ไร้สาระนุกรม:ตลกร้ายและเรื่องไร้สาระที่ถูกลบ
จากไร้สาระนุกรม - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
| | ถึงแม้ว่าไร้สาระนุกรม จะเป็นแหล่งรวมเรื่องไร้สาระก็ตาม แต่ก็ยังมีแนวปฏิบัติในตัวมันเอง บางครั้งผู้ใช้ที่ไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงแนวทางปฏิบัติของไร้สาระนุกรม อาจจะเขียนบทความที่ไม่ตรงกับแนวทางออกมาก็ได้ โดยเฉพาะเรื่อง"ต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ" ดังนั้นหน้านี้จึงเป็นหน้าที่สำหรับใช้บรรจุบทความเหล่านั้นเพื่อทยอยนำไปบรรจุในหน้าที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต | |
| ผู้ดูแล WildLorD | ||
|
[แก้ไข] ผีหลอก
มีอยู่วันหนึ่ง เหตุเกิดที่บ้านผมครับ ก้อ คือ วันนั้นจะไม่มีคนอยู่บ้านเพราะไปงานเลี้ยงทำบุญบ้านที่ อ่างทอง ทำให้ผมและเพื่อน ๆอยู่กัน 5 คน คืนนั้นเราก้อกลับบ้านกันประมาณ 5 ทุ่ม เพราะ พวกเราก้อไปงานศพญาติของรุ่นที่รู้จักกันก้อไปช่วยเค้า เสิร์ฟน้ำให้แขกบรรดาที่ไปงานศพ และเมื่องานศพจบลง พวกผมก้อกลับบ้านกัน คืนนั้นก้อนอนกันปกตื แต่พอเวลาประมาณตี 2 กว่า ๆ ผมตื่นขึ้นมา เข้าห้องน้ำ กำลังงัวเงียอยู่ ผมมองไปเห็ยชายชุดขาวหัวขาวโพน ผมก้อตกใจว่าใครมานั่งอยู่ ผมก้อเลยลองมองดูอีกครั้ง ก้อผมว่ามันมีอยู่จิงๆ และชายแก่คนนั้นก้อ ยกมือ ชี้หน้าผม ทำให้ผมตกใจกลัวมาก และชายคนนั้นก้อพูดขึ้นว่า มึง! ไปบอกแม่ มึง! ว่าให้ไป แทงหวย 84 พอตอนเช้าแม่กลับมาผมก้อบอกแม่ แม่ก้อไปแทงหวย แต่เผอนว่า หวยมันออก 72 จนทำให้ผมรู้ว่า วันนั้นผมโดนผีหลอก จบ!!!!
[แก้ไข] พ่อสอนลูก
ในค่ำคืนนึง... หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้วคุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ แล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่าง ออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้ พ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม..คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์...ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่าเป็นอะไร เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือเหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง คุณพ่อหัวเราะ ! ! ! แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ คุณพ่อว่า เอ้า... เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยสอนว่า " นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับคนมักยอม ทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อยๆแล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิง เป็นสิ่งที่มีค่าถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก" เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเราควรจะรักตัวเองเพราะเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต
แต่ลูกสาวกลับพูดมาว่า ส่วนของหนูน่ะเหมือนบัตรเครดิต จะรูดปื๊ดรูดปื๊ดกี่ครั้งค่ามันก็ยังเหมือนเดิมอยู่ค่ะ!
- เตรียมจัดหมวดหมู่ ลงฟอร์แมท และเข้ากลุ่มฟอร์เวิร์ดเมล
[แก้ไข] บางแสน
บางแสน เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงของจังหว้ดชลบุรี อยู่ห่างจากตัวเมือง 14 กิโลเมตร
บริเวณชายหาดมีเครื่องเล่นกีฬาทางน้ำ และร้านอาหาร และบังกาโลไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยว
หาดบางแสนเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย พาครอบครัวมาเที่ยว มาพักผ่อน ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมากนัก
และที่บางแสนนั้น ก็ยังมีผับ บาร์ สถานที่ท่องยามราตรีอีกมากมาย เช่น บีชิค และอย่างอื่นอีกมากมาย
และยังมีสถาบันที่มีชื่อเสียงของภาคตะวันออก คือ มหาวิทยาลัยบูรพา
[แก้ไข] วาเลนไทน์
- วันแห่งความรัก
- วันดอกไม้แพง
- วันแห่งการเสียตัว
- วันเสียตัง
- วันรถติด
- วันธรรมดา
- วันที่รอคอย
- วันที่เหงา
- วันของคนมีคู่
สำหรับคุณ วาเลนไทน์เป็นวันแบบไหน ?????
