มาม้า

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
(เปลี่ยนทางมาจาก มาม่า)
ตราสัญลักษณ์ของมาม่า เจ้าของฉายา "บะหมี่เผด็จการเสียงข้างมาก"

หากว่าปิรามิดในประเทศปอบหยิบ และหอเอนปิ๊ซ่าของประเทศอิตาขี้ คือส่วนหนึ่งของสิ่งมหัศจรรย์ในโลกแล้ว "มาม่า" ก็น่าจะจัดว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก (แห่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) เช่นกัน ส่วน มาม่าบลู แสรดดดดดดด กรูมึน

[แก้ไข] การตลาดของมาม่า

ไม่มีบะหมี่ยี่ห้อใดในโลก ที่สามารถคิดค้นให้ได้รสชาติที่แตกต่างกัน มากกว่า 30 รส และ แจกทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท ฟรี ฟรี ให้กับผู้บริโภคเป็นประจำทุกปี นอกเหนือจากการแถม ตะเกียบ ในมาม่าคัพ มาม่า นอกจากจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ที่รู้จักกันดีในประเทศแล้วยังมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นิยมในต่างประเทศอีกด้วย เห็นได้จากยอดจำหน่าย มาม่า รสลาบเป็ด ในแถบชายแดน เทย-เขมียว และ รสปลาร้าทรงเครื่อง ที่ขายดีมากในแขวงสุดวันนัดเขต ประเทศล้าว

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ มาม่า เป็นที่นิยมแพร่หลาย ก็คือความสะดวกในการปรุงเป็นอาหาร เพราะสามารถพร้อมรับประทานได้ ในเวลาเพียง 3 นาที (บางครั้งก็ไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำไป) และการต้มมาม่า ยังถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ทีมีทั้งศิลปะชั้นสูง และปรัชญาลึกล้ำ อันสะท้อนถึงแก่นแท้ของจิตใจแห่งมวลมนุษยชาติอีกด้วย ซึ่งจะได้นำมาเสนอ ในตอนต่อไป

พระคุณแม่ หนักเพี้ยง พสุธา
พระคุณมาม่า หนักกว่า ขุนเขา
สะหะพัด ทำบะหมี่ ให้พวกเรา
อร่อยไม่เบา ขอให้เขา จงเจริญ...

(มี หลายภาค . ...)

ดังที่ได้กล่าวไว้ ว่า บะหมี่ กึ่งสำเร็จรูป มาม่า เป็นสินค้าบริโภค ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่อำเภอ ดอนหอยหลอด ไปถึง สยาม ดิสคัฟแฟรี่ จาก เซ็นเตอร์ พ๊อยท์ ถึง ตลาดน้ำดำเนินสะดวกสาเหตุประการหนึ่ง เกิดจากแผนการตลาดอันแยบยล ของเจ๊จูน้องเมียของเฮีย เม้ง ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท

เจ๊จู คือผู้คิดค้นแคมเปญ แจกทองคำ ให้กับลูกค้าของ มาม่าส่งผลให้ยอดขายสูงเป็นอันดับหนึ่งในประเทศ ภายหลัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้ออื่น อื่น จึงได้จัดรายการ ชิงโชคจากซองเปล่าเลียนแบบบ้าง เช่น บะหมี่ยี่ห้อ ปู่เยี่ยวไหล ตราลูกอับ-ปรีย์ ของบริษัท "คริสติน่า การบะหมี่" เคยจัดรายการ ชิงโชคเปิดโลก มหัศจรรย์ โดยผู้โชคดีจะได้รับตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ประเทศบรูไน และร่วมรับประทานอาหารค่ำ กับ ทายาทคนโต ของสุลต่าน ผู้เป็นประมุขประเทศ แต่ปรากฎว่าไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปมากนัก เนื่องจากของรางวัลที่แจกนั้น ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ประกอบกับมีข่าวซุบซิบว่าทายาทของสุลต่านแห่งบรูไน หน้าจืด และกินข้าวมูม มาม ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจรายการชิงโชคอันนี้ ลูกค้าหลายคนยังบ่นอีกว่า ถ้าเปลี่ยนรางวัลเป็นการไปกินข้าวต้มรอบดึกกับลูกชายคนเล็กของร้อยตำกวดเอดส์ ฉลิม อยู่บำเรอ น่าจะเร้าใจกว่า

