รัฐอิสระเยลโล่ซัน

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น

รัฐอิสระเยลโล่ซัน
ปิตุภูมิอันทรงเกียรติเยลโล่ซัน

รัฐอิสระที่เป็นเอกราช

Yelsunflag.jpg
2655–2790 Flag of Vietnammese Colonial Empire.svg
 
Blank.png
 
Blank.png

ธงชาติเยลโล่ซัน

ธงชาติเยลโล่ซัน
คำขวัญ
"ฟ้าเดียวเกรียนออกไป ฟ้าเหลืองเข้าแทน"
เพลงชาติ
ปิตุภูมิอันทรงเกียรติเยลโล่ซัน
รัฐอิสระเยลโล่ซันในปี 2680
รัฐอิสระเยลโล่ซันในปี 2680
เมืองหลวง นครสาดทำมะหลี
เมืองใหญ่สุด ใหญ่ทุกเมือง
ภาษาราชการ ภาษาเทยแบบเยลโล่ซัน ออกเสียงแบบภาษาใต้,ภาษาจีน,ภาษาเกาเหลา,ภาษาเวียดกาม
วัน-เวลา สถาปนาประเทศ ธันวาคม ค.ศ. 2655
วัน-เวลา ล่มสลาย มกราคม ค.ศ. 2790
รัฐบาล เอกาธิปไตยและเผด็จการ(เลิกใช้อำมาตยาธิปไตยแล้ว)
ผู้นำสูงสุดแห่งเยลโล่ซัน
 - ค.ศ. 2655 - 2661 ฮันโซยิน
 - ค.ศ. 2771 - 2790 ฮันฮึงจอง
ศาสนา ส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนา
ประเภท สินค้าสำคัญ เกษตรกรรม,อุตสาหกรรมระดับครัวเรือน
ชื่อสินค้า สำคัญ ข้าว,ยางพารา,อาวุธ,เครื่องปั้นดินเผา
สินค้า ส่งออกหลัก ข้าว,ยางพารา
สินค้า นำเข้าหลัก เครื่องลายคราม
ประวัติศาสตร์
 - สงครามกลางเมืองเยลโล่ซัน ค.ศ. 2649 - 2655
 - สถาปนารัฐอิสระ ค.ศ. 2655
 - สงครามต่อต้านการรุกรานของอูรุกไฮครั้งที่หนึ่ง ค.ศ. 2661
 - สงครามต่อต้านการรุกรานของอูรุกไฮครั้งที่สอง ค.ศ. 2685
 - การก่อกบฏของดินแดนต่างๆ ค.ศ. 2748 - 2775
 - การยึดครองเยลโล่ซันของเวียดกามอันนัม ค.ศ. 2782 - 2790
 - รัฐอิสระเยลโล่ซันถูกทำลาย ค.ศ. 2790
เนื้อที่
 - ทั้งหมด
 
 
1,676,000 กม.² 
1,047,500 ไมล์² 
ประชากร
 •(ค.ศ. 2680) ประมาณ
 • ความหนาแน่น ประชากร
 
87,130,000
51.99/กม²
83.18/ไมล์² 
GDP (PPP)
 • รวม
 • ต่อประชากร
(ปี ค.ศ. 2680 - ค่าประมาณ)
875,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
10,053 ดอลลาร์สหรัฐ
HDI (ค.ศ. 2680) 0.90 – สูง
สกุลเงิน ไม่ใช่สกุลเงิน แต่บ้างบอกว่ามีการใช้เงินเป็นเบี้ยหวัดเยลโล่ซัน (฿YL)
เขตเวลา (UTC)
รหัส อินเทอร์เน็ต .AS
รหัสโทรศัพท์ ระหว่างประเทศ +889

รัฐอิสระเยลโล่ซัน(ปะกิด:Free State of Yellowsun)เป็นประเทศที่เมพส่งมาเกิดหลังจากสงครามกลางเมืองเยลโล่ซัน ซึ่งในสงครามดังกล่าว ฮันโซยินได้รบชนะ และได้ทำการรวมอำนาจก่อตั้งรัฐอิสระเยลโล่ซันขึ้น ตลอดยุคนี้ เยลโล่ซันตกเป็นฝ่ายรับโดยตลอด และยุคนี้ถือเป็นยุคเสื่อมของเยลโล่ซัน ท้ายที่สุด ก็ถูกประเทศที่ตนเคยปกครองทั้งถล่มทั้งตื้บจนยับเยิน เยลโล่ซันจึงสิ้นชาติและไม่กลับมาอีกเลย

การก่อตั้ง[แก้ไข]

