ไร้วิทยาลัย:โรงเรียนดรุณสิกขาลัย

จากไร้สาระนุกรมเสรี - แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง
ไร้วิทยาลัย

ยินดีต้อนรับสู่ไร้วิทยาลัยภาษาไทย
แหล่งรวมเรื่องขำขันไร้สาระเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาที่ทุกคนร่วมเขียนได้
วันนี้ตรงกับวันพุธ ที่ 15 [[สิงหาคม แม่แบบ:ปี2018]] เวลา 14:52 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (ช้ากว่าไทย 7 ชั่วโมง)
เว็บย่อ: http://th.uncyclopedia.info/wiki/Un-niversity

เกี่ยวกับโรงเรียน[แก้ไข]

โรงเรียนดรุณสิกขาลัย (ภาษาอังกฤษ : Darunsikkhalai) อ่านว่า ดะ-รุน-สิก-ขา-ไล (ไม่ใช่ ดุ้น-สิก-ขา-ไล, ดะ-รุน-สิก-ค่ะ-ไล หรือ ดรุน-สิก-กา-อา-ไล อย่างที่หลายคนเข้าใจ) หรือมีอีกชื่อที่รู้จักแพร่หลายว่า "สาธิตบางมด" เป็นโรงเรียนขนาดเล็กพิเศษใส่ไข่ เสกขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เพื่อสนองนีดของ กระทรวงเวทย์มนต์ ฐานทัพตั้งอยู่ใน "ม.บางมด" และเป็นต้นเหตุแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจของมหาวิทยาลัยที่มีตึกของโรงเรียนอะไรไม่รู้ที่ไม่ใช่สาธิตบางมดจริงๆ ด้วยซ้ำเป็นตึกที่สูงที่สุดในมหาวิทยาลัย (ที่ในอนาคต จะมีอาณาจักรแห่งใหม่ที่สูงกว่านี้)

Cita3.pngมาจากไหนเนี่ยเราCita4.png
                 — นศ.วิศวะได้ถามไว้

Cita3.pngมาจากตึกตรงข้ามครับCita4.png
                 — นักเรียนดรุ้นคนหนึ่งได้กล่าวไว้

เกี่ยวกับนักเกรียน[แก้ไข]

ในส่วนของโรงเรียนดรุณสิกขาลัยนั้น "นักเรียน" จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในพวกนักเกรียนเหมือนทั่วๆ ไป ยกเว้นนักเรียนชายบางคนในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากนักเรียนชายเหล่านั้นต้องไปเข้าศึกษาภาควิชาพิเศษในส่วนของ "นักศึกษาวิชารถถัง" ทำให้ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นนักเกรียน เพื่อไม่ให้ขัดต่อระเบียบทรงผมที่ท่านผู้นั้นประกาศบังคับใช้กับข้าราชการทั้งปวง ทเห่อก็เช่นกัน

Cita3.pngโรงเรียนอะไรเนี่ย! ... ดรุ้น!?! Cita4.png
                 — ทเห่ออาวุโสนายหนึ่งกล่าวกับนักศึกษาในระหว่างชั่วโมงฝึกวิชานักศึกษาวิชารถถัง

ดรุณฯ Rex[แก้ไข]

ในภายหลัง โครงการ วมว. (หรือมักถูกอ่านว่า วอ-วอ-วอ หรือ มอ-วอ-มอ โดยคนที่พยายามอ่านเป็นครั้งแรก) ซึ่งเป็นหน่วยงานลับที่ไม่มีใครรู้ชื่อเต็ม (จริง ๆ แล้วมันย่อมาจาก สิ่งนี้) ได้ร่วมมือกับ ม.บางมดเพื่อจัดตั้งห้องเรียนพิเศษขึ้นเพื่อฝึกคนไปเข้าร่วมกับองค์กรณ์มืดที่อยู่เบื้องหลังมหาวิทยาลัย เช่น FIBO, CSSC, หรือ LI โดยใช้ชื่อของโรงเรียนดรุณสิกขาลัยมาบังหน้า และเนื่องจากห้องเรียนพิเศษที่จัดตั้งขึ้นมารับคนเข้าเรียนเยอะมากกว่าโรงเรียนดรุณสิกขาลัยเดิม ทำให้โรงเรียนที่มีมาแต่เดิมถูกเรียกว่า "ดรุณฯ Rex" ไปโดยปริยาย