อะสุจิ คารูปิ หัวหน้าแผนกวิจัย ของบริษัทโซหนี้ เคยพูดว่า เขายึดถือการพัฒนาของมาม่าเป็นต้นแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อิเลคโทรนิคทุกชนิดของโซหนี้ เขารู้สึก ทึ่ง และศรัทธา ในความเป็นอัจฉริยะของเฮียเล้ง ผู้ริเริ่มผลิตมาม่าอย่างยิ่ง และได้พยายามลอกเลียนแผนการตลาดของมาม่ามาโดยตลอด ครั้งหนึ่งบริษัทโซหนี้เคยแถมซองเครื่องปรุง และ น้ำพริกเผา ไปในกล่องบรรจุ เครื่องเล่นDVD ปิ๊โต ปรากฎ ว่าได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นอย่างมาก ยอดจำหน่ายสูงกว่ารุ่นใด ๆ ที่โซหนี้เคยผลิต จนทำให้คู่แข่งสำคัญอย่างหน้าหนาโซนิค ต้องแก้เกมการตลาด ด้วยการแถม กระเทียมเจียว ไปในกล่องบรรจุดูบ้าง แต่ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก เพราะคนยุ่นปี่ไม่นิยมบริโภคกระเทียม

[แก้ไข] มาม่าอวกาศ

นักบินอวกาศของสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง เคยขออนุญาตนำ มาม่า รสหมูสับ ติดตัวไปในการเดินทางสำรวจอวกาศกับยาน ชาเลนเจอร์ แต่ถูกคัดค้านจาก องค์การ นาซ่า เนื่องจากนักบินอีกคนหนึ่งในยานลำนั้นเป็นอิสลาม ภายหลังจึงต้องเปลี่ยนเป็น รสเป็ดพะโล้

จากการทดลอง ต้ม มาม่า ในบรรยากาศชั้น Maku ที่ไร้แรงโน้มถ่วงของโลก นักบินอวกาศ พบว่า เส้นบะหมี่จะเหนียวนุ่มเป็นพิเศษ แต่การรับประทาน จะลำบากเล็กน้อย เพราะเส้นมักจะกระเด็นเข้าตา และตะเกียบแต่ละข้างจะลอยไป ลอยมา ไม่ค่อยอยู่เป็นคู่ (ต่อมา องค์การ นาซ่า ได้คิดค้น Space Chopsticks หรือ ตะเกียบ อวกาศ เพื่อความสะดวกในการรับประทาน ของนักบิน) ส่วนผลที่ว่า มาม่า ทำให้นักบินอวกาศท้องอืดหรือไม่อย่างไรนั้น ถูกปกปิด เพราะเป็นความลับของทางราชการ

[แก้ไข] ตำนาน มาม่า

เมื่อครั้งรัฐบาลจีนทำการขุดสุสาน จิ๋นซี ฮ่องเต้ ในมณฑล ซีอาน ปรชาชนทั่วประเทศต้องตื่นตะลึง เมื่อพบรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของทหารโบราณกว่าสองพันตัว และรูปปั้นม้าศึกอีกนับร้อย รวมทั้งสิ่งของล้ำค่า มากมาย แต่ที่สร้างความฉงน งง งวย ให้กับนักโบราณคดีชาวจีนเป็นอย่างมากก็คือ ซากของเส้นบะหมี่ชนิดหนึ่ง ที่พบในตู้กับข้าวของ ฮองเต้ ในตอนแรกรัฐบาลจีนพยายามปกปิดเรื่องนี้ให้เป็นความลับสุดยอด โดยแกล้งออกข่าว ว่า เป็นเส้นเฉาหมิ่น จากครัวหลวงในราชสำนัก ที่ฮองเต้เสวยไม่หมด แต่เสียดายไม่อยากทิ้ง เลยเก็บไว้ในตู้กับข้าว (ปกติ ฮองเต้ เป็นคนมัธยัสถ์ ไม่ชอบทิ้งอาหารเหลือ) แต่ในที่สุด หลี จิ้ม ฮวด หัวหน้าฝ่ายโบราณคดี ก็ยอมรับต่อสื่อมวลชนว่า เส้นบะหมี่ที่ขุดพบนั้น แท้ที่จริง คือ มาม่า รสต้มโคล้ง ที่ฮองเต้โปรดปราน ต้องเสวยก่อนบรรทมทุกคืน

