควิชาฟิสิกส์ ติดกับ SCB2 คือห้อง SCB2100
  • สนามน็อคบอร์ดบริเวณคณะศึกษา-โรงเรียนสาธิต มักถูกใช้เตะฟุตบอลมากกว่าเล่นน็อคบอร์ด
  • วิศวะ ... จบ 3.5 - 4 ปี = พระเจ้า
  • เวลาขึ้นดอย วิศวะกับเกษตรฯมักจะบ้าเลือดมาจากไหนก็ไม่รู้ ว่าต้อง วิ่งขึ้น วิ่งลง เท่านั้น
  • มีอยู่ปีหนึ่ง มีคณะหนึ่งแซงวิดวะได้ไปถึงก่อน แต่ไม่ยอมแบกเกี้ยวขึ้นไป....
  • งานน็อต (เขียนว่า NUT แต่อ่านว่า น็อต เพราะ nut แปลว่าน็อต) ซึ่งเป็นการแสดงของคณะวิศวะฯ ได้กลับมาอีกครั้งเมื่อปี(2549)
  • ในวิศวะ ผู้ชายเป็นคนทั่วไป แต่ผู้หญิงเป็นสมบัติคณะ
  • มีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ตอนเข้าคณะวิดวะใหม่ๆ เป็นสมบัติคณะ แต่พอมีงานในคณะ แล้วมันขึ้นไปเต้นบนเวที คำสรรพนามที่เพื่อนๆ พี่ๆ เคยเรียกว่า น้องมิ้นท์ กลับกลายเป็น อีมิ้นท์ ทันทีที่มันเริ่มเต้น และมันหมดค่าในเวลาแค่ชั่วเพลงจบ
  • สาวไหนเป็นแฟนเด็กวิศวะ มักจะได้เกียร์เงินติดตัวเสมอ (แต่นักศึกษาวิศวะบางคนก็ไม่มีเกียร์เงินจะให้ใครเช่นกัน)
  • คณะรัฐศาสตร์จะมีตุ้งติ้งเป็นรูปสิงห์ขาว ซึ่งมีความเชื่อกันว่าต้องให้ตุ้งติ้งตั้งตรงอยู่ตลอดเวลา ถ้าสิงห์คว่ำจะไทร์ สิงห์หงายจะเปอร์
  • เช่นเดียวกับเข็มพระวิษณุของวิดวะ (ปีหนึ่ง) เรียกกันลับหลังว่า "เป้อร์มิเตอร์" เอียงตามองศา กลับหัวรีไทร์
  • แต่คณะวิทยาศาสตร์ไม่มีความเชื่อเรื่องเข็ม (เพราะเข็มเป็นรูปอะตอม มีสมมาตรแกนเอ็กซ์และแกนวาย จะหมุนจะกลับหัวจะเบี้ยวยังไง มันก็เหมือนเดิม (เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ))
  • เข็มทุกเข็มทุกคณะถือว่าเป็นเข็มอะตอม เพราะในเข็มก็มีอะตอมอยู่ เพียงแต่ของวิทยามันเป็นเข็มอะตอมที่เรียงตัวเป็นแบบจำลองอะตอมเท่านั้นเอง (กำ)
  • ถ้าวันหนึ่ง อ่างแก้วแห้งเหือด สิ่งที่จะพบ คือ ดิน หิน ขวดเหล้า และ เกียร์เงิน-เกียร์ทอง ข้อหลังเพราะอะไรนั่นหรือ ก็เพราะมันเลิกกัน ก็เลยเอามาขว้างที่อ่างแก้ว
  • เป็นความจริงที่ว่าส่วนใหญ่สาวมนุษย์มักคู่กับหนุ่มวิศวะ (แต่ปรากฎว่าชายวิศวะบางคน กลับหลงรัก(ข้างเดียว)อยู่แต่กับเฉพาะสาววิศวะรุ่น(เกียร์)เดียวกันเอง และหนึ่งในชายบางคนที่ว่ามานี้ หลงใหลคลั่งไคล้ "รหัสข้าง" ของตัวเองเพียงข้างเดียวได้นานเป็นปีๆ และเป็นเอามากถึงขนาดที่ว่า วันๆ ไม่เป็นอันทำอะไร ในหัวมีแต่หล่อน จนหล่อนเรียนจบ 4 ปีบริบูรณ์ไปก่อนแล้ว แต่ชายที่ว่านี้เขาจะยังต้องอยู่อีกหลายปี จนถึงปี 7 หรือปี 8)
  • แต่ก็มีอยู่คู่นึงเช่นกันที่กลับกลายเป็นว่า หนุ่มมนุษย์ กับ สาววิศวะ โดยฝ่ายชายนั้นเป็นหนุ่มมนุษย์อิ้ง (English) รหัส 46 ฝ่ายหญิงเป็นสาววิศวะคอมพิวเตอร์ รหัส 45 และเป็นหญิงสาวที่ผู้ชายวิศวะทุกคนรู้จัก เนื่องด้วยหน้าตาที่สวยถึงระดับดาวเลยทีเดียว ทั้งคู่คบกันมาตลอดระยะเวลาในมหาลัย แต่ปัจจุบันเลิกรากันไปแล้ว
  • สโมสรนักศึกษาคณะสังคมเก่าเป็นบ้านสองชั้นสีฟ้า (เป็นที่อยู่ของตุ๊กแกสีฟ้าแป๊น 5-6 ตัว) ที่อยู่ตรงลานจอดรถด้านหลังคณะ
  • คณะสังคมมีร้านขายผลไม้ เราเรียกลุงที่ขายผลไม้ว่า "ลุงส้ม" (ไม่ทราบนามจริง แต่เรียกกันจนติดปาก) ลุงส้มเป็นชายร่างเล็กอัธยาศัยดี ลุงส้มเป็นผู้รอบรู้ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ท่องเที่ยว เรื่องในคณะ เรื่องวงการบันเทิง จึงมักมีนักศึกษาไปสนทนาหาความรู้กับลุงเสมอๆ
  • เกษตร กับ วิศวะ ไม่ถูกกันสักที ไม่รู้เป็นไร วิศวะก็ซิ่วมาเกษตร เกษตรก็ซิ่วไปวิศวะออกบ่อยไป (ตีกันไปทำไม เกียจกันไปทำไม ในเมื่อเราทั้งหมดก็เป็นลูกช้าง มช. เหมือนกัน...ไร้สาระ เฮ้อ)
  • สนามฮอกกี้ (สนามซอฟท์บอล?)((<< ฮอคกี้อยู่หลังวิดวะ ซอฟท์บอลอยู่หน้าบริหารจ่ะ)) มักใช้สำหรับเล่นฟุตบอล นอกจากนี้ เป็นที่ตั้งเสารังวัดของวิชา Servey ของพวกวิศวโยธา >> เหมือนในหนัง"มหา'ลัยเหมืองแร่"(และปัจจุบันแบ่งที่บางส่วนไว้จอดจักรยานยนต์ของเด็กวิศวะ)
  • ทุกคนคงจะรู้จัก ระเบียบเชียร์!!
  • สปอร์ตเดย์ทีไร สแตนด์คณะแพทย์ กับ วิศวะหรูเลิศอลังการงานสร้างทุกปี เคยเข้าใจว่าน่าจะเป็นพวกสถาปัตย์ หรือ วิจิตรศิลป์ ซะมากกว่าบางปีก็จะพบว่าสแตนของวิจิตรศิลป์มีแต่ตุ๊กตากระดาษขึ้นสแตน!
  • หลีด วิศวะ เน้นความแข็งแรง และจะมีหลีดผู้หญิงน้อยกว่าหลีดผู้ชายเสมอ
  • หลีดวิศวะ (ถูกกำหนดมาให้)ไม่ค่อยยิ้ม ถ้ายิ้มจะเหมือนยิงฟันซะมากกว่า
  • ตั้งแต่ปี 48 เป็นต้นมา ผู้ชายมนุษย์ เน้นความ ถึก บึกบึน แข่งกับวิศวะ
  • ตึก IE (Industial Engineering) ของวิศวะ มีห้องฟิตเนส
  • สโมมนุษย์ฯ ก็มีฟิตเนสเป็นของตัวเอง
  • SCB1 ส่วนล่างก็มีฟิตเนสเหมือนกัน
  • คนที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง (ส่วนใหญ่มักจะใช้มันด้วยความจำใจ มักจะเกิดจากการที่หอในห้ามมี จยย. หรือรถยนต์ไว้ใช้) มักจะเหนื่อยกับการปั่นขึ้นตรงเนินหอสมุด แต่ถ้าคิดว่ายังเด็ก ๆ ให้ไปลองปั่นแถวเนินคณะเศรษฐศาสตร์ดู แล้วจะติดใจ
  • ใครที่เคยดู วิดีโอ skateboard ของทีม "Preduce" จะเห็นสถานที่ใน มช.หลายแห่ง เช่น ขอบปูนตรงหอสมุด (สังเกตที่จะมีรอยดำๆ) แล้วก็ตึกวิจิตร ภาควิชาชีวะ ตึกละแวกคณะเกษตร (ที่มีบันไดหลายๆขั้นสูงเป็นหินอ่อน)
  • คณะแพทย์ มีสุนัข ประจำคณะ ชื่อว่า ทาโร่ ซึ่งเจ้าตัวนี้อยู่ในคณะแพทย์มา 7 ปีแล้ว มันก็เป็น นพ.ทาโร่พอดี กำลังใช้ทุนอยู่ ทาโร่เป็นหมาไฮโซที่หยิ่ง เลือกคนเล่นด้วยพอสมควร
  • ในอดีต มีหมาหนึ่งตัว มีสปริตสูง เพราะมันจะวิ่งขึ้นและวิ่งลงดอยกับเราด้วย (พี่เสือ ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพจนี้ แก้ไข : ข้อมูลโดนลบไปแล้ว)
  • วิศวะมีช่องทางหนึ่งเรียกว่าประตูเหมือง ทั้งๆที่ตรงนั้นเป็นภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า แต่เหมืองแร่กลับอยู่ถัดไปด้านใน=แก้ไข=เค้าเรียกว่าหน้าเหมือง ไม่ได้เกี่ยวกับภาค เหมืองแร่ แต่จะมีร่องเหมืองอยู่หน้าภาคไฟ
  • คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา เป็นแหล่งรวมสาวสวยๆ และเหล่ายอดมนุษย์ 1 คน คือ พี่เพลิง (เพลิงสุริยเทพ รามางกูร - 490110328)
  • ทุกๆปีช่วงเดือน กรกฎาคม จะมีคณะหนึ่ง พาน้องขึ้นไปร้องเพลงบนสันอ่างแก้ว แล้วก็จะมีรุ่นพี่แก่ๆตะโกนด่าปาวๆ ไร้เหตุผล อันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการรับน้องของคณะนิติศาสตร์
  • มีน้ำผลไม้ที่โรงอาหารคณะสังคม ชื่อร้านป้ารอด ป้ารอดเป็นคนอัธยาศัยดี พอตกเย็นแกก็จาอยู่คู่กับคุณ ลีโอ หน้าเฉิ่มเชียว
  • คณะรัฐศาสตร์เคยมีการชุมนุมขับไล่คณะบดีครั้งใหญ่ ติดป้ายโจมตีรอบมหาลัยและในหอพัก จนทำให้คณะบดีถูกตั้งกรรมการสอบและได้ลาออกไปในที่สุด อันเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าใครก็ตามที่หยามเหยียดเด็กรัฐศาสตร์(แม้จะมีตำแหน่งในคณะก็ตาม) จะต้องเจออย่างนี้
  • โรงอาหารคณะสังคมได้ชื่อว่าเป็นโรงอาหารที่อร่อยที่สุด ซึ่งสามารถเห็นได้จากการที่ช่วงกลางวันจะมีเด็กจากคณะอื่นๆมาใช้บริการเยอะมากจนแทบจะไม่มีที่ให้นั่งกินข้าว
  • ตึกคณะสังคมเป็นตึกที่แปลกที่สุด เนื่องจากเมื่อเดินไปตรงทางเข้าจะพบป้ายคณะสังคม และเมื่อเดินต่อไปจะพบป้ายคณะรัฐศาสตร์ และเมื่อเดินต่อไปอีกจะพบป้ายคณะนิติศาสตร์ ซึ่งปรากฏอยู่ในตึกเดี่ยวกัน สรุปแล้วว่ามันเป็นตึก 3 คณะ ในที่เดียวกัน
  • ใต้ RB5 ทุกเย็นจะเป็นที่ฝึกซ้อมของชมรมเทควันโด้กลางซึ่งได้ครอบครองพื้นที่มาเป็นเวลาสามสิบกว่าปี ปัจจุบันชมรมเทควันโด้กลางถูกยึดครองโดยคณะรัฐศาสตร์ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเด็กคณะรัฐศาสตร์
  • ซุ้มคณะรัฐศาสตร์เป็นมุมที่ดีมากในกันมองหาสาวๆเนื่องจากอยู่ตรงทางเข้าคณะสังคมพอดี รวมทั้งใกล้กับสหกรณ์และหอสมุดกลางอีกด้วย ตกกลางคืนจะเป็นที่รวมของเหล่ายอดมนุษย์
  • ลานสังคีตบริเวณอ่างแก้วได้ถูกยึดครองโดยคณะรัฐศาสตร์และเปลี่ยนชื่อเป็นสนามควายยิ้ม (เข้าใจว่าคงมีแต่ควายที่วิ่งไปยิ้มไปแถวนั้นตอนเย็นๆ )
  • อ.Rob Hatfield ที่สอน Eng เห็นท่าทางโหดๆตั้งแต่แรกพบ แต่ที่จริงเป็นคนโคตรโหดซะยิ่งกว่าที่เห็น เกรดหลักของแกคือ D สูงสุดคือ B เพราะนักศึกษาใน section บางคนไม่ขนขวายและไม่ได้เรื่องเอง
  • ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท ไม่เคยถ่ายทำใน ม.ช. แต่ก็มีนักศึกษาหลายคนเข้าใจผิดว่ามาถ่ายทำใน ม.ช.จริงๆ
  • ป็อป อารียา กับ โน๊ต อุดม เคยมาสวีทกันที่ริมอ่างแก้วด้วย ปัจจุบันเลิกกันแล้ว
  • สระว่ายน้ำรุจิรวงค์ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำกลางของ ม.ช. เป็นสถานที่ที่ถูกลืมของเหล่านักศึกษา บางคนถึงกับเข้าใจว่า ม.ช.ไม่มีสระว่ายน้ำ (ถ้าคิดจะไปดูสาวๆใส่ชุดว่ายน้ำไปว่ายน้ำละก็ คุณคิดผิดถนัด)
  • สวนสัตว์เชียงใหม่ซึ่งอยู่ติดกับรั้วของมหาลัยก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ถูกลืมของเหล่านักศึกษาเช่นกัน บางคนเรียนจนปี4ยังไม่เคยไป (น่าสงสาร ช่วงช่วงกับหลินฮุย)แล้วก็มาโวยวายว่า ไม่เคยเห็นหมีแพนด้าเลย กะอีแค่ค่าเข้า 60-100 บาท มึงจ่ายกันไม่ได้ ทีค่าเหล้าหลายพันจ่ายกันได้
  • มช.เคยมีศูนย์หนังสือตั้งอยู่หน้าหอสมุดกลางแต่ด้วยสาเหตุใดไม่ทราบ ปัจจุบันศูนย์หนังสือจึงกลายเป็นร้านกาแฟและร้านถ่ายเอกสารไป ((ตอนนี้2555 มีศูนย์หนังสือแล้วนะ อยู่ตรง RB5))
  • รัฐศาสตร์จะมีกีฬาประเพณีทุกปี ซึ่งมีคณะรัฐศาสตร์ทั้ง 5 สถาบันใหญ่ของประเทศมาร่วมงาน คือ จุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร มศว. และ มช. (ปี 2550 จัดที่ ม.เกษตรฯ)
  • ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงกุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูหนาว ซึ่งแน่นอนว่าอากาศจะหนาวขั้วโลกแตก และเพราะความอู้หรืออะไรไม่ทราบ เกรดของนักศึกษาส่วนใหญ่จะตกในช่วงนั้น
  • ในช่วงช่วงฤดูหนาว จะพบว่านักศึกษาที่อาศัยอยู่ในหอในส่วนมากจะพร้อมใจไม่อาบน้ำกัน ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะในหอในไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ จึงมีผู้กล้าอยู่น้อยรายที่จะกล้าอาบน้ำเย็นมาก ในตอนเช้าที่อากาศเย็น ไม่แพ้กัน
  • ในช่วงที่คาบเกี่ยวกันระหว่างฤดูฝนและหนาว ท่านจะพบว่า วันๆหนึ่งในมหาลัยจะมีฤดูถึงสามฤดูด้วยกัน โดย ตอนเช้าจะอากาศหนาว ส่วนตอนสายถึงบ่ายอากาศจะร้อนและฝนจะตกหนักโคตรพ่อโคตรแม่ในช่วงเย็นๆมืดๆ
  • ในอดีตแถวๆคณะมนุษย์และสังคมหากมีการเปิดซุ้มกินเหล้า ดึกๆเมื่อเมาได้ที่แล้วจะมีการแก้ผ้าวิ่งแข่งกัน เรียกว่า "วิ่งเปรต" โดยวิ่งจากหน้าป้ายคณะมนุษย์วนรอบวงเวียนหอสมุดจนกว่าจะสาแก่ใจแล้วโทงเทงกลับมาที่เดิม ลำบากไปมั้ยสัสสสสสส....
  • มีนักศึกษาวิทยาศาสตร์หลงไปที่ธนาคารสีม่วงเพราะนึกว่ามันเป็นตึก SCB มาแล้ว
  • นักศึกษาคนไหนโดนเรียกไปพบที่ "ตึกหน้า" หมายความว่า "งานเข้า" แน่นอน(ส่วนใหญ่จะเรื่องที่ไม่ค่อยจะดีนัก เช่น โดนจับได้ว่าแจกของ)
  • ภาคComsciมีพี่คนหนึ่งอยู่ปี2แล้วก็ยังเนียนว่าตัวเองเป็นเด็กปี 1 อายุ 17 อยู่

