มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จากไร้สาระนุกรม - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
(เปลี่ยนทางจาก มหาวิทยาลัยเอียงใหม่)
เนื้อหา |
[แก้ไข] มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีชื่อย่อว่า มช.
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีชื่อเล่นที่เป็นที่รู้กันของนักศึกษาว่า มอเฌองดอย
- มีสัญลักษณ์เป็นรูปช้างชูคบเพลิง (แต่โดยส่วนใหญ่ จาเข้าใจว่าเปน "ช้างชูคอนเนตโต" )
- ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือ ดอกทองกวาว
- สีประจำ มช. คือ สีม่วง
- มช. มีทั้งหมด 20 คณะและ 1 วิทยาลัย
- มช.มีพื้นที่ประมาณ 8,502 ไร่เศษ แบ่งเป็น 3 ฝั่งใหญ่ๆคือ ฝั่งสวนดอกเป็นที่ตั้งของคณะสายการแพทย์ทั้ง 6 ฝั่งสวนสักเป็นที่ตั้งของคณะส่วนใหญ่และหอพักปี 1 ฝั่งแม่เหียะ เป็นที่ตั้งของคณะสัตวแพทยศาสตร์และอุตสาหกรรมเกษตร
- พื้นที่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวม 8,502 ไร่ พื้นที่บางส่วนเป็นที่ดินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอง ซึ่งมีการซื้อหรือเวนคืนในช่วงการจัดตั้งมหาวิทยาลัย บางส่วนหน่วยงานราชการอื่น โดยเฉพาะกรมป่าไม้ อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ และมีบางส่วนได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา พื้นที่เหล่านี้กระจายอยู่ตามบริเวณต่างๆ ดังนี้
*บริเวณเชิงดอยและสวนดอก 1,812 ไร่
*บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ 1,293 ไร่
*บริเวณสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน 550 ไร่
*บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงดอยป่าเกี๊ยะ 30 ไร่
*บริเวณสถานีวิจัยการเกษตรที่สูงหนองหอย 50 ไร่
*บริเวณค่ายสำรวจคณะวิศวกรรมศาสตร์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 17 ไร่
*พื้นที่บริจาคให้แก่คณะแพทยศาสตร์ 12 ไร่
*พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แม่ธิ-แม่ตีบ-แม่สาร ตำบลศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน 4,726 ไร่
*ที่ราชพัสดุ ต.แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 12 ไร่
- มช.ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ บรรยากาศเยี่ยม ธรรมชาติสวยงาม เหมาะแก่การเรียนการสอน
[แก้ไข] เรื่องทั่วไป
- ศาลาธรรมเป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวลูกช้าง มช.
- (อยู่นอกมอไปนิด) อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเป็นสถานที่ที่คนไปสักการะตลอดเวลา (ตี 4 ยังมีไปเรื่อยๆ นะเอ้า แล้วไม่ขาดสายด้วย)
- สถานที่พระราชทานปริญญาบัตร แต่เดิมคือ ศาลาอ่างแก้ว ปัจจุบันย้ายไปที่หอประชุม มช.
- ถนนใน ม.จะเป็นเนินๆ เยอะมาก
- ถนนใน มช. ไม่เท่ากันสักสาย เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่เชิงเขา
- เด็ก มช. สามารถเรียกมหาลัยตัวเองได้เต็มปากว่า มหาลัยมีระดับ เพราะถนนในมช.เล่นระดับพอสมควร
- ถนนหนทางจากคณะบริหารไปคณะวิจิตร ควรเรียกว่า ปอยเปตเมืองไทย หรือไม่ก็ถนนไปดาวอังคาร
- ที่ "ม.เชียงใหม่" จะเรียกรถโดยสารจะเรียกว่า "ขส.มช." และเมื่อก่อนเรียกรถราง(ที่ไม่ได้วิ่งบนราง) ตอนนี้เป็น "รถไฟฟ้า" สีขาวม่วง (เคยเปลี่ยนเป็นสีส้มตอนกีฬามหาวิทยาลัย เพราะ Orange เป็นสปอนเซอร์)
- มช. มีรถไฟฟ้าที่เรียกว่า "ขส.มช." ย่อมาจาก ขนส่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- รถไฟฟ้า มช. เขาเอากริ่งออก เพราะต้องการให้นักศึกษามีมรรยาทดี กล่าวคำขอบคุณคุณลุงคนขับทุกครั้งเวลาลงจากรถ
- อ่างแก้ว มีชื่อมาจากน้ำห้วยแก้วที่ไหลลงมาจากดอยสุเทพ เป็นอ่างเก็บน้ำ บรรยากาศสายงาม ที่อยู่ใน ม. เคยมีหนังหลายเรื่องมาถ่ายเป็นโลเคชั่น
- ในอดีต เคยมีรถไฟฟ้า แต่ต่อมาก็ไม่มีอีก เนื่องจากปัจจัยเรื่องเงิน และความยากลำบากในการประจุแบตเตอรี่ แต่ในปี 2550 นี้ มันได้กลับมาอีกครั้ง และบางคนอาจเคยเห็นชายคนหนึ่งกำลังขี่จักรยาน แล้วมาเจอรถไฟฟ้ากำลังแล่นมาพอดี จึงเข้าเกาะรถไฟฟ้า เพราะ อยู่หอนอกแล้ว แต่มัน... ไม่มีรถยนต์หรือ จยย. ต้องถีบรถจักรยานด้วยความจำใจ
- คณะแพทยศาสตร์เป็นคณะที่มีอายุมากกว่า "ม.เชียงใหม่"(ก็ตอนแรกเป็นโรงเรียนแพทย์ ที่ตั้งมาก่อน "ม.เชียงใหม่" นี่นา)
- คณะแพทย์ จะนับรุ่น ตาม พ.ศ.ที่เข้ามาศึกษาพอดี เช่น เข้าปีหนึ่ง ปีการศึกษา 48 ก็รุ่น 48
- ตึกใน "ม.เชียงใหม่" ไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างสูงเกินกว่า 100 เมตร ตามกฎเทศบัญญัติที่ไม่ต้องการให้สร้างอาคารสูงบดบังดอยสุเทพ (จริงๆ ก็บังคับทั้งเมืองนั่นแหละ)
- การดับไฟป่าบนดอยสุเทพ มักจะใช้น้ำที่ขนโดยเฮลิคอปเตอร์จากอ่างแก้ว
- หลังสี่ทุ่ม ห้ามอยู่ที่ อ่างแก้ว ไม่เช่นนั้น อาจโดนพี่ยามไล่
- ประตูเกษตร ปิด 1 ทุ่มทุกวัน (บางวันปิดเร็วกว่าก็มี)หลังจากปิดประตูตามเวลาแล้ว คนมักจะใช้เป็นที่จอดรถทุกวัน
- คณะเกษตรศาสตร์ มีร้านดอยคำ และมีกาดโก้งโค้งที่ขายเฉพาะวันศุกร์-เสาร์สิ้นเดือน
- บัตรนักศึกษามช. เป็นบัตร ATM ได้ด้วย (ธนาคารไทยพาณิชย์) แต่ถ้าไม่อยากใช้ก็ไม่ต้องเอาเงินไปเข้าบัญชีก็ได้ บัตรนั้นจะกลายเป็นแค่ บัตรประจำตัวธรรมดาๆ เวลาเรียนจบแล้ว เอาบัตรไปคืนที่ กองกิจฯ ได้เงิน 200 บาท
- วันวาเลนทายปีนี้ของเด็กมอชอ มีความหมายอันสำคัญยิ่ง คือ เป็นวันสอบไฟนอล ขืนมัวแต่ไปหนุงหนิงกะแฟน มีหวัง "ทาย" (รีไทร์) แน่นอน
- โค้งสปิริต กับโค้งขุนกัณฑ์ (โค้งสุดท้ายก่อนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ) เป็นชื่อของโค้งเดียวกัน (บางคนก็เรียกว่า โค้งSTUPID)
- ช่วงไคลแมกซ์ในงานกีฬามหาลัย มีคนดูเยอะกว่าตอนแข่งกีฬาหลายเท่า (ช่วงไคลแมกซ์ เป็นช่วงโชว์หลีด โชว์สแตนด์ ร้องเพลงประจำคณะ ฯลฯ ซึ่งเริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน)
- เสียงระฆังของหอนาฬิกา ใช้ลำโพงกระจายเสียง ซึ่งหอนาฬิกาจะตั้งเวลาช้าไป 5-10 นาที มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นาฬิกาเสียไม่มีใครมาซ่อมนานเกือบ 1 เดือน(คิดว่าถ่านคงหมด)
- เมื่อก่อน รั้ว มช. ไม่ได้มีสีม่วง พึ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่ปีมานี่แหละ (ฉลอง 40 ปีเอาเสียหน่อย)
- น.ศ. ขี่มอ'ไซมาเรียนเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะใส่กระโปรงก็ตาม แถมไม่รู้เป็นอะไร ต้องเคยล้ม เคยชน ต้องมีเรื่องเพราะมอ'ไซ จนต้องหามส่งโรง'บาลสวนดอก ก่อนหน้านี้ เคยออกคำสั่งห้ามใช้มอเตอไซในมหาลัย ใครเอามาใช้เจอโซ่ล่าม แล้วให้ใช้จักรยานแทน แต่เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศ แบบเล่นระดับ (ใครจะไปขี่ได้)ก็เลยมีรถไฟฟ้าขึ้นมา และ มีจักรยานหอเพื่อให้เช่า
- สรุป น.ศ.มช. ขี่มอ'ไซ ได้เรื้อน/ประมาท/ด๋อย ไม่แพ้ใครในเชียงใหม่ (หรืออาจจะยิ่งกว่าคนเวียตนามอีก)
- แยกไฟแดงในม. ประหลาดที่สุด นอกจากไฟแดง ไฟเหลือง (ที่ค้างถึง3วินาทีกว่าจะไฟแดง)และยังมีไฟเขียวที่กระพริบ ถึง 4-5 ครั้งด้วยกัน เอาเป็นว่า เอื้อประโยชน์สุดๆ กับพวกที่ชอบฝ่าไฟแดง
- มช. มีวิทยาลัยเปิดใหม่เมื่อปี 2549 เป็นปีแรกชื่อว่า "วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (College of arts, media and technology) (CAMT)" เมื่อมีคนถามเด็กในคณะนี้ว่าเรียนคณะไหน จะตอบหรือแนะนำสั้นๆว่า "วิลัยสื่อ" หรือไม่ก็ "แค๊มท์"
- คณะที่เพิ่งเปิดใหม่ใน มช.ได้แก่ คณะสถาปัตย์(แยกมาจากวิจิตรศิลป์),คณะรัฐศาสตร์ (แยกออกมาจากสังคมศาสตร์), คณะนิติศาสตร์ (แยกออกมาจากสังคมศาสตร์),คณะการสื่อสารมวลชน(แยกออกมาจากมนุษย์ฯ)
- ประตูข้างหน้ามอ เปิด 24 ช.ม. ประตูไผ่ล้อม(เปิด7โมงเช้าปิด9โมงเช้าและเปิดอีกที4โมงเย็นปิด1ทุ่ม) ประตูศึกษา(ไม่เปิดแต่เดินผ่านได้) ประตูวิศวะ ถูกปิดตาย(เมื่อก่อนเดินผ่านได้แต่ตอนนี้ถึงขั้นเอารั้วลวดหนามมาพัน) ส่วนประตูเกษตร(เปิด7โมงเช้าปิด1ทุ่ม) และประตู ปตท.(เปิด7โมงเช้าปิด3ทุ่ม) เปิดปิดเป็นเวลา
- ที่ มช. มีประเพณีรับน้องรถไฟ รับน้องปีหนึ่งจาก กทม. และต่างจังหวัด มาเชียงใหม่ นั่งชั้น3 รับน้อง ร้องเพลงตลอดสาย พอถึงเชียงใหม่ตอนเช้าพี่ก็จะพาไปไหว้พระที่หน้า ม.