เป็นเรื่องน่าแปลก ที่ชื่อของมาม่า มักปรากฎอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ, พงศาวดาร หรือในวรรณเกรียนของหลายประเทศ เช่น สามก๊ก ตอน โจโฉแอบต้มมาม่าในครัวของเล่าปี่, อัลลาดินกับมาม่าวิเศษ หรือแม้แต่ สโนไวต์กับมาม่าทั้ง 7 รส รวมทั้งโศกนาฐกรรมพื้นบ้าน เศร้าสะเทือนใจ อย่าง " มาม่าน้อยฆ่าแม่ "

ชาวกรีกได้ออกอุบาย นำไม้มาก่อสร้างเป็นรูปซองมาม่าขนาดใหญ่ โดยมีทหารแอบซ่อนอยู่ภายใน แล้วนำไปไว้หน้าประตูเมืองทรอย เมื่อทหารชาวทรอยหลงกล นำมาม่าไม้นั้นเข้าไปในเมือง หวังจะต้มกินให้สมอุรา ทหารกรีกที่หลบซ่อนอยู่ในมาม่าไม้นั้น ก็สบโอกาส เปิดประตูเมืองให้ฝ่ายตนเองเข้ามาโจมตีเมืองทรอย จนได้รับชัยชนะในที่สุด มหากาพย์บทนี้เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ " มาม่าไม้เมืองทรอย "

นิทานเด็ก ของชาวอะบอริจิ้น(เทย) เรื่อง " มาม่าน้อยฆ่าแม่ " เป็นเรื่องจริงจากเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดใจ เมื่อลูกชายวัยหนุ่มก่อเหตุสังหารมารดาของตนเอง เนื่องจากความหิว เพราะผู้เป็นแม่ นำมาม่าต้มโคล้ง ไปให้กินกลางท้องนา แต่ลืมนำตะเกียบติดตัวไปด้วย จึงบันดาลโทสะ ทำร้ายร่างกายบุพการีถึงแก่ความตาย

เรื่องราวของ มาม่าน้อยฆ่าแม่ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยบริษัท Twenty Century Fox ภายใต้ชื่อเรื่อง ว่า "Little MAMA Kill Mother" ได้รับการยกย่องให้เป็น สุดยอดภาพยนตร์อมตะ อันดับ 2 ของโลก (อันดับ 1 คือ บ้านผีปอบ)

ขวัญเอย เจ้าจงหลับตา เดี๋ยวผีมาม่า จะมาหักคอ.. (มหากาพย์ มาม่า ตอนที่ 4)

เมื่อไม่นานมานี้ ดร. บรรลัย คล่องตัดเศียรพระ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี เปิดเผยว่า มีความเป็นได้ที่บะหมี่มาม่าจะมีกำเนิดในสมัยสุโขทัยตอนต้น หรือไม่งั้น แกก็มั่ว เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่า มีคราบของน้ำซุปมาม่าปนเปื้อนอยู่ในชามสังคโลกที่ขุดพบ ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกในหลักศิลาจารึก ที่มีใจความตอนหนึ่ง ว่า

Cita3.png" สุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลา ในนา มีมาม่า
ใครใคร่ ค้าวัว ค้าควาย
ใครใคร่ ค้าช้าง ค้าม้า
ใครใคร่ ค้ามาม่า กินมาม่า อย่าช้า กินเลย... "Cita4.png

ตำนานการกำเนิดของบะหมี่มาม่ายังคงคลุมเครือ เป็นที่กังขาต่อผู้บริโภคมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีใครสามารถระบุได้ว่า มาม่า มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด ?? ตั้งแต่เมื่อไหร่ ??

