สนธิสัญญาโง่ดักดาน
จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
ระวังจะเข้าใจถูกต้อง เนื้อหาในบทความนี้ อาจกล่าวถึง สิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง !
|
- สงครามเวิลด์เทรด(สงครามอเมริกร๊วกครั้งที่หนึ่ง)
- สงครามทะเลทับขี้
- สงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สอง
- สงครามล้มยูหลบ
- สงครามอเมริกร๊วกครั้งที่สอง
- สงครามอ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์
- Nirvana Force(สงครามไอดอลนาลีสท์ครั้งที่สาม)
- กรณีเด็กเดน
- สงครามกลางเมืองเทย
- สงครามไอดอลนาลีสท์ครั้งที่หนึ่ง
- สงครามไอดอลนาลีสท์ครั้งที่สอง
สนธิสัญญาโง่ดักดาน (อังเกรียน : Silly treaty สนธิสัญญางี่เง่า, Silly peace treaty สนธิสัญญาสันติภาพอย่างงี่เง่า) เป็นสนธิสัญญาที่ทำขึ้นหลังจากจักรวรรดิยูริสามารถโจมตีกรุงเคียฟได้สำเร็จในวันที่ 22 กรกด๊อกกะแด๊กกะฏาคม บจ.2555 สนธิสัญญานี้ทำให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้างเช่นเดียวกับ สนธิสัญญาแวร์ทรายส์ (ตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) จนเกิดสงครามล้มยูหลบ และ สงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สอง ในที่สุด
สารบัญ |
[แก้ไข] มูลเหตุ
หลังจากที่สหภาพโซเวียตได้จับตัวท่านยูริ พลังจิต ไปเรียกค่าไถ่ที่กรุงเคียฟ ทำให้จักรวรรดิยูริประกาศสงครามทันทีกับสหภาพจนเครียด และดำเนินการรบในการระดมยิงที่กรุงเคียฟ(Bombardment of Kiev) จนกระทั่งในวันที่ 22 กรกด๊อกกะแด๊กกะฏาคม บจ.2555 จักรวรรดิยูริได้เผด็จศึกสหภาพโซเวียตได้โดยการบุกโจมตีกรุงเคียฟ จนโซเวียตต้องถอยร่นแล้วยอมแพ้ จักรวรรดิยูริสามารถนำตัวท่านยูริกลับไปยังบัลลังก์ได้สำเร็จ ด้วยความที่ยูริ พลังจิต โกรธแค้นโซเวียต จึงต้องแจงข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการต่อโซเวียตในวันที่ 32 กรกด๊อกกะแด๊กกะฏาคม บจ.2555 ณ ห้องแห่งการถูกระจก, รัฐสภากล้วยตาร์ก เกิดเป็นการเจรจาที่กรุงเคียฟ จนทำให้เกิดสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการขึ้น จักรวรรดิยูริได้เจรจาอย่างเข้าข้างตัวเองเต็มที่ จนทำให้หลายฝ่ายเกิดความหมั่นใส้และ
| | โธ่ แม้แต่ระเบียบรัด ยังเรียกพี่ | |
| อเล็กซานเดอร์ โรมานอฟ | ||
[แก้ไข] ชาติที่ร่วมเจรจา
- จักรวรรดิยูริ(มันแน่อยู่แล้ว)
- สหภาพโซเวียต(มันแน่อยู่แล้ว)(ละเมิดในภายหลังจากการร่วมมือกับสมาพันธ์ชนเผ่าเร่ร่อน)
- ประเทศจีน(ละเมิดในภายหลังจากการร่วมมือกับสมาพันธ์ชนเผ่าเร่ร่อน)
- สหรัฐอมาริเกย์
- โรมังงะ(เจรจาเล็กๆ น้อยๆ ท่านฑูตก็เสลดติดคอจนไม่ได้เจรจาอะไร)
[แก้ไข] เนื้อความ
จักรวรรดิยูริได้แจงข้อตกลง(เพียงฝ่ายเดียว) ต่อผู้เข้าเจรจาดังต่อไปนี้
- สหภาพโซเวียตมีความผิดฐานละเมิดสิทธิมานุษยชนตู้มมกับยูริ พลังจิต ทำให้สหภาพโซเวียตต้องส่งนางบำเรอมาให้ยูริ พลังจิต จำนวน XXX คน ทั้งนี้เพื่อความสุขของท่านยูริ