- ปี 2549 รับน้องรถไฟโดนงดเพราะดินถล่ม รางขาด
- การรับน้องรถไฟถือเป็นประเพณีรับน้องที่สำคัญของชาว มช. จะมีการบูมรอบขบวนรถไฟซึ่งดังกึกก้องไปทั่วหัวลำโพง
- เด็กกรุงเทพและใกล้เคียงถ้าไม่ได้มารับน้องรถไฟจะเสียดายไปตลอดชีวิตเพราะความรู้สึกตอนปี1 กับปี2ไม่เหมือนกัน
- ช่วงสอบ นศ. จะชอบออกมาอ่านหนังสือโต้รุ่งตามใต้ตึกต่างๆ
- ปัจจุบันใน มช. มี 7-11 3 แห่ง คือ สาขาประตู ปตท. และ สาขาคลินิกไผ่ล้อม และสาขาคณะพยาบาล(แต่ป้ายข้างบนมันเขียนว่าร้านค้าสวัสดิการ 24 ชม ต้องดูสนามหญ้าด้านหน้าจะมีรูป7-11อยู่)
- ขณะนี้ชมรมเทควันโด้กลางของมหาลัยได้ถูกคณะรัฐศาสตร์ยึดไว้แล้ว อย่างไรก็ตามสภาพในชมรมก็เงียบเหงาสิ้นดี ผิดกับก่อนหน้านี้ที่จะมีเด็กๆจากหลายคณะมาร่วมฝึกด้วยกันซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดีมาก คาดว่าสภาพหลังจากนี้คงจะกลับสู่สภาพเดิมหลังจากที่รุ่นพี่บ้างคนได้จบไปแล้ว
- ชมรมถ่ายภาพ จะมีรายได้หลักจากการขายภาพกิจกรรมต่างๆ เช่น sport day หรือ รับน้องขึ้นดอย
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีโครงการรับน้องปลอดเหล้า แต่ทว่าประธานสภานักศึกษาคนปัจจุบัน 2550 ได้ตอบสนองนโยบายนี้โดยการ จับรุ่นน้องปีหนึ่งกรอกเหล้าซะงั้น
- เพลง มช. รำลึก เป็นเพลงที่บริษัท GMM-Grammy แต่งให้ มช.เนื่องในโอกาส มช. อายุครบ 40 ปี
- นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เคยเป็นนายกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ภริยาอดีตนายก(พลเอกสุรยุทธ์ จฬานนท์)จบจากมนุษยศาสตร์ มช.
- ผู้ว่าฯกทม. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นศิษย์เก่า มช.คณะเกษตร
- สุรอรรถ ทองนิรมล ปลัดกระทรวงมหาดไทย ศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ มช.
- โหน่ง-วสันต์ อุตมโยธิน เป็นศิษย์เก่า มช.
- นุ่น-ศิรพันธ์ (นุ่น เพื่อนสนิท)จบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์
- คณะรัฐศาสตร์ เป็นคณะที่มีชื่อเต็มที่ยาวที่สุด คือ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ (Faculty of Political Science and Public Administration)
- คณะรัฐศาสตร์มีสัญลักษณ์คือ "สิงห์ขาว" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยเป็นเครื่องหมายของนักปกครอง และ มหาลัยอื่นๆ ที่มีการเรียนสาขารัฐศาสตร์ ก็ใช้สิงห์สีต่างกันออกไป
- คณะรัฐศาสตร์ ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพทางด้านการเมืองการปกครอง อาทิเช่น สุเทพ เทือกสุบรรณ, นิกร จำนง,สุรอรรถ ทองนิรมล(ปลัดกระทรวงมหาดไทย) เป็นต้น
- คณะรัฐศาสตร์ แยกออกมาจากคณะสังคมศาสตร์เมื่อปี 2549 เป็นคณะลำดับที่ 19 และเป็นคณะรัฐศาสตร์ที่ติดอันดับ 3 ของประเทศ รองจากธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์
- การที่จะได้เป็น "สิงห์ขาว" นั้นต้องผ่านการยอมรับจากรุ่นพี่ทุกชั้นปี โดยต้องผ่านแบบทดสอบที่เน้นความ "สามัคคี" เป็นหนึ่งเดียว
- คณาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการสอนมากมาย เช่น รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ,อ.ไพรัช ตระการศิรินนท์,อ.ดร.วรรณา ลีระศิริ,อ.ราม โชติคุด,ฯลฯ
- คณะการสื่อสารมวลชน เป็นคณะลำดับที่ 18 แยกออกมาจากคณะมนุษยศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่เด็กจากต่างจังหวัดมาเรียนมากและคะแนนสูงมาก
- คณะการสื่อสารมวลชน เรียกสั้นๆว่า "Mass Comm" ซึ่งย่อมาจาก Mass Communication
- คณะการสื่อสารมวลชน ได้ร่วมกับวายุฟิล์ม โปรดักชั่นผลิตหนังสั้นเรื่อง "เฟรชเฉิ่ม" และ "เฟรชเฉิ่ม2" ได้ออกฉายและส่งเข้าประกวดหนังสั้นจนได้รับรางวัลชนะเลิศมา โดยนักแสดงในภาค 2 ชื่อ เป้ จบจากดาราวิทยาลัยและนางเอกชื่อจินสาวสวยคณะนิติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนพระเอก ชื่อ ตี้ จบ บดินทร์เดชา
- หนังสั้นเรื่องเฟรชเฉิ่มทั้ง 2 ภาค ซึ่งกำกับโดยณิชภูมิ ชัยอนันต์ กลายเป็นจุดขายของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และติด 1 ใน 5 ของหนังสั้นที่มีชื่อเสียงพอสมควรและสามารถถ่ายทำในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้อย่างเป็นทางการ ต่างจากหนังใหญ่เรื่องเพื่อนสนิทที่อธิการบดีห้ามถ่ายในมหาวิทยาลัยแม้แต่ฉากเดียว
- สิ่งที่คนใน มช สับสนบ่อยมากเกี่ยวกับชื่อเล่นของ ณิชภูมิ ชัยอนันต์ คือชื่อของ "ณิชชี่" กับ "ริชชี่" จริงๆ แล้ว "ณิชชี่" คือชื่อของคนธรรมดาๆที่กำกับเฟรชเฉิ่ม แต่ "ริชชี่" คือชื่อของคนที่มีพลังจิต แต่คนที่ไม่เคยเห็นหน้ามักเข้าใจสับสนกันเพราะทั้งสองอยู่คณะเดียวกันและจบจากโรงเรียนมงฟอร์ตมาเหมือนกัน
- สาขาวิชาการหนังสือพิมพ์ คณะการสื่อสารมวลชน มีหนังสือพิมพ์เป็นของตนเองชื่อ "อ่างแก้ว"
- รับน้องขึ้นดอย 2550 วิศวะ ครองแชมป์ขึ้นอันดับ1 ที่ 2 เกษตร ที่ 3 รัฐศาสตร์ แก้ไขและเพิ่มเติมจ้า ครองรางวัลอันดับสุดท้าย วิจิตรศิลป์ เพราะ เดินไป ร้องเพลงไปจ้า
- คณะนิติศาสตร์ แยกออกมาจากคณะสังคมศาสตร์ เป็นคณะลำดับที่ 20
- คณะนิติศาสตร์มีสำนักงานอยู่ที่ตึกคณะสังคมศาสตร์ มีคลินิกกฎหมายให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆด้วย
- สันทนาการรับน้องที่สนุกที่สุดเห็นจะเป็น คณะการสื่อสารมวลชน, ศึกษาศาสตร์, สถาปัตย์, วิลัยสื่อ,วิศวะ ฯลฯ
- คณะสถาปัตย์ให้น้องๆปี1 ทักรุ่นพี่เมื่อเจอตามที่ต่างๆด้วยการยืนล้อมรอบและร้องเพลง โดย ท่าและเพลงที่ใช้ทักทายจะเปลี่ยนไปตามชั้นปีของรุ่นพี่ และเปลี่ยนไปทุกๆปี จ้า
- คณะสถาปัตย์จะมีหมวกเครื่องประดับหรือของตกแต่งให้ทุกคนถือไปเรียนด้วย ซึ่งจะเปลี่ยนทุกปีเหมือนกัน แล้วแต่ theme ที่จำได้เคยมี เป็นลูกเสือ ทหาร นินจา นักเรียนอนุบาลและอื่นๆ
- คณะแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ผูกไทด์(เพราะบางครั้งต้องลงแล๊ป จะไม่ค่อยสะดวก)
- คณะเภสัชศาสตร์ มีไทด์สีเขียวมะกอก ภูมิศาสตร์ ไทด์สีน้ำตาล รัฐศาสตร์ ไทด์สีกรมท่า เศรษฐศาสตร์ ไทด์ดำ
