เจ้ามูลเมือง

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
บทความเพ้อฝันดีเยี่ยม
บทความขำขันดีเยี่ยม
Wikisplode.gif
สำหรับผู้ที่ ไร้อารมณ์ขันสิ้นดี เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่วิกิพีเดียมีบทความ
ที่โคตรมีสาระที่ ที่นี่!
YOU!.jpg
หน้านี้หมายถึงใครวะ !!

เหล่าผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้เชี่ยวชาญทุกท่านต่างก็ปวดหัวกุมขมับ ด้วยความงงว่าบุคคล ๆ นี้หมายถึงใคร
แต่อย่างไรก็ตาม ใครบางคนกลับยืนยันว่าบุคคลๆนี้มีตัวตนจริงในประวัติแสด
ไร้สาระนุกรมจึงขอเป็นผู้ชนะด้วยการเขี่ยประวัติศาสตร์เอาเอง
จากความสามารถในการนั่งเทียนอันสูงส่ง บวกกับเทคนิกในการเดาส่งๆอันเอกอุของเรา
บทความๆนี้ ไม่สมควรจะถูกใช้อ้างอิงใดๆทั้งสิ้น เพราะมันเป็นเรื่องแต่งอยู่แล้ว

ภาพๆนี้ว่ากันว่าคือภาพของเจ้ามูลเมือง

เจ้ามูลเมือง ว่ากันว่าคืออดูตผู้ปกครองรัฐเล็กๆทางตอนเหนือของประเทศเทยและประเทศบร๊ะม่า ซึ่งปัจจุบันล่มสลายไปแล้ว

คำจำกัดความ[แก้ไข]

ภาษาเทย คำ ละ คำ มีความหมายดังต่อไปนี้

เจ้า หมายถึง เอ็ง คงดูหนังกำลังภายในมากไปหน่อย

มูล หมายถึง ขี้ เช่น มูลวัว ก็คือ ขี้วัว หรืออาจหมายถึงขยะ สิ่งปฏิกูล

เมือง หมายถึง เมือง นั่นแหละไม่ต้องแปลอีก

เป็นคำสนทิ(เชื่อมแบบไม่ใช้น้ำตาล) แปลว่า เอ็งขี้ใส่เมือง หรือ เอ็งขี้ใส่บ้าน คนเทย เรียกว่า กินบนเรือขี้รดหลังคาลงแม่น้ำ

ประสูติกาล[แก้ไข]

เจ้ามูลเมืองนั้น มีประสูติกาลเมื่อวันนั้น เดือนโน้น ปีนู่น ในวังชินครอก ตำหนักจันส่องหมาแห่งรัฐ"กั๊ชชะมิน" ในยามประสูตเกิดเหตุมหัสจรรย์ขึ้นโดยตลาดหุ้นอเมริเกย์พร้อมใจกันตกทั่วหน้า ทำให้ผู้คนหมดตูดไปตามๆกัน ต่อมาเมื่อทรงเจริญชัญษาได้ระดับหนึ่งแล้วก็ทรงเข้ารับการศึกษาที่สำนักฝึกตำกวดและสำเร็จการศึกษาด้วยคะแนนดีเยี่ยม สร้างความภูมิใจแก่พระอาจารย์ปีโป้อย่างมาก

สำหรับเมื่อครั้งยังทรงศึกษา ทรงมีพระสหายคนสนิทนามว่าเลโอไนดาส ซึ่งต่อมาก็คือกษัตริย์แห่งสปาร์ต้า ผู้กรำศึก300อันลือลั่นนั่นเอง

ออกเสด็จประพาสหาประสบการณ์[แก้ไข]

หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ทรงขอทูลลาบร๊ะบิดา ขอออกประพาสทั่วหล้า หาประสบการณ์ชีวิต ซึ่งก็ทรงได้รับอนุญาต

ถูกเกวียนไล่ทับ[แก้ไข]

ที่แรกที่ทรงเสด็จไปก็คือประเทศเทย อาณาจักรอันมีอิทธิพลในสมัยนั้น ทรงได้รับการเปิดหูเปิดตามากมาย แต่ใจขณะเดียวกัน ก็ทรงได้พบเห็นสิ่งแปลกๆที่ไม่เคยพบในชีวิตเช่นกัน