- สหภาพโซเวียตและอเล็กซานเดอร์ โรมานอฟ มีความผิดฐานเป็นผู้ริเริ่มสงครามและริเริ่มการก่อเกรียนร้าย ทำให้สหภาพโซเวียตต้องชำระค่าปฏิเกรียนสงครามให้แก่จักรวรรดิยูริ จำนวน 0.15416724 ดอลหล้าสหรัฐ ทุกๆ 1 วินาที ส่วนอเล็กซานเดอร์ โรมานอฟ ต้องถูกคุมขังที่เรือนจำดาริก้าเป็นเวลา 3 ปีเต็ม
- จำกัดทหารในสหภาพโซเวียตไม่ให้มีทหารเกิน 0.8745348 นาย และการผลิตอาวุธสงครามทุกชนิดจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของกองทัพจักรวรรดิยูริ
- โซเวียตต้องยกเคียฟ มอสโก และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก(นอกจากนี้ยังมี ดินแดนแถบบอลติค ทะเลแคสเปียน คอเคซัส และคาบสมุทรโคล่า) ให้จักรวรรดิยูริ และโซเวียตห้ามใช้กองกำลังเข้าโจมตีดินแดนดังกล่าวจนกว่าสนธิสัญญาฉบับนี้จะหมดอายุ
- ความเป็นพันธมิตรกับชาติอื่นๆทั้งหมดของโซเวียต จะหมดสภาพทันที โซเวียตต้องไม่ทำการเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับชาติอื่นๆ อีก
- จักรวรรดิยูริ จะเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอมาริเกย์
- ไม่ยอมรับเนื้อความในพระราชโองการของพระสันตปาปาแห่งโรมังงะ ว่าด้วยการรวมยุโรปเข้าเป็นจักรวรรดิโรมังงะ
- สหภาพจนเครียดและผองเพื่อนได้ถูกละเว้นการนับศพทหารจากสงคราม
- สนธิสัญญาฉบับนี้จะถูกค้ำประกันโดยกระทรวงกะลาหักโหม แห่งจักรวรรดิยูริ และสิ้นสุดการค้ำประกันเมื่อ 0.02 สถุนาคม บ.จ.2566 ในระหว่างที่สนธิสัญญานี้กำลังอยู่ในระหว่างการค้ำประกันจะมีผลดังนี้
- ผู้มีสิทธิ์แก้ไขคือจักรวรรดิยูริและสหรัฐอมาริเกย์
- สนธิสัญญานี้ไม่สามารถถูกยกเลิอกโดยอำนาจของชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่จักรวรรดิยูริได้
[แก้ไข] เป้าหมายที่แท้จริงของจักรวรรดิยูริ
จักรวรรดิยูรินั้นถึงแม้จะมีดินแดนมากมายจนมีพื้นใหญ่กว่าประเทศจีนแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักพอ แผนการของยูริ พลังจิต จึงใช้การจับตัวยูริไปเรียกค่าไถ่ครั้งนี้เป็นข้ออ้างในการเรียกร้องดินแดน และการเรียกร้องค่าปฏิเกรียนสงครามอย่างมหาศาล ทำให้สหภาพโซเวียตมีวี่แววจะเกิดเงินเฟ้อขึ้น เป้าหมายที่แท้จริงคือพยายามทำให้โซเวียตอ่อนแอในทุกๆ ทางนั่นเอง
ทำให้สนธิสัญญานี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูมาก ว่าเป็นสนธิสัญญาที่โคตรพิลึก สังเกตได้จากคำกล่าวของอเล็กซานเดอร์ โรมานอฟในรัฐสภากล้วยตาร์ก ดังนี้
| | ไอ้ฉาดดด... กูงงจริงๆ นี่มันสนธิสัญญาพักรบหรือสนธิสัญญาเรียกร้องเอาดินแดนกันแน่ฟระ | |
[แก้ไข] ผลตอบรับของโซเวียต
เมื่อดูจากเนื้อความของสนธิสัญญานี้ก็จะทราบว่าจักรวรรดิยูริ พยายามเอาผลประโยชน์เข้าหาตนเอง ดังนั้นใครที่โดนแบบนี้ก็คงไม่ยอมดังเช่นสหภาพโซเวียต