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาที่ดีเป็นอันดับ 3 ของประเทศในด้านการเรียนการสอนจากการจัดอันดับของ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ ปี 2549(อันดับ 3 นี่ไม่นับธรรมศาสตร์ที่ถอนตัวออกไปก่อน)
- มช เป็นมหาลัยที่อากาศดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย
- ใครอยากรู้จักเด็กๆปีหนึ่งน่ารักๆ ไม่ต้องไปถามชื่อไปขอเบอร์เลย เพราะเค้ามีป้ายห้อยคอทุกคน
- สามารถดูเกรดโดยการส่ง sms ได้
- ปีการศึกษา 2551 เป็นปีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ติดอันดับมหาลัยยอดฮิตกับยอดสมัครแอดมิชชั่นเป็นอันดับ3 รองจาก ม.เกษตรและจุฬาฯ
- คณะรัฐศาสตร์ กำลังจะเปิดสาขาวิชาเพิ่ม นั่นคือ สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
- คณะบริหารธุรกิจ มีผู้สมัครแอดฯมากที่สุดของ มช. ในปี2551
- จากสถิติของ สกอ. 2551 นศ.คณะแพทย์ มช. อยู่ครบ ไม่ลาออก ไม่โดนรีฯ
- มช. มีสถาบันภาษาเป็นของตนเอง นอกจากนี้ยังมีสถาบันวิจัยด้านวิทย์ สังคม และอื่นๆอีกมากมาย
- คณะที่คนกรุงเทพฯมาเรียนมากที่สุดคือ คณะแพทยศาสตร์ เทียบจากอัตราส่วนนักศึกษา รองลงมาคือ ทันตะ และ เภสัช
- คะแนนแอดมิชชั่นคณะทันตแพทย์ มช.ต่ำกว่า มธ. แต่การจัดอันดับคุณภาพ มช.อยู่อันดับสูงกว่า
- คณะการสื่อสารมวลชน มีสถานีวิทยุเป็นของตนเอง (คลื่น 100.00 MHZ) และยังมีหนังสือพิมพ์อ่างแก้ว
- แต่ละปี แต่ละคณะจะมีการแสดงที่ถือเป็นการแสดงที่โดเด่นของแต่ละคณะ เช่น คณะการสื่อสารมวลชนมีละครเวที "ขยับปีก" วิจิตรศิลป์มีการแสดงดนตรีลูกทุ่ง "ลูกทุ่งวิจิตรฯ" วิทยาฯมีงานแสดงผลงาน "งานวิทย์ฯ" บริหารมีงานวัด "พัดหวน" สถาปัตย์มีละครเวที "ละคร'ถาปัตย์" วิศวะมีงานแสดงดนตรี "น็อต" เป็นต้น
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับหรือนอกระบบนั่นเอง (แต่ค่าเทอมก็เพิ่มขึ้นไม่มาก แล้วมันจะประท้วงกันทำไมฟะตอนแรก)
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคนมีคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมเป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์
- บัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกคนจะสวมครุยสีดำแต่แถบตรงคอและไหล่สีจะไม่เหมือนกันในแต่ละคณะ
- คณะการสื่อสารมวลชนจะจัดละครเวที ที่เรียกว่า "ขยับปีก" ทุก ๆ เทอม 2 ของปีการศึกษา เป็นละครเวทีแนววาไรตี้ที่เสนอหลายเรื่อง ใน Theme เดียวกัน
- Theme ขยับปีกแต่ละปีจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เช่น ปี 49 ขยับปีกคาเฟ่, ปี 50 ขยับปีก Colorful
- คณะการสื่อสารมวลชนจะไม่ประชันเชียร์ เวลาไคลแม็กซ์สปอตเดย์ แต่จะมีโชว์การแสดง (ที่ประชาสัมพันธ์ขยับปีกไปในตัว) ที่ถ้าพลาดแล้วจะเสียดาย
- รู้มั้ยว่า เลยคณะเศรษฐศาสตร์และข้างๆตึกวิทยาลัยศิลปะสื่อและเทคโนโลยี เข้าไปเป็นที่ตั้งตึกคณะการสื่อสารมวลชน ที่กำลังจะก่อสร้างใหม่ (มีโครงการมาหลายปีแล้ว ได้ข่าวว่าตึกจะเป็นรูปนกพิราบด้วย)
- คุณอุ๊ ช่อผกา พิธีกรโทรทัศน์ เป็นศิษย์เก่า Mass Comm มช.
- ตั้งแต่ปี 49 เป็นต้นมา ต้องแสกนนิ้วมือเข้าหอสมุด ต่อมาเปลี่ยนเป็นทาบ หรือรูดบัตร นศ. (ประหนึ่งเข้าสำนักงาน FBI)
- ITSC คืออินเตอร์เน็ตคาเฟ่ของมหาลัย เปิดให้ใช้ถึงเที่ยงคืน แอร์เย็นสบาย มีเครื่องสแกนเนอร์บริการฟรี
- ลานข้าวโพด คือ ลานหน้าตึก HB6 เพราะข้างหน้าตึกมีอนุสาวรีย์ข้าวโพดสีทองตั้งอยู่
- อุโมงค์ของเด็ก Mass Comm คือโถงทางเดินใต้ตึก HB6 (ใช้เป็นที่ประชุม สุมหัวทำงาน นัดเจอ)
- ปีนี้เป็นปีแรกที่คณะวิทย์ จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ (Science Festival) ให้ปี 1 เป็นคนดำเนินงานหมด (เพราะปีนี้งานสัปดาห์วันวิทย์ที่แม่โจ้นั่นเอง)
- อ.เอก AccBa เล่นเว็บบอร์ดกับนักศึกษา
- เวปเก่าแก่ ที่รวบรวมรุ่นพี่ที่แก่ๆเอาไว้ได้มากที่สุด คือเวป www.cmupark.com ไม่เชื่อลองเข้าไปอ่านดู ต่อมามีเวปน้องใหม่ www.dekmor.com มาตีตลาดน้องใหม่ เลยทิ้ง ซีมูป๊าค ไว้ให้คนแก่ดูแลเวป
- เมื่อก่อนเว็บ Dekmor เป็นที่นักศึกษาเข้ามากที่สุด แต่ปัจจุบันร้างอย่างกับป่าช้า ไม่ค่อยมีคนใช้
- เด็กผู้ชายปีหนึ่งคณะวิจิตรทุกคน ต้องเริ่มเลี้ยงผมยาวใหม่เท่ากันหมด เพราะเข้ามาปีหนึ่งถูกจับตัดเกรียนหมดทุกคน
- คณะวิจิตร มช.ไม่ค่อยมีใครใส่ชุด นศ.ไปเรียน
- ตอนรับน้องคณะวิศิตรจิ๋น (วิจิตรศิลป์)วันแรก ผู้ชายต้องตัดลองทรง ผู้หญิงต้องย้อมผมดำรวบตึงใส่เจลและต้องติดกิ๊บดำไม่ต่ำกว่า10ตัว
- ทุกคนจะมีชื่อ คณะ ชื่อคณะได้มาจากการ Present ตัวหน้าคณะที่ต้องฮาที่สุดแล้วรุ่นพี่ถึงจะให้ชื่อ บางคนต้องออกมาทำถึง20รอบเลยทีเดียว
- ปี1คณะวิจิตรศิลป์ จะพวกสมุดจดสีแดง และ เสื้อกันฝนสีแดงทุกคน ในแต่ละปีจะมีพิธีเลือกนางแก้ว และเปิดธงรุ่น โดยนางแก้วจะโดนหามด้วย
ขบวน4จตุรเทพ(คือผู้ชาย4คนที่คิดว่าหล่อที่สุดในรุ่น)ไปทำพิธีไหว้ครูคณะแถวอ่างแก้วทุกปี
- อ.ต่างคณะจะชมเด็กวิจิตรปี1ว่าแต่งตัวถูกระเบียบแต่พอหมดรับน้อง อ.แทบอื้ง เพราะแต่ละคนแต่งตัวเหมือน แหย๋ม ยโสธร
- คณะวิจิตรมีวิชาโฟโต้เป็นของตัวเอง แต่ในบูลาตินให้ไปเรียนโฟโต้ของแมสคอมแทน
- งานลูกทุ่งวิจิตร ไม่ได้จัดทุกปี แต่มี 2 ปีครั้ง
- อ.สุนันทา (อ.ป้า)เป็นอ.ในตำนานของคณะวิจิตร เพราะอยู่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง อ.เป็นเหมือนคุณหญิงมีคนขับรถมารับ-ส่งเป็นผู้ก่อตั้งงาน Le Paradis De Flaurs จัดทุกปีที่เซ็ลทัลแอร์พอร์ท และ อ.ก็รักลูกศิษย์ทุกคน
- อ.ทินกร มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "เทพทิน" เพราะเก่งระดับเทพ
- อ.ทินกร สินธุรัตน์ เป็น อาจาร์ยคณะวิจิตรศิลป์คนเดียวที่สอนวิชาโทภาพเคลื่อนไหว หรือเรียกให้เท่ห์ว่า ไมเนอร์แอนิเมชั่นและกำลังจะลาออกในปี 2554 ดังนั้นหลังปี 2554 ก็จะไม่มีการเปิดสอนวิชาโทภาพเคลื่อนไหวอีกต่อไป
- ไมเนอร์แอนิเมชั่น วิชาไหนที่เปิดเทอมหนึ่ง จะไม่เปิดเทอมสอง ต้องวางแผนลงทะเบียนดี ๆ
- คนเรียนแอนิเมชั่น วิชา Basic Tech of Animation ปี 51 จะไม่ได้เรียนเขียนฟิล์ม ซึ่งเป็นเทคนิคดั้งเดิมของแอนิเมชั่น เพราะคนขายฟิล์มเจ้าที่ อ.ทินกรซื้อประจำ ขายเป็นเจ้าสุดท้าย และเขาตายแล้ว !