- เอาไปใส่หน้าวันวาเลนไทน์ได้
[แก้ไข] เรื่องไร้สาระของผู้หญิง ที่ผู้ชายต้องทำใจ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไร้สาระที่ต้องทำใจ แต่เป็นธรรมชาติของผู้หญิงทั่วๆ ไป ที่พระเจ้าสร้างมาให้เป็นแบบนี้ และนี่คือ 17 เรื่องไร้สาระของผู้หญิงที่ผู้ชายจะต้องทำใจ และทำความเข้าใจกับเธอด้วยเช่นกัน แต่ 17 สิ่งที่ว่านี้จะมีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ...
- บ้าดูดวง...ถึงจะรู้ว่างมงายก็เถอะ แต่เธอก็ดูได้ทุกหมอ ทุกรูปแบบ ดูครั้งเดียวไม่พอ ยังขอเบิ้ลตลอด
- ต่อมน้ำตาตื้น...แค่หนังซึ้งๆ เพลงเศร้าๆ น้ำตาก็ทะลักออกมาได้ไม่ยากเย็น โฆษณาหรือการ์ตูน ยังเอามาเลียนแบบกันบ่อยๆ
- ติดละครเหลือเกิน...ละครโปรดมาเมื่อไหร่ นั่งติดทีวี ไม่ไปไหนเลย หรือถ้าอยู่นอกบ้านก็ต้องรีบกลับมาอย่างเร่งด่วน ทั้งที่อ่านเรื่องย่อจากหนังสือพิมพ์ไปก่อนแล้ว
- เม้าท์แตก...เจอเพื่อนทีไรเป็นอันจ้อไม่หยุดจนลืมโลกทุกทีซิน่า และไม่พลาดเรื่องนินทาอีกด้วย โดยเฉพาะนินทาแฟนหรือสามีล่ะก็ ชอบนักเชียวแหละ
- ห้ามอยู่เรื่อย...เวลาคุณทำอะไร เธอก็มักจะห้ามอยู่เรื่อย ห้ามมองผู้หญิง ห้ามซื้อของแพง ห้ามโน่นห้ามนี่ แต่กับตัวเอง เธอทำทุกอย่างเต็มที่
- มีปัญหากับการขับรถบ่อยๆ....ขับรถไปไหนต่อไหนที ไม่ผิดกฎจราจรก็ต้องหลงทางสักอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
- เจออาหารจานโปรดทีไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน ไม่รู้กริยาหญิงหายไปไหน...ไดอ่งไดเอท ไม่สนแล้ว
- ชอบใช้มารยาหญิงเอาตัวรอด
- ปากก็บอกว่ารักคุณคนเดียว...แต่ก็ชอบแอบปิ๊งคนอื่นอยู่เรื่อยๆ แถมยังแก้ตัวอีกว่าเป็นการเช็กเรตติ้งแค่นั้นเอง
- แกล้งทำตัวเป็นสาวบอบบาง...อยากให้คุณทะนุถนอม แต่ตอนเธออารมณ์บ่จอย ทำไมแรงเยอะชะมัด
- เห็นของลดราคาเป็นไม่ได้...เหมือนมีแม่เหล็กมาดึงดูด อยู่ไกลถึงฮ่องกง ยังดูดเงินจากกระเป๋าเธอได้ จริงไหมล่ะครับ
- ขี้หึงได้ทุกสถานการณ์ และทุกสถานที่ด้วย
- ชอบเรียกร้องความสนใจ...ด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดดังเกินเหตุ โดยไม่จำเป็น
- ถึงจะเป็นกุลสตรีอย่างไร...แต่ถ้าเจอภาพนู้ดก็ชอบดูเหมือนกันแหละครับ เพียงแต่ไม่อยากให้ใครรู้เป็นอันขาด เสียภาพพจน์หมด
