สงครามโลกครั้งที่แปด

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
Bruh Zone.jpg
ระวังจะเข้าใจถูกต้อง
เนื้อหา 49% ในบทความนี้อาจกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือไม่ควรเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ! (แต่เราก็ยังพยายามให้ทุกท่านเชื่อเรื่องพวกนี้ให้ได้อยู่ดี!)
สงครามโลกครั้งที่แปด
วันที่ 16 มกราคม 2603 - 28 มีนาคม 2650
สถานที่ โลกมนุษย์,บางส่วนของเอริเชี่ยน
ผลลัพธ์ เอริเชี่ยนมีชัยต่อผู้ร่วมรบทั้งปวง
คู่ขัดแย้ง
จักรวรรดิเอริเชี่ยน
สเปน
สลาฟ
ปอปหยิบ
ธรรมเกรียน
ขันโตก
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม พระเจ้าอเลกซิส
นายพลเอสกาลตี้
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า
เนลอส เอียงสารี
กำลัง
ทหารทั้งหมด 10 กองพัน ทหารทั้งหมดในจักรวรรดิ กลุ่มธรรมเกรียน 30 กองพัน
กลุ่มขันโตก 30 กองพัน
กำลังพลสูญเสีย
4กองพัน สลาฟล่มสลาย เหล่าธรรมเกรียนและขันโตกทั้งหมดถูกสังหาร

สงครามโลกครั้งที่แปด เกิดขึ้นหลังสลาฟได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่เจ็ด แต่สลาฟก็อ่อนแอมากเหมือนกันทำให้อำนาจของโลกเปลี่ยนไปอยู่กับชนเผ่าเร่ร่อน แต่สลาฟกำลังเย่อหยิ่งในชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่แล้ว ทำให้จักรวรรดิสลาฟนำโดยซาร์อเลกซิสเริ่มอยากได้ดินแดนบนสวรรค์ของจักรวรรดิเอริเชี่ยน จึงประกาศสงครามต่อเอริเชี่ยน แต่ในช่วงแรกสภาเทพมีมติให้เอริเชี่ยนไม่ยุ่งเกี่ยวกับสลาฟเพราะจะทำให้เทพเสื่อมเสีย แต่ช่วงหลังๆ สลาฟเริ่มรุกหนักขึ้น เอริเชี่ยนจึงต้องทำสงครามกับสลาฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้สงครามโลกครั้งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสงครามระหว่างเทพกับมนุษย์

Cquote1.png อ้ายสลาฟไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เจ้าบังอาจมากที่ต้องการดินแดนบนสวรรค์ของพวกข้า Cquote2.png
เหล่าเทพในจักรวรรดิเอริเชี่ยน

สลาฟบุกเอริเชี่ยนครั้งแรก[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ การบุกเอริเชี่ยนของสลาฟ

ช่วงแรก สลาฟได้ส่งรถถังเทียมม้าไปยังดินแดนกรี๊ดเพื่อที่จะกำจัดชาวเอริเชี่ยนบนโลกมนุษย์ให้สิ้นซาก แต่ก็ถูกธรณีสูบลงไปจนหมดสิ้น การปะทะกันครั้งนี้เป็นสาเหตุที่แท้จริงของสงครามโลกครั้งที่แปด

ความเคลื่อนไหวในเอริเชี่ยน[แก้ไข]

หลังจากที่สลาฟบุกโจมตีดินแดนกรี๊ดในครั้งแรก สภาเทพมีมติให้เอริเชี่ยนวางตัวเป็นกลางเนื่องจากสงครามไม่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า ต่อมาซาร์อเล็กซิสนำทหารบุกสวรรค์แทนโดยใช้ "คอปเตอร์ไม้ไผ่" มหาเทพจึงได้ประกาศสงครามกับสลาฟ โดยให้เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้ที่รบในสงครามศักดิ์สิทธิ์เมื่อสมัยบรรพกาลเป็นแม่ทัพใหญ่ เพื่อรับศึกที่จะเกิดขึ้นต่อไป

Cquote1.png เราในนามของชาวเอริเชี่ยน ขอประกาศสงครามกับจักรวรรดิสลาฟ เพื่อความสงบสุขของเหล่าเทพเจ้าและเหล่ามวลมนุษย์สืบไป Cquote2.png
สุนทรพจน์ของมหาเทพในวันประกาศสงคราม

การกลับมาของธรรมเกรียนและขันโตก[แก้ไข]

นักธนูฝ่ายขันโตก
การสร้างอาณาจักร
พิธีสถาปนา

หลังจากถูกอำมาต์ทำลาย ชาวธรรมเกรียนและขันโตกถูกยัดตู้คอนเทนเน่อแล้วยิงไปนอกโลก เนวิน เอียงสารีจึงเข้าเป็นพันธมิตรกับธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า แล้วกินเทยบิเรียมเข้าไป จากนั้นจึงบำเพ็ญตบะเป็นพันปี จึงกลับโลกโดยการขี่อุกกาบาตกลับมาตกที่เกาะมาดากัสก้าและได้เปลี่ยนชื่อจากเนวิน เป็นเนลอสเพื่อความเป็นสิริมงคล ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่าแค้นใจที่เอริเชี่ยนเคยขับไล่ออกจากจักรวรรดิจึงได้คิดหาทางแก้แค้น แต่ในขณะนั้นชาวธรรมกายที่รอดชีวิกับชาวขันโตกที่เหลือมีแค่ไม่กี่คน จึงได้ปรึกษากับเนวิน