ความเชื่อ[แก้ไข]

มหาวิทยาลัยมีนโยบายต่อต้านการพนันบอล และในช่วงฟุตบอลโลก 2010 ก็ได้ทำภาพที่เขียนว่า "ดูบอลให้มันส์ การพนันไม่เกี่ยว" เป็นฉากหลังจอคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เพื่อป่าวประกาศดังกล่าว
  • ถ้าไม่ใช่บัณฑิต หรือถ่ายรูปกับบัณฑิต ห้ามถ่ายรูปกับป้ายหน้า "ม.เชียงใหม่" เป็นอันขาดไม่งั้นไม่จบ หรือจบ แต่ไม่มีโอกาสได้รับปริญญา
  • บ่อเลี้ยงปลาภาควิชาฟิสิกส์ "ม.เชียงใหม่" ห้ามจับปลามากิน ไม่งั้นเปอร์ (เคยมีคนลองของ รายนั้นใช้เวลาเรียน 8 ปี)วิธีแก้เคล็ดคือ...มีนักศึกษาตัดสินใจหย่อนเท้าเน่าๆลงไปแช่จนปลาตายลอยทั้งบ่อ ทำให้ไม่ต้องจับปลากินอีกต่อไป <BR>และสามารถนำลูกปลาไปปล่อยเลี้ยงไว้เผื่อปีหน้ากินเอาเท้าแช่ให้ลอยขึ้นมาอีกได้อีกด้วย
  • ว่ากันว่าใครไป "จังหวัดเชียงใหม่" เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยนั่งรถไฟลอดถ้ำขุนตาล จะได้แต่งงานกับคนเชียงใหม่
  • ประเพณีขึ้นดอยของคณะวิทย์ จะมีเสียง "อัดตับ ๆ" ดังลั่นตลอดเวลา เนื่องจากคนเยอะต้องเดินเร็ว ๆ และอัดแถวกันให้สั้นที่สุด
  • เวลาเดินขึ้นดอย (ตอนปีเรา) คณะวิศวะฯ จะบ้าพลัง เดินเลยไปถึงดอยปุย แล้วขากลับเดินลงด้วยทางเดิมไม่ขึ้นรถ แล้วจะมาจ๊ะเอ๋กับเด็ก MC คณะมนุษย์ฯที่ใช้ทางลัดตัดตรงเลาะป่า มาโผล่ตรงหลังฝายหิน
  • อาจารย์หลายท่าน เคยเอาหมาไปซ่อนในห้องทำงาน เพราะอธิการเคยสั่งกำจัดหมาจรจัด แต่สุดท้ายก็ได้แต่สั่งให้นักศึกษาสัตวแพทย์ทำหมันหมาทั้งมหา'ลัย
  • ต้นโพธิ์คู่ ถูกปลูกไว้ข้างหอ 3 หญิง แทนสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า เอาไว้ข่มสิ่งลี้ลับ แถมวันดีคืนดีอาจจะมีคนเห็นของดีตอนกลางคืนได้
  • ใครขึ้นดอยแล้วจะเรียนจบ... ไม่จริงเสมอไป โดนมากับตัว
  • ประเพณีรับน้องขึ้นดอยปี 1 เดินขึ้น(การเริ่มต้น) พออยู่ปี 4 เดินลง(จบแล้ว) เห็นรุ่นพี่บอกเป็นเคล็ดๆ (แต่บางคณะ เช่นวิศวะ วิ่งขึ้นวิ่งลง)
  • ตอนปี 4 ถ้าใครเดินลงดอยกับแฟนจะเลิกกัน แบบว่ามัน"จบ"แล้วไง
  • ใครเห็น "เต่า" ตรงสระน้ำแถวซุ้มของภาควิชาบ้านและชุมชนคณะมนุษย์จะเปอร์(โดนมาแล้วหลายราย)...อยู่สารสนเทศ ซุ้มอยู่ตรงนั้นพอดี เจอคุณเต่าบ่อยจัดจนสนิทกันแล้วเนี่ย TT^TT
  • มี่เด็กคอมซายคนหนึ่งเลี้ยงเต่าอยู่ ด้วยความเกรียนจึงหิ้วเอาเต่าไปเลี้ยงที่สระน้ำข้อบนเล่นให้นักศึกษาแถวนั้นตกใจ

เรื่องลึกลับ[แก้ไข]