หลังจากการม่องเท่งของฮันโนยูน ฮันโซยินผู้นำคนแรกได้จับจองพื้นที่ขยายอิทธิพลในแถบที่เป็นเยลโล่ซันเดิม เพื่อสู้กับอ๋องอื่น ในลักษณะเดียวกันกับมาเฟีย ทัพของฮันโซยินแพ้น้อยครั้งมากในสงครามกลางเมืองเยลโล่ซัน ส่วนมากจะประสบชัยชนะอย่างเละเทะ ทั้งการทัพฮกเกี้ยน ยุทธนาวีทะเลเหลือง และการทัพแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้สามารถเขี่ยฮันซินอ้ายเจวี๋ยซุ่น ฮันมุนวุง และฮันหลุนอวี้ให้พ้นจากการขึ้นเป็นเจ้าแห่งเยลโล่ซันได้สำเร็จ โดยเฉพาะในการทัพแม่น้ำเจ้าพระยาของฮันหลุนอวี้นั้น ทัพของฮันโซยินสามารถปราบทัพฮันหลุนอวี้ได้ที่ปากน้ำโพ ด่านซ้าย และไชน่า(ชื่อจังหวัดในประเทศเทย) สูญเสียทเห่อไปถึงเจ็ดสิบเจ็ดหมื่น จนวางอาวุธหมด ฮันโซยินจึงไปที่นครสาดทำมะหลีเพื่อตั้งตัวเป็นเจ้าแห่งเยลโล่ซันขึ้นที่นั่นในปี 2655

หลังจากขึ้นเป็นผู้นำเยลโล่ซันแล้ว ท่านก็ได้ทำการล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยที่อยู่คู่กับเยลโล่ซันมานานถึง 517 ปีลงไป และตั้งตนเป็นเอกาธิปัตย์ เป็นเผด็จการ อำมาตย์ถูกลดอำนาจ อย่างไรก็ตาม การควบคุมดินแดนของผู้นำเยลโล่ซันทำได้แย่ลงจนทำให้ต้องเปลี่ยนธงชาติใหม่เสีย เอารังสีดวงอาทิตย์ออกไป

การเรียกค่าคุ้มครอง[แก้ไข]

หลังจากนั้นโรคเกรียนเมพของฮันโซยินก็กำเริบ ฮันโซยินได้ตั้งกฎหมายที่คล้ายกับว่าจะเอาเยลโล่ซันไปเป็นแก๊งมาเฟียคือ เรือต่างชาติใดๆที่จะเทียบท่าที่เยลโล่ซันต้องจ่ายค่าคุ้มครองเป็นจำนวนมาก ไม่เช่นนั้นจะถูกจับตัวออกจากท่าไม่ได้ เหมือนกับขบวนการเรียกค่าไถ่ของโจรสลัดนั่นเอง เรื่องนี้หลายคนเห็นว่าแปลก เพราะไม่รู้ทำไปทำไม แต่เท่าที่ทราบ ฮันโซยินกลัวคนจะมาโค่นอำนาจ เพราะได้อำนาจมาจากการทำสงครามกับคนแซ่ฮันด้วยกัน ทั้งมีกองทัพที่อ่อนแอลงมาก จึงใช้วิธีนี้ในการเอาเงินมาบำรุงกองทัพและประเทศ(ไม่รู้โง่หรือฉลาดนี่)

ซึ่งนั่นก็ทำให้การค้าขายทางน้ำของเยลโล่ซันถดถอยอย่างมาก เนื่องจากต่างชาติพากันขี้ขลาดไม่อยากจะจอดเทียบท่าให้โดนเรียกค่าคุ้มครอง จนกระทั่งฮันโซยินไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไรจึงสละบัลลังก์ให้ฮันคงยอง ซึ่งก็ได้ทำการยกเลิกกฎนี้เสีย ทำให้การค้าขายทางน้ำเจริญขึ้นมาอีกครั้ง

การเดินทางสำรวจตะวันออกไกลของอูรุกไฮ[แก้ไข]

ในขณะที่ยุทธการอโรเซลสก์ในสงครามโลกครั้งที่เก้ากำลังเกิดขึ้น ในเดือนลามกรายนของปี 2657 กองเรือชุดที่สองของอุรุกไฮได้เดินทางไปถึงช่องแคบซุนดา และในปลายเดือนเดียวกันก็เดินทางไปถึงอ่าวเทย ที่นั่นเป็นดินแดนในปกครองของเยลโล่ซันนั่นเอง เมื่อกองเรือของอุรุกไฮไปถึงก็ได้ไปจอดที่ท่าน้ำเจ้าพระยา กัปตันเจมส์ ไพรสัณฑ์(Prison = คุก) ผู้เป็นลูกน้องคนสนิทของซินยอวิวได้เดินลงมาจากเรือพร้อมกับตะโกนอย่างดังว่า