ต่อไปจะเป็นบทสนทนาของทั้งคู่

Cquote1.png ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า : จะทำไงดี เนวิน ข้าล่ะแค้นพวกเอริเชี่ยนจริงๆ ดูซิ แค่ตูไปกินของต้องห้ามแค่เนี่ย ตูโดนถีบตกสวรรค์เฉยเลย

เนวิน เอียงสารี : อืมๆ กระผมเองก็แค้นเหมือนกัน เออ...ว่าแต่ของที่ท่านกินมันคืออะไรครับ
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า : เงิน สุรา นารี ฯลฯ
เนวิน เอียงสารี : (ในใจ:เออ ถึงว่าทำไมโดนถีบมาเป็นคนแรก)แต่เท่าที่ดู จำนวนชาวขันโตกของผมกับชาวธรรมเกรียนของท่านมีแค่ไม่กี่คนเองนะท่าน
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า : แล้วเราจะหาใครมาช่วยดี
เนวิน เอียงสารี : ก็สหายของท่านทั้ง 2 ไงครับ
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า : เฮ้อ...อย่าพูดถึงเลย แม่บ้องแกก็ไปเฝ้าเมพเทวทัตแล้ว ส่วนตาจันทร์หลังจากที่โดนยัดใส่ตู้ก็ไม่เห็นอีกเลย
เนวิน เอียงสารี : เฮ้อ.....มึนตึ้บ
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า : อืม...เอางี้ งั้นเราก็ไปหาจักรวรรดิที่เป็นปฏิปักษ์กับเอริเชี่ยนสิ
เนวิน เอียงสารี : จะมีเหรอครับท่าน เอริเชี่ยนเพิ่งตั้งได้ไม่กี่ปีเองนะ
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า : เออ...จริงของเอ็ง
ลิ่วล้อธรรมเกรียนคนหนึ่ง : ท่านครับ ท่านมีวิชาดูดทรัพย์ไม่ใช่เหรอ ใช้ให้เป็นประโยชน์สิครับ
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า : เออใช่ ลืมสนิทเลย เอาล่ะ ข้าจะใช้วิชาดูดทรัพย์เดี๋ยวนี้แหละ โอม...

Cquote2.png
ที่มา : บันทึกการประชุมของธรรมเกรียนและขันโตก

หลังจากที่ดูดทรัพย์มาได้จำนวนหนึ่ง ทั้ง2คน จึงไปที่ดาว7สี แล้วใช้วิธีสร้างอาณาเขตแบบเดิม จนมีพื้นที่ครอบคลุมทุ่งมาไซมาร่า หลังจากนั้นได้ใช้วิชาธรรมเกรียนล้างสมองชาวพื้นเมืองให้มาเป็นสาวกและได้สร้างกองทัพจานบินเพื่อใช้ในการทำสงครามต่อไป

ความเคลื่อนไหวในฝ่ายสลาฟ[แก้ไข]

หลังจากที่กองทัพที่ส่งไปถูกธรณีสูบจนหมดสิ้น ซาร์อเล็กซิสถึงกับหัวเสียอย่างมาก แต่ก็คิดอะไรไม่ออก จึงได้เรียกเหล่าเสนาบดีทั้งหมดมาประชุม

ต่อไปจะเป็นการประชุมของฝ่ายสลาฟ

Cquote1.png ซาร์อเล็กซิส : พวกเจ้ามีความคิดอะไรบ้างไหมเนี่ย
(เงียบไปชั่วขณะ)

ซาร์อเล็กซิส : เอ้า ไอ้พวกสมองทึ่ม เงียบทำไม
เสนาบดีฝ่ายขวา : ข้าว่าเราพอมีทางรอดอยู่นะท่าน
ซาร์อเล็กซิส : อืม ว่ามา
เสนาบดีฝ่ายขวา : แต่วิธีนี้มันเสี่ยงอย่างมากเลยนะท่าน
ซาร์อเล็กซิส : เออ ว่ามาก่อน
เสนาบดีฝ่ายขวา : คือข้าได้ยินมาว่ามีเหล่าเทพที่เป็นปฏิปักษ์กับพวกเอริเชี่ยน ตอนนี้ถูกขังที่ยมโลกทั้งหมด เราต้องไปปล่อยพวกนั้นให้เป็นอิสระเพื่อที่จะโจมตีเอริเชี่ยน
ซาร์อเล็กซิส : อย่าบอกนะว่าจะให้ลงนรกไปถล่มคุกในยมโลกเนี่ยนะ ข้าไม่เอาด้วยหรอก
เสนาบดีฝ่ายขวา : ก็ทำไงได้ล่ะท่าน มีแต่พวกนี้เท่านั้นที่จะสู้กับเอริเชี่ยนได้
ซาร์อเล็กซิส : อืม แล้วคนอื่นๆว่าไง
เสนาบดีฝ่ายซ้าย : ถึงวิธีนี้จะเสี่ยง แต่ก็ไม่มีทางเลือก แล้วแต่ท่านจะพิจารณาเถอะ
ขุนนางทั้งหมด : พวกเราก็เห็นด้วยกับท่านเสนาซ้าย
ซาร์อเล็กซิส : อืม เอาวะ ลองดู