ที่นั่น พระองค์อยากจะลองขึ้นเกวียนโดยสาร (ต่อมาพัฒนาเป็นรถเมล์) ยี่ห้อเบ็นซ์เน่าตามอย่างสามัญชนดูบ้าง แต่แล้วก็ทรงประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อมีเกวียนเก๋งคันงามคันหนึ่ง (ต่อมาพัฒนาเป็นรถยนต์) ยี่ห้อเบนซ์ พรุ่งเข้ามาเสยตูดเกวียนโดยสารอย่างไม่คาดฝัน จากอุบัติเหตุนี้ พระองค์เลยต้องลงไปยืนอยู่ริมทาง ชมการเจรจาของคนขับเกวียนทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงกัน

เหตุการณ์ดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี เมื่อคนขับเกวียนเก๋งเดินกลับไปที่รถ แต่แล้วผีก็เข้าสิงคนขับผู้น่าสงสารรายนั้น ทำให้เขาเกิดอาการหงิก ขับเกวียนไล่ทับผู้คนอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้พระองค์ต้องวิ่งหนีแบบสุดชีวิต แต่ก็พลาดถูกเฉี่ยวตกลงข้างทางหมดสติไป

พบสหายใหม่[แก้ไข]

ทรงสลบไปนานเท่าไร ไม่มีใครทราบ แต่เพื่อฟื้นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่ง จึงพยายามลุกขึ้นมาแต่ก็ไม่มีแรงขยับกาย

"ท่านยังไม่หายดี อย่างเพิ่งขยับเลย" เสียงๆหนึ่งทักขึ้นมา จึงทรงหันไปตามเสียง พบมนุษย์จมูกชมพู่กล่าวกับเขา

มนุษย์ชมพู่ผู้นี้มีนามว่า "เจ้าชมพู่" กำลังนำซี่โครงไก่ต้มฟักแม้วมาให้ท่านเสวยเพื่อฟื้นฟูพระวรกาย

ด้วยความสำนึกในบุญคุณ จึงทรงเปิดเผยตัวกับเจ้าชมพู่ พร้อมทั้งคบหาเป็นสหาย

ดื่มน้ำพุอมฤต[แก้ไข]

จากคำแนะนำของเจ้าชมพู่ เจ้ามูลเมืองจึงเดินทางขึ้นเหนือไปยังจังหวัดไพร่เพื่อค้นหาบ่อน้ำพุในตำนานที่ร่ำลือ

น้ำพุที่ว่าคือน้ำที่จู่ๆ พุ่งออกมาจากใต้ดินโดยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไหลลงสุ่ทุ่งkilling field เชื่อกันว่า เมื่อดื่มกินแล้วจะทำให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ คาดว่าน่าจะมีสารอาหารพอๆกับโกโก้ครันซ์ ผู้มีบุญเท่านั้นจึงจะพบเจอ

หลังจากพยายามตามหาอยู่นาน ก็ไม่พบเจอจึงถอดใน นั่งข้างทาง แต่พลาด ไถลตกข้างทางจึงได้พบน้ำพุอมฤตในตำนานข้างบ้านสตรีชรา อายุ 52 นางหนึ่ง จึงทรงดื่มด้วยความกระหายและพบว่าทรงมีกำลังวังชามากขึ้น จึงเชื่อว่าเป็นน้ำพุในตำนานนั่นเอง เสร็จแล้วจึงเสด็จจากไป

(ต่อมา ก็ทรงหวนกลับมาอีก และพบว่าน้ำพุที่ว่าไม่มีอีกแล้ว)

ปราบครูมวย[แก้ไข]

เจ้ามูลเมืองเดินทางต่อมาเรื่อยๆจะกระทั่งค่ำวันหนึ่ง ทรงขอพักกับชาวบ้าน ชาวบ้านจึงเตือนว่า การเดินทางต่อจากนี้ควรจะระมัดระวัง เนื่องจากมักจะมีโจรเก็บสบู่ดักซุ่มทำร้ายผู้คน ในคืนนั้นนอกจากพระองค์แล้ว ยังมีผู้ร่วมเดินทางอีกหนึ่งคนคือนายปากกา