Cquote1.png ที่นีใครใหญ่วะ ถ้าไม่มีใครใหญ่ ข้าขอประกาศเอาที่นี่เป็นอาณานิคมเลยล่ะกัน Cquote2.png

ทันใดนั้น ก็มีชายฉกรรจ์รูปร่างบึกบึนเดินมาพร้อมกับบริวารกว่าสิบคน

Cquote1.png เฮ้ย ไอ้น้อง ข้านี่แหละที่เป็นใหญ่ที่นี่ ว่าแล้วก็รีบจ่ายค่าคุ้มครองมาซะดีๆ Cquote2.png
Cquote1.png จ๊าก หาเรื่องซวยมั้ยแล้วล่ะตู Cquote2.png

เมื่อกัปตันเจมส์ ไพรสัณฑ์เห็นชายคนนั้นจึงรีบโดดขึ้นเรือหนีไปในทันที พร้อมกับแล่นเรือออกไปจากอ่าวเทยโดยเร็วที่สุดโดยที่ไม่ได้สำรวจแหล่งน้ำมันตามคำสั่งของซินยอวิว ขณะนั้นก็มีคนตะโกนไล่หลังมาว่า "ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!" พร้อมกับปาหินใส่กระแทกกับกาบข้างของเรือทำให้เรือมีรอยรั่ว หลังจากที่กัปตันไพรสัณฑ์แล่นเรือออกไปจากอ่าวไทย ก็ได้แล่นเรือไปขึ้นฝั่งที่จีนแผ่นดินใหญ่แทน ส่วนชายคนนั้นในภายหลัง มีบันทึกการเดินเรือสำรวจตะวันหอกไกลของอุรุกไฮ ได้ระบุว่าชายคนนั้นคือ "เจ้าพระยาอ๋อง" แห่งเยลโล่ซัน ที่ได้ครอบครองลุ่มน้ำเจ้าพระยานั่นเอง ท่านมีนิสัยชอบเรียกค่าคุ้มครองรีดไถชาวบ้าน เป็นประจำ

ภายหลังอูรุกไฮคิดว่าเยลโล่ซันอวดเมพ หยามเกลียดเกียรติชาติของตนจึงยกทัพมาตีในปี 2661 ซึ่งตอนนั้นฮันคงยองขึ้นเป็นเจ้าแห่งเยลโล่ซันแล้ว ปรากฏว่าเยลโล่ซันรบชนะ ส่วนอูรุกไฮก็รบแพ้ย่อยยับคอตกกลับไปเสมือนหนึ่งหมาโดนรถชน

สงครามต่อต้านการรุกรานของอูรุกไฮ[แก้ไข]

เมื่อฮันคงยองขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดแห่งเยลโล่ซัน ได้ทำให้คนฮักชาติมากขึ้น มีงานทำมากขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปลุกพลังชาตินิยมเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีเกิดศึกสงคราม และมันก็เกิดสงครามขึ้นจริงๆ โดยเยลโล่ซันต้องรับศึกจากการที่อูรุกไฮเข้ามารุกรานถึงสองครั้งสองครา ดังนี้

ครั้งแรก[แก้ไข]

ซินยอวิวคิดว่าการกระทำของเยลโล่ซันเป็นการอยากจะลองดีกับอูรุกไฮ จึงนำทเห่อบุกเข้าไปด้วยความอยากลองกำลัง โดยไม่ได้วางแผนไว้ก่อน คิดแต่เพียงว่า "ถ้าตูชนะตูจะเอามันมาเป็นเมืองขึ้นให้ทั้งโลกได้เห็น ณ บัดนาว" ทัพอูรุกไฮ 800,000 คนบุกขึ้นฝั่งที่ทางใต้ของเวียดกามในปี 2661 และเข้าตีไซ่ง่อน ปรากฏว่าถูกทัพเยลโล่ซันตีแตก แต่เมื่อรวมกำลังได้ก็บุกตามลำน้ำโขขึ้นไปและพยายามเข้ายึดพนมมือ พร้อมทั้งเอาเรือรบปิดแหลมตะลุมพุก หันปืนใหญ่พร้อมยิงเข้าใส่นครสาดทำมะหลี ปรากฏว่าเยลโล่ซันยิงไปก่อนและยิงอย่างรวดเร็วจนกองเรืออูรุกไฮเสียหายหนัก ต้องถอนกลับ ที่พนมมือทัพอูรุกไฮก็ถูกปราบลงได้เช่นกัน ทเห่อจำนวนมากถูกผลักตกลงไปยังโตนเลสาบ แต่ด้วยวิชาเกรียนเมพทหารเหล่านั้นรอดตายโดยการมุดดินไปขึ้นฝั่งปานาไปได้นิดหน่อย อูรุกไฮจึงถอนทัพออกจากเยลโล่ซันไปเพราะหมาของอูรุกไฮมันแสนรู้ดีว่าถ้าอยู่รบต่อไปกองทัพอูรุกไฮคงจะพินาศหมดแน่ สรุปว่าทเห่ออูรุกไฮตายไปในการศึกครั้งนี้ถึง 550,000 คน ทำให้เกียรติภูมิของอูรุกไฮตกต่ำลง