ที่ผ่านมา หลายประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของต้นตำรับมาม่า และต้องการผูกขาดเป็นผู้ผลิตแต่เพียงผู้เดียวหลายครั้ง ที่เกิดการกระทบกระทั่ง จนถึงขั้นใช้กำลังทางทหาร ต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นเจ้าของ สงครามชิงหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ระหว่างประเทศอังเกรียน และ อาร์เจนติน่า เมื่อปี 19820 ดูเผิน ๆ อาจคล้ายการทำศึกเพื่อแย่งชิงผืนแผ่นดินที่ไร้เจ้าของ แต่เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ผืนดินบนเกาะฟอล์คแลนด์ เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกข้าวสาลี อันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต มาม่า ที่ทั้งสองประเทศต่างต้องการเป็นเจ้าของ กล่าวกันว่า หลังจากประเทศอาร์เจนติน่าแพ้สงครามในครั้งนั้น ประชาชนทั้งประเทศต่างก็พร้อมใจกันเลิกรับประทานมาม่า แล้วหันมารับประทานบะหมี่กุ้งกิ้ง เพื่อเป็นการประชดชีวิต

ทุกวันนี้รัฐบาลอาร์เจนติน่า ระงับการออกวีซ่าเข้าประเทศ ของ ม่ำ ซกมก ด้วยเหตุผลว่า เป็น 1 ในแก๊ง 300 ช่า ที่มีความเกี่ยวพันกับบะหมี่มาม่า และยังขึ้นบัญชีดำปายัน นิรันดร์กาล และ ตั๊ก มารยุล่า เป็นบุคคลต้องห้ามอีกด้วย

เรื่องราวอันน่าพิศวง ของ มาม่า ยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีผู้พบเห็นมาม่าลอยอยู่ในอากาศ คล้าย UFO และเรื่องลี้ลับชวนสยองขวัญของผีมาม่าคัพ (ตระกูลเดียวกับผีถ้วยแก้ว)

[แก้ไข] มาม่าใน AREA 51

ข่าวลือที่ว่า มาม่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ต่างดาว ดูเหมือนจะเป็น เรื่องตลก ขบขัน ไร้สาระ แก่ผู้คนทั่วไป แต่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ มิได้คิดเช่นนั้น... พื้นที่กลางทะเลทรายร้อนระอุ ทางตอนเหนือของมลรัฐเนว่าด่า ถูกจำกัดเป็นเขตหวงห้ามภายใต้ชื่อ AREA 51 (หรือชื่อไทยคือ "พื้นที่เบญจวรรณ", เบญจ=5, วัน=1) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ว่า ที่นี่คือศูนย์วิจัยวัตถุลึกลับ จากนอกโลก (UFO) ขั้นลับสุดยอด ! แต่แท้ที่จริง ศูนย์วิจัยแห่งนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อทำการวิจัยมาม่าโดยเฉพาะ

รัฐบาลสหรัฐฯ ปกปิดความจริง เนื่องจากเกรงว่าสมองจะกระทบกระเทือน ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งยังกลัวว่าประชาชนจะคัดค้าน เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น จึงพยายามสร้างข่าวจานบินลึกลับและมนุษย์ต่างดาวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนอยู่เนือง ๆ เว็บไซต์จอมแฉระดับโลก "วิเกรียนหลีก" ได้เปิดโปงเอกสารลับ ซึ่งมีการระบุชี้ชัดว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ สั่งซื้อบะหมี่มาม่าเพื่อการวิจัย เป็นจำนวนถึง 20 ล้านซอง ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา แม้รัฐบาลสหรัฐฯจะปฏิเสธว่าเป็นข้อมูลเท็จ แต่บริษัทสะหะพัดมีหลักฐานอันน่าเชื่อถือ คือการจับสลากชิ้นส่วนซองเปล่ามาม่า ในรายการชิงสร้อยชิงบ้าน ปรากฎว่ามีนักวิจัย 1 คน ใน AREA 51 โชคดีได้รับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท และอีก 2 คนได้รับเสื้อยืด