รุ่งขึ้นทั้งสองจึงเดินทางไปด้วยกัน ระหว่างทาง เจ้ามูลเมืองก็เกิดปวดธุระ จึงขอแวะลงข้างทาง และเมื่อทรงปลดทุกข์เสร็จแล้วจึงกลับมาหานายปากกา แต่กับมาเหตุผิดปกติเกิดขึ้นก่อน

ทรงได้ยินเสียงนายปากกาครวณครางอย่างทรมาณ จึงทรงซุ่มตัว ย่องเข้าดูการณ์อย่างระมันระวัง และก็ทรงพบว่าเป็นนายปากกาถูกครูมวยทำร้ายทางประตูหลังนั่นเอง ดังนั้นจึงช่วยเข้าช่วยนายปากกาด้วยการขว้างเงิน อาวุธถนัดของพระองค์เพื่อสยบครูมวย ครูมวยจึงหลบหนีไป จึงทรงปราดเข้าไปดูอาการของนายปากกา และพบว่าเขาไปถึงสวรรค์เรียบร้อยแล้ว

บุรุษปริศนาแห่งห้องน้ำสาธารณะ[แก้ไข]

นายปากกาตกตะลึงในท่าประทับทรงของทั่นที่เหมือนกับท่านอาเบะ

หลังสามารถขับไล่ครูมวยไปได้แล้ว เจ้ามูลเมืองก็พยุงนายปากกาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงห้องน้ำสาธารณะกลางป่า (มีได้ไงวะ) ซึ่งเป็นที่บำเพ็ญพรตของบร๊ะแสดแดอาเบะรุ่น 7 บร๊ะแสดแดเห็นว่านายปากกาเป็นผู้มีบุญพอที่จะฝึกวิชาของท่าน จึงรับไว้เป็นศิษย์ และพาไปอูดเตาในห้องน้ำ อันเป็นที่บำเพ็ญเพียรนั่นเอง ดังนั้น เจ้ามูลเมืองจึงต้องเดินทางต่ออย่างเดียวดาย แต่อย่างไรก็ตามบระแสดแดก็สอนวิชาเก็บสบู่ให้ พร้อมทั้งให้ผอบมาอันหนึ่ง พร้อมกำชับว่าห้ามเปิดกลางป่าโดยเด็ดขาด จากนั้นเจ้ามูลเมืองจึงลาบร๊ะแสดแดอาเบะไป

ละเมิดคำสั่ง[แก้ไข]

สิ่งที่ออกมาจากผอบ

ด้วยความหนุ่มของเจ้ามูลเมือง ท่านจึงอดใจไม่ไหวแอบเปิดผอบดูกลางป่า และเมื่อผอบถูกแง้มออกมา ก็มีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมา พบเป็นสาวน้อยอนงค์หนึ่ง แต่อนิจา ยังทำศัยกรรมไม่เสร็จ หน้าตาเลยออกมาแก่ๆและมีหัวหงอก

อย่างไรก็ตาม สาวเจ้าที่ออกมาจากผอบนั้น ถูกสั่งให้รักคนที่เปิดผอบออกมา เธอเลยหลงรักเจ้ามูลเมืองแต่แรกเห็น ส่วนเจ้ามูลเมืองเองก็เงี่ยนเนื่องจากไม่ได้เจอผู้หญิงมานาน จึงจัดการส่งเธอขึ้นสวรรค์เสียอย่างทีความสุข

แต่เนื่องจากว่าเจ้ามูลเมืองนั้น ยังไม่หายอยากเพราะเก็บกดมานาน จึงเปิดศึกอีกรอบ แต่ระหว่างนั้นเอง ก็มีชายปริศนาผู้หนึ่ง เดินเข้ามาแล้วยืนดูทั้งสอง เจ้ามูลเมืองจึงเกิดบันดาลโทษะตะโกนถามไปว่า Cita3.pngทำอะไรวะ?Cita4.png ชายผู้นั้นจึงตอบกลับไปว่า Cita3.pngเข้ามาดู Cita4.pngแล้วก็จากไป