Cquote2.png
ที่มา : บันทึกการประชุมของสลาฟครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ จำไม่ได้

เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้น ซาร์อเล็กซิสจึงได้จัดกองทหารจำนวนหนึ่ง เพื่อไปยังยมโลก แต่ภายหลังแผนนี้ต้องล้มเหลว เพราะกองทหารกองนั้นถูกเครอนถีบตกเรือจมน้ำหมดในระหว่างข้ามแม่น้ำสติกซ์เพื่อไปยมโลก

ปอบหยิบเข้าร่วมกับสลาฟ[แก้ไข]

ในระยะแรกปอบหยิบวางตัวเป็นกลาง แต่ในช่วงใกล้สงคราม เยลโล่ซันได้โจมตีปอบหยิบด้วยกองกำลังที่เหนือกว่าโดยอ้างว่าฟาโรห์แห่งปอปหยิบสะสมไพ่ยูกิ เตรียมก่อการใหญ่ ทำให้ปอบหยิบเกือบสิ้นชาติ ดังนั้นปอบหยิบจึงขอความช่วยเหลือจากสลาฟและเข้าเป็นพันธมิตรกับสลาฟ สลาฟจึงประกาศสงครามต่อเยลโล่ซันทันที

ยุทธการในสงคราม[แก้ไข]

เหตุการณ์ที่อเมริกร๊วก[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ การทัพอเมริกร๊วก

สลาฟยกพลไปตีเยลโล่ซันครั้งใหญ่ที่ทวีปอเมริกร๊วก และเกาะต่างๆ ฮันโนยูนต้านไม่อยู่จึงพาชาวเยลโล่ซันที่เหลือหนีไปที่ดาวอังคารผ่านตู้คอนเทน "เน่อ" เพื่อไปเตรียมสะสมกำลังครั้งใหญ่

การบุกเยลโล่ซันครั้งนี้ สลาฟได้รับทรัพยากรอันมีค่ามากมาย ตลอดจนเกราะและอาวุธเยลโล่ซันจำนวนมาก

สงครามแห่งแอฟริกากลาง[แก้ไข]

ฝ่ายปอปหยิบเหนว่าธรรมเกรียนกำลังขยายดินแดนมาติดอิทธิพลของตน ส่วนธรรมเกรียน มีความต้องการสฟิร์ง และ ปิรามิดเพื่อเสริมพลังเทพ

กองทัพปอปหยิบได้ยกทัพลงใต้มาต้านเปนจำนวนคนอันมหาศ่าลคือ6หมื่นคน(ตายในการรบกับเยลโล่ซันหมด ได้แค่นี้ก้เยอะแล้ว)มีปืนใหญ่เยลโล่ซันจากสลาฟ จำนวน5พันกระบอก เครื่องบินเยลโล่ซัน1500เครื่อง ทหารอาสาสลาฟ4000คน เทพจากการ์ดอีก1หมื่นตัว ส่วนฝ่ายธรรมเกรียนมีนักธนูขันโตก5หมื่นคน หมอผีอีก2พันคน ประจันหน้ากันที่ทุ่งเซเรเกติ พระเจ้ายูริฮาระได้ใช้การตีตัวผู้เล่นใส่เนวิน เอียงสารี และธัมมะไชโยโย่ ทั้ง2คนจึงใช้การจ๊อกเกรสกัน ทำให้มีพลังเพิ่มขึ้น1ขีด จากนั้นจึงไปขับจานบินของธรรมเกรียนไล่ยิงพวกปอปหยิบ แต่ยูริฮาระได้เรียกมังกรออกมา ทำให้จานบินตก ทัพขันโตกจึงต้องหนีตาย

สงครามในเมดิเตอเรเสี้ยน[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ การบุกเกาะครีตของปอบหยิบ

เมื่อปอบหยิบเห็นเอริเชี่ยนสามารถพิชิตสลาฟได้จึงเป็นห่วงว่าเอริเชี่ยนจะเหิมเกริมจนรุกเข้ามาที่ปอบหยิบ ดังนั้นปอบหยิบจึงอยู่เฉยไม่ได้ ปอบหยิบจึงนำทัพเรือบุกเกาะครีต แต่เทพเจ้าก็บันดาลให้เกิดสึนามิทำให้เรือปอบหยิบจมลงไปมาก ปอบหยิบจึงยอมแพ้ อย่างไรก็ตามปอบหยิบอ้างว่าตนเองยังไม่ได้เข้าสู่สงคราม จนกระทั่งที่ปอบหยิบโดนเยลโล่ซันรุกรานแทบสิ้นชาติจึงเป็นพันธมิตรกับสลาฟ)