[แก้ไข] ศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง

ปัจจุบัน มาม่า คือศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ โดยปราศจากข้อขัดแย้ง ทฤษฎี "ต้มมาม่า ให้ลุง-ป้า ชื่นบาน" ได้รับการบรรจุไว้ในหลักสูตรระดับปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก ในขณะที่รัฐบาลของแอฟกานิสถาน จัดให้แผนพัฒนา มาม่า ฉบับที่ 1 เป็นเรื่องเร่งด่วน ในการฟื้นฟูประเทศ หลังการล่มสลายของกลุ่มทาลีบัน ศิลปินเอกของประเทศในทวีปยุโรปหลายท่าน ยกย่อง ลวดลายบนซองเครื่องปรุงมาม่า รสขี้เมาแห้ง ว่า มีความวิจิตร งดงาม ตระการตา เต็มเปี่ยมด้วยวิญญาณ และความรู้สึกที่สัมผัสได้ ยิ่งกว่าภาพเขียน "คืนแห่งดวงดาว" ของ วิน เลี้ยววาลิง

ส่วนวัยรุ่นของประเทศยุ่นปี่ นิยมการสะสมซองมาม่าเป็นคอลเล็คชั่น มีการแลกเปลี่ยน-ซื้อขาย กันอย่างกว้างขวาง พอ ๆ กับภาพและเพลง

กล่าวได้ว่า บะหมี่มาม่า มีส่วนทำให้นานาประเทศ รู้จัก และ นับถือคนไทยอย่างกว้างขวางกว่าประเทศจีน ซึ่งมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ "ฉีรุ่ย" อันมีชื่อเสียเกรียนไกลไปทั่วโลก (ถึงแม้ว่า ฉีรุ่ย คิลคิล มันจะโมเอะแค่ไหนก็ตามที), สวิสเซอร์แลนด์ ผู้ผลิตนาฬิกา โรเซ็กซ์ ที่ใช้ได้ไม่ถึงสองร้อยปีก็แบตหมดซะแล้ว, ฝรั่งเศส ผลิตกระเป๋า หลุยส์ ซีตรอง ที่ไม่มีอนงค์นางใดอยากจะได้มันมาในครอบครอง (ถ้าท่านผู้นั้นไม่ได้ให้มาฟรี ๆ) ส่วนสยามประเทศนั้นไซร้ ผลิตลูกชิ้นหมูนายฮั่ง และบะหมี่มาม่า ที่มวลมนุษยชาติเลื่อมใสศรัทธา พวกเราชาวไทยจงภูมิใจเถิด

Wikisplode.gif
สำหรับผู้ที่ ไร้อารมณ์ขันสิ้นดี เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่วิกิพีเดียมีบทความ
ที่โคตรมีสาระที่ ที่นี่!
Cquote1.png หากมาม่ายังอยู่ ยั้งยืนยง
เราก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย
หากมาม่าพินาศลง ไทยอยู่ได้ฤา
เราก็เหมือนมอดม้วยหมด อดกิน นั่นแล...
Cquote2.png

[แก้ไข] มาม่ากับสงครามโลกครั้งที่ 2.4

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2.4 กองทัพแห่งยุ่นปี่ แดนอัลติสอุทัยอันเกรียนไกร ภายใต้การบัญชาการรบของนายพลโนบุทากะ อิโตะ แห่งมหาวิทยาลัยมิเอะ (Mie) ประเทศยุ่นปี่ ยกพลจากเครื่องบินมาลงบนบกที่จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย โดยมีแผนเคลื่อนทัพเข้าสู่ประเทศสิงคโปรโตก เพื่อทะลวงผ่านไปยังประเทศอินโดนีเซีย เป้าหมายคือยึดครองทวีปเอเชียทั้งหมด