[แก้ไข] แจกของ
- ประเพณีการแจกของ ไม่ใช่การโยนคุกกี้ขึ้นหอหญิง แต่อย่างใด แต่มีคนเคยทำมาแล้ว
- การแจกของ เป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่งในช่วงการสอบ หรือที่มักจะเกิดตอนไฟดับ คำง่ายๆที่ใช้แจกกันก็คือ "(อวัยวะเพศชาย)!!!!!!!!!!" แต่จริงๆ สบถคำไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ
- ส่วนมาก นศ.ชาย (แทบทุกคน) เคยแจกของมาแล้วทั้งสิ้น และส่วนใหญ่ก็จะไปแจกตามหอหญิง วิธีแก้เผ็ดของนักศึกษาหญิงคือ เอาน้ำสาด (พวกแจกของก็จะกระเจิง เหมือนผีโดนน้ำมนต์) ฉายไฟใส่หน้า (พวกนี้จะไม่ถูกกับแสงไฟทุกชนิด เวลาโดนแสงแล้วจะต้องเผ่น....) บางทีนักศึกษาหญิงก็จะมีการแจกของกลับไปด้วย (เพื่อความเมามันส์ของชีวิต)
- พาหนะในการแจกของส่วนมากก็คือมอเตอร์ไซต์ (บ้างก็มาเดี่ยว บ้างก็มากันเป็นแก็งค์มอเตอร์ไซต์เลยทีเดียว) แล้วก็มีบางส่วน (พวกงบน้อย หรือเด็กหอใน) ก็ใช้เดินแจกของเอา..(เวลาไฟมาทีวิ่งกลับหอแทบไม่ทัน อิอิ)
- ว่ากันว่า วันไหนไฟตก ไฟดับ จะมีโอกาสได้แจกของสูง
- แต่ปกติตอนดึกๆ ช่วงสอบมันก็แจกกันอยู่แล้ว แต่ไม่ครึกครื้นเท่าตอนไฟดับ
- บางทีมีผู้หญิงมาแจกของด้วย แต่ส่วนมากจะเป็นผู้ชาย คำยอดฮิตก็ ก...ย, เ อี้......ย, ส..า..ด, นอกจากนี้ยังเคยได้ยินคำด่าคนดังหรือนักการเมืองลับหลังด้วยในขณะแจกของ
- การแจกของเป็นประเพณีที่มหาลัยไม่สนับสนุน ดังนั้นคนที่โดนจับได้จึงถูกลงโทษ ทางวินัย
[แก้ไข] เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
- ถ้าจะดรอป ควรไตร่ตรอง แล้วรีบดรอปก่อนวันสุดท้ายประมาณ 2 วันกำลังดี เพราะวันสุดท้ายของการ drop ที่สำนักทะเบียน คนจะเยอะมากและใบ Drop เป็นของหายาก และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าครึ่งหนึ่งของแถวยาวๆ นั้นเป็นเด็กวิศวะ
- ที่ มช. หากใครไม่มียานพาหนะเป็นของตัวเอง หรือมีเพื่อนที่มีละก้อ "ตายยยยแน่"
- ภาพยนตร์หรือละครในปัจจุบันที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง กับ "ม.ช." แทบไม่เคยได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำภายในเขตมหาวิทยาลัย
- กระแสหนึ่งก็เล่าว่า อ่างเก็บน้ำของ มช. เรียกว่า อ่างแก้ว เพราะ เป็นอ่างขนาดใหญ่และมีเศษแก้วแตก จากขวดเหล้าที่นักศึกษาไปนั่งดื่ม
- ถ้าวิดน้ำออกจากอ่างแก้ว สิ่งที่จะพบคือ ขวดเหล้า แก้ว รองเท้า ปิ๊กกีตาร์ กระเป๋า สมุดเปื่อยๆ เกียร์เงิน เกียร์ทอง(เอามาทิ้งตอนเลิกกับแฟน)
- ในอ่างแก้ว มี ปลามังกร ปลาเทวดา ปลาคาฟพ์ ที่คนเบื่อเลี้ยงแล้วเยอะ
- ห้ามตกปลาที่อ่างแก้วมากิน (แต่เคยมีคนตกมันมาทำยำปลาในหอพักแล้ว)
- สถานที่ที่สามารถพบสาวแจ่มๆ ได้ง่ายๆ คือ ตึกคณะมนุษย์, ตึก RB3 และ RB5 (กะเทยที่ทำเหมือนผู้หญิงมากๆ ก็มีในสถานที่ดังกล่าวเช่นกันครับ)
- ดอกไม้จะมีทั่ว ม. ในช่วงวันรับปริญญา (เป็นช่วงปลูกผักชีของมหาลัย) มองดูคล้ายงานพืชสวนโลก
- หอสามชายมีร้านถ่ายรูป ชนิด กด ติด วิญญาณ ถ่ายออกมา เหียกทุกคน ที่ร้านถ่ายรูปจะไม่มีเครื่องพริ้นท์รูปเจ้าของจะต้องเอารูปไปพริ้นท์ที่ร้าน ซันมูน หน้าม.ประจำ (เขาเป็นพี่น้องกัน)
- หลังศาลพระภูมิ จะโดนมนุษย์ไทยยึดหัวหาดเสมอในวันรับปริญญา
- ผู้ชายมนุษย์จีน และผู้ชายคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ (น้องปีหนึ่งในปี 49 มีผู้ชายปีหนึ่งคณะพยาบาลเพียงคนเดียว นอกนั้นเป็นผู้หญิงหมด อิจฉามันจริงๆ น้องปีหนึ่งนี่ช่างน่ารักน่า...ทั้งนั้น แต่ทำไงได้ล่ะ)
- พอถึงหน้าหนาว ปี 1 ทุกคณะ จะมีการทำเสื้อหนาวของคณะตัวเอง ยกเว้นคณะวิจิตรศิลป์ที่ไม่มีเสื้อหนาวคณะ
- เด็กมช.มักไม่ค่อยใส่ชุดนักศึกษา เพราะจะมีเสื้ออื่นๆ มากมาย ทั้งเสื้อคณะ (หรือเสื้อSHOP) เสื้อเมเจอร์ เสื้อภาค เสื้อจังหวัด เสื้ออำเภอ เสื้อสโม เสื้อชมรม ฯลฯ รวมไปถึงการใส่เสื้อขาวกางเกงยีนส์
- ปี49 มหาลัยออกกฏบังคับใส่ชุดนักศึกษาไปสอบ ซึ่งเป็นปัญหากับนักศึกษาชาย (ที่ใส่กางเกงยีนส์) และนักศึกษาเพศที่สาม (กะเทยและทอม) บางส่วนเป็นอย่างมาก
- เด็กจากจังหวัดอื่น ถ้ามาเรียน มช. ปีแรก ไม่ต้องกลัวหลง เพราะอยู่ไปสักเดือนจะชินทางเอง (ไม่ต้องต่างจังหวัดหรอก เชียงใหม่เองก็เป็น)
- เด็ก มช. ถ้าอายุไม่ถึง 20 ส่วนมากชอบไปเที่ยว หัวหิน เพราะตรวจบัตร 18
- ในอดีต มีอาจารย์ภาษาอังกฤษที่ชื่อ Peter K. ทำให้เด็กใน Sec. (Section หรือ ตอนเรียน) ขอย้าย Sec. เรียนยกทั้ง Sec. เพราะสั่งงานชนิดเขี้ยว จี้กระทั่งเรื่องไร้สาระ และแจก F ยก Sec. ก็เคยมาแล้ว (เด็กได้ยินจากรุ่นพี่ที่เคยเรียนด้วย เลยขอย้าย Sec.)เลยมีคำขานนามว่า Peter lern to "F" ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Michel Learn to Rock นั่นเอง
- มีประเพณีวีน (รับน้องของพวกสาวประเภท 2)ซึ่งปี 1 ห้ามแต่งหญิงเด็ดขาดไม่งั้นโดน
- วีน (สมาพันธ์กะเทยมีการศึกษา) กะเทยไม่จำเป็นต้องเข้าก็ได้
- วง HUM มีต้นกำเนิดมาจากชมรมดนตรีกลางของมช.