และแล้วทั้งคู่จึงเดินทางกันต่อ แต่เนื่องจากว่าเจ้ามูลเมืองเปิดผอบเร็วเกินไป ระบบการสร้างหญิงสาวจึงยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้หญิงสาวมีอารมณ์ปรวนแปร เรียกร้องจากเจ้ามูลเมืองตลอดเวลา เช่น อยากได้สัมประทานทีวี อยากได้ดาวเทียม ฯลฯ จึงทำให้เจ้ามูลเมืองเริ่มระอาแต่ก็ยังทนต่อไป

ปะทะโจรป่า[แก้ไข]

โจรป่าในการแสดงลิเก

ทั้งคู่ยังคงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ แต่แล้วทั้งคู่ก็พบกับโจรป่า ผู้มีบันไดสี่ขั้นเป็นอาวุธ เจ้าโจรร้ายทีแรกทำทีเป็นพวกเจี๋ยมเจี๊ยม ขออาศัยร่วมทางไปด้วย แต่พอเจ้ามูลเมืองเผลอ เจ้าโจรจึงคว้าบันไดสี่ขั้นออกมา หมายทำร้ายเจ้ามูลเมือง แต่เคราะห์ดีที่เจ้ามูลเมืองเจอเศษตังค์ตก เลยก้มลงไปเก็บ จึงรอดจากการถูกทำร้ายได้อย่างหวุดหวิด

เจ้ามูลเมืองจึงควักเอาตีนตบ อาวุธคู่กายเข้าสู้ การต่อสู้นั้นโรมรันพันตู สู้รบกันอย่างดุเดือด และแล้วทั้งคู่ก็เข้างัดอาวุธกัน และอาวุธกระเด็ดออกไป ทั้งคู่จึงเข้าประมือกันด้วยมือ ล้มลุกปลุกปล้ำกันอย่างชุลมุน

ส่วนตีนตีนตบของเจ้ามูลเมืองนั้นไปตกอยู่หน้านางในผอบ นางจึงเก็บเอาตีนตบขึ้นมา แล้วโยนส่งให้เจ้ามูลเมือง แต่เจ้ามูลเมืองดันรับพลาด เจ้าโจรร้ายเลยชิงเอาตีนตบไปได้ แล้วใช้ตีนตบกระหน่ำเข้าที่หน้าของเจ้ามูลเมือง จนหน้าของเจ้ามูลเมืองเสียทรง กลายเป็นทรงสี่เหลี่ยม

หลังจากถูกตบกระหน่ำ เจ้ามูลเมืองหมดเรี่ยวแรงจะสู้ต่อไป นอนแผ่สองสลึงอยู่กลางป่า ฝ่ายเจ้าโจรยืนคุมเชิงอย่างผู้มีชัย กระหยิ่มยิ้มย่องในชัยชนะ และเดินไปก้มลงเก็บบันไดที่ทำตกไว้ แต่เนื่องด้วยเวรกรรมของเจ้าโจรร้าย ขณะกำลังก้มลงเก็บของ ไม่รู้ว่าครูมวยโผล่มาจากไหน กระหน่ำพลังไซย่าตูดดำใส่เจ้าโจรจนตายคาที่แล้วจากไป

ฝ่ายเจ้ามูลเมือง เมื่อลุกขึ้นมาได้และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็กล่าวโทษนางในผอบจนนางทั้งเสียใจ และโกรธแค้นเคือง จึงคว้าเต้าหู้ออกมาแล้วเอาหัวโขกเต้าหู้ตาย แต่ก่อนตาย นางได้อธิษฐานเอาไว้ว่า หากเกิดมาชาติหน้า นางขอเกิดเป็นชาย และจะตามล่า ไล่ก่อม็อบประท้วงเจ้ามูลเมืองทุกชาติไป

แสดงความใจบุญ[แก้ไข]

เนื้อหาส่วนนี้ มีความเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับตำนานขอทาน อ่านเนื้อหาในอีกมุมมองได้ที่ขอทาน