  • "ม.เชียงใหม่" เป็นมหาวิทยาลัยเชิงเขา (แล้วมันเรื่องลึกลับยังไงนี่)
  • ถ้าขับรถผ่านตึกคณะวิดยาตอนดึกๆ เค้าบอกให้มองขึ้นไปบนตึกจะเจอของดี (อันนี้จริงๆนะ ปี 54 ยังเจออยู่เลย)
  • ลิฟต์ตึก SCB 1 คณะวิทยาศาสตร์ "ม.เชียงใหม่" จริงๆ ต้องมีสามตัว แต่มีใช้แค่สอง ลือกันว่า ลิฟต์ตัวที่สามเคยมีคนตกลงมาตาย(ตอนตึกใกล้เสร็จ)(ปัจจุบันปี 55 ยังคงปิดอยู่เหมือนเดิม)ปี2558 เปิดให้ใช้บริการแล้ว
  • มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับลิฟต์ที่ตึก CB1 ภาควิชาเคมี คณะวิทย์ว่า เคยมีอาจารย์ติดอยู่ในลิฟต์จนเสียชีวิตในช่วง Summer (สมัยก่อนนู่นนน) ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่ตอนนี้ลิฟต์ตัวนี้ก็ถูกปิดตายแล้ว (อาจเป็นเพราะมันเก่าก็ได้เพราะเป็นลิฟต์แรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชียวนะ)
  • หอ 1 หญิง "ม.เชียงใหม่" ในห้องอาบน้ำบางทีก็มีน้ำสีแดงๆ ไหลออกมาจากฝักบัว (คาดว่ามันน่าจะเป็นน้ำสนิมของแท็งค์น้ำมากกว่า)
  • หอสมุดกลาง ของ "ม.เชียงใหม่" ว่ากันว่า ตอนก่อสร้าง เมื่อทำส่วนฐานรากอาคารขุดพบโครงกระดูกเยอะมากๆ
  • เคยมีหมีควายหลุดออกมาจากสวนสัตว์วัดฝายหิน จนเจ้าหน้าที่ต้องประกาศให้คนที่พักผ่อนอยู่รอบอ่างเกษตรต้องรีบออกไปทันที
  • หอนาฬิกา มช. ถ้าขับรถวนครบ 3 รอบ จะ..............................................โดนรถชน
  • ทุกวงเวียนใน มช. มีเรื่องผีกำกับไว้เสมอ เช่น เปรตหอนาฬิกา ขบวนแห่ไร้หัววงเวียนมนุษย์
  • วงเวียนคณะมนุษย์ เคยมีเรื่องเล่าว่า มีนศชาย2คนซ้อนมอไซกันมากลางดึกพอถึงวงเวียนก็เจอขบวนแห่ผู้ชายนุ่งโจงกระเบนสีแดงเดินแห่ลงไป นศ สองคนอึ้งจูงรถตามลงไปพบว่า มีคนขึงลวดกั้นเอาไว้ หากขบวนแห่ไม่ออกมาพวกเขาอาจกลายเป็นผีหัวขาดไปแล้ว
  • ที่ภาควิชาเคมี คณะวิทย์ มีลิฟต์ที่ถูกปิดตายเพราะเคยมีอาจารย์ฝรั่งติดอยู่ในนั้นในวันหยุดยาว
  • ที่ภาควิชาชีวะ คณะวิทย์ เคยต้องทำบุญใหญ่ เพราะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เช่น เก้าอี้แล็บหมุนเอง หรือมีเสียงคนเดินบนบันไดตอนเที่ยงคืน มีเงาคนเดินไปมาในเรือนเพาะจำใต้ตึก จนตอนนั้นไม่มีใครกล้าอยู่ทำงานที่ภาคหลังพระอาทิตย์ตก บางคนว่าเป็นวิญญาณของสัตว์ทดลองมากมายที่ต้องใช้เรียนกัน
  • ตำนานผีในคลาสสิคที่สุดของ มช. คือ ป๊อก ป๊อก ครืด
  • ผีที่คลาสสิค พอๆ กับ ป๊อก ป๊อก ครือ คือ ผีแชมพู หอ 4 ชาย เรื่องมีอยู่ว่า มีนักศึกษาอาบน้ำสระผมตอนกลางคืน หลังเที่ยวผับมา (เมื่อก่อนดูดหรี่ได้ กลิ่นจะติดผม) ก้อไปอาบน้ำสระผม ปรากฎว่าล้างแชมพูยังงัยก็ไม่หมดซักที จึงเงยหน้าขึ้นไป กะจะดูฝักบัว (ห้องน้ำไม่มีเพดาน เป็นห้องโล่งๆ กำแพง ห้องสูงซัก 2.7 ม.) ปรากฎว่าพบแขนผื่นมาและบีบแชมพู ใส่หัวอยู่ พร้อมกับเสียงว่า "บีบแชมพูให้มั๊ย..." จากนั้นก้อตัวใครตัวมันล่ะค๊าบ
  • ผีที่เด็กมช.น่าจะเคยได้ยินบ่อยที่สุดคือ ผีป๊อกครืด (แม้จะจำเรื่องราวได้หรือไม่ได้ก็ตาม)
  • ตำนานผี ป๊อก ป๊อก ครืด เป็นเรื่องเล่าของรูมเมทที่รักเพื่อนมาก สมัยก่อนที่บริเวณ ม.ช.ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างมากมายอย่างตอนนี้ น.ศ.หญิงก็จะอยู่แต่ในหอหลังเลิกเรียน เช้ามาก็ออกไปเรียนตามปกติ แต่เพื่อนของเธอไม่สบายไม่ได้ออกไปไหนเลย ก็เลยฝากเธอซื้อข้าวตอนที่กลับมา แต่วันนั้น เธอเลิกเรียนค่อนข้างค่ำ ฝนตกอย่างหนัก เธอรีบขี่รถไปซื้อกับข้าว ระหว่างทางเธอเจออุบัติเหตุจนเสียชีวิต แขนขาหัก แต่ด้วยใจที่เป็นห่วงเพื่อน วิญญาณของเธอ ก็พยายามกะดึ๊บ กะดึ๊บ ในปากก็คาบห่อข้าว เสียง ป๊อก ป๊อก ครืด คือเสียงที่เธอใช้คางลากดัวเองมา รอยเลือดเป็นทางยาว จนถึงหน้าห้องของเพื่อน เพื่อนเธอเปิดประตูมาเห็นห่อข้าวและรอยเลือดเต็มไปหมด
  • หอ 2 ชาย กลางวันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่บรรยากาศตอนกลางคืนที่หอนั้น เป็นอะไรที่หลอนจริงๆ เมื่อก่อนเป็นหอที่สะดวกมากเพราะเดินลงบันไดก็จะเจอร้านค้าสหกรณ์ แต่ตอนนี้เป็นที่จอดรถวิทยาลัยสื่อฯไปแล้ว
  • หลังจากมีเหตุฆาตกรรมบริเวณรั้วข้าง ม. ที่หอ 40 ปี เคยมีคนได้ยินเสียงประหลาดในตอนกลางคืน
  • เหตุฆาตกรรมนี้เกิดขึ้นประมาณปี 48-49 ไม่แน่ใจ ผู้หญิงเป็นแม่ค้าร้านหน้าม.โดนลวงมาฆ่าในตอนกลางคืน โดยการผูกคอกับต้นไม้ เพราะตอนนั้น หลังโรงพยาบาลสัตว์เล็กยังเป็นป่า ต้นไม้ใหญ่รกทึบ ช่วงรุ่งเช้ามีคนมาวิ่งออกกำลังกายเห็นเข้า เลยแจ้งความ ตำรวจสัณนิฐานว่า อาจเกิดการทะเลาะกันรุนแรง (แต่ก็ไม่อยากมีใครพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่นัก)
  • หากเดินผ่านอ่างแก้วตอนกลางคืน อาจเห็นตามพุ่มไม้มีขางอกออกมา เรียกกันว่าต้นไม้กินคน
  • ทุกศุกร์ที่ 13 ชมรมกรุงเทพจะมีการ "ลองของ" ที่ RB
  • มีเด็กแมสคอมคนหนึ่ง ขับรถกลับหอหลังรับน้องตอนตี 2 ผ่านซอยวัดอุโมงค์ ระหว่างทางมีผู้หญิงกวักมือเรียกแต่เขาไม่จอด พอขับไปซักพักผู้คนที่กวักมือก็ขึ้นมาอยู่ท้ายมอไซด์ พร้อมเอ่ยว่า "กูรูนะมึงเห็นกู"
  • เปรตและเสียงเปรตร้องที่วงเวียนหอนาฬิกามักจะมีคนเห็นและได้ยินกันมากในเย็นวันรับน้องขึ้นดอย(กลางคืนหลังลงดอยมาแล้ว *โดยมากเป็นเสียงบ่นปวดขาจากการเดิน(วิ่ง)ขึ้นดอยมากกว่า >< )
  • ว่ากันว่าวันดีคืนดีหุ่นโชว์ในตู้กระจกหน้าห้อง HB5200 จะเคลื่อนไหวราวมีชีวิต และในห้องเรียนเย็บผ้าของคณะมนุษย์ตอนกลางคืนจะมีเสียงเหมือนคนเย็บผ้าอยู่ทั้งๆที่ห้องปิดและไม่มีใครอยู่ในตึกเลย
  • นอกจากที่คณะแพทย์จะมีร่างอาจารย์ใหญ่แล้วที่คณะสังคม ห้องปฏิบัติการของภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยายังมีการเก็บโครงกระดูกมนุษย์เอาไว้ด้วยเช่นกัน
  • เด็กมช. ที่เห็นผีมีอยู่หลายคน แต่คนที่ว่ากันว่านอกจากเห็นผีทุกที่ ทุกเวลาแล้ว ยังคุยนั่งคุยกับผีได้ เป็นเด็กแมสคอม รหัส49 คนที่เจอผีกวักมือเรียกที่ซอยวัดอุโมงค์ อยากรู้ว่าใครไปถามผู้ชายแมสคอม เขารู้ดี
  • ในเว็บบอร์ด CMUpark มีคนใช้ชื่อว่า ตันฮก (ซัม วิดวะ) แต่จริงๆ ตายขณะซ้อมลีดส์ไปตั้งนานแล้ว ซึ่งถ้าสวมเสื้อสีแดงเลือดหมูเดินเข้าไปในคณ่ะวิศวะ หลังเทียงคืน ในคืนพระจันทร์เต็มดวง จะเห็นนายคนนี้พยายามปีนต่อตัวซ้อมลีดส์ และหงายตกลงมา แล้วหายวับไปกับตา
  • หอ 9 หญิงปัจจุบัน ในอดีตเคยเป็นหอ 1 ชายมาก่อน (และในปีการศึกษา 2556 มันก็กลับเป็นหอ 1 ชายอีกรอบแล้ว) คืนหนึ่งราวๆสี่ทุ่ม หลังจากกลับจากรับน้อง เดินขึ้นบันไดหอคนเดียวไปถึงระหว่างชั้นสามกับชั้นสี่ เห็นหัวคนโผล่มาจากหลังกำแพงบันไดชะโงกหน้ามองมา ทั้งๆที่หลังกำแพงนั้นเรียบไม่มีที่ยืนแน่ๆ แล้วคืนนั้นก็วิ่งกลับห้องได้เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์

เรื่องผี[แก้ไข]

หอนาฬิกา[แก้ไข]

อันเนื่องจากเคยเป็นป่าช้าและลานประหารเก่ามาก่อน ทำให้เรื่องเล่า เรื่องผีทั้งเก่าและใหม่มีมากมาย

เรื่องนี้อยู่ที่หอนาฬิกาใหญ่ ตรงสี่แยกจากประตูหลังมอ ตรงนั้นจะเป็นวงเวียนสี่แยก ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้เป็นคณะวิศวะ ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้เป็นคณะศึกษา และโรงเรียนสาธิต ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือ เป็น หอ 4 ชาย และฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหอ 6 หญิง เรื่องนี้มีอยู่ว่า...

ตรงหอนาฬิกา กลางวงเวียน มีเปรต หากไปลองของอาจโดนดีได้ วิธีการลองดีคือ ตอนเที่ยงคืน ให้ไปวนรถทวนเข็มที่หอนาฬิกา สามรอบ (วงเวียนจะเวียนรถตามเข็ม) เล่ากันว่า ผู้ที่ลองทำอย่างนั้น ไม่เคยมีใครวนรถทวนเข็มได้ครบสามรอบสักคน ผู้มีประสบการณ์บอกว่า ในขณะที่วนรถอยู่นั้นจะรู้สึกได้ถึงลมที่เย็นผิดปกติ แต่วนไปสองรอบก็ไม่เกิดอะไรขึ้น มาเกิดตอนที่จะครบ รอบที่สาม จู่ๆ ก็มีเสาสองต้นตั้งขวางถนนอยู่ ทำให้ต้องหักรถหลบ รถล้มบ้าง แฉลบบ้างไปตามๆกัน ใครอยากรู้ก็ลองดู

ตอนปี 2538 ผมกับเมท อยู่หอ 4 เคยขี่มอไซด์ วนได้ 2 รอบครึ่ง เจอรถยนต์สวน เกือบได้เป็นเปรต!! 555

อีกกรณีหนึ่งมีข่าวอยู่บ่อยๆ ว่านักศึกษาที่พักอยู่ในหอพักชาย 4 และ หญิง 6 ฝั่งที่ติดกับหอนาฬิกา มักได้ยินเสียงแหลมๆ เล็กๆ ดังมาจากทางหอนาฬิกา สอบถามแล้วคืนนั้น เด็กสาธิตไม่มีการทำกิจกรรม และคณะวิศวะไม่มีกิจกรรมหรือการก่อสร้างใดๆ และที่สำคัญ บางห้องได้ยิน บางห้องไม่ได้ยินทั้งที่อยู่ติดกัน?

ห้องน้ำสังคม[แก้ไข]

ที่ห้องน้ำคณะสังคมศาสตร์ ที่เก่าๆ หน่อยลองไปหาดูเอาเอง ลักษณะห้องน้ำคือ ประตูอยู่ตรงกลาง เข้าไปแล้ว โถฉี่จะอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนอ่างล้างหน้ากับกระจกส่องหน้าจะอยู่ทางขวา รุ่นพี่ที่อยู่คณะสังคมเคยเล่าว่า เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า (ฟังเขามาอีกต่อหนึ่ง) ตอนกลางคืนช่วงใกล้สอบไปอ่านหนังสือที่คณะสังคม แล้วปวดฉี่เลยไปฉี่ที่ห้องน้ำนี้ (เริ่มนึกออกหรือยังว่าห้องน้ำที่ไหน) ลุกเข้าห้องน้ำคนเดียว คนอื่นๆ ก็นั่งอ่านหน้งสืออยู่ คนไปฉี่ก็เข้า ไปฉี่ธรรมดา ห้องน้ำมี โถฉี่สองอัน อันแรกติดประตูอันที่สองอยู่ด้านขวาข้างในไปอีก เขาบอกว่าตอนจะฉี่ ก็จะฉี่ที่โถแรกเพราะใกล้กว่า แต่ไม่รู้นึกยังไง เลยเดินเลยไปฉี่ที่โถข้างใน ตอนฉี่ก็ยังไม่มีอะไร แต่ตอนฉี่เสร็จแล้วมองออกไปที่กระจก ภาพในกระจกสะท้อนเห็นกำลังมีคนยืนฉี่ อยู่ที่โถฉี่อันแรก! (หันหลังให้) นึกว่าตาฝาด เพราะหันไปดูก็ไม่มีอะไร แต่พอไปดูในกระจกก็เห็นเหมือนเดิม? คืนนั้นเลยไม่ได้อ่านหนังสือ- -*บยบสนา

ห้องสีชมพู[แก้ไข]

ห้องหอสีชมพู 1 : มช.

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปี2532 น้องใหม่ของ มช. ทุกคนต้องอยู่หอ เพื่อที่เวลารุ่นพี่เรียกจะได้มาไวๆ (จะกลับก็ตอนเย็นวันศุกร์) ทีนี้มี นศ.หญิงน้องใหม่ไปรักใคร่ชอบพอกับรุ่นพี่้คนหนึ่ง เลยชวนกันไปอยู่ด้วยกันที่หอหลังมช. และทุกวันหน้าหอหญิง 8 จะมีรุ่นพี่คนนี้มาจอดรอ นศ.หญิงคนนี้ทุกครั้ง หลังจากคบกันได้ซักพัก รุ่นพี่ก็นอกใจ พอมีคนมาฟ้อง นศ.หญิงคนนี้ได้ยินก็เก็บไว้ในใจไม่กล้าถามกลัวเีสียคนรักไป แต่แล้วเธอก็บอกรุ่นพี่ว่ามีเรื่องจะพูดด้วย ขณะที่ซ้อนมอไซค์กลับเธอก็บอกรุ่นพี่ว่า ท้องได้ 3 เดือนแล้ว รุ่นพี่ก็เลยหยุดรถถามย้ำด้วยความตกใจ แต่แล้วรุ่นพี่คนนี้ก็ไม่รับผิดชอบ บอกว่าหญิงสาวนอกใจไปคบชายอื่น พอท้องก็มาบอกว่าเป็นลูกตน จากนั้นรุ่นพี่ก็บอกเลิกเธอและปล่อยให้เธอเดินกลับจากหลัง มช. มาที่หอพักตามลำพัง

ระหว่างทางเธอก็คิดเรื่องต่างๆ นาๆ ทั้งรู้สึกเสียใจเคียดแค้นต่อชายหนุ่มที่ทิ้งเธอไป บวกกับกลัวทางบ้านจะรู้ จึงตัดสินใจเอาเด็กออกแต่ไม่กล้าไปโรงพยาบาล พอกลับมาถึงห้อง รูมเมทก็ไม่อยู่เพราะกลับบ้าน เธอจึงเอาเด็กออกด้วยตัวเอง!! โดยการเอาไม้บรรทัดเหล็กกระทุ้งมดลูกฉีก!! เมื่อเธอทำไปด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง จึงเกิดอาการตกเลือดอย่างรุนแรง ก่อนเธอจะเสียชีวิต เธอได้เขียนข้อความด้วยเลือดที่กำแพงห้องนั้นว่า "เรามีทั่นคนเดียว" << ได้ยินบ่อยๆเป็น "กูมีมึงคนเดียว".............

วันรุ่งขึ้น เมทร่วมห้องก็กลับมาที่ห้องด้วยท่าทีวิตก กังวล และพอพบศพ นศ.หญิงคนนี้ก็รีบแจ้งให้ป้าคุมหอรู้ และบอกป้าคุ้มหอไปว่า ฝันเห็นเพื่อนมาบอกลา และให้ไปเอาศพที่ห้องลงมาด้วย แถมยังฝากบอกป้าคุมหอด้วยว่า ห้ามใครมายุ่งกับห้องของเธอ!!!