ครั้งที่สอง[แก้ไข]

หลังจากพ่ายแพ้ในครั้งแรก ในปี 2685 อูรุกไฮต้องการเปิดศึกด้านตะวันออก เพื่อยึดดินแดนในเอเชยมาเป็นเมืองขึ้น เห็นว่าอาณาจักรอู๋และเยลโล่ซันอ่อนแอสุด จึงให้ยกทัพเรือจากหมู่เกาะติกิ และจากอูรุกไฮข้ามแปซิฟิกมา และทัพบกจากอินเดือยซิตี้ โดยมีซินยอแยค เกย์แมนเป็นจอมทัพ บุกโจมตีเยลโล่ซัน เยลโล่ซันใช้แค่ปืนใหญ่ ล่มเรือรบของอูรุกไฮไปเป็นอันมาก ส่วนทัพบกทางอินเดือยถูกกองทัพเยลโล่ซันตีแตก และบุกกลับไปถึงกัลกัตตา แล้วจึงถอยทัพกลับมา ส่วนทัพอูรุกไฮไปตีอาณาจักรอู๋ต่อในปี 2686 แล้วก็พ่ายแพ้ แต่ภายหลังได้ทัพเสริมจึงเอาชนะอาณาจักรอู๋ได้ แต่พื้นที่ๆได้ปกครองดูNGOมากจึงไม่เอาดีกว่า

ความเจริญรุ่งเรืองทางสังคมและวัฒนธรรม[แก้ไข]

หลังสมัยอันเกรียงไกรของฮันคงยองหมดไป ฮันชูซอนที่ครองอำนาจต่อมานั้นตัดสินใจไม่ทำสงคราม แต่ส่งเสริมสาขาอาชีพต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับจากทั้งโลกรวมทั้งจากเอริเชี่ยนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการแพทย์ มีการพัฒนาเป็นอย่างมากจนมากไปด้วยคุณภาพและปริมาณ มีความเชี่ยวชาญสูง เมื่อต่างชาติทราบข่าวจึงจ้างให้ไปเป็นหมอในต่างประเทศเป็นอันมาก และยังส่งเสริมวิชาชีพการทำกับข้าว มีพ่อครัวฝีมือดีจำนวนมาก บางส่วนทำกับข้าวโชว์ที่เมืองนอกทำให้โดนศาลตัดสินให้ออกจากตำแหน่งเพราะรับค่าจ้าง เป็นที่ขบขันกันไปทั้งโลก นำชื่อเสียงกลับมาให้ประเทศเป็นอันมาก ทั้งนี้ ฮันชูซอนยังส่งเสริมวิชาชีพอื่นๆอีก ทำให้ทุกคนมีงานทำหมด เพราะท่านรู้ว่าอนาคตของเยลโล่ซันนั้นไม่อาจฝากไว้กับการทำสงครามในยามที่เยลโล่ซันกำลังเสื่อมอิทธิพล กองทัพเยลโล่ซันจึงถูกลดขนาดลง แต่เยลโล่ซันไปรุ่งเรืองในด้านวิชาเกรียนและวัฒนธรรมแทน เยลโล่ซันสงบสุขอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ปิดประเทศ[แก้ไข]

เมื่อสมเสร็จบร๊ะมหาจักรพรรดิซินยอวิว เดอ บอนลาโด้เสด็จสวรรคตในปี 2715 ท่านจึงคิดว่าอูรุกไฮคงไม่มีใครเก่งแบบซินยอวิวแล้ว และอูรุกไฮก็น่าจะเสื่อมอำนาจลง เพราะจักรพรรดิมานูเอลที่ขึ้นครองราชย์ต่อมานั้น บารมีไม่ค่อยมี จึงเห็นว่าชาติทางซีกโลกตะวันตกคงไม่เกรียนเหมือนก่อนแล้ว และคิดว่าในซีกโลกตะวันออกเท่านั้นที่ยังรุ่งเรืองอยู่ ฮันชูซอนจึงตัดสินใจปิดประเทศ โดยค้าขายกับจีน(ในช่วงที่ท่านมีอำนาจยู่นั้น ต้าจินเริ่มเสื่อม เกิดอาณาจักรอู๋เย่ว์และอาณาจักรเป่ยหลู่ขึ้นในจีน เยลโล่ซันค่าขายกับทั้งสามอาณาจักร) ไซบีเรีย เกาเหลา และเอริเชี่ยนเท่านั้น โดยเรือสินค้าเอริเชี่ยน แวะค้าขายที่เมืองท่าสิงคโปโตกได้เพียงแค่ปีละครั้งเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าปิดประเทศอย่างนี้จะมั่นคงกว่า เมื่อมาถึงสมัยฮันซองกเย ก็ได้ดำเนินรอยตามฮันชูซอนทุกประการ เพราะคิดไม่ค่อยเป็น ไร้ความสามารถดุจเดียวกับมาร์ค ม.7ในอดีต