- วง Musketeers เป็นวงดนตรีร็อคอีกวงนึงจากรั้ว มช. ที่กำลังออกผลงานในอนาคตกับค่ายเพลง Tata Studio ของ ต้าร์-Paradox
- ตึก Drawing คณะวิศวะ 4 ชั้น มีบันไดไม่ใช้เสา อายุราว 40 ปีได้ ไปลองดูได้
- RB5 มีแอร์ทุกห้อง แต่ห้องเล็กจะมีไว้เป็นที่พึ่งทางใจ
- ลิฟท์ตึก SCB1 คณะวิทยาศาสตร์ มีสามช่องลิฟท์ แต่มีใช้แค่สองตัว อีกช่องปิดตาย
- คณะสัตวแพทย์ กับ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มีที่ตั้งของคณะห่างจาก มช. ไปอีกหลายกิโล เรียกว่าฝั่งแม่เหียะ ส่วนคณะสายวิทย์สุขภาพจะไปกองอยู่ที่ฝั่งสวนดอก ซึ่งคณะส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณเดียวกันคือ ฝั่งสวนสัก
- สมาชิกสระว่ายน้ำรุจิรวงศ์ เสียค่าบริการครั้งละ 5 บาท นักศึกษาแสดงบัตรฟรี
- ใต้ RB5 เป็นที่ซ้อมอย่างดีของเด็กบอร์ดและบีบอย
- มีอยู่ช่วงหนึ่งถ้าจะขี่รถจากซุ้ม MC ข้างคณะมนุษย์ไปหอสมุดกลาง ต้องขับรถรอบมหา'ลัยหนึ่งรอบ เพราะถนนใน มช. ตอนนั้นกลายเป็น one way (ทั้งๆที่ห่างกันไม่ถึง100 เมตร)
- มช.มีการจัด silence Zone อยู่ช่วงหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ
- มีลุงหอย ที่รับจ้าง dub เทปหน้าหอ 8 หญิง
- คณะมนุษย์ มีวิชาเลือกเสรี เป็นว่ายน้ำ เวลาเรียน คือ 08.00 หน้าหนาวด้วย
- กู๊ดโฮป มีแท่นอยู่ เป็นอนุสรณ์ให้คนที่ล่วงลับ
- มช. เคยมีคณะคาบาเร่ย์เก่าแก่ ชื่อ Rose Paper ปัจจุบันนี้ไม่มีอีกแล้ว
- ที่ภาควิชาฟิสิกส์ มีหมาชื่อคุณตึ๋ง เป็นเทอร์เรียสีขาว ชอบเข้าไปนั่งฟังบรรยายวิชาปีหนึ่ง จนอาจารย์บอกว่าถ้ามันเป็นคนคงจะจบด็อกเตอร์มานั่งสอนนักศึกษาแล้ว ปัจจุบันคุณตึ๋งตายแล้ว ถูกรถทับตายหน้าตึกฟิสิกส์เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2550
- ผู้ชายมนุษย์ มักจะขายไม่ค่อยออกในคณะตัวเอง เป็นสินค้าส่งออก แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ สวยแค่ไหนก็มักจะขึ้นคาน
- เพลงคณะวิทยา คนต่างคณะมักจะได้ยินว่า "พวกเรา เต่านินจ๊า...." ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่ได้ร้องอย่างนั้น
- อ.อาร์ท (Arthur) ที่สอน Engl 3 (หมายถึงวิชา 001203) นั้น สอนสนุก ชมบ่อยๆ เวลาพรีเซนต์ แต่ความจริงคือ ให้ F กระจาย
- ผู้ชายมนุษย์ไทยจะติดกิ๊บเป็นทุกคน คนละสามตัวเป็นอย่างต่ำ
- ประตูเล็กหน้า มช. เมื่อก่อนเปิดแงมๆไว้ให้ นศ. ออกไปซื้อของได้ หลังจากนั้นมีนโยบายให้ปิดประตูเล็ก นศ. จึงทำการไป"เลื่อย" ซี่กรงออกให้ลอดออกได้ เคยไปยืนดูเล่นๆ เห็นทั้งอาจารย์อายุ50กว่าๆ และผู้บริหารใส่สูท ก็มาลอดซี่กรงนี้เช่นกัน ปัจจุบันซี่กรงถูกปิดไปแล้ว เด็กสาธิตตัวเล็กๆยังปืนรั้วออกได้ แต่คนแก่กว่านั้นต้องเดินอ้อมไกลๆสถานเดียว
- หน้ามอก็เดินกันได้เดินกันดี ไปกันทุกวัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จะซื้ออะไร แต่ตั้งแต่ย้ายมาที่ใหม่ดูเหงาไปนะ
- บัตรเข้า มช. ของรถทุกคันจะหยุดอยู่ที่ปี 49 เพราะไม่มีการทำบัตรใหม่กันแล้ว แต่จะมีมาอีกแล้ว โดยจะเริ่มในปี 51 แต่ก็ไม่เห็นเคยตรวจ
- ผู้ชายคนไหน ถ้าอยู่ ชมรม วอลเลย์ฯ แล้วพูดป่าวๆว่าตัวเองเป็นแมน ยังไง๊ยังไงก็ไม่ใช่ผู้ชาย
- เมื่อปีที่แล้วคณะบริหารธุรกิจจะมีหน่วยตรวจตราการแต่งกายอยู่ข้างล่าง แล้วใช้โทรโข่งป่าวประกาศ หากแต่งกายไม่สุภาพ ส่วนถ้าแต่งกายสุภาพจะปรบมือให้
- สาว มช. ที่ น่ารักๆ นั้น 50% จะมีแฟนแล้ว ส่วนคนน่ารักที่เหลือเป็นดี้!!!
- สาวมนุษย์สาขาภาษาญี่ปุ่น ถูกยกให้เป็นภาควิชาที่เฉลี่ยแล้วน่าตาน่ารักมากที่สุด
- คณะที่ถือได้ว่าแต่งตัวได้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่สุด คือคณะวิจิตรศิลป์ และสถาปัตย์
- ตึก Com Science แอร์ในห้องเลคเชอร์จะถูกล๊อคไว้แม้จะแอบเปิดก็จะไม่ติด (แล้วมันจะติดแอร์ไปทำไม!!??)
- ภาควิชาเคมี มีอาจารย์ที่เอาเชือกมามัดไมค์แล้วคล้องคอในทุกๆคาบจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว และทำมาตั้งแต่รุ่นแม่ และยังไม่เลิกทำ
- ห้อง Slope ที่จุคนได้มากที่สุดในมช.อยู่ที่ภาควิชาฟิสิกส์ ติดกับ SCB2 คือห้อง SCB2100
- สนามน็อคบอร์ดบริเวณคณะศึกษา-โรงเรียนสาธิต มักถูกใช้เตะฟุตบอลมากกว่าเล่นน็อคบอร์ด
- วิศวะ ... จบ 3.5 - 4 ปี = พระเจ้า
- เวลาขึ้นดอย วิศวะกับเกษตรฯมักจะบ้าเลือดมาจากไหนก็ไม่รู้ ว่าต้อง วิ่งขึ้น วิ่งลง เท่านั้น
- มีอยู่ปีหนึ่ง มีคณะหนึ่งแซงวิดวะได้ไปถึงก่อน แต่ไม่ยอมแบกเกี้ยวขึ้นไป....
- งานน็อต (เขียนว่า NUT แต่อ่านว่า น็อต เพราะ nut แปลว่าน็อต) ซึ่งเป็นการแสดงของคณะวิศวะฯ ได้กลับมาอีกครั้งเมื่อปี(2549)
- ในวิศวะ ผู้ชายเป็นคนทั่วไป แต่ผู้หญิงเป็นสมบัติคณะ
- มีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ตอนเข้าคณะวิดวะใหม่ๆ เป็นสมบัติคณะ แต่พอมีงานในคณะ แล้วมันขึ้นไปเต้นบนเวที คำสรรพนามที่เพื่อนๆ พี่ๆ เคยเรียกว่า น้องมิ้นท์ กลับกลายเป็น อีมิ้นท์ ทันทีที่มันเริ่มเต้น และมันหมดค่าในเวลาแค่ชั่วเพลงจบ
- สาวไหนเป็นแฟนเด็กวิศวะ มักจะได้เกียร์เงินติดตัวเสมอ (แต่นักศึกษาวิศวะบางคนก็ไม่มีเกียร์เงินจะให้ใครเช่นกัน)
- คณะรัฐศาสตร์จะมีตุ้งติ้งเป็นรูปสิงห์ขาว ซึ่งมีความเชื่อกันว่าต้องให้ตุ้งติ้งตั้งตรงอยู่ตลอดเวลา ถ้าสิงห์คว่ำจะไทร์ สิงห์หงายจะเปอร์
- เช่นเดียวกับเข็มพระวิษณุของวิดวะ (ปีหนึ่ง) เรียกกันลับหลังว่า "เป้อร์มิเตอร์" เอียงตามองศา กลับหัวรีไทร์
- ถ้าวันหนึ่ง อ่างแก้วแห้งเหือด สิ่งที่จะพบ คือ ดิน หิน ขวดเหล้า และ เกียร์เงิน-เกียร์ทอง ข้อหลังเพราะอะไรนั่นหรือ ก็เพราะมันเลิกกัน ก็เลยเอามาขว้างที่อ่างแก้ว
- เป็นความจริงที่ว่าส่วนใหญ่สาวมนุษย์มักคู่กับหนุ่มวิศวะ (แต่ปรากฎว่าชายวิศวะบางคน กลับหลงรัก(ข้างเดียว)อยู่แต่กับเฉพาะสาววิศวะรุ่น(เกียร์)เดียวกันเองและหนึ่งในชายบางคนที่ว่ามานี้ หลงใหลคลั่งไคล้ "รหัสข้าง" ของตัวเองเพียงข้างเดียวได้นานเป็นปีๆ และเป็นเอามากถึงขนาดที่ว่า วันๆ ไม่เป็นอันทำอะไร ในหัวมีแต่หล่อน)
- สโมสรนักศึกษาคณะสังคมเก่าเป็นบ้านสองชั้นสีฟ้า (เป็นที่อยู่ของตุ๊กแกสีฟ้าแป๊น 5-6 ตัว) ที่อยู่ตรงลานจอดรถด้านหลังคณะ
- คณะสังคมมีร้านขายผลไม้ เราเรียกลุงที่ขายผลไม้ว่า "ลุงส้ม" (ไม่ทราบนามจริง แต่เรียกกันจนติดปาก) ลุงส้มเป็นชายร่างเล็กอัธยาศัยดี ลุงส้มเป็นผู้รอบรู้ในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ท่องเที่ยว เรื่องในคณะ เรื่องวงการบันเทิง จึงมักมีนักศึกษาไปสนทนาหาความรู้กับลุงเสมอๆ
- เกษตร กับ วิศวะ ไม่ถูกกันสักที ไม่รู้เป็นไร วิศวะก็ซิ่วมาเกษตร เกษตรก็ซิ่วไปวิศวะออกบ่อยไป (ตีกันไปทำไม เกียจกันไปทำไม ในเมื่อเราทั้งหมดก็เป็นลูกช้าง มช. เหมือนกัน...ไร้สาระ เฮ้อ)
- สนามฮอกกี้ (สนามซอฟท์บอล?) มักใช้สำหรับเล่นฟุตบอล นอกจากนี้ เป็นที่ตั้งเสารังวัดของวิชา Servey ของพวกวิศวโยธา >> เหมือนในหนัง"มหา'ลัยเหมืองแร่"(และปัจจุบันแบ่งที่บางส่วนไว้จอดจักรยานยนต์ของเด็กวิศวะ)
- ทุกคนคงจะรู้จัก ระเบียบเชียร์!!