Cita3.pngนักกีฬาทั้งโรงเรียนยังไม่พอตั้งทีมเลยเนี่ย! Cita4.png
                 — นักเรียน "ดรุณฯ Rex" คนหนึ่งบ่นหลังแข่งบาสเก็ตบอลแพ้ในงานกีฬาดรุณสัมพันธ์

นอกจากจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่าแล้ว อัตราส่วนจำนวนข้อมูลของ "ดรุณฯ Rex" ในบทความนี้ ก็น้อยกว่าส่วนของห้องเรียนพิเศษที่จัดตั้งขึ้นภายหลังอย่างเห็นได้ชัด

ห้องเรียนเวทย์-วิศว์[แก้ไข]

ห้องเรียนพิเศษของโรงเรียนดรุณสิกขาลัยที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย ภายหลังได้มีชื่อทางการว่า "ห้องเรียนเวทย์-วิศว์" โดยเน้นมาจากเนื้อหาที่ใช้สอน คำว่า "เวทย์" สื่อถึงการเรียนรู้ที่จะผสมผสานความรู้จากด้านไสยศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ (เช่นการอ่านหนังสือสอบเป็นต้น) จึงเรียกให้สวยหรูว่าเวทย์ หรือเวทมนตร์นั่นเอง ส่วนคำว่า "วิศว์" มาจากคำว่า "วิศวามิตร" ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านผู้นั้นท่านหนึ่งเมื่อสมัย 70-65 ปีก่อนพุทธศักราช ที่สอนศาสตร์วิชาต่างๆ รอบด้านให้กับท่านผู้นั้น โครงการจึงได้นำเอาชื่อของอาจารย์ท่านนั้นมาตั้งเป็นชื่อห้องเรียน เพื่อให้เป็นเคล็ดว่าจะได้สามารถถ่ายทอดความรู้ได้รอบด้านเหมือนพระครูวิศวามิตร และจะได้สามารถสร้างคนไปเป็นศาสดาเอกผู้เปลี่ยนความคิดคนทั้งโลกได้เหมือนเช่นท่านผู้นั้น

ห้องเรียนเวทย์-วิศว์ มีชื่อย่อเป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า ESC (อ่านว่า อี-เอส-ซี) และเป็นชื่อเล่นที่ถูกเรียกบ่อยครั้งโดยคนภายในโรงเรียน คาดว่าน่าจะเป็นเพราะว่ามีจำนวนพยางค์น้อยกว่า "ห้องเรียนเวทย์-วิศว์" และดูไม่น่าขำเหมือนการลั่นสั้นๆ ว่า "เวทย์-วิศว์" เฉยๆ โดยอักษร ESC นั้นย่อมาจาก Enlightened Special Classroom หรือเป็นคำแปลแบบสวยหรูของ "ห้องเรียนเวทย์-วิศว์" นั่นเอง

ในบางครั้ง นอกจากที่จะถูกเรียกว่า ESC แล้ว ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า DSS และ SIS แต่ผู้เข้ารีตรุ่นใหม่เริ่มเลิกเรียกชื่อนี้กันแล้ว เพื่อให้ชื่อยังคงจารึกไว้ตลอดกาล เราจึงจารึกไว้ ณ ที่แห่งนี้ โดย DSS ย่อมาจาก Dinosaur-Supported School และ SIS ย่อมาจาก Sisterhood in School จงจำไว้นะจ๊ะ

ส่วนของห้องเรียนเวทย์-วิศว์ มีวิธีการ และระบบการสอนที่แทบไม่ได้อิงกับดรุณสิกขาลัยดั้งเดิมเลย แถมยังพิเศษกว่าตรงที่เป็นโรงเรียนประจำ นักเรียนต้องพักที่หอพักซึ่งเดิมทีใช้ของมหาวิทยาลัยที่วิทยาเขตบางขุนเทียน แต่เนื่องจากนักศึกษาหลายๆ คนพบว่านักเรียนห้องเรียนเวทย์-วิศว์น่ารำคาญเกินกว่าจะรับได้ โรงเรียนจึงถูกกดดันให้ต้องไปสร้างหอพักของตัวเองอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กันในที่สุด


Cita3.pngShut up, third floor! Cita4.png
                 — ใครสักคนกล่าวผ่านชื่อของ Hotspot มือถือเครื่องหนึ่งต่อนักเรียนห้องเรียนเวทย์-วิศว์ที่พักอยู่ชั้นสามของหอใน