รัฐบาลไทยตระหนักดีถึงแสนยานุภาพของกองทัพคิกขุสันดานอเมริกา จึงจำใจยอมให้ยุ่นใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหาร อันอาจนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

สาระสำคัญใน "นปิ๊สัญญาแห่งสายัณห์" ที่ประเทศไทยตกลงกับยุ่น คือ ฝ่ายยุ่น จะไม่ทำลายชีวิต - ทรัพย์สิน ของประชาชนชาวไทย และจะไม่ร้องเพลงเสียงดังหนวกหูเวลาเมาสาเกย์ ส่วนฝ่ายไทยจะจัดส่ง บะหมี่ มาม่า ให้แก่กองกำลังทหารยุ่นเป็นเสบียงจนกว่าการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว จะเสร็จสมบูรณ์

ขณะนั้นรัฐบาลไทยเกรงว่า ฝ่ายพันธมารประชาชินเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนำโดยประเทศอังเกรียน และสหรัฐอมาริเกย์ จะเข้าใจผิด คิดว่า ประเทศไทยฝักใฝ่ฝ่ายยุ่นปี่ จึงได้วางแผนอันแยบยล จัดตั้งกลุ่มเสรีไทย ต่อต้านทหารยุ่นอย่างลับลับ เพื่อให้ฝ่ายพันธมารเห็นว่า กูเปล่าเข้าข้างยุ่นนะ กูเกลียดไอ้ยุ่นโว้ย

ผลงานของเสรีไทยที่โด่งดัง คือการแฝงตัวขึ้นไปบนรถขนเสบียง ที่กำลังจัดส่งไปให้ไอ้ยุ่น แล้วแอบเอายาถ่าย ใส่ในซองเครื่องปรุงมาม่าทุกห่อ จนทำให้ไอ้ยุ่นขี้แตกขี้แตนไปตามตามกัน

เมื่อสงครามจบลง ด้วยความพ่ายแพ้ของโตโยต้าและโฟล์คสวาเก้น ทหารผ่านศึกคนหนึ่งชื่อโกโบเราะ ได้นำบะหมี่มาม่าติดตัวกลับประเทศ และพยายามคิดหาวิธีทำเส้นบะหมี่เลียนแบบจนสำเร็จ แม้ว่ารสชาติจะไม่อร่อยเหมือนมาม่า แต่ก็พอทนกินได้ ดีกว่ากินดินว่างั้นเหอะ

หลังสงครามโลกจบลง ประเทศยุ่นถึงกับต้องร้อง เพราะตัวเองแพ้ และต้องตกในสภาวะข้าวยากหมากแพง ขาดแคลนอาหาร เนื่องจากทรัพยากรของประเทศส่วนหนึ่ง จำเป็นต้องส่งออกไปชดใช้หนี้ ให้กับกลุ่มประเทศพันธมาร ในฐานะผู้แพ้สงคราม ผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก บะหมี่มาม่าเลียนแบบของโกโบเราะนี้มีส่วนช่วยให้ประชาชนชาวยุ่น รอดพ้นจากความอดอยาก กลับมาฟื้นฟูประเทศสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ จนถึงทุกวันนี้ และการต่อต้านยุ่นโดยพี่ไทยก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกลืมไปแล้วในปัจจุบัน ทุกวันนี้เชิดชูสินค้ายุ่นและความเป็นยุ่นกันมาก มีโฆษณาเกี่ยวกับยุ่นอย่างมากมายและต่อเนื่อง แต่ไม่เห็นจะมีใครรู้สึกเบื่อหน่ายกับมันบ้างเลย