สลาฟบุกเอริเชี่ยนครั้งที่ 2[แก้ไข]

นายพลเอสกาลตี้ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทเห่อของสลาฟ ได้นำทัพ 20 กองพันเข้าถล่มสวรรค์โดยใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่ ทำให้เทพสวรรค์แตกกระเจิง แต่ว่าทหารทั้งหมดถูกเอรีสถีบตกสวรรค์ลงสู่ทะเลเมดิเตอเรเสี้ยน ทำให้ทหารสลาฟจมน้ำไปเป็นแสนนาย ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อนในประวัติศาสตร์

ยุทธการอ่าวตังเกี๋ย[แก้ไข]

ยุทธการอ่าวตังเกี๋ย

ดูบทความหลักที่ ยุทธการอ่าวตัวเกี๋ย

ฝ่ายปอบหยิบเห็นว่าก่อนที่จะสู้กับเหล่าธรรมเกรียนและเหล่าขันโตกจะต้องมีแหล่งทรัพยากรที่สมบูรณ์ จึงได้ส่งกองทัพเรือราว 500 ลำ เดินทางไปที่ออสเตรียมเลียเพื่อจะไปขุดทองและโกยทรัพยากร แต่โชคร้ายที่กับตันที่คุมกองเรือนี้มีความฉลาดไม่เพียงพอ จนกองเรือเหล่านั้นหลงไปไกลถึงทะเลจีนใต้ ทำให้ในวันที่ 9 ของการเดินทางฝ่ายปอบหยิบได้เดินทางมาถึงอ่าวตังเกี๋ย จึงได้พบกับทัพเยลโล่ซันในทันที ทั้งสองฝ่ายจึงได้ปะทะกันจนปอบหยิบเป็นฝ่ายปราชัย

ผู้รอดชีวิตจากยุทธการอ่าวตังเกี๋ยมีเพียงคนเดียวคือขอทานแขนขาด้วนที่อาศัยไปกับปอบหยิบ ในขณะที่ทหารทั้งสองฝ่ายจมน้ำตายกันหมด สร้างความแปลกใจให้กับชาวตังเกี๋ยเป็นอย่างมาก ภายหลังชายขอทานคนนี้ได้รับการยกย่องเป็นบร๊ะเจ้า

สลาฟล่มสลาย[แก้ไข]

จุดจบของสลาฟ

ฝ่ายเอริเชี่ยนหลังจากที่ถูกรุกรานมานานก็ถึงจุดแตกหัก มหาเทพสั่งระดมพลเพื่อกวาดล้างอาณาจักรของมนุษย์ โดยเริ่มจากสลาฟก่อน กองทัพเอริเชี่ยนบุกสลาฟในตอนกลางคืน แต่สลาฟก็นำทหารมาประจำชายแดนอย่างหนาแน่น เทพสวรรค์เห็นดังนั้นจึงแก้เกมด้วยการบันดาลให้เกิดแผ่นดินไหวและน้ำท่วมทั่วจักรวรรดิสลาฟ ทำให้ทหารสลาฟทั้งหมดล้มตาย ทุกสิ่งทุกอย่างของสลาฟถูกทำลาย ซาร์อเลกซิสเห็นท่าไม่ดีจึงหลบหนีไปยังพระราชวังแห่งหนึ่งในคามชัตกา วังแห่งนั้นถูกล้อมรอบด้วย "ยันต์กันเทพ" 10 ชั้น ทำให้เทพเจ้าไม่สามารถตามจับซาร์อเลกซิสได้ (แต่ในภายหลังก็ถูกกบฎบาสเชวิคจับตัว)

ทางด้านปอบหยิบก็ถูกกวาดล้างเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากว่าชาวปอบหยิบนับถือเหล่าเทพอยู่แล้ว จึงถูกส่งตัวไปเอริเชี่ยน ส่วนชนเผ่าที่เหลือในปอบหยิบถูกส่งลงยมโลกโทษฐานไม่เคารพเทพเจ้า

อย่างไรก็ตาม การออกศึกบ่อยครั้งทำให้สลาฟเสื่อมลง และสุดท้ายต้องปิดตัวเองลงตามเยลโล่ซันไป ก่อนที่จะถูกโจมตีเสียอีกเนื่องจากการเกณฑ์คนไปรบหลายครั้ง ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นบ่อยครั้ง กล่าวกันว่าในปีสุดท้ายของจักรวรรดินั้น เกิดการลุกฮือขึ้นทั้งสิ้น50ครั้ง การลุกฮือครั้งสุดท้ายเกิดโดยกบฏบอลเซวิคครั้งที่สองหรือกบฏบาสเชวิค ซึ่งเป็นผู้ทำรัฐประหารซาร์อเลกซิส สุดท้ายจักรวรรดิสลาฟก็ปิดตัวลงและหดตัวเหลือแค่ประเทศเล็กๆ แทน หลังจากนั้นเอริเชี่ยนก็เข้าครอบงำสลาฟจากผลของสนธิสัญญาสลาฟ-เอริเชี่ยน