- กลัวน้ำหนักขึ้นจนหน้ามืด...เลยไปสักขีดจะเป็นจะตายให้ได้ แต่มักมีข้อแก้ตัวเสมอ ถ้าเจอขนมถูกใจ เช่น เค้กผลไม้, เค้กลูกพรุน, หรือคุกกี้ ที่มักจะมีคำว่า Low fat อยู่ด้วย จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ถูกใจเป็นใช้ได้แล้ว
- อยากผิวขาว หน้าขาว อ่อนเยาว์ อ่อนวัย เครื่องสำอางหน้าขาวถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
- และยังมีอื่นๆ อีกมากมายเสียจนจาระไนไม่หวาดไม่ไหว
[แก้ไข] ระเบียงอาถรรพณ์
ดิฉันได้พบกับเหตุการณ์สยองขวัญ ติดหูติดตามาหลายปี ทุกวันนี้ก็ยังจดจำภาพเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ น่าขนลุกขนพองเหมือนกับว่าเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งอุบัติขึ้นสดๆ ร้อนๆ ไม่ช้าไม่นานมานี้เอง
ก่อนอื่นดิฉันขอยืนยันว่าขณะที่ประสบเหตุการณ์สยองนั้น ตัวเองไม่ได้ดื่มเหล้าเบียร์ จะว่าเกิดจากสติสัมปชัญญะเลอะเลือนเพราะฤทธิ์สุรา หรือเพราะความอ่อนเพลียทำให้ตาฝาด เกิดจินตนาการว่าเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วตัวเองก็พลอยหลงเชื่อเป็นตุเป็นตะไปด้วย
ร่างกายและจิตใจเข้มแข็งเป็นปกติทุกอย่างค่ะ!
เพื่อตัดปัญหาที่อาจจะติดตามมาภายหลัง ขอบอกแต่เพียงว่าดิฉันอยู่ที่เขตดินแดงระหว่างถนนรัชดาภิเษกกับถนนซูเปอร์ไฮเวย์ มีถนนและตรอกเล็กซอยน้อยแผ่กระจายเหมือนใยแมงมุม...เหตุการณ์ขนหัวลุกอุบัติขึ้นที่หน้าบ้านดิฉันนั่นเอง
ฝั่งตรงข้ามเป็นตึกแถวหลายหลัง มีซอยเล็กๆ คั่นเกือบทุกหลัง ขนาดรถแล่นเข้าได้ก็มี ขนาดเป็นทางเดินแคบๆ ก็มี ตึกแถวก็มีทั้งเรียงรายราว 4-5 ห้อง กับมีแค่ 2 ห้องที่ทะลุถึงกัน แต่ทุกวันนี้เป็นตึกร้างไปแล้ว
มองจากระเบียงบ้านดิฉันไป คือตึกแถว[[ภาพ: 5 ห้องที่เปิดเป็นร้านอาหาร ร้านขายของชำและร้านเสริมสวย อีก 2 ห้องริมซอยเล็กๆ เป็นที่อยู่อาศัย...มีรถราแล่นผ่านไปมาขวักไขว่ตอนกลางวัน ผู้คนก็เดินเข้าออกหนาตา บางคนเงยขึ้นมาร้องทักทาย บางคนดิฉันก็ทักลงไป...ล้วนแต่คุ้นๆ หน้ากันทั้งนั้น
มอเตอร์ไซค์ทั้งส่วนตัวและรับจ้างแล่นกระหึ่ม แต่ส่วนมากจะระมัดระวังอันตรายกันพอสมควร...เสียแต่ไม่ค่อยชอบสวมหมวกนิรภัยกันเสียเลย ขนาดออกไปถนนใหญ่ก็ยังไม่สวมหมวกกันน็อก เห็นแล้วน่าหวาดเสียวแทนตำรวจก็ไม่ค่อยสนใจจะจับกุม หรือว่ากล่าวตักเตือนหรอกค่ะ รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายเหลือเกิน ถ้าสวมหมวกจะช่วยป้องกันได้มากทีเดียว
เพราะเหตุนี้เอง เรื่องสยองขวัญจึงอุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตาดิฉันเอง!