หลังจากนั้น เจ้ามูลเมืองก็เดินทางต่อจนถึงเมืองๆหนึ่ง อันเป็นเขตชายแดนของอาณาจักรวิเกรียนพีเดีย ท่านก็ได้พบกับขอทานคนหนึ่ง เนื้อตัวมอมแมม ดูแล้วน่าสงสารยิ่ง ท่านจึงบังเกิดจิตกุศุล หมายจะทำบุญให้ขอทานผู้นั้น แต่บังเอิญว่าเงินสดที่ท่านพกมานั้นหมดแล้ว ท่านจึงบริจาคเงินด้วยเช็คไปแทนแล้วจากไปโดยที่ไม่รู้เลยว่า แท้จริงแล้วขอทานผู้นั้นคือรัชทายาทแห่งกรุงวิเกรียนพีเดียนั่นเอง

เนื่องจากในสมัยนั้นอาณาจักรวิเกรียนพีเดียยังไม่มีความเสรี เจ้ามูลเมืองจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ข้ามแดนเข้าไป

กลับนคร[แก้ไข]

เนื่องจากเจ้ามูลเมืองพบว่าตัวเองไม่มีเงินเหลือแล้ว จึงได้เดินทางกลับนครของตัวเองและเริ่มทำงานในตำแหน่งรัชทายาท

พบรักและการสมรส[แก้ไข]

ในระหว่างที่เจ้ามูลเมืองทำงานรับใช้บิดา เขาก็ได้มีโอกาศได้พบกับนางในดวงใจของเขา นางวจี บุตรีของนายตำกวดใหญ่ผู้หนึ่ง น้องสาวของเพื่อนเขาเอง ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในงานเลี้ยงรับรอง เจ้ามูลเมืองรู้สึกต้องใจในทรงผมกระบังตั้งของนางวจี อันมีติดตัวมาแต่กำเนิด ส่วนนางเองก็รู้สึกต้องใจในใบหน้าเหลี่ยมๆที่ถูกโจรเอาตีนตบกระหน่ำใส่จนเสียทรงของเจ้ามูลเมืองเช่นกัน

นับแต่นั้นมา ทั้งคู่จึงนัดพบกันอยู่เนืองๆ โดยมีพี่ชายของนางวจีเป็นผู้ให้ท้าย และแล้วในที่สุดทั้งคู่ก็ตกลงใจแต่งงานก่อน ในวันแต่งงานของทั้งคู่นั้น เกิดเหตุมหัสจรรย์ขึ้น โดยเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกครั้งแรกในยุโรป

ขึ้นครองราชย์[แก้ไข]

หลังการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบิดา เจ้ามูลเมืองก็ขึ้นครองเมืองแทน เศรษฐกิจหลักของอาณาจักรกั๊ชชะมินก็คือการค้าขายกับประเทศเทย โดยแต่เดิมมีธุรกิจค้าไหมเป็นธุรกิจหลัก แต่ก็มีส่วนแบ่งการตลาดไม่มากนักเนื่องจากคุณภาพยังสู้เจ้าอื่นไม่ได้

เจ้ามูลเมืองจึงหันมามองธุรกิจอื่น เช่นธุรกิจโรงละคร โดยเชิญคณะละครมาทำการแสดง และก๊อปละครที่ได้รับความนิยมมาจัดทำละครเองใหม่ รวมไปถึงธุรกิจอสังหาริมทรัยพ์ และดาวเทียม โดยสร้างเรือนใหญ่ให้ผุ้คนเข้าเช่าอาศัย แต่ทว่าเจ๊งไม่เป็นท่าทุกอย่าง จนรัฐกั๊ชมินเข้าสู่ภาวะลูกหนี้

ความช่วยเหลือจากเจ้าชมพู่และเสนาเป็ด[แก้ไข]

หน้าตาของเสนาเป็ด

วันหนึ่ง เจ้ามูลเมืองเสด็จไปเยี่ยมเจ้าชมพู่เป็นการส่วนตัว เจ้าชมพู่นำเอากล่องวิเศษที่สามารถใช้คิดคำนวน, เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้คนได้มาอวดเจ้ามูลเมือง (ต่อมาถูกพัฒนาเป็น คอมพิวเตอร์) และแท่งสื่อสารที่สามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับแท่งสื่อสารอื่นที่อยู่ระยะทางไกลๆได้ (ต่อมาคือโทรศัพท์มือถือ) เจ้ามูลเมืองจึงเกิดควมคิดที่จะทำธุรกิจนี้ จึงขอคำปรึกษากับเจ้าชมพู่ เจ้าชมพู่จึงแนะนำให้เจ้ามูลเมืองรู้จักกับเสนาเป็ด ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลในขณะนั้น