หลังจากจัดการเรื่องศพและงานศพเรียบร้อยแล้ว ก็มีการทำความสะอาดห้องนั้น โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรอยเลือดให้สีจางลงเปลี่ยนที่นอนและผ้าปูที่นอน ใหม่จนห้องเกือบจะสะอาดเหมือนเดิมแต่รุ่งขึ้นสิ่งที่ทำให้ทุกคนขนลุกก็คือ ทั้งรอยเลือดและข้อความที่หญิงสาวคนนั้นทิ้งไว้ไม่ได้หายไปแต่รอยเลือดกลับ เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม!!!! พอทาสีใหม่ไม่ให้เห็นรอยเลือด วันรุ่งขึ้นรอยก็กลับมาเหมือนเดิม จึงได้นิมนต์พระมาทำพิธี ไล่ไม่ไปเพราะเฮี๊ยนมากจากความอาฆาตจึงได้สะกดวิญญาณไว้ไม่ให้ไปหลอกคนในหอ หลังจากนั้นก็ทาสีชมพูเพื่อไม่ให้เห็นรอยเลือดบนกำแพง จนกลายมาเป็นตำนานห้องสีชมพูมาจนถึงเดี๋ยวนี้

หอ 8 ห้องสีชมพูนี้ถูกใช้เป็นห้องเก็บของที่ไม่ใช้แล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าไป ได้แต่โยนๆ ของเข้าไปเท่านั้น เพราะเคยมีแม่บ้านเข้าไปแล้วประตูถูกล็อค ทั้งๆ ที่ล็อคลูกบิดมันอยู่ด้านใน!!! ห้องนี้จะอยู่ชั้น 2 ฝั่งซ้ายถ้ามองจากด้านหน้า และตอนนั้น ทั้งแถบไม่มีนักศึกษาอยู่ใกล้ห้องนั้นแม้แต่คนเดียว เพราะกลัวประวัติของห้องสีชมพู

แต่แล้วก็มี นศ.หญิงออกห้าวๆ คนหนึ่งดูเหมือนจะไม่เชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่บอกว่า งั้นถ้าไม่มีใครอยู่จริง ก็ขออยู่ห้องใกล้ๆ ห้องนั้นนั่นแหละ เพราะเงียบดี จะได้ไม่มีใครกวน ป้าคุมหอเลยบอกว่า "จัดไป" ห้องของ นศ.หญิงคนนี้อยู่ถัดห้องสีชมพูมา 2 ห้อง และไม่มีทีท่าว่าจะกลัวอะไร ผ่านไป 1 สัปดาห์ พอรุ่นพี่หรือใครๆ ถามว่าเจออะไรมั้ย ก็ตอบว่าไม่เจอ บอกว่าเรื่องที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังน่ะอย่าไปเชื่อมาก แต่งขึ้นมาให้รุ่นน้องกลัวทั้งนั้น

หลังจากคืนนั้นเอง หอ 8 หญิงก็ตื่นกันทั้งหอ เพราะได้ยินเสียงกรี๊ดของ นศ.หญิงคนนี้ดังลั่น ป้าคุมหอ รปภ.หน้าประตูหอและนักศึกษาทั้งหมดออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น พอจะเปิดประตูห้องก็ล็อค ก็เลยตะโกนเข้าไปว่าเกิดอะไรขึ้นเปิดประตูสิ เป็นอะไรรึป่าว แต่แล้วเสียงที่นักศึกษาหญิงตะโกนกลับมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า "ประตูไม่ได้ล็อค แต่มีผู้หญิงคนนึงดึงประตูไว้อยู่" !!!!!!!!

นักศึกษาหญิงตะโกนกลับมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า "ประตูไม่ได้ล็อค แต่มีผู้หญิงคนนึงดึงประตูไว้อยู่" !!!!!!!!

ป้าคุมหอ รปภ. นักศึกษาทุกคนที่อยู่ในละแวกนั้น พอได้ยินต่างคนก็ต่างวิ่งหนีถอยออกมาแทบไม่ทัน พอกำลังจะวิ่งลงมา นศ.หญิงคนนี้ก็ตะโกน "ช่วยด้วยยยยย ช่วยด้วยยยยยย" แล้วก็เงียบ ประตูก็เปิดออกเอง นศ.หญิงคนนั้นสลบไป ป้าผู้คุมหอต้องไปเอาองค์พระพุทธรูปที่หิ้งพระมา รปภ.ก็ต้องเอาสร้อยพระออกมาถือชูไว้ด้านหน้าแล้วค่อยๆอุ้มนศ.คนนั้นออกมาโดย ให้นศ.ช่วยกันดันไม่ให้ประตูปิด

พอฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องไห้บอกแต่จะไปเรียนที่อื่น พอพ่อแม่มา นศ.คนนี้ก็เล่าให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่ไม่เชื่อ คิดว่าน่าจะเป็นการโดนแกล้งซะมากกว่า นศ.คนนี้เลยเล่าให้ฟังว่า ตนอ่านหนังสืออยู่ ก็ได้ยินเสียงคนหายใจใกล้ๆหูจากนั้นก็ได้ยินเสียงขาเตียงเลื่อนเหมือนมีคนนั่ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ซักพักก็ได้ยิน เสียงเหมือนคนหายใจไม่ออก แล้วก็ไอเบาๆก็เริ่มที่จะกลัวขึ้นมานิดๆปนกับความสงสัย เรา้เลยพูดออกไปว่า "อยู่ห้องใกล้ๆกันออกมาให้เห็นเลยดีกว่าไหม"แค่นั้น ก็ได้ยินเสียงเล็บขูดกับกำแพงรอบๆห้อง รอบแล้วรอบเล่าจนทนไม่ไหวจะวิ่งออกจากห้องแต่พอหันไปทางประตูแค่นั้นแหละ ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งใส่ชุดนอนสีเหลืองครีมมีเลือดออกมาทาง หู ตา จมูก ปาก และช่องคลอดยืนจ้องหน้าพร้อมกับพูดว่า "อยากเจอไม่ใช่เหรอ มาหาแล้วนี่ไง"ตนเองจึงร้องออกไปอย่างสุดเสียง ก่อนที่ตนจะสลบ ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะก่อนเดินทะลุกำแพงข้างห้องไป

พ่อแม่ของนศ.ได้ฟังแล้วไม่ค่อยอยากจะเชื่อจึงขอดูห้องสีชมพู เพียงแต่อยู่ด้านล่าง พอมองขึ้นไปก็เห็น นศ.เจ้าของห้องสีชมพูยืนอยู่ที่หน้าต่างพร้อมกับใบหน้าที่โชกเลือด หลังจากนั้นทั้งพ่อแม่และนศ.คนนี้ก็ออกจากที่นั่นทันทีและย้ายไปเรียนต่อกรุงเทพ

หลังจากเหตุการณ์นั้นก็ไม่มีใครกล้าอยู่ใกล้ห้องนั้นอีกเลย แถมคนที่หอก็ยังเจอเหตุการณ์ประหลาดๆ อยู่บ่อยๆ ทั้งเสียงร้องไห้ เสียงขูดกำแพง เงาคนเดินจากฟากห้องสีชมพู และในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องปกติชวนขนลุกของห้องสีชมพูหอ 8 หญิงไปแล้ว นี่แหละตำนาน มช.

ห้องน้ำหลอน[แก้ไข]

รุ่นน้องอยู่หอ 7 หญิงเหมือนกันเล่าว่า ไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำรวมตอนกลางคืน ชั้น 3 เข้าไปอาบน้ำ ที่ช่องที่เขากั้นให้อาบน้ำช่องในสุด สักพักได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาอาบน้ำในห้องข้างๆ ได้ยินเสียงฝักบัว แถมยังมีน้ำกระเซ็นเข้ามาที่ห้องตัวเองอาบอยู่อีกต่างหาก แต่รุ่นน้องอาบน้ำช้า ห้องข้างเลยกลับออกไปก่อน พอรุ่นน้องอาบน้ำเสร็จ เปิดห้องออกมา ก่อนออกก็ต้องเดินผ่านห้อง ข้างๆ อยู่แล้ว เพราะตัวเองอาบห้องในสุด ไม่มีร่องรอยการอาบน้ำเลย ตรงฝาผนังและพื้นแห้งสนิท!

ที่ห้องอาบน้ำชั้น 2 รุ่นพี่ แก่กว่าประมาณ 3 ปีเคยเล่าให้ฟัง กำลังจะเข้าไปอาบน้ำ ทั้งห้องมีอยู่คนเดียว กำลังจะสระผม รู้สึกว่ามีน้ำกระเด็นมาจากห้องข้างๆ แต่ไม่มีเสียงน้ำ ด้วยความสงสัย จึงหยุดแล้วไปดูห้องข้าง ๆ ก็ไม่เห็นมีน้ำรั่วหรือซึมทั้งฝา และเพดาน เรียบร้อยทุกอย่าง พอเข้าห้องมาจะอาบก็เจอน้ำกระเซ็นอีก... คราวนี้ไม่อยู่แล้ว เก็บของออกจากห้องน้ำไปเลย... ฟังหูไว้หู

ห้องสีชมพูตำนานอันลือลั่นของเด็กใหม่ปี 1 ทุกคน โดยเฉพาะนศ.หญิงที่จะต้องพักที่หอ 8 โดยรุ่นพี่ที่เคยอยู่หอนี่จะบอกและย้ำเสมอว่า เวลาจะเข้าห้องน้ำต้องเอาเพื่อนไปด้วยเสมอ ห้ามลืมเด็ดขาด!! นี่คือคำเตือนของรุ่นพี่ประจำหอ ที่เพื่อนผมได้ฟังตอนปีหนึ่ง แล้วรุ่นพี่อีกคนก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประวัติของห้องสีชมพูนี้

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วปี 32 ของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง ซึ่งประเพณีหรือเรียกว่ากฏของ มช.คือเด็กปีหนึ่งทุกคนต้องอยู่หอใน เพื่อที่เวลาพี่เรียกมาทำกิจกรรมรับน้องจะได้พร้อมกันอย่างรวดเร็ว ส่วนคนที่อยู่เชียงใหม่ส่วนมากจะกลับบ้านเย็นวันศุกร์(ถ้าวันเสาร์รุ่นพี่ไม่นัด)กลับเข้าหอก่อนเย็นวันอาทิตย์ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อรุ่นพี่ต่างคณะเกิดมาชอบนศ.หญิงน้องใหม่คนหนึ่ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับวันยิ่งดูรักกันมากขึ้นทุกวันจนมาถึงกลางเทอม รุ่นพี่คนนี้เลยชวนนศ.หญิงไปอยู่ด้วยกันที่หอหลังมช. ทุกเย็นวันศุกร์หน้าหอ 8 จะมีรุ่นพี่คนนี้มาจอดรถรอนศ.หญิงคนนี้ทุกครั้ง และจะมาส่งตอนเย็นวันอาทิตย์ทุกครั้ง เป็นไปอย่างนี้เกือบจะ 5 เดือนจนเป็นที่อิจฉาของเหล่านศ.หญิงที่หอนั้น ใครเห็นก็ต่างพูดแซวอยู่ตลอดเวลา ทำให้นศ.หญิงรู้สึกดีใจและรักรุ่นพี่คนนี้มาก

แต่ต่างกันรุ่นพี่คนนี้เริ่มที่จะตีตัวออกห่าง เพราะรู้สึกว่านศ.หญิงคนนี้ เริ่มที่จะจริงจังกับตนเองมากเกินไป แล้ววันที่นศ.สาวคนนี้เสียใจที่สุดและได้สร้างตำนานอันลือลั่นก็มาถึง เย็นวันศุกร์ที่รุ่นพี่จะต้องมารับเป็นประจำทุกครั้ง..แต่วันนี้รุ่นพี่มาถึงก็ดึกมากแล้ว นศ.หญิงเลยถามว่าทำไมมาดึกซึ่งหลายคนก็บอกว่าเพราะรุ่นพี่คนนั้นไปติดพันหญิงอีกคนอยู่ นศ.หญิงคนนี้ได้ยินแล้วก็เก็บไว้ในใจตลอดไม่กล้าที่จะถามเพราะกลัวเสียคนรักไป และเธอก็บอกกับรุ่นพี่คนนี้ว่ามีเรื่องที่จะพูดด้วย เป็นเรื่องสำคัญมาก

รุ่นพี่คนนี้ก็บอกให้ไปคุยกันที่หอหญิงสาวคนนี้ก็เลยซ้อนรถไปแล้วก็คุยขณะที่ซ้อนรถอยู่ บอกว่าตนเองตอนนี้ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนแล้วพอได้ยินแค่นั้นรุ่นพี คนนี้ก็จอดรถทันที แล้วก็ถามย้ำว่าเมื่อกี้พูดว่าอะไร หญิงสาวเลยย้ำไปว่าตังครรภ์ได้ 3 เดือนแล้ว รุ่นพี่คนนี้ไม่รับผิดชอบหาว่า หญิงสาวนอกใจไปคบชายอื่น พอท้องแล้วจึงมาอ้างว่าตนเป็นคนทำ รุ่นพี่คนนี้ขอบอกเลิกเธอในทันที และปล่อยให้เธอเดินจากหลัง มช.กลับมาที่หอตามลำพัง ระหว่างทางหญิงสาวก็คิดเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งความรู้สึกเสียใจปนความเคียดแค้นต่อชายหนุ่มที่ทิ้งเธอไป บวกกับกลัวทางบ้านจะรู้ความจริงและทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ทำให้เธอตัดสินใจเอาเด็กออก แต่เธอไม่กล้าพอที่จะไปที่โรงพยาบาลหรือบอกให้ใครทราบ พอมาถึงห้องเมทไม่อยู่เพราะกลับบ้านกันหมด เธอเลยเอาเด็กออกด้วยตัวเอง โดยการเอาไม้บรรทัดเหล็กกระทุ้งจนมดลูกฉีกเธอทำไปโดยไม่รู้วิธี การที่ถูกต้อง ทำให้เธอเกิดอาการตกเลือดอย่างรุนแรง ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตเธอได้เขียนข้อความไว้บนกำแพงห้องนั้นว่า 'กูมีมึงคนเดียว'