วันเกิดเหตุเป็นบ่ายวันอาทิตย์ ดิฉันไปนั่งที่ม้ายาวริมระเบียงพร้อมกับหลานชาย...มองดูรถราและผู้คนที่เดินเข้าออกแทบไม่ขาดระยะ ร้านเสริมสวยมีลูกค้าหนาตาเป็นพิเศษ เพราะมาสระผมไดร์ผมสำหรับไปทำงานในวันรุ่งขึ้น...
เสียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มจนไม่น่าสนใจ แต่แล้วคล้ายจะมีลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ดิฉันหันไปมองทางก้นซอยโดยไม่ได้ตั้งใจ
รถเครื่องสีแดงเลือดนกแล่นลิ่วออกมาจากก้นซอย คนขับไม่ได้สวมหมวกนิรภัยตามเคย! เสื้อวินสีเขียวทำให้รู้ว่าเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง...มีการเคลื่อนไหวทางขวามือ ดิฉันหันไปมองก็ชาวาบไปทั้งตัวในบัดดล
เด็กชายวัย 10 กว่าขวบกำลังวิ่งออกมาจากซอยเล็ก...ตาอั้น! แม่ของแกกำลังรอคิวทำผมอยู่ในร้าน...มอเตอร์ไซค์กับเด็กชายที่กำลังจะพบกันตรงหัวมุมตึกแถว แต่ต่างฝ่ายต่างก็มองไม่เห็นกันหรอกค่ะ...เหมือนภาพสโลว์โมชั่นที่น่าสยดสยองสิ้นดี!
รถสีแดงพุ่งเข้าชนเด็กชายเสียงโครม! ทั้งรถทั้งคนกระเด็นลงไปกลิ้งบนพื้นถนนตามด้วยเสียงหวีดร้องโหยหวนเข้าไปถึงหัวใจ ผู้คนวิ่งถลาออกมามุงดู ดิฉันเองก็ลุกพรวดพราดขึ้นไปคุกเข่าเกาะลูกกรงระเบียงมองลงไป เห็นแต่หัวดำๆ กับเสียงพูดเซ็งแซ่...เลือดแดงฉานไหลนองอยู่บนพื้นถนนจนดิฉันรู้สึกปวดมวนในช่องท้อง ภาพต่างๆ พร่าเลือนไปชั่วขณะ...
ตั้งแต่เกิดมาดิฉันไม่เคยเห็นภาพสุดสยองแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว!
ทรุดร่างลงนั่งแปะตามเดิม เสียงหลานชายซักถามอะไรดังแว่วๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรงแทบกระทบโพรงอก มือเท้าเย็นชืดไปหมด...ได้ข่าวว่าเด็กชายสลบคาที่ คนขับมอเตอร์ไซค์ก็ศีรษะแตก...ดูเหมือนแหลกยับเยินเพราะไม่ได้สวมหมวกนิรภัย ไปตายที่โรงพยาบาลทั้งคู่เลยค่ะ!
เวลาผ่านไปเกือบเดือน มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นหลายราย...ชาวบ้านแทบจะลืมเหตุการณ์สยองขวัญวันนั้นไปเกือบหมด แต่ดิฉันยังจำได้ว่าคนขับมอเตอร์ไซค์คันนั้นชื่อนายชิต บ้านอยู่แถวตลาดใกล้ๆ กัน กับตาอั้น เด็กน้อยวัย 10 ขวบ ที่ต้องมาตายก่อนกำหนด
ดิฉันยังออกไปนั่งเล่นกับหลานชายที่ระเบียงบ้านเสมอ นึกถึงเหตุการณ์สยองวันนั้นแล้วไม่วายขนลุก...ภาวนาว่าอย่าให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีกเลย!
เย็นนั้นกลับจากทำงานมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ชวนหลานไปกินขนมที่ระเบียงไม่ทราบมีอะไรมาดลใจให้นึกถึงนายชิตกับตาอั้นผู้ล่วงลับไปแล้ว
สียงมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มมาจากก้นซอย ดิฉันไปมองก็เห็นเสื้อกั๊กสีเขียวของรถรับจ้าง..แต่เมื่อหันไปทางขวาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาวิ่งออกจากซอยเล็กเร็วจี๋...
คุณพระช่วย! ภาพสโลว์โมชั่นแสนสยองอุบัติขึ้นอีกแล้วค่ะ!