สงครามระหว่างเอริเชี่ยนกับขันโตก[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ สงครามเอริเชี่ยน-ขันโตก

เอริเชี่ยนสามารถชนะสลาฟอย่างง่ายดายด้วยพลังเทพ หลังจากสลาฟและปอปหยิบแพ้ไปแล้ว กลุ่มขันโตกซึ่งเข้าสู่สงครามทีหลังเริ่มอยากเป็นใหญ่และไม่อยากให้เอริเชี่ยนเป็นใหญ่ไปกว่าตน ดังนั้น เนวิน เอียงสารีเห็นโอกาสดีจึงได้ยกทัพไปยึดปอปหยิบ ซึ่งไม่มีคนอยู่แล้ว และได้ยกต่อไปตีเอริเชี่ยนที่ฟลอเรนซ์ เหล่าเทพเอริเชี่ยนต้องเจออาวุธใหม่คือปืนและอาวุธปลุกเสก ตลอดจนมนต์ดำทหารของเนวินมีเสือเผ่นคุ้มกายซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะรับมือ ทำให้ทหารสวรรค์ทำอะไรกับทหารขันโตกไม่ได้เลยจนกระทั่งทหารสวรรค์พ่ายแพ้ลง

นั่นทำให้ผู้คุมทัพสวรรค์ปวดกบาลมากและรู้สึกอัปยศที่ไปแพ้จึงกลับมาตั้งโต๊ะประชุมอย่างเคร่งเครียดที่สภาเทพ ดังนั้

Cquote1.png

ประธานสภาเทพ : อย่างที่พวกท่านรู้ๆ กัน ตอนนี้เรารู้สึกขายขี้หน้าและอัปยศในความกาก อ่อน นู้บ ไม่เอาไหน ซื่อบื้อ และหัวทึ่มของพวกเราที่ไปแพ้พวกขันโตกและธรรมเกรียนที่ทั้งฉลาดและมีพรสวรรค์ทางกลยุทธ์ แถมยังหล่อ เท่ อีก ข้าแหละภูมิใจในตัวของพวกขัน....
เจ้าสำนักวัดสิ้นสัทธาธรรม : ท่านประธานสภาที่เคารพ ไม่ทราบว่าท่านจะเข้าข้างใครกันแน่
ประธานสภาเทพ : โทษที! เพลินไปหน่อย

......

ประธานสภาเทพ : เอ้า เงียบทำไม เสนอกันหน่อยสิ
ขุนนางชั้นล่างของกรีกคนหนึ่ง : ข้าคิดออกแล้ว เราต้องให้ทหารของเราไปตบหัวพวกทหารขันโตก ใครตบหัวไอ้พวกนั้นได้ข้าจะให้ห้าพัน!
ทุจสินุส : ท่านประธานที่เคารพ โปรดไล่ไอ้ขุนนางชั้นต่ำออกจากสภาเนื่องจากมันแสดงความก้าวร้าวอย่างชัดเจน สภาเทพไม่ต้องการคนแบบนั้น
ประธานสภาเทพ : นั่งลงก่อนครับ นั่งลงก่อน!
ทุจสินุส : นี่คือสภาศักดิ์สิทธิ์ คนก้าวร้าวไม่ควรมาเหยียบที่แห่งนี้เด็ดขาด
ประธานสภาเทพ : นั่งลงก่อนสิโว้ย!
ทุจสินุส : ไม่ออกก็ไม่ออก! แต่ต้องถอนครับ ต้องถอน!
ขุนนางชั้นล่างของกรีกคนหนึ่ง : เอาเป็นว่าข้าจะรีมูฟคำพูดที่พูดไปออกล่ะกัน
ทุจสินุส : เจ้าต้องถอนเดี๋ยวนี้ จะถอนไม่ถอน
ขุนนางชั้นล่างของกรีกคนหนึ่ง : ถอนกับรีมูฟมันต่างกันยังไง?
ทุจสินุส : ไม่ถอนใช่มั้ย ได้!

ผู้สื่อข่าว : ตอนนี้สภาเทพกลายเป็นเวทีมวยไปแล้วค่าท่านผู้โช้มมมม

Cquote2.png

จากนั้น ทุจสินุสซึ่งเป็นสมาชิกสภาเทพคนหนึ่งได้ปาเก้าอี้ทองคำซึ่งเป็นเก้าอี้ประธานสภาใส่ขุนนางชั้นล่างของกรีกคนนั้น ทำให้สมาชิกสภาตีกันนัวเนีย บางคนก็เข้าไปห้ามแต่บางคนก็รุมแจม จนกระทั่ง...