วันรุ่งขึ้นเมทร่วมห้องก็เข้ามาที่หอด้วยท่าทีวิตกกังวล และได้ไปที่ห้องพักที่ เธอได้พักกับหญิงสาวคนนี้ก็ได้พบกับศพของหญิงสาว รอยเลือดกระจัดกระจายและข้อความบนกำแพงจึงแจ้งให้ป้าผู้คุมหอทราบ ก็ได้มีการสอบสวนเมทคนนี้ว่ารู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนเสียชีวิต เมทคนนี้ก็บอกว่าเมื่อคืนฝันเห้นเพื่อนมาบอกลา และให้ไปเอาศพที่ห้องลงมาด้วย แถมยังฝากบอกป้าคุมหออีกว่า ห้ามใครก็ตามมายุ่งกับห้องของเธอ หลังจากจัดการเรื่องศพและงานศพเรียบร้อยแล้วน้นก็ได้มีการทำความสะอาดห้องนั้น โดยใช้ผ้าชุดน้ำเช็ดรอยเลือดให้สีจางลง เปลี่ยนที่นอนและผ้าปูที่นอนใหม่จนห้องเกือบจะสะอาดเหมือนเดิม

แต่รุ่งขึ้นสิ่งที่ทำให้ทุกคนขนลุกก็คือ ทั้งรอยเลือดและข้อความที่หญิงสาวคนนั้นทิ้งไว้ไม่ได้หายไป แต่รอยเลือดกลับเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ทางหอเลยพิจารณาเอาสีใหม่มาทาทับไม่ให้เห็นรอยเลือด แต่แล้วพอวันรุ่งขึ้นรอยต่างๆก็กลับมาอยู่ดังเดิมเหมือนกับไม่ได้มีการนำสีมาทาแต่อย่างใด ทางหอเลยได้เชิญพระที่วัดฝายหินมาทำพิธีแต่พระท่านบอกว่าทำพิธีไล่ไปคงไม่ได้ เพราะวิญญาณนี้เฮี้ยนมากเพราะยังมีความอาฆาตและมีลูกในท้องอีกด้วย เลยได้แต่ทำการสะกดวิญญาณไม่ให้ไปหลอกคนในหอ

หลังจากทำพิธีสะกดวิญญาณเรียบร้อยแล้ว ทางหอก็ได้ทาสีห้องใหม่แต่คราวนี้ใช้สีชมพู เพราะจะได้มองไม่เห็นคราบเลือดบนกำแพง จนกลายมาเป็นตำนานห้องสีชมพูจนถึงเดี๋ยวนี้

ปัจจุบันนี้ผมไม่ทราบนะว่าห้องนั้นใช้ทำอะไรแต่ตอนที่เพื่อนผมอยู่ที่หอ 8 นั้น เพื่อนบอกว่าห้องนั้นใช้เป็นห้องเก็บของที่ไม่ใช่แล้ว เพราะไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปได้แต่โยนๆของเข้าไปเท่านั้น เพราะเคยมีแม่บ้านเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้เพราะประตูถูกล็อค ทั้งๆที่ลูกบิดและที่ล็อคห้องนั้นมันล็อคจากด้านใน

ส่วนเหตุการณ์ที่เพื่อนผมเจอนะ อยากรู้ไหมถ้ากล้าพอจะอ่านก็อ่านเลย ห้องสีชมพูนี้จะอยู่ที่ชั้น 2 ของถ้ามองจากด้านหน้าหอ 8 หญิงจะอยู่ฝั่งซ้ายไม่แน่ใจว่าเป็นห้องเลขอะไร ตอนนั้นทั้งแถบนั้นไม่มีนักศึกษาอยู่ใกล้ห้องนั้นแม้แต่คนเดียวเพราะกลัวเกี่ยวกับประวัติห้องสีชมพูนั้นมาก แต่เพื่อนผมเล่าให้ฟังว่ามีนศ.หญิงท่าทางออกผู้ชายคนหนึ่งดูเหมือนจะไม่เชื่อกับเรื่องที่เล่าเท่าไหร่ เลยบอกว่างั้นถ้าไม่มีใครอยู่จริงๆ ขออยู่ใกล้ๆห้องนั้นแหละเพราะเงียบดีจะได้ไม่มีใครรบกวน ป้าผู้คุมหอตอนนั้นก็เลยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจเพราะลงชื่อห้องไปแล้วจะเปลี่ยนไม่ได้ เพราะห้องจะไม่ว่างพอที่จะรับแน่ๆ นศ.คนนั้นก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะอยู่ที่แถบนั้นแหละห้องไหนก็ได้ ป้าเขาเลยให้ ตรงชั้น 2 นั้นมาห้องของนศ.หญิงคนนี้อยู่ถัดจากห้องสีชมพูไปอีก 2 ห้อง อยู่ใกล้ๆห้องน้ำ (หอหญิง 8 ห้องน้ำจะเป็นห้องน้ำรวมจะอยู่สุดทางฝั่งขวาถ้านับ จากด้านหน้าตึกก็จะอยู่ ลึกสุดของแต่ละชั้น) นศ.คนนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะกลัวอะไร ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ตอนที่รับน้องอยู่เพื่อนผมก็ถามว่าเจออะไรแปลกๆบ้าง ไหม นศ. คนนี้ก็ตอบว่าไม่เจอนี่ เรื่องที่รุ่นพี่เล่าให้ฟังนะอย่าไปเชื่อมากเลยแต่งขึ้นมาให้รุ่นน้องกลัว ทั้งนั้นแหละ

และหลังจากรับน้องเสร็จคืนนั้นเอง หอ 8 หญิงก็ต้องตื่นกันทั้งหอตอนตี 2 เพราะ ได้ยินเสียงกรี๊ดของนศ.คนนี้ดังลั่นป้าผู้คุมหอ รปภ.หน้าประตูหอและนศ.ทั้งหมดต่างออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

เพื่อนผมก็เดินขึ้นไปดูตามป้าเจ้าของหอและรปภ.จะเปิดประตูแต่ประตูห้อง ล็อค ป้าผู้คุมหอก็เลยบอกว่าเปิดประตูห้องสิ มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ เป็นอะไรรึเปล่า นศ.คนนี้ก็ตะโกนออกมาบอกว่าประตูไม่ได้ล็อคแต่มีผู้หญิงคนนี้ดึง ประตูไว้อยู่ พูดแค่นั้นทั้งป้าผู้คุมหอ รปภ. และเพื่อนผมพร้อมกับนศ.หญิงอีกหลายคนรีบวิ่งแทบจะไม่ทัน แต่พอวิ่งกำลังจะลงมาประตูห้องก็เปิดออกเอง นศ.หญิงคนนั้นสลบคาห้องต้องเอามา ปฐมพยาบาลข้างล่าง โดยเพื่อนผมบอกว่ากว่าจะเข้าไปเอาตัวออกมา ป้าผู้คุมหอต้องไปเอาองค์พระพุทธรูปที่หิ้งพระขึ้นมาเลย ทีเดียว ส่วนรปภ.ก็ต้องเอาสร้อยพระออกมาถือชูไว้ด้านหน้า แล้วค่อยๆอุ้มนศ.คนนั้นออกมาโดยให้นศ.ช่วยกันดันไม่ให้ประตูปิด พอปฐมพยาบาลเสร็จแล้วนศ..คนนั้นฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องไห้บอกว่าจะลาออกไปเรียนที่อื่น

จนตอนเช้าพ่อแม่ก็บินมาจากกรุงเทพมาหาที่หอพักแล้วให้นศ.คนนี้มาเล่าให้ ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะพ่อแม่นศ.คนนี้ไม่เชื่อว่าลูกถูกผีหลอกน่าจะโดนเพื่อนแกล้งมากกว่า นศ.คนนี้เลยเล่าให้ฟังว่าตอนที่อ่านหนังสืออยู่ ก็ได้ยินเสียงคนหายใจใกล้ๆหูจากนั้นก็ได้ยินเสียง ขาเตียงเลื่อนเหมือนมีคนนั่ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าอาจจะเป็นเสียงจากด้านล่าง ซักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนคนหายใจไม่ออก แล้วก็ไอเบาๆ ก็เริ่มที่จะกลัวขึ้นมา นิดๆปนกับความสงสัยและอยากรู้ เลยพูดออกไปว่า 'อยู่ห้องใกล้ๆกันออกมาให้เห็นเลยดีกว่าไหม' แค่นั้น

ก็ได้ยินเสียงเล็บขูดกับกำแพงรอบๆห้อง รอบแล้วรอบเล่าจนทนไม่ไหวจะวิ่งออกจาก ห้อง แต่พอหันไปทางประตูแค่นั้นก็เห็น หญิงสาวคนหนึ่งใส่ชุดนอนสีเหลืองครีมมีเลือดออกมาทาง หู ตา จมูก ปาก และช่องคลอด ยืนจ้องหน้าพร้อมกับพูดว่า 'อยากเจอไม่ใช่เหรอมาหาแล้วนี่ไง' จึงร้องออกไปอย่าง สุดเสียงก็เห็นหญิงสาวคนนั้นหัวเราะและมองมาทางตนเอง แล้วก็ได้ยินเสียงป้าคุมหอบอกให้เปิดประตูแต่ตนไม่ได้ล็อค พอบอกไปว่ามีหญิงสาวคนนี้ยืนจับประตูอยู่แค่ นั้นหญิงสาวคนนี้ก็หัวเราะแล้ว เดินทะลุกำแพงห้องข้างๆไปเลย จากนั้นประตูก็เปิดออกเองแล้วตนเองก็สลบไปพ่อแม่นศ.คนนี้ได้ฟังยังไม่ อยากเชื่อเลยขอดูห้องสีชมพูแต่เพียงแค่อยู่ด้านล่างแล้วมองขึ้นไปยังไม่ทัน ได้ไปถึงห้องก็เห็นนศ.คนนั้นยืนที่หน้าตาให้เห็นด้วยใบหน้าโชกเลือด

ทั้งพ่อแม่และนศ.คนนั้นเลยรีบออกจากหอพักนั้นท ันที และได้ ย้ายไปเรียนที่ กรุงเทพ ส่วนชั้นนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปอยู่ใกล้ๆห้องนั้นเลยตลอด 4 ปีที่เพื่อนผมเรียนอยู่ เพราะเพื่อนผมพักอยู่หอในตลอดเพราะบ้านอยู่ต่างจังหวัดเลยพักแต่หอใน แล้ว เพื่อนบอกว่าวันดีคืนดีก็ได้ยินเสียงร้องไห้บ้าง เสียงกรีดร้องบ้าง หรือบางทีไฟห้องนั้นก็เปิดเองทั้งๆที่ไม่มีหลอดไฟ

แต่ที่เพื่อนผมเจอหนักที่สุดคือตอนไปห้องน้ำ เพื่อนผมไปคนเดียวเพราะปลุกใครก็ไม่ยอมไปเป็นเพื่อน เลยรีบวิ่งไปเข้าแล้วก็รีบวิ่งกลับ(ห้องเพื่อนผมอยู่คนล่ะฟากกับห้องน้ำเลย) แต่ขากลับระหว่างที่วิ่งผ่านทางเดินเชื่อมฝั่งซ้าย-ขวา ก็เห็นเงาคนค่อยๆเดินจาก อีกฟากมา(เพื่อนผมอยู่ฟากขวา ห้องชมพูฟากซ้าย) เพื่อนผมเลยวิ่งเข้าห้องอย่างรวดเร็วพร้อมกับแหกปากกะให้ทุกคนตื่น แต่แปลกที่ไม่มีใครได้ยินสียงเพื่อนผมเลย พอมันวิ่งเข้าห้องได้ก็รีบเอาหนังสือ พระมาวางไปหลังประตูแล้วนอนคลุมโปงเลย

มันบอกได้ยินเสียงเล็บขูดกับกำแพงรอบห้องเหมือนกับที่นศ.คนนั้นบอก มันเลยท่องบทสวดอุทิศส่วนกุศลให้กว่าเสียงจะเงียบก็เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ที่แปลกคือเมื่อเสียงเงียบไปแล้ว เพื่อนทุกคนในห้องตื่นพร้อมกันหมดและพูดขึ้นพร้อมกันว่าเหมือนมีใครไม่รู้เดินตามเข้ามาในห้องด้วย เพราะเห็นแต่เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่นคืนนั้นเลยไม่ได้นอนกันทั้งห้องเปิดไฟ เปิดวิทยุกันจนถึงเช้าเลย วันรุ่งขึ้นไปหาซื้อโปสเตอร์รูปพระและผ้ายันต์ที่วัดอุโมงค์มาแแปะไว้เต็มห้อง หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากเสียงร้องไห้และกรีดร้องที่กลายเป็นเรื่องปกติที่ชวนขนลุกของห้องสีชมพูหอ 8 หญิงไปแล้ว

ป๊อก ป๊อก ครืด[แก้ไข]

ดูเพิ่มเติมได้ที่ ป๊อก ป๊อก ครืด

ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่ทราบแน่ชัด แต่สถานที่เกิดคือ หอ 7 หญิง ในสมัยที่มอ ยังเป็นที่รกร้างอยู่มาก ถนนยังเป็นลูกรัง ถนนหน้าฝนเป็นโคลน รถไปมาลำบาก ตอนกลางคืนมืด ไม่มีแสงไฟ เรื่องเกิดกับนักศึกษาสาว คู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ประมาณ ชั้น 2 หรือ 3 ของหอหญิงเจ็ด