มอเตอร์ไซค์คันนั้น...นรกเป็นพยาน! คนขับคือนายชิต...ส่วนเด็กชายก็คือตาอั้น! ทั้งสองคล้ายจะนัดพบกันตรงจุดเดิม! ดิฉันได้ยินเสียงโครมสนั่น ร่างตาอั้นกระเด็นไปพร้อมๆ กับรถนายชิตล้มคว่ำระเนระนาด...ดิฉันลุกพรวดขึ้นไปคุกเข่าเกาะลูกกรงระเบียงจ้องมองด้วยหัวใจเต้นระทึกแทบจะแตกสลายไป
ไม่มีเสียงหวีดร้อง ไม่มีใครมามุงดูเหมือนคราวนั้น...รถราและผู้คนยังขวักไขว่ไปมาตามปกติ ดิฉันขยี้ตาจ้องมองอีกครั้งก็ไม่เห็นภาพสยองอะไรเลย ชั่วขณะหนึ่งดิฉันคิดว่าตัวเองหมกมุ่นจนตาฝาดไปแน่ๆ
หรือก็ไม่พลัดหลงเข้าไปในแดนสนธยาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ก็เล่นเอาขนหัวลุก...เข็ดหลาบระเบียงบ้านไปหลายนานเชียวค่ะ!]]
- ปรับปรุงฟอร์แมทวิธีการนำเสนอก่อนที่จะเอาไปลง
[แก้ไข] ประเภทของตุ๊ด
ตุ๊ด ช่างกล "ต้องทำตัวเถื่อนๆ แต่งตัวเซอร์ๆ ปิดบังตัวเอง เวลาไปไหนมีแต่กะเทยมอง แต่ในใจอยากจะบอกออกไปว่า กุก็เปงเหมือนเมิ งนั่นแหละอิ ดอก"
ตุ๊ด หมอ "เกลียดมากค่ะตอนตรวจช่องคลอดชะนี แต่ตอนตรวจผู้ชายหล่อๆเนี่ย มือไม้สั่นไปหมด อยากจับตรวจภายในทุกคนค่ะ ตอนฉีดยาคนไข้ผู้ชายจะนานเปงพิเศษ ก้นเนียนๆ ต้องจับนานๆหน่อยค่ะ"
ตุ๊ด แดนเซอร์ "เกลียดมากตอนทื่ต้องเข้าคู่กะชะนี เหม็นเหงื่อมันค่ะ"
ตุ๊ด นักกีฬา "เห็นคู่แข่งหล่อๆ แล้วเข่าอ่อน ไม่มีแรงแข่งคะ อยากออมแรงไปทำอย่างอื่นกันดีกว่า จะหวดให้หลังอานเลยค้า"
ตุ๊ด ชาวนา "ออกแดดทีผิวเสียหมดฮ่ะ อยากไปอยู่ในเมืองมากกว่า ชอบมากตอนฤดูที่ต้องทำนาชอบนั่งทอผ้าอยู่บ้านมากกว่าคะ"
ตุ๊ด ครู "ว้ายยยยยย เบื่อมากค่ะ ต้องทำตัวแมนๆ เด๋วสมาคมผู้ปกครองรายงานแย่เลยคะ ตอนให้คะแนน คะแนนเด็กชายหน้าตาดีๆมากหน่อย เพราะทำให้มองแล้วสบายใจ ส่วนชะนีเด็กให้ตามมีตามเกิด ช่างหัวมันค่ะ อิอิ"
ตุ๊ด ออฟฟิศ "วันๆ ไม่ทำอะไรเลย นั่งอยู่กับชะนีนั่งฟังชะนีเม้าท์กัน นินทาผัวกัน แล้วก็เอาของมาขายที่สำนักงาน อยากซื้อมากค่ะเครื่องสำอางค์ ตอนซื้อต้องตอแห-ลว่าซื้อไปฝากแม่มั่ง ฝากแฟนสาวมั่ง ที่จริงเอาไปใช้เองค่ะ"
ตุ๊ด ในเครื่องแบบ "บอกว่าเป็นคนในเครื่องแบบ แล้วขายดีค่ะเก็บกดมาก แสดงอาการไม่ได้เลยคะกลับมาถึงบ้านต้องกรี๊ดหน้ากระจก อยากให้ทางราชการเปลี่ยนเครื่องแบบให้อลังการกว่านี้ค่ะ ให้มีระย้ามากๆ เหมือนชุดอลัคาซาร์เลยจะแต่งตัวเริ่ดๆ มาทำงานทุกวัน"
[แก้ไข] หอ