- สปอร์ตเดย์ทีไร สแตนด์คณะแพทย์ กับ วิศวะหรูเลิศอลังการงานสร้างทุกปี เคยเข้าใจว่าน่าจะเป็นพวกสถาปัตย์ หรือ วิจิตรศิลป์ ซะมากกว่าบางปีก็จะพบว่าสแตนของวิจิตรศิลป์มีแต่ตุ๊กตากระดาษขึ้นสแตน!
- หลีด วิศวะ เน้นความแข็งแรง และจะมีหลีดผู้หญิงน้อยกว่าหลีดผู้ชายเสมอ
- หลีดวิศวะ (ถูกกำหนดมาให้)ไม่ค่อยยิ้ม ถ้ายิ้มจะเหมือนยิงฟันซะมากกว่า
- ตั้งแต่ปี 48 เป็นต้นมา ผู้ชายมนุษย์ เน้นความ ถึก บึกบึน แข่งกับวิศวะ
- ตึก IE (Industial Engineering) ของวิศวะ มีห้องฟิตเนส
- สโมมนุษย์ฯ ก็มีฟิตเนสเป็นของตัวเอง
- คนที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง (ส่วนใหญ่มักจะใช้มันด้วยความจำใจ มักจะเกิดจากการที่หอในห้ามมี จยย. หรือรถยนต์ไว้ใช้) มักจะเหนื่อยกับการปั่นขึ้นตรงเนินหอสมุด แต่ถ้าคิดว่ายังเด็ก ๆ ให้ไปลองปั่นแถวเนินคณะเศรษฐศาสตร์ดู แล้วจะติดใจ
- ใครที่เคยดู วิดีโอ skateboard ของทีม "Preduce" จะเห็นสถานที่ใน มช.หลายแห่ง เช่น ขอบปูนตรงหอสมุด (สังเกตที่จะมีรอยดำๆ) แล้วก็ตึกวิจิตร ภาควิชาชีวะ ตึกละแวกคณะเกษตร (ที่มีบันไดหลายๆขั้นสูงเป็นหินอ่อน)
- คณะแพทย์ มีสุนัข ประจำคณะ ชื่อว่า ทาโร่ ซึ่งเจ้าตัวนี้อยู่ในคณะแพทย์มา 7 ปีแล้ว มันก็เป็น นพ.ทาโร่พอดี กำลังใช้ทุนอยู่ ทาโร่เป็นหมาไฮโซที่หยิ่ง เลือกคนเล่นด้วยพอสมควร
- ในอดีต มีหมาหนึ่งตัว มีสปริตสูง เพราะมันจะวิ่งขึ้นและวิ่งลงดอยกับเราด้วย (พี่เสือ ที่ด้านล่างของหน้าเว็บเพจนี้)
- วิศวะมีช่องทางหนึ่งเรียกว่าประตูเหมือง ทั้งๆที่ตรงนั้นเป็นภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า แต่เหมืองแร่กลับอยู่ถัดไปด้านใน=แก้ไข=เค้าเรียกว่าหน้าเหมือง ไม่ได้เกี่ยวกับภาค เหมืองแร่ แต่จะมีร่องเหมืองอยู่หน้าภาคไฟ
- คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาปรัชญา เป็นแหล่งรวมสาวสวยๆ และเหล่ายอดมนุษย์ 1 คน คือ พี่เพลิง (เพลิงสุริยเทพ รามางกูร - 490110328)
- ทุกๆปีช่วงเดือน กรกฎาคม จะมีคณะหนึ่ง พาน้องขึ้นไปร้องเพลงบนสันอ่างแก้ว แร้วก็จามีรุ่นพี่แก่ๆตะโกนด่าปาวๆ ไร้เหตุผล อันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการรับน้องของคณะนิติศาสตร์
- มีน้ำผลไม้ที่โรงอาหารคณะสังคม ชื่อร้านป้ารอด ป้ารอดเป็นคนอัธยาศัยดี พอตกเย็นแกก็จาอยู่คู่กับคุณ ลีโอ หน้าเฉิ่มเชียว
- คณะรัฐศาสตร์เคยมีการชุมนุมขับไล่คณะบดีครั้งใหญ่ ติดป้ายโจมตีรอบมหาลัยและในหอพัก จนทำให้คณะบดีถูกตั้งกรรมการสอบและได้ลาออกไปในที่สุด อันเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าใครก็ตามที่หยามเหยียดเด็กรัฐศาสตร์(แม้จะมีตำแหน่งในคณะก็ตาม) จะต้องเจออย่างนี้
- โรงอาหารคณะสังคมได้ชื่อว่าเป็นโรงอาหารที่อร่อยที่สุด ซึ่งสามารถเห็นได้จากการที่ช่วงกลางวันจะมีเด็กจากคณะอื่นๆมาใช้บริการเยอะมากจนแทบจะไม่มีที่ให้นั่งกินข้าว
- ตึกคณะสังคมเป็นตึกที่แปลกที่สุด เนื่องจากเมื่อเดินไปตรงทางเข้าจะพบป้ายคณะสังคม และเมื่อเดินต่อไปจะพบป้ายคณะรัฐศาสตร์ และเมื่อเดินต่อไปอีกจะพบป้ายคณะนิติศาสตร์ ซึ่งปรากฏอยู่ในตึกเดี่ยวกัน สรุปแล้วว่ามันเป็นตึก 3 คณะ ในที่เดียวกัน
- ใต้ RB5 ทุกเย็นจะเป็นที่ฝึกซ้อมของชมรมเทควันโด้กลางซึ่งได้ครอบครองพื้นที่มาเป็นเวลาสามสิบกว่าปี ปัจจุบันชมรมเทควันโด้กลางถูกยึดครองโดยคณะรัฐศาสตร์ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเด็กคณะรัฐศาสตร์
- ซุ้มคณะรัฐศาสตร์เป็นมุมที่ดีมากในกันมองหาสาวๆเนื่องจากอยู่ตรงทางเข้าคณะสังคมพอดี รวมทั้งใกล้กับสหกรณ์และหอสมุดกลางอีกด้วย ตกกลางคืนจะเป็นที่รวมของเหล่ายอดมนุษย์
- ลานสังคีตบริเวณอ่างแก้วได้ถูกยึดครองโดยคณะรัฐศาสตร์และเปลี่ยนชื่อเป็นสนามควายยิ้ม (เข้าใจว่าคงมีแต่ควายที่วิ่งไปยิ้มไปแถวนั้นตอนเย็นๆ )
- อ.Rob Hatfield ที่สอน Eng เห็นท่าทางโหดๆตั้งแต่แรกพบ แต่ที่จริงเป็นคนโคตรโหดซะยิ่งกว่าที่เห็น เกรดหลักของแกคือ D สูงสุดคือ B เพราะนักศึกษาใน section บางคนไม่ขนขวายและไม่ได้เรื่องเอง
- ภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท ไม่เคยถ่ายทำใน ม.ช. แต่ก็มีนักศึกษาหลายคนเข้าใจผิดว่ามาถ่ายทำใน ม.ช.จริงๆ
- ป็อป อารียา กับ โน๊ต อุดม เคยมาสวีทกันที่ริมอ่างแก้วด้วย ปัจจุบันเลิกกันแล้ว
- สระว่ายน้ำรุจิรวงค์ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำกลางของ ม.ช. เป็นสถานที่ที่ถูกลืมของเหล่านักศึกษา บางคนถึงกับเข้าใจว่า ม.ช.ไม่มีสระว่ายน้ำ (ถ้าคิดจะไปดูสาวๆใส่ชุดว่ายน้ำไปว่ายน้ำละก็ คุณคิดผิดถนัด)
- สวนสัตว์เชียงใหม่ซึ่งอยู่ติดกับรั้วของมหาลัยก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ถูกลืมของเหล่านักศึกษาเช่นกัน บางคนเรียนจนปี4ยังไม่เคยไป (น่าสงสาร ช่วงช่วงกับหลินฮุย)แล้วก็มาโวยวายว่า ไม่เคยเห็นหมีแพนด้าเลย กะอีแค่ค่าเข้า 60-100 บาท มึงจ่ายกันไม่ได้ ทีค่าเหล้าหลายพันจ่ายกันได้
- มช.เคยมีศูนย์หนังสือตั้งอยู่หน้าหอสมุดกลางแต่ด้วยสาเหตุใดไม่ทราบ ปัจจุบันศูนย์หนังสือจึงกลายเป็นร้านกาแฟและร้านถ่ายเอกสารไป
- รัฐศาสตร์จะมีกีฬาประเพณีทุกปี ซึ่งมีคณะรัฐศาสตร์ทั้ง 5 สถาบันใหญ่ของประเทศมาร่วมงาน คือ จุฬา ธรรมศาสตร์ เกษตร มศว. และ มช. (ปี 2550 จัดที่ ม.เกษตรฯ)
- ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงกุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูหนาว ซึ่งแน่นอนว่าอากาศจะหนาวขั้วโลกแตก และเพราะความอู้หรืออะไรไม่ทราบ เกรดของนักศึกษาส่วนใหญ่จะตกในช่วงนั้น
- ในช่วงช่วงฤดูหนาว จะพบว่านักศึกษาที่อาศัยอยู่ในหอในส่วนมากจะพร้อมใจไม่อาบน้ำกัน ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะในหอในไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ จึงมีผู้กล้าอยู่น้อยรายที่จะกล้าอาบน้ำเย็นมาก ในตอนเช้าที่อากาศเย็น ไม่แพ้กัน