ช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ นักศึกษาต่างกำลังอ่านหนังสือกันอยู่ ประมาณว่า นักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่สบาย อ่านหนังสือในห้อง ตอนหัวค่ำแล้วรูมเมทชวน ไปทานข้าว แต่เพราะเป็นไข้อยู่จึงไปไม่ไหว อยากพักผ่อน พอเมทคนนั้นเห็นเพื่อนไม่สบาย ด้วยความเป็นห่วง จึงบอกว่าเดี๋ยวไปทานข้าวเองก็ได้ แล้วจะห่อข้าวมาฝากเพื่อน คนที่ไม่สบายก็บอกว่า ยังไงฝากซื้อราดหน้า (หรือผัดไท หรือสักอย่างที่เป็นเส้นๆ) มาให้ทีละกัน กินแล้วจะได้กินยา เมทคนนั้นก็บอกว่า ได้เดี๋ยวจะรีบไป รีบกลับ

หลังจากที่เพื่อนออกไปจากห้องคนที่ไม่สบายก็นั่งอ่านหนังสือต่ออ่านได้สักพักก็ไม่ไหว เพราะไข้ขึ้น จึงนอน ตอนนอนอยู่นั้น สลึมสลืออยู่ แต่มีความรู้สึกว่านานมากแล้ว เพื่อนทำไมยังไม่กลับมาซะที่ ตกดึก ฝนเริ่มตก นักศึกษาคนนั้นก็ตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือต่อ ในใจเป็นห่วงเพื่อนเพราะออกไปนานมากยังไม่กลับ

สักพักนักศึกษาคนนั้นได้ยินเสียงเบาๆ ดังจากชั้นล่าง จากทางบันได "ป๊อก…ป๊อก……ป๊อก……… ป๊อก…..." เสียงนั้นดังเป็นระยะๆ ใกล้เข้ามา จากทางบันไดดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเหมือน คนกำลังแบกของหนักบางอย่างขึ้นมา และเสียงนั้นก็ดังมาจนถึงชั้นที่ห้องนักศึกษาหญิงคนนั้นอยู่ แล้วเสียงก็เปลี่ยนไป "ครื…..ด….ครื....ด…...ค..รื…ด" เสียงเหมือนคนกำลังลากอะไรสักอย่างใกล้เข้ามาเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง นักศึกษาหญิงเริ่มเอะใจ และมองไปทางประตู ในใจนึกว่าเพื่อนกลับมาแล้ว แต่ยังเงียบได้อึดใจนึง ก็มีเสียงเคาะห้อง "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" แล้วเงียบไป นักศึกษาสะดุ้งสุดตัว คิดว่าไม่ใช่ เพื่อนแน่แล้ว ถ้างั้นทำไมไม่เปิดเข้ามาเลย จึงเดินไปเปิดประตู ตรงลูกบิดประตูมีถุงใส่ห่อราดหน้าแขวนอยู่ พอเห็นห่อราดหน้า ก็งง แล้วเพื่อนอยู่ไหน ทำไมไม่กลับมา หรือ ติดฝนเลยฝากคนอื่นเอามาให้ แต่ทำไมต้องเอามาแขวน ไม่รอเจอกันก่อน จะได้รู้ว่าเป็นใคร แล้วทำไมเดินเร็วจัง มีแต่รอยเปียกน้ำเป็นทางจากบันได...คิดต่างๆ นานา แต่แล้วก็แกะ ห่อราดหน้าออก ทานเสร็จก็ทานยาตาม ได้สักพักก็ม่อยหลับไป

รุ่งเช้า มีคนมาเคาะห้องบอกว่าเพื่อนตายแล้ว นักศึกษาหญิงคนนั้นถูกฆ่าข่มขืน ตรงพงหญ้าข้างทาง คาดว่าเหตุเกิดประมาณหัวค่ำ ลักษณะศพสภาพแขนและขาทั้งสองข้างหัก อาจเกิดจากการที่คนร้ายเอาท่อนไม้ทุบตีเพื่อไม่ให้หนี นักศึกษาหญิงที่ตายกำลังเดินทางกลับจากตลาด (ไม่แน่ใจว่าเป็นฝายหินหรือตลาดต้นพยอม) หลังจากทานข้าวเสร็จ ทุกทีจะไปกับเพื่อน แต่เพื่อนไม่สบายจึงไปคนเดียว โดยเพื่อนฝากซื้อข้าวห่อ คนร้ายอาจเห็นว่าเป็นคนเดียวจึงลงมือ แล้วราดหน้าเมื่อคืนล่ะ? ไม่มีใครรู้คำตอบแน่ชัด

แต่จากที่ฟังกันมา คือหลังจากที่ตายไปแล้ว ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน เพราะว่าไม่สบาย และยังหิว นำห่อราดหน้าที่ซื้อมาฝากไปส่งให้แต่จะไปส่งยังไง แขนหักขาหักหมดแล้ว ลักษณะที่เขาเล่ามา คือเพื่อนคนนั้นใช้ปากคาบถุง แล้วใช้คางเกยพาตัวเองมาจนถึงหอพัก แล้วใช้คางเกยบันไดลากตัวเองขึ้นมา เป็นเสียง"ป๊อก ป๊อก" เสียง "ครืด"ที่ได้ยินคือเสียงลากตัวเองจากบันได มาจนถึงหน้าห้องปรากฎเป็นรอยเปียกน้ำยาวติดต่อกัน หลังจากส่งห่อลาดหน้าให้ได้แล้วก็หมดห่วง...ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อที่นักศึกษาคนนั้น เล่าแต่หลังจากที่นักศึกษาที่พักอยู่ข้างๆ ห้องยืนยันว่า ในคืนนั้นได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังยกของหนัก และลากของหนักจากข้างล่างขึ้นมา ทุกคนต่างเชื่อสนิทใจ......มิตรภาพอยู่เหนือความตาย...

ทุกโค้ง[แก้ไข]

สมัยนั้นเวลากลางคืน ดอยสุเทพยังไม่ปิด ความนิยม (ที่ไม่ค่อยดีเท่าไร) อย่างหนึ่งก็คือเวลาเมาๆนักศึกษาทั้งหลายมักจะขับรถขึ้นดอยกัน ขึ้นไปดูเชียงใหม่ทั้งเมืองตอนกลางคืน มันสวยดี (แต่ดันขับรถตอนเมา ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)

วันหนึ่ง นักศึกษาจากคณะวิศวะสองคนเพิ่งเลิกจากกังสดาล (แต่ก่อนร้านนี้ฮิตครับ) ครึ้ม ๆ ขึ้นมาก็เลยขับ จยย. เลยจากทางเข้า กะขึ้นดอยไปชมเมืองเล่น คนขับก็ขับไป ข้างหลังคนซ้อนก็นั่งไป เมาๆ ขึ้นมาคนซ้อนก็เลยหลับ (สมัยก่อน นักศึกษาแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ขับ จยย. ไม่ใช่รถยนต์อย่างทุกวันนี้)

สักพักหนึ่งคนซ้อนก็ตื่น กำลังเข้าโค้งพอดี เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนโบกรถอยู่ข้างทาง แต่คนขับก็ขับเลยผ่านไป ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษจัด ก็เลยถามคนขับว่า “ทำไมมึงไม่จอดรถลงไปถามหน่อยล่ะ เผื่อเขามีปัญหาอะไร?” คนขับบอกว่า “กูไม่จอดด้วยหรอก คนนี้เขารอโบกทุกโค้งเลย เจอมาหลายโค้งแล้ว เดี๋ยวโค้งหน้า มึงกับกูก็เจอเขาอีกแหละ...”

พยาบาลชุดแดง[แก้ไข]

เห็นเขาเล่าว่ามีนักศึกษาคนนึงของคณะแพทย์อยู่ทำงานในตึกของฝั่งสวนดอก (ไม่แน่ใจว่าเป็น โรงพยาบาลหรือตึกแพทย์คนเล่าไม่ยืนยันแต่ 2 ตึกนี้ก็ใกล้กันนี่ กลับเข้าเรื่องต่อ)

เขาคนนี้ก็ทำงานอยู่จนดึกก็เลยว่าจะลงลิฟต์มาระหว่างที่รอ เขาก็ได้ยินเสียงเดินมาข้าง ๆ เขาก็หันไปมองเห็นพยาบาลคนนึงเดินมา เขาก็ไม่ได้สงสัยอะไร เพราะพยาบาลกับแพทย์ ก็ต้องเจอกันบ่อยๆอยู่แล้ว ระหว่างรอลิฟต์นักศึกษาคนนี้ก็ได้กลิ่นอะไรแปลกๆ ก็เลยหันไปมองพยาบาลคนนี้ ก็ไม่เห็นมีอะไร ซ้ำพยาบาลคนนี้ยังยิ้มให้ด้วย สักพักต่อมาเมื่อเข้าไปในลิฟต์ พยาบาลคนนี้ก็ถามว่ามาทำอะไรดึกๆอย่างนี้ เขาเลยตอบว่ามาศึกษาเรื่องการผ่าตัดภายใน เพราะว่าจะสอบ พยาบาลคนนี้เลยบอกว่างั้นให้ฉันช่วยนะ นักศึกษาคนนี้ก็เลยงง และเริ่มสังเกตว่าคอของผู้หญิงเริ่มมีเลือดไหลออกมาจากคอเรื่อยๆ เขาตกใจมาก พยายามที่จะหนีออกมาจากลิฟต์ แต่ลิฟต์เหมือนค้างหรืออะไรไม่ทราบ เลือดไหลนองทั่วชุดของนางพยาบาลคนนี้ แล้วเธอก็เริ่มสอนนักศึกษาแพทย์คนนี้ ตั้งแต่ลำไส้ ปอด สมอง หัวใจ พร้อมทั้งควักส่วนต่างๆเหล่านี้ออกมา

รุ่งขึ้นก็มีคนพบชายคนนี้ นอนคาอยู่ทางประตูลิฟต์ที่เปิดปิดอยู่ แล้วเขาก็เอาแต่พร่ำเพ้ออย่างคนบ้าว่า ”พยาบาลชุดแดง พยาบาลชุดแดง”

ลวด[แก้ไข]

วงเวียนธรณีจุดนี้มีเรื่องเยอะจริงๆ เรื่องนี้นานมาแล้วมีนักศึกษาสองคนกินเหล้าเมากันมา พอมาถึงข้างตึกธรณี คนขี่มองไปทาง ข้างตึกอังกฤษ เห็นคนหัวขาดยืนอยู่ ตกใจจึงหยุดรถ ขยี้ตาดูอีกที แล้วสะกิดถามเพื่อน เพื่อนบอกไม่เห็นอะไร มองอีกทีก็ไม่มีแล้ว หันกลับมาข้างหน้ามีลวดเส้นเล็ก ๆ ขึงอยู่ระดับคอ ห่างออกไปเมตรเดียว ถ้าไม่หยุดรถ คง!...

พระเจ้าช่วย คนดีผีคุ้ม...

RB แพทย์[แก้ไข]

อาคารเรียนรวมแพทย์ มีคนไปอ่านหนังสือกันสองคน พอดึก ๆ ก็ไปซื้อไก่ทอดมากิน เสร็จแล้วก็หาที่ล้างมือ เจอก๊อกน้ำข้างตึกก็ไปล้างมือที่นั่น ตอนที่ล้างอยู่ เพื่อนอีกคนก็ทำหน้าตกใจมากแต่ยังไม่พูดอะไร

คนที่ทำหน้าตกใจรีบจูงมือเพื่อนกลับมาใต้ตึกแล้วถามว่า รู้มั้ยเมื่อกี้เห็นอะไร...อีกคนบอกไม่รู้ คนนั้นจึงบอกว่าเห็นผมของอีกคนซึ่งผมยาวชี้ขึ้นมากระจุกหนึ่งเหมือนมีคนจับขึ้นมา รู้ทีหลังว่า ตรงนั้นเป็น ที่ล้างศพ!..

partner lab แลบฟิสิกส์[แก้ไข]

อันนี้ฟังเค้าเล่ามาอีกทีเป็นเรื่องนานมาแล้ว เราเองก็มาไม่ทัน เรื่องมีว่าเมื่อก่อนตอนที่ตึกเก้าชั้นวิดยายังไม่ได้สร้างแลปฟิสิกส์ของเด็กปี1 ก็ยังทำที่แลปเก่า (น่าจะ เป็นตึกฟิสิกส์) แลปคราวนั้นเป็นแลปเรื่องแสง คนที่เคยเรียนคงรู้ว่าห้องจะมืดเพราะปิดไฟ และเป็นแลปมืดจริงๆ เพราะทำช่วงค่ำ

นักศึกษาหญิงคนนึงก็เข้าห้องแลปแต่พาร์ทเนอร์แลปยังไม่มา คนอื่นๆก็มากันแล้ว เตรียมอุปกรณ์เสร็จ เพื่อนก็มาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จา ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ตอบ เหลือบเห็นที่คอมีรอยแผลเป็นทางยาว เธฮจับไหล่เพื่อนถามว่าไปโดนอะไรมา เพื่อนเงยหน้าขึ้นมาแล้วหัวหลุดกลิ้งไปกับพื้น ผู้หญิงร้องกรี้ดแล้ววิ่งออกมาสลบตรงระเบียง

ฟื้นมามียามกับรุ่นพี่สองสามคน ถามว่าไม่รู้เหรอว่าวันนี้แลปงด เพราะเมื่อเช้ามีนักศึกษาในเซครถคว่ำตาย เพื่อนเลยไปงานศพช่วงค่ำกันหมด สอบถามชื่อได้ความว่าคือพาร์ทเนอร์แลปของเธอนั่นเอง!