Cquote1.png

ประธานสภาเทพ : เก้าอี้กูหายไปไหนนนนน...
เลขาประธาน: มันหักแล้วครับนาย
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม : หยุดชกมวยกันได้แล้ว ฟังทางนี้
สมาชิกสภาคนอื่นๆ : อะไรกัน?
เจ้าสำนักวัดสิ้นสัทธาธรรม : ข้ารู้วิธีพิชิตพวกขันโตกได้แล้ว
เนวินุส : ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้ ต้องถอน ต้องถอน
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม : เลิกบ้าได้แล้ว ฟังก่อน... มันมีจุดอ่อนแค่ตรงยันต์เสือเผ่นนี่แหละ ถ้าลบรอยสักออก มันก็จะกันอะไรไม่ได้แล้ว
ประธานสภาเทพ : แล้วท่านจะลบมันออกยังไง ลองว่ามาซิ
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม : ข้ามีเครื่องยิงเลเซอร์สำหรับลบรอยสักอยู่ ที่ข้าเพิ่งใช้ลูกน้องแอบไปขโมยไอ้เครื่องนั้นมาจากโรงพยาบวมยันฮี ในแผนกศัลยเกรียน
ประธานสภาเทพ : ไงต่อ...
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม : ก็แค่แจกเครื่องบ้านั้นให้ทหารไปคนละเครื่อง พอถึงตอนรบก็เปิดฉากยิงเลเซอร์ใส่ยันต์เสือเผ่นที่ทหารพวกนั้นสักไว้ แล้วยันต์นั้นก็จะหายไปเอง คราวนี้มันก็กันอะไรไม่ได้แล้ว เราก็ใช้ธนูไฟสาดใส่มันให้มันโดนเผา แค่นี้เราก็ชนะแล้ว
ประธานสภาเทพ : ท่านนี่ฉลาดจริงๆ เห็นหน้าตาแบบนี้แล้วไม่นึกว่าจะฉลาดได้ขนาดนี้ เฮอะๆ
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม : อ้าว นี่ท่านประธานอยากจะลองชิม Excaliber ของผมเหรอครับ
ประธานสภาเทพ: อ่ะล้อเล่นนะ อย่าคิดมาก (เกือบซวยแล้วมั้ยล่ะกู)

Cquote2.png

และแล้วการประชุมก็จบลงด้วยดี แล้วแผนการที่วางไว้ก็ถูกนำไปใช้

การขับไล่ขันโตกออกจากยุโรป[แก้ไข]

หลังจากที่แผนการนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันสำเร็จ เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรมได้คุมทหารสวรรค์กลับมาที่ฟลอเรนซ์อีกครั้งเพื่อที่จะต่อกรกับทัพขันโตก แต่ก็ได้รับคำเย้ยหยันจากธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่าดังนี้

Cquote1.png ฮ่าๆๆ นี่ยังไม่เข็ดเหรอ เดี๋ยวก็ได้เจอแบบคราวก่อนหรอก วะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ...ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะ...ฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮะฮ่าาาาาาา... Cquote2.png
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า
Cquote1.png อ้าว แผ่นสะดุดเหรอวะเนี่ย Cquote2.png
สุรยุส

เมื่อเจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรมได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงตอบกลับไปว่า

Cquote1.png มัวแต่หัวเราะเยาะไปเถอะ! เดี๋ยวพวกแกจะได้เจอของดีกว่านั้น แล้วอย่ามาร้องจ๊ากล่ะกัน Cquote2.png
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม
Cquote1.png ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า... ใครกันแน่ว่าที่ต้องร้องจ๊าก เดี๋ยวข้าจะรอดูล่ะกันว่าใครมันจะแน่ Cquote2.png
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า

หลังจากตอบโต้กันเสร็จ ทั้งสองฝ่ายได้นำทัพไปสู้รบกันที่ทุ่งแห่งหนึ่งในเมืองฟลอเรนซ์ ทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันในเดี๋ยวนั้น ทหารสวรรค์ของเอริเชี่ยนซึ่งได้เตี๊ยมกันมาอย่างดีได้เปิดฉากยิงเลเซอร์ลบรอยสักไปที่หน้าอกของทหารขันโตกที่มียันเสือเผ่นสักอยู่ เมื่องธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่าเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า

Cquote1.png เลเซอร์เหรอ นี่มันของเล่นเด็กหรือไงวะเนี่ย... ฮ่าๆๆๆ! Cquote2.png
ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่า
Cquote1.png อย่าทำเป็นเล่นไป ลองหันไปดูทหารของพวกแกสิ Cquote2.png
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม

ภาพที่ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่าและเนวิน เอียงสารีเห็นคือ ทหารขันโตกถูกลบรอยสักไปแล้วและทหารสวรรค์ก็เริ่มยิงธนูไฟใส่ซึ่งทหารขันโตกก็ต้านไม่ไหวและกันไม่ได้ เนวิน เอียงสารีเห็นท่าไม่ดีจึงกล่าวขึ้นอย่างสุภาพว่า