โกโบเราะเสียชีวิตด้วยโรคคาราโอเกะ (ร้องไม่วางไมค์ เลยโดนจิ๊กโก๋ตื้บตาย) แต่ชื่อเสียงและความดีของเขายังคงอยู่อยู่ในหัวใจของเด็กเสิร์ฟทุกคน ชาวยุ่นปี่จึงเรียกขานเขาว่า "มาม่าซัง" เพื่อเป็นการระลึกถึงตลอดไป

[แก้ไข] มาม่า มีส่วนในการก่อเกิดความบันเทิง

นอกเหนือจากในวรรณเกรียนของหลายประเทศ เช่น สามก๊ก ตอน โจโฉแอบต้มมาม่าในครัวของเล่าปี่, อัลลาดิน กับ มาม่าวิเศษ หรือ แม้แต่ สโนว์ไวท์ กับมาม่าทั้ง 7 รส รวมทั้งโศกนาฐกรรมพื้นบ้าน เศร้าสะเทือนใจ อย่าง " มาม่าน้อยฆ่าแม่ " แล้ว ในส่วนของความบันเทิงระดับสากล มาม่ามีส่วนในการก่อเกิดบทกวีและดนตรีมากมาย

เช็คสเปียร์เคยบอกว่า วรรณกรรมอมตะเรื่อง "อัลฟ่าโรมิโอ กับ จู๋เลียด" เกิดจากแรงบันดาลใจ ในวันที่เขากินมาม่าแล้วเส้นกระเด็นเข้าตา บทประพันธ์เรื่องนี้เป็นผลงานที่เขาภาคภูมิใจมากที่สุด รองลงมาคือ บทกลอน "มีผัวแล้ว พี่ก็ยังรัก" ที่เขาแต่งให้เมียคนข้างบ้าน

เพลง " เทียน มี มี่ " ขับร้องโดย เติ้ง หลี่ จวิน เดิมทีชื่อเพลง " เทียน มาม่า " เป็นเพลงที่แต่งจากเรื่องจริง เนื้อหาของเพลง กล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่หลงรักพ่อค้าขายปลาเผาในตลาดสด แต่ฝ่ายชายชอบพออยู่กับแม่ค้าขายไข่ปิ้ง ภายหลังผู้หญิงคนนั้นอกหัก จึงตัดสินใจผูกคอตาย ด้วยเส้นบะหมี่มาม่า รสเป็ดพะโล้ บทเพลงนี้โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

คำกล่าวที่ว่า มีชาวจีนที่ใด ต้อง เติ้ง หลี่จวิน และเสียงเพลง "เทียน มาม่า" เป็นเรื่องที่ไม่เกินความจริงนัก

และ ลา มะลิลา... ขึ้นต้น อะไรก็ได้ แต่ตอนลงท้าย ต้องเป็น มาม่า(ซ้ำ) ชายสี่ ก็ไม่น่ากิน(ซ้ำ) ไม่มีอะไรกินก็ต้องกิน มาม่า (จบ หรือจะต่อก็ได้ถ้าไม่ขี้เกียจ)

สำหรับในยุคปัจจุบัน ทศวรรษ 2551-2560 ก็ได้มีนักเกรียนเมืองฝ่ายแค้นขั้นเมพ คือคุณชู้วิทย์ กระโถนวิปริต ได้เขียนหนังสือแนวขำขัน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมาม่าเช่นกัน คือหนังสือชื่อ "การเมืองแบบมาม่า" โดยเขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้กับมาม่ายุ่นปี่ยี่ห้อโปรดของเขา คือยี่ห้อ "มอตอมอต้อ" ซึ่งเขาชอบกินมาก และกินบ่อย ในสมัยที่ตัวเองยังทำงานเชียร์แขก ในอ่างแห่งหนึ่งในประเทศยุ่นปี่ ซึ่งชู้วิทย์เห็นว่า (ธุรกิจ)มาม่า(ยี่ห้อนั้น)มันยังมีนิสัย(ทางการเมือง)ดีกว่านักเกรียนเมืองชาวประเทศเทยหลายคนเชียวนะ(โว้ย)