ส่วนคนที่เจอในห้องแลปทุกคนล้วนแต่ไร้ชีวิต

ทางเดินคณะวิดวะ[แก้ไข]

มีคนสี่คนเข้าไปเล่นผีถ้วยแก้วตรงทางเดินยาวตรงข้ามหอ5ชาย วันนั้นฝนตกด้วย มีผีผู้ชายเข้ามา พอถามว่าชื่ออะไรไม่ตอบถามว่ามาคนเดียวใช่รึไม่ใช่ก็ตอบว่า ไม่ใช่ จึงถามต่อว่ามากันเท่าไหร่ เค้าก็ไปเลข 9

คนเล่นรู้สึกกลัวขึ้นมา จึงเชิญออกแล้วรีบกลับมาที่หอ มีเพื่อนถามว่าไปไหนกันมา ก็บอกว่าไปเล่นผีถ้วยแก้วในคณะวิดวะ

เพื่อนก็ว่า "อ๋อ.... ที่ยืนมุงเยอะ ๆ ตรงทางเดินน่ะนะ!"

ในห้อง M-Acc2 คณะบริหารฯ[แก้ไข]

ประสบการณ์ตรงที่จะเล่าให้ฟังเกิดขึ้นในเวลากลางวันแสกๆ หลังจากอาหารกลางวันคาบต่อไปจะมีพรีเซ้นท์งานเป็นกลุ่มแรกในห้อง M-Acc2 คณะบริหารธุรกิจ เลยขึ้นไปก็อปไฟล์เพาเวอร์พ้อยต์ลงคอมหน้าห้องก่อน ห้องนี้จะอยู่สุดปีกชั้นสองของตึกคณะบริหาร เดินเข้าไปคนเดียวจึงยังไม่เปิดแอร์เลยเปิดประตูทิ้งไว้ และเปิดไฟแค่โซนหน้าห้องเพื่อประหยัดพลังงาน กำลังก็อปงานลงเครื่องใกล้ จะสำเร็จ ก็มีเสียงรองเท้าเกี๊ยะที่นักศึกษาหญิงช่วงนั้นชอบใส่กันเดินก็อกแก็กอยู่ที่ระเบียงหน้าห้อง และประตูห้องก็ปิด (คงเป็นคนหวังดี มาปิดประตูให้) ในระหว่างนั้นเอง เสียงรองเท้าเกี๊ยะก็ดังขึ้นมาจากประตู เดินก็อกๆ... แก๊กๆ... ตรงไปหลังห้องที่ไม่ได้เปิดไฟ แล้วเสียง นั้นก็เดินวน ก็อกๆ แก๊กๆ อยู่แถวหลังห้องนั้นเอง... (วินาทีต่อมา ก็วิ่งไม่คิดชีวิตหนีลงไปข้างล่างแล้ว)

ใครได้เข้าไปเรียนห้องนั้นอย่าลืมเผื่อที่นั่งไว้ให้เค้าด้วยนะ

คุณยายมหาภัย[แก้ไข]

มีป้าคนหนึ่ง ชอบมาวนเวียนหลอกขายของ ถ้าไม่ซื้อ บางทีเลวสุดๆ มีการตะโกนด้วยว่าคนที่ไม่ซื้อเป็นคนใจดำหำใหญ่

ยายแกจะทำอาชีพหาเงินโดยเอาของที่เป็นประโยชน์...รึเปล่า มาขายให้กับ นศ ที่เข้ามาใหม่ เฟรชชี่ต้องเป็นคนจิตใจดี ก็จะโดนหลอกขายผักบุ้ง O.o" ผักกระถิน มะกอก บางทีก็จะเป็น ตำลึง หรืออะไรที่มันหาง่ายๆ(แล้วยายไม่คิดบ้างเหรอ ว่าพวกผมจะเอาไปทำอะไรกิน) แล้วยายก็จะบอกว่า

"..จ่วยซื้อยายก๊ำ ยายบ่ได้กิ๋นข้าวมาตั้งแต่ตะวาละ" (อาจจะไหว้ไปด้วย เพิ่มคะแนนสงสาร)....แปลว่า ช่วยซื้อของยายหน่อย ยายไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เมื่อวาน....

บางทียายก็บอกไม่มีเงินขึ้นรถกลับบ้าน สคริปต์ของยายจะไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน

ใครที่ใจอ่อนก็คงจะโดนกันไปเป็นแถว เพราะยายแกจะย้ายโลชั่น ไปเรื่อยๆ (ก็ มช มันกว้างใหญ่ซะขนาดนั้น)จนเรียนจบแล้ว ก็ยังเคยเจอ มาหลอกขาย แบบว่า เคย ยายไม่ได้หากินแต่ใน มช อย่างเดียว เคยไปหากินแถวร้านข้าวมันไก่ข้าง 3 กษัตริย์ ยายแกชอบเอาของมาหลอกขาย (ความจริงมันก็ไม่ได้หลอกหรอกนะ แต่ยายแกแบบว่า ใช้มารยาสุดๆ - -*)

ล่าสุด ปลายปี เดินเข้าตึก ยายแกจ๊ะเอ๋ (เดี๋ยวนี้พัฒนา แอบอยู่มุมเสา ) มาขายมะกอกแน่ เดินเข้าไปปุ๊บ ยายแกเข้ามาเล้ยยยย"จ่วยซื้อยายกำ ยายบ่ะได้กิ๋นข้าวมาตั้งแต่ตะวาละ " "จ๋วยยายกำ ยายเจ๋บหัวเข่า บ่มีซื้อยากิ๋น" ถ้าวันไหนไม่มีของมาขายก็จะ ขอกันตรงๆเลย

รู้สึกว่า คุณยายมหาภัยคนนี้ จะเคยโดนเอารูปมาแปะในพันทิปด้วยนะเออ ดังใช่เล่น

จึงเข้ามาบอกข่าวว่า (ยายแกยังอยู่สบายดี และ หากินเหมือนเดิม)

ช่วงเปิดเทอมนี้แหละ ยายแกจะมาปรากฏตัวให้เห็นบ่อยๆ

มีอยู่วันนึงป้าแกมาหาเพื่อนผมแล้วบอกว่า ป้าหิวข้าวมากยังไม่ได้กินอารัยเลย เพื่อนผมมันใจดีก้อเลยบอกไปว่า

งั้นป้าเดินไปกับผม พอดีผมกำลังจะไปกินข้าวที่โรงอาหาร เด๋วผมซื้อข้าวให้

แล้วป้าแกก็ตอบว่า ป้าขอเงินดีกว่า เดี๋ยวป้าไปซื้อข้าวกินเอง... คือนะแบบว่าสุดจะบรรยาย

และบางทีก็จะเจอคุณยายที่ร้านเหล้าตอง!!!

ปล. เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยคนนึง(ขอสงวนชื่อ) ที่พักอยู่แถวๆกาดฝายหิน เล่าว่า ความจริงแล้ว คุณยายผู้นี้ ลูกหลานค่อนข้างมีฐานะ บ้านอยู่แถวๆวัดฝายหิน คงเป็นคนในพื้นที่นี้มาตั้งแต่ก่อนสร้างมหาวิทยาลัย แกค่อนข้างดื้อ ไม่ยอมอยู่กับบ้าน คงเหงาและว้าเหว่ แกก็เลยออกมาขายของให้นักศึกษา พอแกได้เงินแกก็จะเอาไป......กินเหล้า มีช่วงนึงที่แกหายไป เพราะลูกหลานสั่งห้าม แต่แกก็ยังดันทุรังมาอีก มีคนเห็นแกเป็นลม เดินไม่ไหว ขี่รถไปส่งแกที่ประตูสถาปัตย์หลายครั้ง อายุก็ปูนนั้นแล้ว หลังๆมานี้เห็นแกหายไป คงเป็นเพราะสุขภาพแกแย่ลง ... สงสารแก ช่วงสงกรานต์นี้ใครว่างๆ ก็ไปตามหาแกหน่อย แถๆวัดฝายหิน ไปดูซิว่าแกยังอยู่รึปล่าว หาของไปดำหัวแกซะหน่อย แกคงดีใจที่นักศึกษา ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันไปเยี่ยมแก

ของกิน[แก้ไข]

ข้าวหมูกระเทียม+ไข่เจียว โรงอาหารวิศวะ ขายแบบนี้เฉพาะช่วงปิดเทอม
  • ในอดีตข้าวราดแกง ของวิศวะ รสชาติดี แต่มักจะไม่มีคนนอกคณะดังกล่าวโผล่มากิน
  • ร้านข้าวแกงในวิศวะ ถ้าช่วงปิดเทอมจะมีอาหารตามสั่ง หน้าตาจะดูดีและราคาไม่แพง
  • โรงอาหารคณะมนุษยฯ มักมีหนุ่มวิดวะมาทานข้าว เพื่อมาดูสาวๆและสาวก็ถือโอกาสดูหนุ่มวิวะไปด้วย
  • ปัจจุบันโรงอาหารคณะมนุษย์ ปรับปรุงแล้ว ดูดีกว่าเดิม และแพงกว่าเดิมนิดนึง ขั้นต่ำข้าวหนึ่งจาน = 20 บาท
  • ลูกสาวแม่ค้าขายหอยทอดที่ฝายหินน่ารักมาก และมีลูกค้าเป็นหนุ่มๆเป็นประจำ (ตอนนี้เธอหายตัวไปไหนไม่รู้ นานๆมาที)
  • ร้านสลัดฝายหิน มีขนมปังกรอบที่โรยสลัดอร่อยจนต้องทำใส่ถุงขายแยกต่างหาก
  • นมคณะเกษตร ขายถุงละ 12 บาทเอง มีนมแพะด้วย
  • ร้านอาหาร ขายน้ำ ขายขนมหลัง ม. ขายของน่ากินทั้งนั้น
  • ร้านอาหารตามสั่งหน้า ม. ที่ชื่อเพียว อาหารอร่อย สั่งอาหารราดข้าวได้ตั้งหลายอย่าง สดใหม่อยู่เสมอ แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปแล้ว ห่างจากหน้า ม ไม่ไกล สถานที่ และเมนูอาหารดูดีขึ้นกว่าเดิม และแพงขึ้นด้วย
  • หอสี่ชาย มีร้านเลมอนกรีน ที่มีขายตั้งแต่ของกินยันแปรงขัดส้วม (แต่ไม่ขายบัตรเติมเงินมือถือ)
  • หอ 3 ชาย มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำเป็น ODOP (One Dormitory One Product) ร้านอื่นเจ๊งระเนระนาด ร้านนี้หนังเหนียว ขายตลอดกาล คนขายชื่อพี่ภา (ห้ามเรียกป้า) ลูกสาวแกน่ารักมาก
  • คนขายขนมหวาน ในโรงอาหารคณะมนุษย์(สงสัย)เป็นเจ้า เพราะเวลารับเงิน หรือยื่นขนมให้นักศึกษา จะเอามืออีกข้างแตะศอกไว้อย่างนอบน้อมเสมอ
  • ข้าวมันไก่ อมช. ธรรมดา 15 บาท พิเศษ 20 บาท แล้ว เมื่อก่อน 10 บาท และขึ้นเป็น 12 ตอนนี้ 15 (แล้วหรือ) เมื่อก่อน ปี 37 อยู่ หอ 4 ชาย ราคา 7 บาท ขายคู่กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น 10 บาท อร่อยมากทั้ง 2 อย่าง
  • มช.มีร้านนม"มน" ไม่รู้ใครมาก่อน แต่พอร้านนมมนต์จากกรุงเทพฯมาเปิดร้าน กลับขายดีไม่เท่าร้านนม"มน" ปัจจุบันร้านมนเหลือร้านอยู่แค่ล็อกเดียว ขนาดร้านเล็กลงแต่รสชาดเหมือนเดิม
  • ทุกวันที่ 14 กุมภา เด็กมช.จะได้กินก๋วยเตี๋ยวลุงว้ากฟรี เพราะเป็นวันเกิดแก แกเลี้ยงทั้งร้าน จริงๆนะ (ตอนนี้ลุงว้ากเสียแล้วเหลือแต่เจ๊อ้วน)
  • สาว ๆ หลายคนชอบมากินข้าวร้านข้าวหอชาย เพราะให้ปริมาณเยอะกว่าหอหญิง
  • ไม่เพียงแค่ก๋วยเตี๋ยวหอสามชายที่ขายอย่างทรหดมาหลายปี ยังมีร้านลูกชิ้นคู่บารมีอีกร้านนึงด้วย (ปัจจุบันปิดกิจการหายไปไหนก็ไม่รู้ นานละ)
  • ลูกชิ้นสังคมอร่อยมาก (เด็กสังคมมักเรียกป้าที่ขายลูกชิ้นว่า "ป้าหวินลูกชิ้นทอด")เคยซื้อลูกชิ้นที่ยังไม่ได้ทอด แกก็ขายให้ แต่ขอน้ำจิ้มเยอะๆ
  • ลูกชิ้นสังคม มีน้ำจิ้ม 2แบบคือ เผ็ดน้อยกับเผ็ดมาก ถ้าดูเผินๆ มันดูไม่ออกเลยว่าไหนเผ็ดน้อยไหนเผ็ดมาก
  • ลูกชิ้นสังคมที่ขายดีนักหนา แท้จริงแล้วคือแป้งแต่งกลิ่นลูกชิ้น
  • ร้านก๋วยเตี๋ยวคณะมนุษย์ ร้านมุม เราสามารถสั่ง เส้นเยอะ ผักเยอะ เนื้อเยอะๆ แต่สิบห้าบาทเท่าเดิม
  • โรงอาหารสังคมฯมีร้านอาหารญี่ปุ่น และกาแฟดอยช้าง
  • เฉาก๊วยหลังหอแพทย์ อร่อยมาก
  • ผู้ที่กล่าวว่า "หอหญิงกินอะไรไม่ได้ซักหอ" แสดงว่าต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ โดยอาจเป็นเพราะเขามีรสนิยมต่างไปจากผู้หญิง
  • เฉพาะโรงอาหารหอ 6 ชายเท่านั้น กินเสร็จไม่ต้องเก็บจาน (ปัจจุบันต้องเก็บแล้วซะงั้นน่ะ)
  • อาหารตามสั่ง หอ 6 ชาย อร่อยที่สุดในบรรดาร้านอาหารตามสั่งทั้งหมด (อันนี้คอนเฟิรม์)
  • ปี 1 สาวๆคนไหนอยู่หอในแล้วหลัง 4 ทุ่ม เกิดหิว จะให้เพื่อนที่อยู่หอชายคอยส่งเสบียง เพราะหอชายปิดตอนเที่ยงคืน (เริ่มราวๆปี 50) แต่ปัจจุบันก็เปิดทั้งคืนเหมือนเดิม แต่เข้าหอหลังเที
  • โรงอาหาร อมช. ต้องเปิดไฟกินข้าว
  • ร้านข้าวที่ อมช. เปิดขายตั้งแต่ ตี 5 เป็นต้นไป
  • หอนางฟ้า... หรือชื่อจริงๆ ว่า หอแปดหญิง ไม่มีโรงอาหาร นักศึกษาต้องไปกินข้าวที่หออื่น อาจเป็นเพราะนางฟ้าอิ่มทิพย์
  • ขยะหลังหอ ห้า หญิง เหม็นมาก จนถึงหอแปดหญิง
  • ที่เชียงใหม่จะมีร้านขายไก่ทอดตอนดึก (เริ่มขายประมาณตีหนึ่ง หมดประมาณตีสี่ตีห้า) นศ.หญิงเมื่อก่อนจะชอบปีนหอออกไปกินไก่ทอด (แถวๆกำแพงดิน)
  • ห่อหมกไข่ โรงอาหารคณะศึกษาอร่อยมาก ทำส่งขายให้ทุกโรงอาหาร
  • ถ้าช่วงไหนใกล้สอบ แล้วอ่านหนังสือจนดึกละก็ แนะนำมาม่าหอ7ชาย อร่อยมากโดยเฉพาะตอนตีสอง
  • warm up, monkey club, magenta, เด็กมอ แหล่งท่องเที่ยวย่านนิมมานเหมินทร์ คือสโมสรนักศึกษา นอกสถานที่ สำหรับน.ศ. มช. และ ใช้แชร์ร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมศึกษาอื่นในเชียงใหม่ด้วย
  • เวลา 12.15 น. - 13.00 น. เป็นเวลาที่โรงอาหารคณะวิทย์ (โรงอาหาร Bio) เต็มไปด้วยคน ทั้งๆที่เพิ่งขยายโรงอาหารไปไม่นานนี้ เพราะ นศ.ปี 1 - 4 อาจารย์ เจ้าหน้าที่ของคณะวิทย์ รวมถึงเด็กคณะอื่น ๆ หมุนเวียนมาทานอาหารพร้อมกัน
  • อาหารเด็ดของโรง Bio ปัจจุบันคือก๋วยเตี๋ยวต้มยำสุโขทัย โดยคุณป้าเซ๊าะกุง ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับอาหารตามสั่ง (ที่เป็นอาหารสำเร็จรูปเป็นจานๆ วางขาย) ที่โรงอาหารสังคมด้วย