เจ้ามูลเมืองจึงเข้าหาเสนาเป็ดตามคำแนะนำของเจ้าชมพู่ โดยมีไวน์ชั้นเลิส พร้อมด้วยกระเป๋าหลุยส์ใบตองไปเป็นของกำนัน ทำให้เสนาเป็ดพอใจมากและรับข้อเสนอของเจ้ามูลเมืองเอาไว้

ด้วยพลังน้ำชาจากเสนาเป็ด เจ้ามูลเมืองจึงสามารถเหมาสัมประทานทั้งหมดมาไว้ในกำมือได้ และประสบความสำเร็จในธุรกิจในที่สุด

ฝังแค้นกับบร๊ะม่า[แก้ไข]

ด้วยความสำเร็จในธุรกิจของตัว เจ้ามูลเมืองจึงเริ่มทะนงตนและกร่าง มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้ามูลเมืองเดินทางไปหาความสำราญที่หอนางโลมชื่อดัง แต่แล้วบังเอิญเขากลับไปสะดุดตีนของผู้มีบารมีเข้า จึงถูกท่านผู้นั้นตะคอกใส่หน้าว่า Cita3.pngมึงรู้ไหม กูลูกใครCita4.png ก่อนที่จะโดนเหล่าสมุนกระทืบจนอ่วม

ด้วยความแค้น เจ้ามูลเมืองจึงสืบหาว่า "มันเป็นใคร" ก่อนที่จะพบว่าคนๆนั้นเป็นผู้มีบารมีของบร๊ะม่า ซึ่งขณะนั้นมีอิทธิพลสูงส่ง เขาจึงยังไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่เก็บความแค้นนี้ไว้ในใจ

สงครามกับบร๊ะม่า[แก้ไข]

ด้วยความแค้น เจ้ามูลเมืองจึงเตรียมการวางแผนตีบร๊ะม่าอยู่หลายปี ทั้งซ่องสุมกำลังพล พัฒนาอาวุธยูทโะปกรณ์ ฯลฯ

การเตรียมการ[แก้ไข]

เจ้ามูลเมืองพยายามซ่องสุมทหารเอาไว้ในมือ แต่เนื่องจากว่ามีพรมแดนติดอยู่กับเทยและบร๊ะม่าซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจในยุคนั้น เขาจึงทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถติดสินบนเสนาเป็ดของเทย และจ้างทนายผู้มีฝีมือแต่ตาเหล่มาว่าความแก้ต่างให้ได้ แต่เขาก็ไม่นิ่งนอนใจ จึงทำการซุกกำลังทหารโดยการแบ่งโอนไปให้คนใช้ คนขับเกวียนประจำพระองค์ถือไว้แต่ในนามเพื่อตบตาผู้คน

นอกจากนี้เจ้ามูลเมืองยังได้สั่งให้มีการวิจัยเพื่อสร้างอาวุธใหม่ จนได้ค้นพบว่า ไข่ สามารถนำมาดัดแปลงให้เป็นอาวุธขว้างประจำกายได้ นอกจากนี้ เจ้ามูลเมืองยังไปติดสินบนเหล่าข้าราชการของบร๊ะม่าให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่อีกด้วย

กรีฑาทัพ[แก้ไข]

เมื่อเตรียมการพร้อมเสร็จสรรพ จัดทัพเรียบร้อยโหรดูฤกษ์เห็นสมควรพร้อม เจ้ามูลเมืองจึงเคลื่อนทัพลงใต้เข้าโจมตีบร๊ะม่า และก็เป็นเหมือนโชคดีของเจ้ามูลเมืองที่บังเอิญอังเกรียนยกทัพมาตีจากทางใต้ของบร๊ะม่า เป็นทัพใหญ่น่าเกรงขามกว่า จึงไม่ได้สนใจทัพของเจ้ามูลเมืองเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม เจ้ามูลเมืองนั้นไม่เคยเดินทางในบร๊ะม่า เลยไม่รู้ว่าบร๊ะม่านั้นเป็นอย่างไร เดินทัพไปเจอวัดบร๊ะม่า ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นป้อมปราการ จึงเฮโลยกทัพเข้าตี ปาไข่ใส่บร๊ะในวัดจนเกลี้ยง