เมื่อ ม.บางมด และ วมว. ริเริ่มการจัดตั้งห้องเรียนพิเศษนี้ขึ้น มหาวิทยาลัยได้ไปขอความร่วมมือจากท่าน มหาศาสดาจารย์ ด๊อกเตอร์ วิวัฒนาการ อาร์ .....(อาร์ เป็นชื่อกลางของเขา ส่วนนามสกุลของเขานั้นเป็นข้อมูลปกปิด จริงๆ แล้วเพราะบางทีนักเรียนเองก็จำไม่ได้) ซึ่งได้เครดิตเป็นเทพเจ้าผู้คิดค้นระบบการเรียนแบบอิงเนื้อเรื่องหรือ Story-based Learning ขึ้นมาได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเกิดขึ้นได้เพราะตอนที่มหาวิทยาลัยติดต่อไปนั้น เขากำลังเล่นเกม "ความศิวิไลซ์" ซึ่งเป็นเกมโปรดของเขาอยู่พอดี เลยโพล่งไอเดียนั้นออกไป

คณะบุคลากรผู้ก่อตั้งที่ท่านอาจารย์วิวัฒนาการสามารถหามาร่วมทีมได้หลักๆ มี 3 ท่าน ได้แก่ตัวอาจารย์วิวัฒนาการเอง, อาจารย์ชาเย็น มั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน, ส่วนอีกท่านนั้นชื่อของเขาเป็นข้อมูลปกปิด พวกเขาใช้เวลานับแรมปีเพื่อร่างแบบหลักสูตรเฉพาะของพวกเขาเอง และหนึ่งในกรรมวิธีเหล่านั้นคงไม่พ้นการกลับไปเล่นเกม "ความศิวิไลซ์" ด้วยกัน

Cita3.pngตอนนี้ท่านมหาศาสดาจารย์ทิ้งเราไปแล้ว TT Cita4.png
                 — นักเรียนคนหนึ่งกล่าวด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

คณะครูอาจารย์ในปัจจุบันประกอบไปด้วย

  • อาจารย์พี่ตูน บุญโต นักวิ่งในตำนาน ได้ชื่อเล่นของเขามาจากพี่ตูนผู้เคยวิ่งข้ามประเทศในกาลนานมาแล้ว เนื่องจากเขามักชวนนักเรียนของเขาไปวิ่งรอบบ่อบำบัดที่บางขุนเทียนบ่อยๆ โดยเฉพาะกับนักเรียนที่มาเข้าแถวช้า
  • อาจารย์ชาเน็ม โมโมจิ เข้าใจเข้าถึงวัฒนา อาจารย์ผู้ดูแลหอพัก ผู้นำลัทธิ "หมูที่แข็งแรง" (คือออกกำลังอย่างเดียวแต่ไม่คุมอาหารแล้วหวังจะผอม) และบางครั้ง เป็นผู้ชักชวนนักเรียนไปวิ่งเช่นเดียวกับอาจารย์พี่ตูน
  • อาจารย์ฌนกาน ฌาค ครุซโซ ผู้มีความสามารถด้านการสอนฟิสิกส์อันลึกซึ้งให้สนุกได้ (แต่บางคนก็บอกว่ายังไม่เข้าใจอยู่ดี) นอกจากนั้นยังมีชื่อเสียงในด้านการสร้างเสียงหัวเราะให้ฝูงชนได้จากความว่างเปล่า
  • อาจารย์เอกภพ แสงสุขหิรัญอุฬารสิริสวัสดิ์ เทพเจ้าแห่งดาราศาสตร์และฟิสิกส์ แม้แต่อาจารย์ด้วยกันเองยังยกย่องให้เขาเป็น "เดอะก็อด" มีข่าวลือว่าลูกของเขาสามารถเข้าถึงฟิสิกส์เชิงคลานต่ำ (Quantumal Physics) ได้ตั้งแต่วัยอนุบาล คนที่เรียนกับเขาไปแล้วสามารถกลายเป็นคนที่เข้าใจฟิสิกส์ถึงทฤษฎีจีสตริงได้แบบโคตรเทพ
  • อาจารย์เนี่ยน (นีออน) ผู้ใช้ความรู้ด้านชีววิทยาสัตว์อันช่ำชองในการตามความฝันที่จะเป็นโปเกม่อนเทรนเนอร์มือหนึ่งผ่านทางเกม "โปเกม่อนโก" (ถึงแม้เกมจะเลิกฮิตไปนานแต่ยังคงศรัทธา) เชื่อว่าเขามาทำงานอยู่ที่มหาลัยแห่งนี้เพราะมีโปเกม่อนชุกชุมเป็นพิเศษ
  • อาจารย์บางก็อต ณ บางกง ช่างฝีมือประจำโรงเรียน โดยส่วนมากมักจะประจำอยู่ที่หอพัก หลายครั้งก็กลายเป็นผู้ซ่อมอุปกรณ์ Hardware ของนักเรียนและอาจารย์ไปโดยปริยาย
  • อาจารย์กฤชชฎา บาบาริก มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเขามี Crack ของโปรแกรมทุกอย่างในสากลโลก นอกจากนั้น เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Software มือหนึ่งของโรงเรียน
  • อาจารย์เจตนา วงมายด์ นักร้องเสียงทองประจำโรงเรียน ลือกันว่าเขาได้ไปเรียนร้องเพลงกับขงเบ้งเมื่อครั้งสมัยโบราณกาล
  • อาจารย์แลมด้า ทราย เจริญเทมปุระ ครูชาวต่างชาติคนเดียวของโรงเรียน เดินทางมาจากดินแดนอันไกลโพ้น เชื่อกันว่าพอแวะมาเที่ยวที่ประเทศเทยแล้วติดใจเลยขออยู่ทำงานด้วย
  • อาจารย์ Suganyaphat Roses are red violets are blue no matter where u r I will find you and I will kill u ผู้สอนวิชาพุทธสถิติ และวิชาฝึกจิตสีขาว (ชื่ออาจไม่เข้ากับบุคลิกเท่าไหร่นัก)
  • อาจารย์รุธ โมเมนตั้ม (Ruth Momentum) ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีจีสตริงอีกท่าน บ่อยครั้งจะทำงานร่วมกับอาจารย์เอกภพ กล่าวกันว่าเขาคนนี้รักในฟิสิกส์มาตั้งแต่การสะกดชื่อ
  • อาจารย์ท่านอื่นๆ ที่ชื่อและข้อมูลของพวกเขาเป็นข้อมูลปกปิด เพราะพวกเขาดีเกินไป หรือผู้เขียนเกรงใจพวกเขาเกินไป