หอพัก[แก้ไข]

  • หอ 6 ชาย นศ.คณะแพทย์ปี 1 ส่วนใหญ่อยู่หอนี้
  • ร้านเลมอนกรีน หอ 4 ชาย เปิด 24 ชั่วโมง คนเข้าออกไม่ขาดสาย เข้าไปทีไร เจอลูกค้าอย่างน้อย 1 คนทุกที
  • ยามเฝ้าหอ 4 ชาย ฝั่งซ้าย กะเช้า เด็กหอให้สมญานามว่า "ป้าทอม"
  • ก่อนหน้าป้าทอม มี ยามในตำนานอีกคนคือ ป้าพรทิพย์ (ปัจจุบัน ข่าวว่าแกไปเปิดร้านเสริมสวย)
  • หอหญิงสองและสามที่ "ม.เชียงใหม่" เป็นตึกรูปแปดเหลี่ยมและรูปสายฟ้า เพราะสร้างบนเมืองเก่า จึงออกแบบมาเพื่อแก้เคล็ด แต่บางตำราก็อ้างว่าหอ 3 กับ 2 หญิง มช ไม่ได้สร้างทับ "เมือง" แต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เป็น "จุดเผาศพ" เก่า และพื้นที่ของ "ม.เชียงใหม่" ฝั่งสวนสัก ก็คือ "สุสานและสนามรบโบราณ" หอหญิงรูปแปดเปลี่ยมว่าเป็นที่กัก และหอรูปสายฟ้าให้ผ่าเพื่อให้สยบ
  • "ม.เชียงใหม่" ห้ามนักศึกษาหอในใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ (แต่ก็แอบใช้กันอ่ะนะ)
  • หอพัก 40 ปี "ม.เชียงใหม่" ตอนแรกแบ่งสองซีก ชายครึ่งหญิงครึ่ง ไปๆ มาๆ ให้ผู้ชายอยู่ได้แค่เทอมเดียว เพราะห้องฟากผู้ชายมันไม่เต็ม ตอนนี้กลายเป็นหอหญิงล้วนไปซะแล้ว (เรื่องเงินสถานเดียว)
  • หอแปดหญิงมีห้องอาถรรพ์สีชมพู
  • เวลาไฟดับ จะเกิดปรากฎการณ์แจกของ โดยเฉพาะย่านหอพัก
  • หอ 2 หรือ 7 ชาย มีสาวกหงส์แดงเยอะ ส่วนหอ 1 หอ 6 ชาย มีสาวกผีแดงเยอะ (ไปเชียร์บอลใต้หอไหน ก็อย่าไปเชียร์ผิดหอนะ บางคนเชียร์ผีแดงแต่ดันไปเฮตอนผียิงประตูเข้า นัดแดงเดือด ที่หอ 2 T_T รอดมาได้ไงนะ)
  • ในอดีต ใต้หอ 8 หญิง เคยมีร้าน AM-PM
  • บางครั้ง ทีวีใต้หอชายดูละครน้ำเน่า แต่หอหญิงดันเปิดดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีก (แต่โดยปกติแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้น)
  • หอพักชายคณะแพทย์เรียกกันว่า "หอช็อค" ซึ่งเต็ม ๆ มาจากชื่อหอ "ช็อคโกแล็ต" ตามสีที่ทา
  • หอหญิงแทบจะทุกห้อง ล้วนมีถังพลาสติกผูกเชือก เอาไว้ฝากเพื่อนส่งเสบียงขึ้นหอ
  • ยกเว้น หอ 8 แปดหญิง ที่จะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะ รอบๆหอ มีรั้วล้อมรอบอย่างดีราวกับคุก ผู้ชายไม่มีสิทธิ์ได้เข้าใกล้เลยหลัง สี่ทุ่ม!
  • ใต้หอ 4 ชาย ช่วงกลางวัน จะมีคนมาเป่านกหวีดไล่คนที่มาจอดรถที่หน้าหอ ทั้งฝั่งหอ 4 ชาย และหอ 6 หญิง มีสมญานามว่า "เจมส์ บอนด์"
  • ใต้หอ 4 ชาย ท่อน้ำบนเพดานไม่ซ่อมซักที ส่งกลิ่นเหม็นโชยเป็นระยะๆ (ข้างบนเป็นห้องน้ำ)
  • หอ 4 ชายแบ่งออกเป็น 2 ฝาก ไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้
  • หอ 4 ชายได้ส่วนมากเด็กวิศวะอยู่มากที่สุด ส่วนหอ 2 ชาย เป็นเด็กวิจิตร
  • หอ 6 ชาย เคยถูกเรียกว่า Sun เพราะกะเทยหอนี้ไม่สวย แต่หอ 3 ชาย เรียกว่า Rose เพราะกะเทยสวย (เค้าว่ากันนะ)
  • ช่างประจำหอสามชาย มีไซด์ไลน์ขับรถแดง ชื่อลุงรัญ
  • หอ 3 ชาย มีชักโครก (แต่ที่รองนั่งพังตลอด)
  • หอหกชาย สามารถทักทายคนที่อาบน้ำห้องข้างๆได้ ด้วยการชะโงกหน้า
  • หอเจ็ดชาย จะต้องหาผ้าม่านมาใส่เอง
  • หอสองชาย ชั้นล่าง เป็นชั้นเดียวที่ไม่ต้องตรวจบัตร (ป้าพรทิพย์น้อยใจเลยหนีไปเฝ้าหอ4ชายแทน)
  • ว่ากันว่า หอ. ในทั้งหมด หอ.8 หญิงจะเป็นหอที่สาวน่ารักที่สุด รองจากหอ 40 ปี
  • ใครที่คิดจะไปนั่งจีบสาวหรือนั่งรอที่ หอ 8 ละก็ คุณจะต้องทนกลับกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ ที่กองหลังโรงอาหาร หอพัก 5 ให้ได้ (แค่เดินผ่านก็ชวนอ้วกแล้ว โคตรมีเทน)
  • มช. เคยมีเทศกาลเปิดหอ ให้ชายขึ้นหอหญิง ให้หญิงขึ้นหอชาย สลับกันหนึ่งวัน...แต่ละห้องจะต้องมีของกินเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมห้องด้วย แล้วก็ต้องมีการตกแต่งห้อง ส่วนมากจึงมักเห็นห้องในหอในตกแต่งด้วยกระดาษห่อของขวัญบ้าง กระดาษสีบ้าง
  • จากเทศกาลเปิดหอ พบว่าห้องนอนผู้ชายสะอาดเป็นระเบียบกว่าห้องหญิง
  • หอชายและหอหญิงอนุญาตให้อยู่ได้ไม่เกิน 3 คน ห้องที่มีคนมากกว่านั้นเรียกว่า "สิงหอ" (สิงสู่) ต้องคอยหลบแม่บ้านให้ดีดีนะ (เคยทำมาแล้ว อัดอยู่กัน 6 คน)
  • หอหญิงห้ามผู้ชายขึ้นเด็ดขาด (รวมกะเทยด้วย) แต่หอชาย (บางหอ) ผู้หญิงขึ้นได้ตลอด เจอมากับตัว!
  • หอ 2 ชายตกกลางคืนจะได้ยินเสียงเด็กร้องกับเสียงดนตรีไทยเป็นที่หวาดผวาของผู้พบเห็นยิ่งนัก(เสียงดนตรีไทยมาจากเด็กวิจิตรซ้อมดนตรี ส่วนเสียงเด็กร้องเป็นเสียงของลูกแม่บ้าน)
  • หอ 2 ชาย เคยมีโรงอาหารประจำหอ แต่ปัจจุบัน วิทยาลัยสื่อ ฯ ยึดไปเป็นโรงอาหารคณะเขาไปแล้ว
  • หอ 2 ชาย ชั้นบนๆ ห้องส้วมมักจะไม่มีก๊อกน้ำ แต่จะมีไอ้หนุ่มยาว (ผู้ดูแลหอพัก) มาไขก๊อกเปิดน้ำใส่ถังทิ้งไว้รอบเดียว ถ้าน้ำหมดถัง ก็ ต้องไปตวงน้ำจากห้องอาบน้ำเอง
  • หอชาย 2 ห้องอาบน้ำพื้นไม่น่าชวนให้เหยียบ ฝักบัวไม่มีฝักบัว มีแต่ท่อส่งน้ำยาวๆ
  • หอชาย 2 สีผนังตึก ฉันใดก็ฉันนั้น ไม่มีการทาสีย้อมแมว เฉกเช่นหอพักอื่นๆในมหาวิทยาลัย
  • และหอชาย 2 เอง กำแพงระเบียงต่ำมาก ถ้าเมาหรือมองไม่เห็น เดินชนหรือไปพิง มีสิทธิ์ตกพลัดหอพักได้แบบง่ายดาย
  • นักศึกษาชายวิจิตรศิลป์ ปี 1 รุ่นพี่จะบังคับให้อยู่หอ 2 ชาย แต่บางปี ก็เป็นหอ 3 ชาย และมักป่วน จนผู้ปกครองหอพักปวดหัวเสมอ
  • เด็กกรุงเทพส่วนใหญ่จะมาเรียนคณะแพทย์มากที่สุด เช่น เตรียมอุดม สวนกุหลาบ
  • หอ 9 หญิงเคยเป็นหอ 1 ชายมาก่อน
  • และตอนนี้ หอ 9 หญิงก็กลายมาเป็นหอ 1 ชายอีกแล้ว
  • ในอดีตหอ 1 ชายมีการรับน้องหอ ซึ่งหออื่นๆไม่มี
  • ปัจจุบัน มีหอ 3 ชาย เพียงหอเดียว ที่ยังมีประเพณีรับน้องหอ ซึ่งหออื่นๆไม่มีแล้ว
  • เคยมีพิธีปราบผี และ ลงผี หลายครั้ง ที่หอ 3 ชาย โดยชมรมพุทธศิลป์ (บางครั้งก็อำเล่นๆ บางครั้งก็จริง )
  • หอ 6 ชาย เคยมี คอร์สสอนนั่งสมาธิเจริญภาวนา โดยผู้สอน คือ กรรมการหอพักซึ่งเป็น พี่ นศ.วิดวะ รหัส 48 หน้าห้องพักเป็นเขตอภัยทานด้วย


เตือนไว้[แก้ไข]