การก่อกบฏของชาติต่างๆ[แก้ไข]

ในสมัยฮันพยอนฮวอน มีการต้อนรับการขึ้นครองอำนาจของท่านด้วยการกบฏทางภาคใต้ ท่านก็ได้เสริมกำลังทหารเข้าไปในภาคใต้ เพราะจับตาดูแล้วจะมีความเคลื่อนไหวว่าจะก่อกบฏอย่างรุนแรง จึงส่งทเห่อเข้าไปเป็นอันมาก ผลสุดท้ายสามารถปราบได้ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงปกครองอย่างโหดร้าย และทำให้เยลโล่ซันเป็นรัฐทเห่อ เพิ่มกำลังทเห่อขึ้นเป็นสิบเท่าเพื่อป้องกันไม่ให้เยลโล่ซันสลาย ทำให้ภายใน 1 วินาที มาเลซุยทั้งแผ่นดินก็ลุกฮือขึ้น แต่ส่งกำลังทเห่อไปปราบได้ ท่านจึงให้ทุ่มงบประมาณไปกับการทเห่อมากเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้มีการกบฏอีก ปรากฏว่าในปี 2739 มีการปฏิวัติในเมืองหลวง เพราะไม่พอใจการปกครองที่กดขี่ของฮันพยอนฮวอน ท่านจึงให้ปราบปรามอย่างรุนแรง และพวกสีแดงก็เริ่มทำการเคลื่อนไหวในภาคเหนือ และในหัวเมืองแถบเขมียว แต่ทั้งหมด ถูกปราบได้ ทว่ารัฐก็อ่อนแอลง แต่ท่านก็ยังปกครองเช่นนั้นอยู่อย่างเดิม และท่านให้ตั้งป้อมค่ายถี่ยิบในแถบภาคใต้ ในเขมียว และในพม่า เพื่อป้องกันการกบฏ

อย่างไรก็ตาม ฮันพยอนฮวอนก็ทำการปกครองในแนวทางของตนเองต่อไป จนถึงปี 2748 ดินแดนใต้ปกครองก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป จึงมีการกบฏขึ้นเป็นลำดับ แรกๆรัฐบวมเยลโล่ซันก็สามารถปราบได้ แต่หลัง 2750 ก็ไม่สามารถปราบใครได้อีกต่อไป จึงต้องปล่อย โดยมีลำดับดังนี้

ปีที่กบฏ ดินแดนที่กบฏ
2748 มาเลซุย,นราธิวาส,ยะลา,ปัตตานี
2749 เขมียวตะวันออกเฉียงใต้
2750 เขมียวใต้,เกาะกง
2751 บร๊ะม่าแถบเทือกเขาอาระกัน
2752 บร๊ะม่าแถบแม่น้ำอิระวดี
2753 เชียงรุ้ง

เมื่อการณ์เป็นเช่นนั้นแล้ว ฮันพยอนฮวอนก็ทนไม่ได้ ตรอมใจตายไป บางกระแสบอกว่าท่านฆ่าตัวตายหนีประชาชนและความวิบัติของประเทศ นับเป็นผู้นำที่เข้มแข็งคนสุดท้ายของเยลโล่ซัน นับจากนี้ เยลโล่ซันก็มีแต่ความแตกแยก ความวุ่นวาย การจลาจล และการก่อกบฏ และถูกจักรวรรดิเวียดกามอันนัมพิชิตในที่สุด หลังจากท่านตาย ฮันเซียงลี่ผู้เป็นโอรสจึงขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป

เมื่อฮันเซียงลี่ขึ้นครองอำนาจ ได้ปรากฏว่าเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เยลโล่ซันเคยมีมา คือ ภาคตะวันออกของเยลโล่ซันก่อการกบฏ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขมียว แต่ในช่วงแรกกบฏก็ยังถูกปราบได้ แต่ก็หยุดยั้งไม่ได้ เกิดการกบฏรุนแรงทางตะวันตกขึ้นมาอีก จนถึงปี 2760 เยลโล่ซันก็เสียเขมียวไปทั้งประเทศ และบร๊ะม่าอีกครึ่งประเทศ โดยที่เขมียวและบร๊ะม่า พร้อมทั้งกลุ่มแดง ได้ลุกฮือขึ้น เยลโล่ซันต้องปราบทั้งทางตะวันตกและตะวันออก ทำให้ปราบได้ยากมาก กลุ่มกบฏสามารถรวมมณฑลเอาไว้ด้วยกันไม่น้อยกว่าสิบมณฑล อำนาจยิ่งใหญ่มาก ภายหลังพวกนี้ได้ยกทัพมายังเยลโล่ซัน แต่ถูกปราบได้และถูกตีถอยร่น เยลโล่ซันจึงยังครองพื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและฝั่งขวาแม่น้ำสาละวินได้ทั้งหมดอยู่ ส่วนบร๊ะม่าเขมียว ได้เอกราช ก่อนที่จะถูกเวียดกามอันนัมโจมตีจนพินาศในอนาคต

การปฏิวัติเวียดกามอันนัม[แก้ไข]

ในปี 2767 นักการทเห่อและนักการเมียที่ชื่อเตรืองแท้นห์ เห็นว่ารัฐบวมเยลโล่ซันหมดสิ้นซึ่งความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว และกำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆจากไฟกบฏ ท่านจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกได้จำนวนหนึ่ง และปลุกระดมประชาชนก่อการปฏิวัติเวียดกามอันนัมขึ้น โดยประกาศว่า

Cquote1.png บัดนี้ เยลโล่ซันจวนเจียนจะพบจุดจบอยู่แล้ว ทั้งยังอ่อนแอจากไฟกบฏและการปกครองอันไร้ประสิทธิภาพ เราชาวเวียดกามทั้งหลาย จงมาร่วมกับข้าพเจ้า ปฏิวัติเพื่อคืนเอกราชให้เวียดกามที่เสียไปมากกว่า 600 ปี Cquote2.png
เตรืองแท้นห์

ทำให้คนเวียดกามลุกฮือทั่วดินแดนที่เคยเป็นเวียดกามเดิม ทั้งหมดได้รวมพลังกันและพร้อมใจกันยกเตรืองแท้นห์ขึ้นมาเป็นจักรพรรดิแห่งเวียดกามอันนัมคนแรก เป็นจักรพรรดิเตรืองท้ายโต๋ โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่วิ้นห์ลอง และได้ประกาศเอกราชไม่ขึ้นต่อเยลโล่ซันโดยเด็ดขาด แต่จากระบบบูรณภาพของอินโดจีนที่เรดซันวางไว้ ทำให้มีโอกาศที่เยลโล่ซันจะเอาคืน เพราะเวียดกามอันนัมยังคงขาดบูรณภาพโดยสมบูรณ์ มีทางเลือกเดียวเท่านั้นคือยกทัพถล่มเยลโล่ซันจนกว่าจะสิ้นชาติ

การพยายามที่ล้มเหลวในการปรามเวียดกามอันนัม[แก้ไข]

เมื่อเวียดกามอันนัมก่อกบฏได้สำเร็จ และขยายอำนาจอย่างรวดเร็ว เยลโล่ซันก็ตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก ฮันเซี่ยงลี่ให้ยกทัพไปปราบ ทว่าไม่อาจตีหักเอาเวียดกามอันนัมที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยพลังชาตินิยมได้ ท่านได้ส่งกองทัพไปปราบถึงห้าครั้ง แล้วก็พ่ายแพ้ทุกครั้ง ฮันเซียงลี่เซ็งมาก ประกอบกับจะมีการปฏิวัติในเมืองหลวง จะมีการลงชื่อเพื่อล้มระบอบเยลโล่ซัน ท่านจึงกระโดดลงฟาร์มจระเข้ตาย ฮันฮึงจองที่ขึ้นครองอำนาจต่อมาก็พยายามปราบปรามต่อ สิ่งที่ท่านทำเป็นสิ่งแรกคือฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของคนเยลโล่ซันกลับคืนมา จึงพยายามปลุกระดมให้คนรักชาติ และไปตีเวียดกามอันนัม เพื่อไม่ให้เวียดกามอันนัมผนวกล้าวและเขมียว อันจะทำให้เวียดกามอันนัมแข็งแกร่งมากจนจะทำให้เยลโล่ซันอยู่ไม่ได้ เมื่อเห็นว่าทเห่อฮึกเหิมมากพอแล้ว จึงยกทัพไปตีล้าวและเขมียวที่ประกาศเอกราชไปแล้วกลับคืนมา สามารถตีคืนได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะประชาชนในแถบนั้นต่างไม่พอใจการบริหารงานอันขาดประสิทธิภาพของเยลโล่ซันเสียแล้ว จึงพากันก่อจลาจลจนเยลโล่ซันคุมไม่ได้ และเมื่อกองทัพเสียดกามอันนัมยกมาพิชิตล้าวและเขมียว ประชาชนยอมแพ้ไปก่อน จึงสามารถรวมลาวและเขมียวเข้าในเวียดกามอันนัมได้ในปี 2775 ฮันฮึงจองจึงจำใจรับรองความเป็นชาติของเวียดกามอันนัม