หลังจากที่จักรวรรดิยูริได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่โซเวียตแล้ว โรมานอฟได้ของขึ้นจนเผลอหลุดปากออกมาว่า
| | ไอ้หมัก ไอ้สัด กูงง แม่มึงทำไมเงียบไปวะ ทำไมไม่ทำเหมือนที่เคย กูจ่ายให้มึงทุกเดือนไม่เคยเบี้ยว คราวนี้ทำไมถึงได้เงียบ | |
สนธิสัญญานี้ไม่เป็นที่ยอมรับของสหภาพโซเวียตเนื่องจากมันจะทำให้โซเวียตอ่อนแอและไม่สามารถทำอะไรกับจักรวรรดิยูริ ได้ นองจากนี้มันยังแสดงถึงจักรวรรดิยูริ ได้มีอำนาจเหนือสหภาพโซเวียตแล้ว แต่อเล็กซานเดอร์ โรมานอฟ ก็ต้องจำใจเซ็นสัญญานี้เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลายอีก อย่างไรก็ตาม หลังจากการเจรจาเสร็จสิ้น โรมานอฟได้ถูกชาวรัสเซียวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหู เนื่องจากการไปยอมรับสัญญานี้ซึ่งส่งผลเสีย เสีย แล้วก็เสียแก่สหภาพโซเวียต
แต่หลังจากนั้น อีก 2 ปีต่อมา สหภาพโซเวียตก็ได้ทำสัญญาลับๆ กับชาติเอเชยตะวันออก(ประกอบไปด้วย จีน และสมาพันธชนเผ่าเร่ร่อน) เพื่อร่วมกันต่อต้านและละเมิดสนธิสัญญานี้ ซึ่งจีนได้ร่วมกับโซเวียตส่งฟ้องจักรวรรดิยูริแก่ศาลโลก(ใน คดีสนธิสัญญาโง่ดักดาน) จากการต่อต้านจักรวรรดิยูริครั้งนี้ กลับกลายเป็นสงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สอง ที่ยืดเยื้อ, รุนแรง และอันตรายของเอเชยตะวันออกในที่สุด
อนึ่ง สนธิสัญญานี้ยุติลงเมื่อเสียมอสโคให้กับจักรวรรดิยูริเป็นครั้งที่สอง จึงมีการเขียนสนธิสัญญาต่อต้านส.โง่ดักดานเป็นครั้งที่สอง โดยจีนได้ร่วมเจรจากับจักรวรรดิเรดซัน สมาพันธ์ชนเผ่าเร่ร่อน เกาเหลา และยุ่นปี่และจักรวรรดิเรดซันก็เขียนสนธิสัญญาที่ให้เสื้อเหลืองแดงเป็นพันธมิตรกันและอยู่ภายใต้การคุ้มครองของจักรวรรดิเรดซัน สองสนธิสัญญานี้ทำให้เกิดการล้อมจักรวรรดิยูริเป็นเวลาเกือบ10ปีทำให้ยูริ พลังจิตไม่สามารถขยายจักรวรรดิได้ แต่ยูริก็ไม่ย่อท้อพยายามช่วงชิงพื้นที่กลับมา แต่ตีไปทางไหนก็ถูกชาวเอเชยตีแตกหมด ความตื่นตระหนกทำให้พลังจิตเสื่อม จนใช้พลังจิตไม่ได้ ท้ายสุดยูริ พลังจิตก็เหลือทเห่ออยู่ในเขตไซบีเรียเพียงแค่ไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น นับว่าจักรวรรดิยูริเกือบแตกเพราะสนธิสัญญาที่ยูริเขียนเข้าข้างตัวเองโดยแท้(กรรมตามสนอง) ชาวเอเชยถอนกำลังออกไปเมื่อเห็นว่ายูริ พลังจิตเกรงกลัวพลังความรักชาติรักแผ่นดินแบบสุดๆของชาวเอเชยแล้ว
[แก้ไข] ผลตอบรับของสหภาพยูหลบและโรมังงะ
ดูบทความหลักที่สงครามล้มยูหลบ
พระสันตะปาปลาแห่งกรุงโรมทรงแสดงความเป็นห่วงที่จักรวรรดิยูริได้ครอบคองดินแดนแถบทะเลบอลติก ส่งผลให้จักรวรรดิยูริเข้ามามีอำนาจในยูหลบได้ง่ายขึ้น การเจรจาครั้งนี้โรมังงะไม่ยอบรับสัญญาและจะไม่เซ็นสัญญา นอกจากนี้เนื้อความข้อที่ 7 ยังแสดงว่าเนื้อหาในสนธิสัญญานี้ไม่ยอมรับการรวมยูหลบให้เป็นจักรวรรดิโรมังงะ แต่อย่างไรก็ตามมันทำให้ชาติยูหลบอยากรวมตัวกันต่อต้านจักรวรรดิยูริ มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก โรมังงะจึงไม่เซ็นยอมรับสนธิสัญญานี้ และไม่ยอมรับการครอบครองดินแดนทะเลบอลติกและคาบสมุทรโคล่า เท่ากับว่าโรมังงะกำลังตั้งตัวเป็นศัตรูกับจักรวรรดิยูริ เลยทีเดียว ภายหลังโรมังงะได้เซ็นสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต
[แก้ไข] ผลตอบรับของยูริหลังจากการละเมิดช่วงต้น
หลังจากการตัดสินคดีใน คดีสนธิสัญญาโง่ดักดาน ที่ศาลโลกตัดสินให้จักรวรรดิยูริคดี ในช่วงหลังๆ จักรวรรดิกลับเห็นว่ามันไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับยูริเลย ดั่งที่รัฐบุหลุดคนหนึ่งของโซเวียตกล่าวว่า "การตัดสินคดีครั้งนี้ของศาลโลก อาจส่งผลถึงอนาคตของโลกที่คนรุ่นใหม่ต้องรับความเลวร้าย" แต่ยูริกลังเห็นว่าเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้จักรวรรดิยูริถูกรุมเละในสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น เนื่องจากเกือบครึ่งโลกไม่พอใจที่ยูริได้ดำเนินนโยบายยึดครองโลกเบี้ยวๆ บูดๆ ใบนี้ นอกจากนี้มันยังส่งผลให้สหรัฐอมาริเกย์เสียเครดิต หลายประเทศได้ยุติสัมพันธ์การทูตกับอมาริเกย์เนื่องจากเป็นตัวช่วยจักรวรรดิยูริ
เมื่อก่อนตอน บ.จ. 2545 จักรวรรดิเรดซันซึ่งอยู่ในช่วงขาขึ้นได้พัฒนาการทหารจนมีศักยภาพที่เรียกได้ว่าเทียบเท่ายูริเลยทีเดียว จนกระทั่งต่อมา เรดซันได้ขยายอิทธิพลจากในสงครามจีน-เรดซัน รัฐบาลยูริได้เห็นว่าการขยายอาณาเขตของเรดซันขึ้นเหนือเรื่อยๆ และการเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับโซเวียตซึ่งเป็นชาติที่ยูริเคยกดดันเมื่อปีก่อน กลายเป็นภัยคุกคามของยูริโดยตรง และนอกจากนี้ยูริยังเห็นว่าอาจเป็นการนำไปสู่การละเมิดสนธิสัญญาโง่ดักดาน อาจทำให้เกิดความรุนแรงตามมากลายเป็นความสุ่มเสี่ยงของยูริ
แต่จักรวรรดิยูริในขณะนั้นไม่สามารถต่อกรกับเรดซันได้เนื่องจากกองกำลังในเอเชยตะวันออกของยูรินั้น ถือได้ว่าน้อยกว่าเรดซันเกือบเท่าตัว เนื่องจากกองกำลังส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปในแถบยูหลบเป็นส่วนมาก ขณะเดียวกันยูริได้คิดว่าการปล่อยไว้ให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้าอาจทำให้กองกำลังของเรดซันเข้มแข็งยิ่งกว่านี้ได้ ยูริจึงตัดสินใจเข้าโจมตีเมืองของจีนหลายแห่ง เช่น มณฑลเกรียนตุ้ง, ซูโจว, น่านเจ้า ฯลฯ ด้วยเห็นว่าการตั้งฐานทัพในจีนจะเป็นการกันชน ไม่ให้เรดซัน "กำเริบเสิบสาน" รุกขึ้นเหนือซึ่งส่งผลให้เรดซันต้องเผชิญหน้ากับยูริโดยตรงได้อีก
หลังจากการยึดเมืองของยูริประสบความสำเร็จเมื่อวันนั้น ยูริตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับเรดซันทันที สถานการณ์ในเอเชยตะวันออกเริ่มตึงเครียดขึ้น ทำให้เรดซันเริ่มตึงเครียดกับยูริ ในที่สุด การเจรจาในสนธิสัญญาซินเจียง ก็สัมฤทธิ์ผล เรดซันได้ตกลงกับจีนเกี่ยวกับดินแดนทางใต้ของจีนที่เรดซันได้ยึดมาจากจีน เรดซันตกลงว่าจะยอมยกดินแดนบางส่วนที่ยึดมาได้จากจีน คืนให้เจ้าของเดิม แลกกับการยุติการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างเรดซันและจีน