[แก้ไข] ถูกแบน

ปัจจุบันมีโจรโพกผ้าแดงบางรายได้ประกาศแบนมาม่าแล้ว เนื่องจากมีผู้บริหารกิจการมาม่าบางคนที่เข้าข่ายเผด็จกู หรือสนับสนุนท่านผู้นั้นอย่างออกหน้าออกตา รวมไปถึงมีแกนนำมาม่าบางคนที่ได้เข้าไปเป็นนักเกรียนเมืองอยู่ในสภาวอร์สอีกด้วย (อีกสาเหตุหนึ่งคือ บะหมี่มาม่า รสจู๋สับ ยังใช้ซองสีขี้อยู่ ส่วนยี่ห้ออื่นเขาเลิกใช้ซองสีนั้นกันแล้ว)

ผู้สนับสนุนการแบนบางรายถึงกับประกาศยกย่องการรณรงค์นี้ ว่า เป็นการประท้วงต่อต้านที่เทพมาก เมพขิง ๆ เทียบเท่ากับการประท้วงในอดีต ณ ประเทศอินเดือย ที่มีท่านเมาะตะมะ คันทีน เป็นแกนนำ และมีบร๊ะเจ้าโจ๊ก โซคูล เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง เลยทีเดียว

ในการแบนระยะแรก ๆ ยังไม่เป็นข่าวออกทางฟรีทีวีและหนังสือพิมพ์ทั่วไป ทางมาม่าจึงยังไม่รู้ตัวว่ายอดขายลดลงเพราะเหตุใด และไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเกมการตลาดของยี่ห้ออื่นหรือไม่ จึงได้ทำการสำรวจและวิจัยตลาด แต่ก็ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่พบ มีแกนนำมาม่าบางรายได้เริ่มสงสัยว่าจะมีการต่อต้านพวกตน จึงตั้งข้อสังเกตว่า "ผู้ที่มีการศึกษาคงจะไม่ต่อต้านสินค้า" ผู้ต่อต้านจึงนำข้อความนั้นไปตีความใหม่ เกิดเป็นประโยคดูหมิ่นอีกถ้อยคำหนึ่ง ที่ว่า "การบอยคอตเกิดจากผู้ไร้การศึกษา" ก็ยิ่งทำให้ผู้ประท้วงโกรธแค้น และออกมาต่อต้านมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ

จนกระทั่งสื่อมวลชนบนดินบางรายได้กล้าเสี่ยงแหกคอกเผด็จเกรียนออกมา เสนอหน้ารายงานข่าวการรณรงค์รุมกันแบนมาม่า และหันไปใช้ยี่ห้ออื่นแทน อย่างน้อยก็จนกว่ามาม่าจะมีแกนนำมาม่าที่เป็นกลางทางการเมืองการปกครองได้ หรือถ้าแดงด้วยก็ยิ่งดีใหญ่ ทางกลุ่มแกนนำมาม่าจึงได้ทราบสาเหตุที่ยอดขายลดลงกราวรูดดังกล่าว

และภายหลังจากทราบข่าว แกนนำมาม่าบางรายได้ออกมาโฆษณาทางอ้อมผ่านสื่อมวลเกรียนต่าง ๆ ว่า แบกรับต้นทุนเพิ่ม แต่ยังไม่ขึ้นราคา (โดยอ้างเหตุผลอื่น ๆ แทน) และมีแผนลงทุนต่างปรเทศ เช่น ประเทศอินเดือย เป็นต้น หวังจะกลบข่าวการประท้วง แต่ไม่สำเร็จ เพราะข่าวในเฟคบุ๊ครวดเร็วทันใจกว่ากันเยอะ

[แก้ไข] บทความที่อาจเกี่ยวข้อง

อร้อย อาร่อย นะจะบอกให้

เครื่องมือส่วนตัว
กลุ่มชื่อ

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
ลองแวะนี่ก่อน
โครงการอื่น
เครื่องมือ