Cquote1.png จ๊ากกกๆๆๆๆๆๆๆ... Cquote2.png

ต่อมา ทหารขันโตกของธัมมะไชโยโย่และเนวินได้ถูกทหารสวรรค์สาดธนูไฟใส่อย่างคล่องแคล่วพร้อมๆ ไปกับแปรขบวนเป็นรูปตัวยูและเริ่มโอบล้อมทหารขันโตกซึ่งกำลังตายไปอย่างรวดเร็วเหมือนใบไม้ร่วง ทำให้ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่าและเนวินเริ่มเสียขวัญจึงกระโจนหนีออกมาจากกองทหารขันโตกที่ีถูกฝ่ายเอริเชี่ยนล้อมไว้ และเผ่นแน่บไปที่เมืองท่ามาร์เซย์ที่อยู่ในดินแดนเศษฝรั่งโดยปล่อยทหารให้เป็นไปตามยถากรรมอย่างนั้น

Cquote1.png ไม่นึกว่าพวกมันจะมีของพรรค์นั้นด้วย หนีก่อนล่ะ Cquote2.png
ธัมมะไชโยโย่และเนวิน พูดเป็นเสียงพร้อมกัน
Cquote1.png ก๊ากๆๆๆ แค่นี้ถึงกับร้องจ๊าก... Cquote2.png
เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรม

ที่เมืองท่ามาร์เซย์ ธรรมมะไชโยโย่และเนวินได้ว่ายน้ำออกจากท่าเรือไปตายดาบหน้าที่ตู้คอนเทนเนอร์ลึกลับซึ่งลอยอยู่กลางน้ำ ต่อมาตู้คอนเทนเนอร์นี้ได้ถูกน้ำวนดูดไปดาวพลูโต ซึ่งต่อมาทั้งสองก็เริ่มสะสมขุมกำลังใหม่เพื่อที่จะแก้นแค้นเอริเชี่ยนอีกครั้งบนดาวพลูโต

กลับมาที่เมืองฟลอเรนซ์ เอริเชี่ยนไม่สูญเสียทหารเลยแม้แต่นิดเดียวแต่ทหารขันโตกได้ถูกธนูเพลิงเผาไหม้เป็นตอตะโก และท้องทุ่งนั้นก็กลายเป็นสีดำทำให้เอริเชี่ยนเรียกการรบครั้งนี้ว่า "การรบที่สมรภูมิสีดำ" และเอริเชี่ยนก็ประกาศชัยชนะเหนือขันโตกและธรรมเกรียนอย่างสมบูรณ์โดยที่ไม่รู้ว่าเนวินและธัมมะไชโยโย่จะยกทัพกลับมาตีอีก

จุดจบของเยลโล่ซัน[แก้ไข]

หลังจากที่เยลโล่ซันถูกสลาฟตีโต้คืนอย่างหนัก เยลโล่ซันจึงอ่อนล้า ยูริฮาระจึงหนีสงครามและกลับมาที่วัง แต่ทนพิษบาดแผลจากสงครามไม่ไหวจึงสวรรคต อำมาตย์ชั้นอ๋องต่างๆยึดพื้นที่ในเขตปกครองของตัวเอง โดยไม่ตั้งกษัตริย์ขึ้นใหม่ ทำให้ระบอบกษัตริย์ในเยลโล่ซันที่รุ่งเรืองมากว่า 500 ปี ปิดฉากลงแต่อ๋องเป็นผู้ปกครองแทน เอริเชี่ยนจึงถือว่าเยลโล่ซันยอมแพ้ไปแล้วแต่อ๋องแห่งเยลโล่ซันคิดจะทำสงครามต่อ อาณานิคมของเยลโล่ซันถูกเอริเชี่ยนเข้าครอบงำและยึดครองทั้งหมด เยลโล่ซันจึงปิดตัวลงโดยสิ้นเชิงและเสื่อมความเป็นจักรวรรดิลง

Cquote1.png คอยดูเถอะท่านเทพสวรรค์ ข้าจะไม่ยอมแพ้ ท่านจะได้เจอดีในสงครามโลกครั้งที่เก้า เป็นแน่แท้ ข้าขอผูกอาฆาตต่อเอริเชี่ยนไว้จนกว่าเยลโล่ซันจะพิชิตพวกท่านลงได้ Cquote2.png
อ๋องเยลโล่ซัน

อวสานธรรมเกรียนและขันโตก[แก้ไข]

ธรรมเกรียนและขันโตกเกิดการแตกคอกัน สาเหตุจากเรื่องเอาเงินบริจาคไปซื้อจานบินNGV3000ลำ จึงทำสงครามกันเอง เจ้าสำนักวัดสิ้นศรัทธาธรรมเห็นเป็นโอกาสดีจึงนำขุนพลทั้งสิบสองสังหารเหล่าธรรมเกรียนและขันโตกจนไม่เหลือ ธัมมะไชโยโย่ อะโลฮ่าถูกส่งไปยมโลก ส่วนเนวินถูกเนรเทศไปอยู่มิติอื่นตลอดกาล

จุดจบของสงคราม[แก้ไข]