หลายชาติที่ร่วมลงนามในสนธิสัญญานี้มีความแน่วแน่ในการร่วมต่อต้านจักรวรรดิยูริ ทำให้เกิดการประกาศสงครามที่เอคาเตรินเบิร์ก(หรือ ปฏิญญาเอคาเตรินเบิร์ก) ขึ้น เกือบครึ่งโลกได้ลงนามประกาศสงครามต่อยูริ จนรัฐบุรุษของเรดซันคนหนึ่งอดที่จะกล่าวไม่ได้ว่า
จักรวรรดิยูริกำลังกลายเป็นรัฐล่อเป้าที่ทรงอาณุภาพ
ยิ่งไปกว่านั้นจักรพรรดิไท่จูฮ่องเต้ทรงมีบร๊ะดำรัสเสริมในการเจรจาครั้งนี้ด้วยว่า
ให้ยูริผู้อวดดีต่อเรดซันได้สำนึกเสียบ้าง
(อย่างเดียวกับที่ซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเมียทรงดำรัส ในสงครามรัสเมีย-ยุ่นปี่ ว่า "ให้ยุ่นปี่ผู้อวดดีต่อรัสสะเมีย ได้สำนึกเสียบ้าง")
จากข้างต้นทำให้ยูริ พลังจิต ประมุขแห่งจักรวรรดิยูริ ได้หวาดกลัวจนล้มป่วยลงเป็นเวลา 2 เดือน(ส่อแววถึงการล้มเหลวทางการทเห่อของยูริ) ความหวาดกลัวนี้กลายเป็นจริงเมื่อสงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สอง และสงครามล้มยูหลบ ได้เกิดขึ้นในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน แล้วลงเอยด้วย การพักรบนอฟโกรอด ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่แสดงให้เห็นว่ายูริเริ่มจะอ่อนน้อมต่อชาติเอเชยตะวันออก(ความจริงอ่อนน้อมได้เพียง 6 เดือน ยูริก็ฟื้นการทเห่อครั้งใหม่ โดยตัดสินใจถอนทหารออกจากศาสนจักรไอดอลนาลีสท์ เป้นผลให้ยูริทำสงครามแพ้ศาสนจักรฯ ในที่สุด และหันมาสมทบกับกำลังในยูหลบแทน)
[แก้ไข] ประวัติการละเมิด
ด้วยความที่สหภาพโซเวียตไม่เต็มใจยอมรับสนธิสัญญานี้ แต่ก็ได้ยอมรับไปแล้ว ส่งผลให้เกิดการละเมิดอยู่เนืองๆ จนไปถึงการละเมิดร้ายแรงในฤดูร้อนปี บ.ศ. 2558 ทำให้สนธิสัญญานี้ต้องถูกยกเลิกก่อนเวลาอันควร ด้านล่างนี้คือบันทึกการละเมิดสนธิสัญญานี้
- แรกสุด อเล็กซานเดอร์ โรมานอฟ ได้หลบหนีออกจากเรือนจำดาริก้า แต่ยูริ พลังจิตก็ไม่ได้วิตกกังวลอะไรมากนักเนื่องจากสหภาพโซเวียตยังอยู่ภายใต้สนธิสัญญานี้ ส่งผลให้โซเวียตไม่ได้แม้แต่จะเกาะแกะกับยูริ(ท่านยูริพี่แกคิดแบบนั้น)
- ประเทศจีนร่วมกับสมาพันธ์ชนเผ่าเร่ร่อน พยายามทำสนธิสัญญาเป็นพันธแม้วกับสหภาพโซเวียต และมีการซ่องสุมกำลังทหาร ประเทศจีน ได้นำกองกำลังผสมเข้าโจมตีทางรถไฟสายทรานสัดไซบีเรีย ซึ่งในขณะนั้นจักรวรรดิยูริ กำลังครอบครองอยู่ กองทัพยูริได้ถอยร่นเล็กน้อย ยูริ พลังจิต ได้วิตกว่าจะมีการละเมิดที่รุนแรงกว่านี้อีก
- โรมานอฟได้เชิญหูจินเทา เข้าร่วมเจรจาเพื่อเป็นพันธแม้วระหว่างโซเวียตกับจีน การเจรจานี้ส่งผลให้มีการเขียนสนธิสัญญาซินเจียงขึ้น ทำให้สหภาพโซเวียต จีน และชนเผ่าเร่ร่อนเป็นพันธมิตรกัน เป็นการละเมิดสนธิสัญญาโง่ดักดานข้อที่ 5