Something-based Learning[แก้ไข]

ทั้งสองส่วนของโรงเรียนดรุณสิกขาลัยได้ยืนยันว่าพวกเขาใช้หลักสูตรการสอนแบบเฉพาะ โดยฝั่งดรุณสิกขาลัยดั้งเดิมกล่าวว่าพวกเขาเน้นไปที่การเรียนรู้จากการลงมือทำชิ้นงาน หรือเรียกว่า Project-based Learning ส่วนห้องเรียนเวทย์-วิศว์นั้น นำเสนอหลักสูตรจากเกม "ความศิวิไลซ์" ของท่านอาจารย์วิวัฒนาการที่อิงตามเนื้อเรื่อง หรือเรียกว่า Story-based Learning สองหลักสูตรนี้เป็นเพียงตัวอย่างของหลักสูตรกลุ่ม Something-based Learning

ตัวอย่างเพิ่มเติมของ Something-based Learning

  • Part-time-based Learning การเรียนรู้ผ่านการทำอาชีพเสริม เช่นการโดดเรียนไปช่วยยามเฝ้าหอพัก
  • Bass-based Learning การเรียนรู้ผ่านเสียงทุ้มของเพลง เช่นการฟังเพลง EDM ที่เบสหนักๆ ระหว่างเรียน
  • Sleeping-based Learning การเรียนรู้ผ่านการนอนหลับ เช่นการงีบหลับขณะเรียน
  • Game-based Learning การเรียนรู้ผ่านเกม เช่นการเอาแล็ปท็อปมาเล่นเกมต่อหน้าขณะอาจารย์สอน
  • Military-base-based Learning การเรียนรู้ผ่านค่ายทหาร เช่นการโดนอุ้มไปค่ายทหารเพื่อหาโอกาสศึกษาดูงาน
  • Problematic-based Learning ในบางครั้ง การเรียนเจ้าปัญหาของเรามันทำชีวิตเรามีอนาคตอันสว่างสดใสเยี่ยงเมื่อเราหลับตาลงไป บางครั้งมีคนประสบความสำเร็จจากการเรียนแบบนี้ โดยได้รางวัลเป็นเป็ดโปร และเมื่อประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่สอง ก็ได้คุกกี้เป็นรางวัล (คุกกี้เสี่ยงไทร์)