ฮันฮึงจองจึงรุกรี้รุกรนอย่างบ้าคลั่งรีบออกโครงการปฏิรูปประเทศเพื่อให้เข้มแข็งขึ้น เช่นเพิ่มอำนาจของส่วนกลาง สร้างความรักสามัคคี เข้าใจประชาชิน และแจกเงิน ทำให้ประชาชนกลับมานิยมเยลโล่ซันอีกครั้ง เพื่อประคับประคองส่วนที่เหลือของเยลโล่ซันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โครงการนี้ประสบความสำเร็จบ้าง แต่ดำเนินไปแค่สี่วินาทีเท่านั้นโครงการก็ต้องเจ๊งไม่เป็นท่าเพราะการโจมตีของเวียดกามอันนัม โดยคำสั่งของเตริ่นคักเจียว

เตริ่นคักเจียวและการรุกของเวียดกามอันนัม[แก้ไข]

ถึงแม้ว่าจะประกาศรับรองเอกราชของเวียดกามอันนัมไปแล้ว กระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความเหิมเกริมของเวียดกามอันนัมได้ จักรพรรดิเตรืองท้ายโต๋ได้เตริ่นคักเจียวเป็นกุณซือห่วยๆในปี 2779 กำหนดแผนยุทธศาสตร์ของชาติ ซึ่งเขาได้เสนอว่า

Cquote1.png มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ชาติองเราผงาดขึ้นมาได้ก็คือทำลายรัฐอิสระเยลโล่ซันลงเสีย Cquote2.png
เตริ่นคักเจียว

แต่ในตอนนี้ ทัพเยลโล่ซันยังไม่อาจฟื้นฟูความแข็งแกร่งได้ เพราะโครงการปฏิรูปยังไม่ได้ผลสมบูรณ์ เยลโล่ซันประสบกับความยากลำบากในการปกป้องดินแดนส่วนที่เหลือ ทเห่อขาดระเบียบวินัย อาวุธล้าสมัย ผู้มีความสามารถต่างไปอยู่เวียดกามอันนัมจนหมด เมื่อได้จังหวะ พระเจ้าเตรืองท้ายโต๋จึงค่อยๆทำสงครามชิงดินแดนจากเยลโล่ซันตั้งแต่ปี 2782 เป็นเวลา 8 ปี เพื่อให้เยลโล่ซันตายใจว่าไม่ได้เอาดินแดนไปมากมาย แต่ความจริงแล้วมหาศาลเพราะปี 2784 ได้ดินแดนจดเกือบตลอดลำน้ำโขง 2785 สามารถยึดไปได้ถึงแม่น้ำบางปะกง ในปี 2787 ยึดได้ถึงแม่น้ำเจ้าพระยา และในปี 2789 ยึดลุ่มแม่น้ำแม่กลองได้สำเร็จ โดยที่ฮันฮึงจองไม่ได้ทำอะไรเพราะพวกขุนนางขายชาติบางคนบอกว่าเวียดกามอันนัมเอาดินแดนไปเล็กน้อยเท่านั้น วันหนึ่งน่าจะสามารถตกลงสัญญาสงบศึกได้ และฮันฮึงจองเองก็คิดว่ากองทัพเยลโล่ซันไม่อาจสู้รบกับเวียดกามอันนัมได้อีกต่อไปแล้วจึงได้แต่นั่งรอ ยืนรอ นอนรอ ตะแคงรอ วันสิ้นชาติของตัวเองเท่านั้น ชาวเยลโล่ซันหลายคนไม่พอใจจึงก่อการกบฏ และไปเข้าด้วยเวียดกามอันนัม

เยลโล่ซันถึงกาลอวสานโดยสมบูรณ์[แก้ไข]