- จักรวรรดิเรดซันได้ขอเป็นพันธมิตรกับสามชาติข้างต้น (อย่างไรก็ตาม จักรพรรดิไท่จูฮ่องเต้ทรงมีพระราชดำริว่าสนธิสัญญานี้ไม่ได้มีผลบังคับใช้กับจักรวรรดิเรดซันแต่อย่างใด) จากนั้นได้มีการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง ทำให้สี่ชาติข้างต้นมีมติร่วมกันว่าจะช่วยกันต่อต้านจักรวรรดิยูริอย่างแน่วแน่
- จักรวรรดิเรดซัน ประกาศสงครามกับจักรวรรดิยูริ จากนั้นสหภาพโซเวียต ประเทศจีนและสมาพันธ์ชนเผ่าเร่ร่อนจึงประกาศสงครามตาม นอกจากนี้ ประเทศยุ่นปี่ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรเดิมของจักรวรรดิยูริจากผลของสนธิสัญญาอาหารสด ได้ประกาศยับยั้งการเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิยูริและดำรงสภาพเป็นกลางในขณะนั้น ต่อมาก็เข้าเป็นพันธมิตรกับเกาเหลาที่รวมเป็นหนึ่งตามสนธิสัญญาทากาชิมาแทน ถือว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญาอย่างรุนแรงและทำให้เกิดสงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สอง ในที่สุด
- จักรวรรดิโรมังงะ รวมยุโรปทั้งหมดเข้าด้วยกัน(ยกเว้นประเทศยูเกรียนและสาธารณรัฐเซ็กซ์ ซึ่งในขณะนั้นถือว่ารวมกับสหภาพโซเวียตแล้ว) โดยไม่สนใจสนธิสัญญาโง่ดักดาน ส่งผลให้จักรวรรดิยูริ ส่งกำลังทหารเข้าไปคุมเชิง แต่ทว่าโรมังงะกลับตอบโต้โดยการประกาศสงครามกับยูริ โดยที่จัสติเนียน คอมเมนนอส ขณะนั้นยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจักรพรรดิอย่างสมบูรณ์ การเคลื่อนไวทางการทเห่อครั้งนี้ได้ต่อยอดไปเป็นสงครามล้มยูหลบ ในที่สุด
- ช่วงกลางสงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สอง สหรัฐอมาริเกย์ ไม่ได้ส่งกองทัพมาช่วยจักรวรรดิยูริ ในฐานะที่เป็นอัณฑะมิตรแต่อย่างใด ส่งผลให้จักรวรรดิยูริ เริ่มไม่ไว้วางใจสหรัฐ
- มีการเขียนสนธิสัญญาต่อต้านความงี่เง่า ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่เขียนขึ้นมาอย่างเฉพาะกิจ ซึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องให้จักรวรรดิยูริยกเลิกการค้ำประกันสนธิสัญญาโง่ดักดาน จักรวรรดิยูริ ไม่ยอมรับสนธิสัญญานี้เลยจนกระทั่ง บ.จ. 2563 ในช่วงปลายสงครามเอเชยตะวันออกครั้งที่สอง ที่จักรวรรดิยูริเริ่มเห็นว่าตนเองเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งเมื่อถึงตรงนี้จักรวรรดิยูริก็ได้เป็นผู้ละเมิดเสียเอง คือ การถอนกำลังทหารออกไปจากนิคมอุตสาหเกรียนของโซเวียต(ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหเกรียนอาวุธสงคราม ตามที่ได้ระบุไว้ในสนธิสัญญาโง่ดักดานข้อที่ 3)
| สนธิสัญญาโง่ดักดาน เป็นบทความที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหา หรือจัดเข้าหมวดหมู่ คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น ข้อมูลเกี่ยวกับ สนธิสัญญาโง่ดักดาน ในภาษาอื่น อาจสามารถหาอ่านได้จากเมนู ภาษาอื่น ด้านซ้ายมือ |