หยุดทัพพบนาง[แก้ไข]

จากนั้นเจ้ามูลเมืองจึงยกทัพลงใต้ต่ออีก พบเมืองๆหนึ่งก็ตั้งทัพ เตรียมจะเข้าตี แต่ทว่าเจ้าเมืองๆนั้นเป็นคนขี้ขลาดจึงเปิดประตูยอมแพ้แต่โดยดี และเพื่อจะเอาใจเจ้ามูลเมือง เจ้าเมืองจัดงานเลี้ยงรับรองทัพของเจ้ามูลเมือง

ในงานเลี้ยงคืนนั้น เจ้าเมืองได้จัดให้นักร้องนางหนึ่ง นาม"เลียสิค่ะ" เข้ามาร้องเพลงให้เจ้ามูลเมืองฟัง เจ้ามูลเมืองพอใจในความสาวและสวยของนางเป็นอันมาก จึงพบนานเข้านอนด้วยในคืนนั้นและคืนต่อๆมา เป็นอันว่าทัพของเจ้ามูลเมืองหยุดทัพอยู่ที่นี่เอง

กลับกั๊ชชะมิน[แก้ไข]

หลังจากหยุดทัพเสวยสุขกับนางเลียสิค่ะเป็นเวลาแรมเดือน เจ้ามูลเมืองก็ตัดสินใจพานางเลียสิค่ะกลับไปที่เมือง พร้อมตั้งให้นางเป็นนางสนมเอก

ถูกล้มบัลลังค์[แก้ไข]

โมเอะแบบนี้ แต่กลับถูกใช้ทำเป็นเครื่องประหาร คนแต่งมันคิดอะไรของมัน

แท้จริงแล้ว แผนรุกรานรุกรานบร๊ะม่านั้น อยู่ในสายตาของผู้มีบารมีของบร๊ะม่าทั้งหมด จึงได้วางแผนหยุดเจ้ามูลเมืองไว้ด้วยนักร้องนางนั้น ซึ่งท่านยกเอาเรื่องของนางไซซีมาดัดแปลงประยุกต์ใช้ และหลังจากเจ้ามูลเมืองยกทัพกลับไป ก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับนางสนมคนใหม่ ปล่อยให้มเหสีเดียวดาย ทิ้งงานบริหารบ้านเมือง จนทำให้ผู้มีบารมีเข้าแทรกแซงซื้อตัวขุนนางของเจ้ามูลเมืองเอาไว้ได้

และแล้ว ภายใต้แผนของผู้มีบารมี พระยากลาโหมซึ่งกลายเป็นคนของผู้มีบารมีไปแล้วก็ก่อรัฐประโจร จับตัวเจ้ามูลเมืองและราชนิกูลเอาไว้ได้หมด

เจ้ามูลเมืองถูกตั้งข้อหาฉ้อโกง, ไม่สนใจราชการแผ่นดิน ฯลฯ และถูกตัดสินโทษประหารด้วยเครื่องประหารหัวโมเอะ

ก่อนที่เจ้ามูลเมืองจะถูกประหารนั้น ด้วยความแค้นจึงได้ตั้งจิตอธิฐานเอาไว้ว่า "ชาติหน้า กูจะส่งฝูงตะกวดไปอยู่หน้าบ้านมึง" แล้วถูกประหารตายไป

อิทธิพลของเจ้ามูลเมือง[แก้ไข]

  • นี่เป็นเรื่องแต่ง มันจะไปมีได้ไงหล่ะ
  • มีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของทุจศิล กินชะมัดเป็นอย่างยิ่ง
  • ส่วนการกินบนเรือขี้บนหลังคาลงแม่น้ำ ก็ไม่มีกลิ่นเหม็นเนื่องจากกลายเป็นอาหารของปลาไปในที่สุด

อ้างอิง[แก้ไข]

  • ไม่มี นั่งเทียนล้วนๆ

เรื่องราวที่คล้ายกัน[แก้ไข]