- ในช่วงที่คาบเกี่ยวกันระหว่างฤดูฝนและหนาว ท่านจะพบว่า วันๆหนึ่งในมหาลัยจะมีฤดูถึงสามฤดูด้วยกัน โดย ตอนเช้าจะอากาศหนาว ส่วนตอนสายถึงบ่ายอากาศจะร้อนและฝนจะตกหนัก
โคตรพ่อโคตรแม่ในช่วงเย็นๆมืดๆ
[แก้ไข] ความเชื่อ
- ถ้าไม่ใช่บัณฑิต หรือถ่ายรูปกับบัณฑิต ห้ามถ่ายรูปกับป้ายหน้า "ม.เชียงใหม่" เป็นอันขาดไม่งั้นไม่จบ หรือจบ แต่ไม่มีโอกาสได้รับปริญญา
- บ่อเลี้ยงปลาภาควิชาฟิสิกส์ "ม.เชียงใหม่" ห้ามจับปลามากิน ไม่งั้นเปอร์ (เคยมีคนลองของ รายนั้นใช้เวลาเรียน 8 ปี)วิธีแก้เคล็ดคือ...มีนักศึกษาตัดสินใจหย่อนเท้าเน่าๆลงไปแช่จนปลาตายลอยทั้งบ่อ ทำให้ไม่ต้องจับปลากินอีกต่อไป
และสามารถนำลูกปลาไปปล่อยเลี้ยงไว้เผื่อปีหน้ากินเอาเท้าแช่ให้ลอยขึ้นมาอีกได้อีกด้วย - ว่ากันว่าใครไป "จังหวัดเชียงใหม่" เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยนั่งรถไฟลอดถ้ำขุนตาล จะได้แต่งงานกับคนเชียงใหม่
- ประเพณีขึ้นดอยของคณะวิทย์ จะมีเสียง "อัดตับ ๆ" ดังลั่นตลอดเวลา เนื่องจากคนเยอะต้องเดินเร็ว ๆ และอัดแถวกันให้สั้นที่สุด
- เวลาเดินขึ้นดอย (ตอนปีเรา) คณะวิศวะฯ จะบ้าพลัง เดินเลยไปถึงดอยปุย แล้วขากลับเดินลงด้วยทางเดิมไม่ขึ้นรถ แล้วจะมาจ๊ะเอ๋กับเด็ก MC คณะมนุษย์ฯที่ใช้ทางลัดตัดตรงเลาะป่า มาโผล่ตรงหลังฝายหิน
- อาจารย์หลายท่าน เคยเอาหมาไปซ่อนในห้องทำงาน เพราะอธิการเคยสั่งกำจัดหมาจรจัด แต่สุดท้ายก็ได้แต่สั่งให้นักศึกษาสัตวแพทย์ทำหมันหมาทั้งมหา'ลัย
- ต้นโพธิ์คู่ ถูกปลูกไว้ข้างหอ 3 หญิง แทนสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า เอาไว้ข่มสิ่งลี้ลับ แถมวันดีคืนดีอาจจะมีคนเห็นของดีตอนกลางคืนได้
- ใครขึ้นดอยแล้วจะเรียนจบ... ไม่จริงเสมอไป โดนมากับตัว
- ประเพณีรับน้องขึ้นดอยปี 1 เดินขึ้น พออยู่ปี 4 เดินลง เห็นรุ่นพี่บอกเป็นเคล็ดๆ (แต่บางคณะ เช่นวิศวะ วิ่งขึ้นวิ่งลง)
[แก้ไข] เรื่องลึกลับ
- "ม.เชียงใหม่" เป็นมหาวิทยาลัยเชิงเขา (แล้วมันเรื่องลึกลับยังไงนี่)
- ถ้าขับรถผ่านตึกคณะวิดยาตอนดึกๆ เค้าบอกให้มองขึ้นไปบนตึกจะเจอของดี
- ลิฟต์ตึก SCB 1 คณะวิทยาศาสตร์ "ม.เชียงใหม่" จริงๆ ต้องมีสามตัว แต่มีใช้แค่สอง ลือกันว่า ลิฟต์ตัวที่สามเคยมีคนตกลงมาตาย(ตอนตึกใกล้เสร็จ)
ตอนนี้เหลือ1แล้วมีอาจารย์ตาย ที่ลิฟอีกตัว
- หอ 1 หญิง "ม.เชียงใหม่" ในห้องอาบน้ำบางทีก็มีน้ำสีแดงๆ ไหลออกมาจากฝักบัว (คาดว่ามันน่าจะเป็นน้ำสนิมของแท็งค์น้ำมากกว่า)
- หอสมุดกลาง ของ "ม.เชียงใหม่" ว่ากันว่า ตอนก่อสร้าง เมื่อทำส่วนฐานรากอาคารขุดพบโครงกระดูกเยอะมากๆ
- เคยมีหมีควายหลุดออกมาจากสวนสัตว์วัดฝายหิน จนเจ้าหน้าที่ต้องประกาศให้คนที่พักผ่อนอยู่รอบอ่างเกษตรต้องรีบออกไปทันที
- หอนาฬิกา มช. ถ้าขับรถวนครบ 3 รอบ จะ..............................................โดนรถชน
- ทุกวงเวียนใน มช. มีเรื่องผีกำกับไว้เสมอ เช่น เปรตหอนาฬิกา ขบวนแห่ไร้หัววงเวียนมนุษย์
- วงเวียนคณะมนุษย์ เคยมีเรื่องเล่าว่า มีนศชาย2คนซ้อนมอไซกันมากลางดึกพอถึงวงเวียนก็เจอขบวนแห่ผู้ชายนุ่งโจงกระเบนสีแดงเดินแห่ลงไป นศ สองคนอึ้งจูงรถตามลงไปพบว่า มีคนขึงลวดกั้นเอาไว้ หากขบวนแห่ไม่ออกมาพวกเขาอาจกลายเป็นผีหัวขาดไปแล้ว
- ที่ภาควิชาเคมี คณะวิทย์ มีลิฟต์ที่ถูกปิดตายเพราะเคยมีอาจารย์ฝรั่งติดอยู่ในนั้นในวันหยุดยาว
- ที่ภาควิชาชีวะ คณะวิทย์ เคยต้องทำบุญใหญ่ เพราะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เช่น เก้าอี้แล็บหมุนเอง หรือมีเสียงคนเดินบนบันไดตอนเที่ยงคืน มีเงาคนเดินไปมาในเรือนเพาะจำใต้ตึก จนตอนนั้นไม่มีใครกล้าอยู่ทำงานที่ภาคหลังพระอาทิตย์ตก บางคนว่าเป็นวิญญาณของสัตว์ทดลองมากมายที่ต้องใช้เรียนกัน
- ตำนานผีในคลาสสิคที่สุดของ มช. คือ ป๊อก ป๊อก ครืด
- ผีที่เด็กมช.น่าจะเคยได้ยินบ่อยที่สุดคือ ผีป๊อกครืด (แม้จะจำเรื่องราวได้หรือไม่ได้ก็ตาม)
- ตำนานผี ป๊อก ป๊อก ครืด เป็นเรื่องเล่าของรูมเมทที่รักเพื่อนมาก สมัยก่อนที่บริเวณ ม.ช.ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างมากมายอย่างตอนนี้ น.ศ.หญิงก็จะอยู่แต่ในหอหลังเลิกเรียน เช้ามาก็ออกไปเรียนตามปกติ แต่เพื่อนของเธอไม่สบายไม่ได้ออกไปไหนเลย ก็เลยฝากเธอซื้อข้าวตอนที่กลับมา แต่วันนั้น เธอเลิกเรียนค่อนข้างค่ำ ฝนตกอย่างหนัก เธอรีบขี่รถไปซื้อกับข้าว ระหว่างทางเธอเจออุบัติเหตุจนเสียชีวิต แขนขาหัก แต่ด้วยใจที่เป็นห่วงเพื่อน วิญญาณของเธอ ก็พยายามกะดึ๊บ กะดึ๊บ ในปากก็คาบห่อข้าว เสียง ป๊อก ป๊อก ครืด คือเสียงที่เธอใช้คางลากดัวเองมา รอยเลือดเป็นทางยาว จนถึงหน้าห้องของเพื่อน เพื่อนเธอเปิดประตูมาเห็นห่อข้าวและรอยเลือดเต็มไปหมด
- หอ 2 ชาย กลางวันดูเหมือนไม่มีอะไร แต่บรรยากาศตอนกลางคืนที่หอนั้น เป็นอะไรที่หลอนจริงๆ เมื่อก่อนเป็นหอที่สะดวกมากเพราะเดินลงบันไดก็จะเจอร้านค้าสหกรณ์ แต่ตอนนี้เป็นที่จอดรถวิทยาลัยสื่อฯไปแล้ว
- หลังจากมีเหตุฆาตกรรมบริเวณรั้วข้าง ม. ที่หอ 40 ปี เคยมีคนได้ยินเสียงประหลาดในตอนกลางคืน
- เหตุฆาตกรรมนี้เกิดขึ้นประมาณปี 48-49 ไม่แน่ใจ ผู้หญิงเป็นแม่ค้าร้านหน้าม.โดนลวงมาฆ่าในตอนกลางคืน โดยการผูกคอกับต้นไม้ เพราะตอนนั้น หลังโรงพยาบาลสัตว์เล็กยังเป็นป่า ต้นไม้ใหญ่รกทึบ ช่วงรุ่งเช้ามีคนมาวิ่งออกกำลังกายเห็นเข้า เลยแจ้งความ ตำรวจสัณนิฐานว่า อาจเกิดการทะเลาะกันรุนแรง (แต่ก็ไม่อยากมีใครพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่นัก)
- หากเดินผ่านอ่างแก้วตอนกลางคืน อาจเห็นตามพุ่มไม้มีขางอกออกมา เรียกกันว่าต้นไม้กินคน
- ทุกศุกร์ที่ 13 ชมรมกรุงเทพจะมีการ "ลองของ" ที่ RB
ท่านที่สนใจอาจหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ผี มช.