ในปี 2790 เตริ่นคักเจียวเห็นว่าไม่อาจรอช้าต่อไปได้อีกแล้ว เพราะขืนปล่อยไว้นานไปถ้าเยลโล่ซันมีคนดีมาปกครองก็จะไม่สามารถปราบเยลโล่ซันลงได้ จึงยกทัพทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศรวมแล้วมากกว่าล้านคนมาตีเยลโล่ซัน เรือรบเวียดกามอันนัมมีจำนวนนับหมื่น มองเห็นแน่นท้องทะเลอ่าวเทย เห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดของเวียดกามอันนัมบินอยู่เต็มน่านฟ้าของเยลโล่ซัน ทัพบกจำนวนมหาศาลได้บุกยึดเมืองใหญ่น้อยตามรายทาง เมืองต่างๆถูกทิ้งระเบิดจนพรุนไปหมด เรือรบเยลโล่ซันถูกจมเป็นจำนวนมาก เมื่อกองทัพเวียดกามอันนัมบุกเข้ามาเหลืออีก 30 ลี้จะถึงนครสาดทำมะหลี ฮันฮึงจองจึงสละอำนาจ และลงเรือลำน้อยไปพร้อมกับลูกน้องไม่กี่คนหนีไปขออาศัยในเอริเชี่ยน นครสาดทำมะหลีถูกตีแตกในอีก 3 วันต่อมา นับแต่นั้น ตระกูลฮันก็เข้าไปรับราชการอยู่ในเวียดกามอันนัมและชาติอื่นๆ บ้างหนีไปอยู่เอริเชี่ยน และไม่สามารถสร้างอิทธิพลได้อีกต่อไป ในวันนั้น เยลโล่ซันได้สิ้นสุดลงพร้อมๆกับการสิ้นอำนาจของตระกูลฮันด้วย

เรื่องราวอื่นๆ[แก้ไข]

การเมือง เศรษฐกิจ สังคม[แก้ไข]

การเมืองของรัฐอิสระเยลโล่ซันค่อนข้างมั่นคง การดำเนินเรื่องทางการเมืองเป็นไปอย่างเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ในขณะที่เกิดการกบฏทั่วแผ่นดินก็ไม่ปรากฏว่าจะสามารถสะเมือนฐานะรัฐบวมกลางที่เมืองหลวงได้ แต่ที่ไม่เหมือนเดิม คือในสมัยนี้ได้มีการล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยที่อยู่คู่กับประเทศมานานถึงห้าหกร้อยปี และปกครองแบบเผด็จกวนเอกาธิปไตยแทน โดยรวมอำนาจเอาไว้ที่ผู้นำแต่เพียงผู้เดียว ในด้านเศรษฐกิจนั้น ในสมัยฮันโซยินมีการเก็บค่าคุ้มครองเป็นรายได้เข้ารัฐ แต่ภายหลังได้ถูกยกเลิกไปเพราะได้ไม่คุ้มเสีย ทำให้นักเดินเรือไมกล้าเฉียดเข้าใกล้เยลโล่ซันไม่ต่างอะไรจากโซมาเลีย ในสมัยฮันคงยองและฮันชูซอน ได้ส่งเสริมให้ทุกคนมีงานทำ ให้สวัสดิการที่ดีแก่ทุกคน ประชาชนจึงรวยขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่หลังการปิดประเทศ ก็ทำให้เงินได้จากการค้าตกต่ำลง ในด้านสังคม ก็เหมือนเดิม

การท่องเที่ยว[แก้ไข]

ในสมัยฮันคงยองและฮันชูซอนมีการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวชมธรรมชาติทางทะเล ได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ แต่นักท่องเที่ยวได้รับคำสั่งห้ามแตะต้องปะการังโดยเด็ดขาด ห้ามทิ้งขยะโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนเยลโล่ซัน แต่ถ้าอยากได้ปะการังต้องมาซื้อกับพ่อค้าเยลโล่ซันแทน และยังมีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งศาสนสถานและโบราณสถานต่างๆได้ถูกทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี ผู้มาเที่ยวหายห่วง แต่ศาสนสถานไม่ค่อยเห็นชีวิตชีวาซักเท่าไหร่ เพราะคนเยลโล่ซันส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนา เพราะโดนล้างสมองมานานแล้ว

ภายหลังมีการปิดประเทศ การท่องเที่ยวจึงซบเซาลง แต่ก็ยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาจากไซบีเรีย จีน และเกาเหลา เพื่อเข้ามาชมบ้านเมืองของเยลโล่ซันที่เคยเกรียงไกร(เพราะถึงยุคนี้ เยลโล่ซันได้ร่วงโรยไปเยอะแล้ว)

การทเห่อ[แก้ไข]

ใช้อาวุธทันสมัยจากศตวรรษที่ 22-24 มารีฟอร์มใช้ใหม่ ซึ่งก็ใช้ได้ดี เพราะได้รับการออกแบบมาดี มีการผลิตลิ้มเนี่ยมจำนวนมากอีกครั้ง เพราะคนเยลโล่ซันรู้แล้วว่าต่างชาติมีอาวุธทันสมัยขนาดไหนโดยเฉพาะอย่างยิ่งของอูรุกไฮ กำลังทเห่อในยุคนี้มีน้อย การทำสงครามส่วนใหญ่เป็นการตั้งรับการโจมตีขอต่างชาติ ในช่วงท้ายๆมีการปราบกบฏเป็นส่วนใหญ่ของสงครามที่ทำ

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้ไข]