อีโม
โลกนี้ไม่มีใครเข้าใจกูเลย![]()
— ชาวอีโม โวยวาย (นั่นสิ ใครจะเข้าใจมึง)
อีโมเเม่งโคตรกากก![]()
— ชาวร็อคกล่าวถึงอีโม
ไปตายซะ ไอตุ๊ด !![]()
— ชาวร็อคอีกคน
อีโมเป็นลัทธิใหม่ ต้นกำเนิดของอีโมมาจากใหนยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์สืบได้ว่าอีโมนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในอารยธรรมโบราณ โดยอีโมนั้นที่เกิดขึ้นจากรากฐานของปรัชญาแห่งชีวิตอันลุ่มลึกสุดจะหยั่งถึง แม้แต่ลัทธิอื่นๆ อย่างลัทธิเต่าหรือ ลัทธิขงเบ้ง ก็ยังอธิบายไม่ได้ ซึ่งถ้าหากท่านได้ผ่านการพูดคุยกับชาวอีโมแล้ว ท่านก็จะเรียนรู้ปรัชญาขั้นเบสิคของอีโมได้ในทันที
ในโลกตะวันตก ไม่ค่อยมีใครเข้าใจลัทธิอีโมเท่าไรนัก (ปรัชญาก็บอก)แต่ในประเทศเทยตอนนี้ อีโมกำลังมาแรง(รึเปล่า?) ลัทธิอีโมมักจะเข้าใจว่าชีวิตนี้มันช่างน่าทุกข์ทรมานเหลือเกิน สังเกตได้จากที่นักร้องวงเละโทรสะโปกจะตะโกนเหมือนเล็บขบแดกในทุกๆซิงเกิ้ลดังของเขา อีโมจะมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ทั้งเสื้อผ้า แนวเพลง ศัพท์สแลงและอื่นๆ เพื่อจะทำให้ตัวเองดูแปลกแยกจากเด็กแนวลัทธิอื่นๆ
เด็กอีโมส่วนใหญ่จะมากจากครอบครัวที่ไม่มีปัญหาเท่าไรนัก แต่คิดไปคิดมากลายเป็นว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจตุ้ม...เอ้ย...ไม่เข้าใจตนซะงั้น และจากกระแสความมาแรงของดนตรีอีโมที่เข้าไปถล่มตลาดบนดิน ก็จะมีเด็กแซ๊บส่วนหนึ่งที่คิดว่าเป็นอีโมแล้วเท่ ก็เลยอัพเกรดตัวเองขึ้นมาเป็นอีโมซะ ถ้าสังเกตดีๆ พวกเด็กแซ๊บที่มาเป็นอีโมนั้น จะยังคงความอยากเท่ไว้อยู่ บางคนก็สลัดนิสัยเกรียนไม่ออก พวกนี้ต้องเรียกว่า "เด็กอีแม๊บ"
- ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอีเย็น
- มิใช่ป้าของอีเม
- และมิใช่ญาติของนังแม้วด้วย ให้ตายสิ
[แก้ไข] รากศัพท์คำว่า "อีโม"
เชื่อกันว่าในยุโรปยุคเรอเนซ๊อง คำว่า"อีโม" ได้ปรากฎในวรรณกรรมต่างๆจากประเทศอังกิดในรูปของคำอุทาน ในความหมายว่า "เสียงที่อูฐสองหนอกร้องก่อนตาย" ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่นวรรณคดีชิ้นเอกเรื่อง "ออมเล็ต" ที่ได้กล่าวไว้ว่า
- "โอ้อกอิชั้นนั้นเสียใจเป็นกุรุสสุดฤทัยเจ้าข้า อันไอ้คาปุเล็ตต่ำช้าสามานย์ได้ปลิดชีวาญาณเจ้าอูฐสองหนอกพาหนะของท่านลงแล้ว เมื่อยินเสียงอีโมอิชั้นก็พลันจรมา ณ ห้องของท่านทันที" "ชิชะ!!..."