[แก้ไข] ของกิน
- ในอดีตข้าวราดแกง ของวิศวะ รสชาติดี แต่มักจะไม่มีคนนอกคณะดังกล่าวโผล่มากิน แต่ปัจจุบันรสชาติร้านใหม่กินครั้งเดียวเลิก (และร้านข้าวแกงกลับมาอีกครั้งในเทอมแรกของปีการศึกษา 2551 เนื่องจากอาจารย์ทนกระแสต่อต้านร้านใหม่ไม่ไหว)
- โรงอาหารคณะมนุษยฯ มักมีหนุ่มวิดวะมาทานข้าว
- ลูกสาวแม่ค้าขายหอยทอดที่ฝายหินน่ารักมาก และมีลูกค้าเป็นหนุ่มๆเป็นประจำ (ตอนนี้เธอหายตัวไปไหนไม่รู้ นานๆมาที)
- ร้านสลัดฝายหิน มีขนมปังกรอบที่โรยสลัดอร่อยจนต้องทำใส่ถุงขายแยกต่างหาก
- นมคณะเกษตร ขายถุงละ 12 บาทเอง มีนมแพะด้วย
- ร้านอาหาร ขายน้ำ ขายขนมหลัง ม. ขายของน่ากินทั้งนั้น
- ร้านอาหารตามสั่งหน้า ม. ที่ชื่อเพียว อาหารอร่อย สั่งอาหารราดข้าวได้ตั้งหลายอย่าง สดใหม่อยู่เสมอ
- หอสี่ชาย มีร้านเลมอนกรีน ที่มีขายตั้งแต่ของกินยันแปรงขัดส้วม (แต่ไม่ขายบัตรเติมเงินมือถือ)
- หอ 3 ชาย มีก๋วยเตี๋ยวต้มยำเป็น ODOP (One Dormitory One Product) ร้านอื่นเจ๊งระเนระนาด ร้านนี้หนังเหนียว ขายตลอดกาล
- คนขายขนมหวาน ในโรงอาหารคณะมนุษย์(สงสัย)เป็นเจ้า เพราะเวลารับเงิน หรือยื่นขนมให้นักศึกษา จะเอามืออีกข้างแตะศอกไว้อย่างนอบน้อมเสมอ
- ข้าวมันไก่ อมช. ธรรมดา 15 บาท พิเศษ 20 บาท แล้ว เมื่อก่อน 10 บาท และขึ้นเป็น 12 ตอนนี้ 15 (แล้วหรือ)
- มช.มีร้านนม"มน" ไม่รู้ใครมาก่อน แต่พอร้านนมมนต์จากกรุงเทพฯมาเปิดร้าน กลับขายดีไม่เท่าร้านนม"มน"
- ทุกวันที่ 14 กุมภา เด็กมช.จะได้กินก๋วยเตี๋ยวลุงว้ากฟรี เพราะเป็นวันเกิดแก แกเลี้ยงทั้งร้าน จริงๆนะ (ตอนนี้ลุงว้ากเสียแล้วเหลือแต่เจ๊อ้วน)
- สาว ๆ หลายคนชอบมากินข้าวร้านข้าวหอชาย เพราะให้ปริมาณเยอะกว่าหอหญิง
- ไม่เพียงแค่ก๋วยเตี๋ยวหอสามชายที่ขายอย่างทรหดมาหลายปี ยังมีร้านลูกชิ้นคู่บารมีอีกร้านนึงด้วย
- ลูกชิ้นสังคมอร่อยมาก (เด็กสังคมมักเรียกป้าที่ขายลูกชิ้นว่า "ป้าหวินลูกชิ้นทอด")เคยซื้อลูกชิ้นที่ยังไม่ได้ทอด แกก็ขายให้ แต่ขอน้ำจิ้มเยอะๆ
- ลูกชิ้นสังคม มีน้ำจิ้ม 2แบบคือ เผ็ดน้อยกับเผ็ดมาก ถ้าดูเผินๆ มันดูไม่ออกเลยว่าไหนเผ็ดน้อยไหนเผ็ดมาก
- ลูกชิ้นสังคมที่ขายดีนักหนา แท้จริงแล้วคือแป้งแต่งกลิ่นลูกชิ้น
- ร้านก๋วยเตี๋ยวคณะมนุษย์ ร้านมุม เราสามารถสั่ง เส้นเยอะ ผักเยอะ เนื้อเยอะๆ แต่สิบห้าบาทเท่าเดิม
- โรงอาหารสังคมฯมีร้านอาหารญี่ปุ่น และกาแฟดอยช้าง
- เฉาก๊วยหลังหอแพทย์ อร่อยมาก
- ผู้ที่กล่าวว่า "หอหญิงกินอะไรไม่ได้ซักหอ" แสดงว่าต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ โดยอาจเป็นเพราะเขามีรสนิยมต่างไปจากผู้หญิง
- เฉพาะโรงอาหารหอ 6 ชายเท่านั้น กินเสร็จไม่ต้องเก็บจาน (ปัจจุบันต้องเก็บแล้วซะงั้นน่ะ)
- อาหารตามสั่ง หอ 6 ชาย อร่อยที่สุดในบรรดาร้านอาหารตามสั่งทั้งหมด (อันนี้คอนเฟิรม์)
- ปี 1 สาวๆคนไหนอยู่หอในแล้วหลัง 4 ทุ่ม เกิดหิว จะให้เพื่อนที่อยู่หอชายคอยส่งเสบียง เพราะหอชายปิดตอนเที่ยงคืน (เริ่มราวๆปี 50)
- โรงอาหาร อมช. ต้องเปิดไฟกินข้าว
- ร้านข้าวที่ อมช. เปิดขายตั้งแต่ ตี 5 เป็นต้นไป
- หอนางฟ้า... หรือชื่อจริงๆ ว่า หอแปดหญิง ไม่มีโรงอาหาร นักศึกษาต้องไปกินข้าวที่หออื่น อาจเป็นเพราะนางฟ้าอิ่มทิพย์
- ที่เชียงใหม่จะมีร้านขายไก่ทอดตอนดึก (เริ่มขายประมาณตีหนึ่ง หมดประมาณตีสี่ตีห้า) นศ.หญิงเมื่อก่อนจะชอบปีนหอออกไปกินไก่ทอด (แถวๆกำแพงดิน)
- ห่อหมกไข่ โรงอาหารคณะศึกษาอร่อยมาก ทำส่งขายให้ทุกโรงอาหาร
- ถ้าช่วงไหนใกล้สอบ แล้วอ่านหนังสือจนดึกละก็ แนะนำมาม่าหอ7ชาย อร่อยมากโดยเฉพาะตอนตีสอง
- warm up, monkey club, magenta, เด็กมอ แหล่งท่องเที่ยวย่านนิมมานเหมินทร์ คือสโมสรนักศึกษา นอกสถานที่ สำหรับน.ศ. มช. และ ใช้แชร์ร่วมกับเพื่อนร่วมอุดมศึกษาอื่นในเชียงใหม่ด้วย
[แก้ไข] หอพัก
- หอ 6 ชาย นศ.คณะแพทย์ปี 1 ส่วนใหญ่อยู่หอนี้
- ร้านเลมอนกรีน หอ 4 ชาย เปิด 24 ชั่วโมง คนเข้าออกไม่ขาดสาย เข้าไปทีไร เจอลูกค้าอย่างน้อย 1 คนทุกที
- ยามเฝ้าหอ 4 ชาย ฝั่งซ้าย กะเช้า เด็กหอให้สมญานามว่า "ป้าทอม"
- ก่อนหน้าป้าทอม มี ยามในตำนานอีกคนคือ ป้าพรทิพย์ (ปัจจุบัน ข่าวว่าแกไปเปิดร้านเสริมสวย)
- หอหญิงสองและสามที่ "ม.เชียงใหม่" เป็นตึกรูปแปดเหลี่ยมและรูปสายฟ้า เพราะสร้างบนเมืองเก่า จึงออกแบบมาเพื่อแก้เคล็ด แต่บางตำราก็อ้างว่าหอ 3 กับ 2 หญิง มช ไม่ได้สร้างทับ "เมือง" แต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เป็น "จุดเผาศพ" เก่า และพื้นที่ของ "ม.เชียงใหม่" ฝั่งสวนสัก ก็คือ "สุสานและสนามรบโบราณ" หอหญิงรูปแปดเปลี่ยมว่าเป็นที่กัก และหอรูปสายฟ้าให้ผ่าเพื่อให้สยบ
- "ม.เชียงใหม่" ห้ามนักศึกษาหอในใช้รถยนต์และจักรยานยนต์ (แต่ก็แอบใช้กันอ่ะนะ)
- หอพัก 40 ปี "ม.เชียงใหม่" ตอนแรกแบ่งสองซีก ชายครึ่งหญิงครึ่ง ไปๆ มาๆ ให้ผู้ชายอยู่ได้แค่เทอมเดียว เพราะห้องฟากผู้ชายมันไม่เต็ม ตอนนี้กลายเป็นหอหญิงล้วนไปซะแล้ว (เรื่องเงินสถานเดียว)
- หอแปดหญิงมีห้องอาถรรพ์สีชมพู
- เวลาไฟดับ จะเกิดปรากฎการณ์แจกของ โดยเฉพาะย่านหอพัก
- หอ 2 หรือ 7 ชาย มีสาวกหงส์แด