การกวาดล้างชาวโลกครั้งใหญ่

หลังจากที่สงครามยืดเยื้อมากว่า 50 ปี เอริเชี่ยนประกาศชัยชนะโดยสมบูรณ์ และเพื่อที่จะฟื้นฟูโลกให้เข้าสู่ยุคเทพเจ้าอีกครั้ง มหาเทพจึงมีโองการประกาศกวาดล้างจักรวรรดิที่เหลือทั้งหมด ใครก็ตามที่มีความชั่ว ให้นำลงยมโลกให้หมด ส่วนคนดีให้นำขึ้นสวรรค์ และโลกก็เข้าสู่ภาวะว่างเปล่า ทำให้เอริเชี่ยนครองโลกและมีอำนาจเกือบทั้งโลก อย่างไรก็ตาม เอริเชี่ยนไม่ได้มีอำนาจทั้งโลกอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว หลังจากสงครามนี้จบลง พวกชนเผ่าเร่ร่อนและอนารยชนก็เริ่มสร้างอำนาจและดูเหมือนจะเป็นก้างขวางคอของเอริเชี่ยนในอนาคต สงครามโลกครั้งที่เก้าอาจจะเกิดขึ้นได้อีกถ้าชนเผ่าเร่ร่อนและเอริเชี่ยนปะทะกัน

ความเคลื่อนไหวของสลาฟหลังจากสงครามจบลง[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ จักรวรรดิสลาฟ#การล่มสลาย

หลังจากที่สลาฟเป็นฝ่ายแพ้ ประชาชนทั่วหล้าต่างไม่พอใจในความปราชัยของตนเองและเตรียมพร้อมที่จะลุกฮือได้ทุกเมื่อ เนื่องจากขณะนั้นมาตรฐานการครองชีพของประชาชนกำลังตกต่ำ ข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือนร้อน และในขณะนั้นนายพลเอสกาลตี้ถูกเด้งออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทเห่อสูงสุดของสลาฟทันทีเนื่องจากทำสงครามแพ้ นายพลเอสกาลตี้จึงเคียดแค้นราชวงศ์เป็นอย่างมาก เขาจึงเข้ามาเป็นผู้ปลุกระดมประชาชนด้วยตัวเอง และในที่สุดก็สามารถจัดตั้ง "กบฏบาสเชวิค" ในที่สุด

กบฏบาสเชวิคได้เริ่มปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว นั่นคือเผยแพร่ความคิดของตนเองไปทั่วทั้งทางหนังสือพิมพ์หรือจดหมาย และพยายามล้างสมองประชาชนทั่วประเทศ จนกระทั่งเกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ในปี 2649 ประชาชนออกมาชุมนุมกันแน่นขนัด ทำให้ซาร์อเล็กซิสไม่สบายพระทัย ซาร์จึงทรงส่งให้ทหารวังคนสนิทนำทัพไปถล่มสำนักหนังสือพิมพ์ของพวกบาสเชวิก(บ้างก็ว่าไปถล่มผู้ชุมนุม) ทำให้เกิดการลุกฮือครั้งรุนแรงกว่าเดิม จนต่อยอดไปเป็นสงครามกลางเมืองสลาฟ ที่รุนแรง

สุดท้าย ฝ่ายราชวงศ์แพ้ ทั้งซาร์และขุนนางจึงถูกจับประหารในที่สุด จักรวรรดิสลาฟล่มสลายลง นายพลเอสกาลตี้จึงประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐเพื่อประชาชนสลาฟ

เหตุการณ์หลังสงคราม[แก้ไข]

หลังจากสงคราม เอริเชี่ยนกลายเป็นเจ้าโลกและมีอำนาจบนโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างไรก็ตาม เผ่าเร่ร่อนและอนารยชนทั้งหลายก็เริ่มสร้างอำนาจของตนเองให้แข็งแกร่งและชาวอุรุกไฮในเมโสอเมริกร๊วกก็ประกาศตั้งประเทศอุรุกไฮได้สำเร็จ ต่อมาอุรุกไฮก็เริ่มแย่งอำนาจจากเอริเชี่ยนจนทำให้สงครามโลกครั้งที่เก้าระเบิดขึ้นอีก แต่มีหรือที่มนุษย์จะมาสู้กับเทพเจ้าได้

ส่วนเยลโล่ซัน หลังจากสงครามครั้งนี้จบลงได้มีสภาพง่อนแง่นมาก และกลายเป็นประเทศที่ไม่มีสิทธิใดๆ ในโลกแล้ว

สำหรับเหตุการณ์หลังจากนี้ให้ดูที่เหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่แปด

Nice boat.gif
It's such a nice boat!

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Nice Boat ซึ่งรวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรือ
จริงจริงแล้วผู้จัดทำโครงการนี้ไม่สนใจเรื่องเรือเลยสักนิดเดียว
แค่เห็นว่าบทความนี้มีคำว่าเรือ หรือกล่าวถึงเรือเท่านั้นเอง
แต่คุณไม่ต้องสนใจอะไรหรอกเพราะที่นี่คือไร้สาระนุกรม

สงครามโลกทั้งหลายแหล่
I · II · II 4/10 · III · IV · V (1) · V (2) · VI · VI 4/35 · VII · VIII · IX · X · X 5/10 · XI