- เจ้าของหอบางหอทำตัวเหมือนคนสวนมากกว่าที่จะเป็นเจ้าของหอ
- แต่คนสวนบางหอทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของซะเอง!~
- หอหญิงบางหอชอบแอบพาผู้ชายขึ้น,,ทำไมไม่อยู่หอนอกไปเลยล่ะ,,สะใจดี
- กฏของหอบางหอน่ากลัวกว่ากฏหมายปกติซะอีกนะ
[แก้ไข] วิญญาณเฮี้ยน
เพลง "สาวบางโพ" ฮิตมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ยังได้ยินได้ฟังจากวิทยุกับทีวีอยู่เลยครับ ทำให้ผมนึกถึงความหลังที่เคยอยู่บางโพมาหลายปี ตะลอนๆ ไปยันพระรามหก เตาปูน วงศ์สว่าง ทางใต้ก็ไปถึงตรอกโอ่ง เกียกกาย และบางกระบือ
สมัยวัยรุ่นสนุกมากครับ มีเดฟ-นักรบ กับม็อด-นักรัก พวกหลังนี่ใส่เสื้อแขนลีบ นุ่งกางเกงขากระดิ่ง บนหัวก็โปะตันโจทั้งครีมและแท่งจนผมตั้ง แถมแข็งโป๊กอีกต่างหาก! ผมกับเพื่อนซี้อีก 2-3 คน อยู่ประเภทหลัง ไม่ใช่ว่าเกิดมาไม่สู้คนนะครับ แต่ไม่อยากหาเรื่องเจ็บตัวน่ะ แฮ่ะๆ
วันดีคืนร้ายก็โดนผีหลอกเข้าเต็มเปา!
คิดอีกทีก็เป็นความผิดของเราเอง เพราะความคะนองปนห่ามของวัยรุ่นแท้ๆ ทำให้ชอบคุยเรื่องผี ท้าให้ผีมาหลอกซึ่งหน้าๆ แหม! เกิดมายังไม่เคยโดนผีหลอกซักที อยากรู้นักว่าพวกภูตผีปีศาจ หรืออสุรกายทั้งหลายแหล่น่ะ จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง? ประเภทเห็นหัวกะโหลกขาวแหงแก๋ ตากลวงโบ๋ หรือหน้าตาเละเทะสุดๆ จมูกแฟบ เหงือกรั้นจนเห็นฟันเหยินนัยน์ตาหลุดลงมาห้อยร่องแร่งอยู่ข้างแก้ม ต่ำลงมาไม่มีซี่โครง แต่กลับเป็นตับไตไส้พุงห้อยร่องแร่ง ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง แผดเสียงหัวเราะแหบโหยชวนให้ขนลุกขนพองสิ้นดี
อย่างเก่งผมก็ได้ฟังแต่เรื่องผี กับดูหนังผีตามงานวัด ไม่ว่าวัดเขมาฯ หรือวัดสร้อยทอง แต่หนังผีไทยๆ เราน่ะ พอถึงฉากผีปรากฏตัวออกมาเล่นเอาคนดูหัวเราะงอหาย ท้องคัดท้องแข็งไปตามๆ กัน
ดาวตลกวิ่งหนีผีตกน้ำตกท่า ผีโดดน้ำตาม ดาวตลกตกใจจนลอยลิ่วขึ้นมาฝั่งได้...ใครจะไม่ขำกลิ้งล่ะครับ?
อย่างที่เขาพูดๆ กันว่า ถ้าคนเราต้องการอะไรมากๆ หมกมุ่นถึงสิ่งนั้นแทบจะทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ช้าก็เร็วต้องสมประสงค์เข้าจนได้ ไอ้ยู้-เพื่อนผมเป็นเด็กวัดประดู่ มันเคยบอกว่าหลังวัดบ้านมันน่ะผีดุชะมัดยาด คนแถวนั้นโดนหลอกมาหลายรายแล้ว ยิ่งข้ามคูน้ำหลังป่าช้าเข้าไปในสวนเปลี่ยว รับรองว่าดูไม่จืดจริงๆ เอ้า!
คืนหนึ่งก็เจอดีเข้าจังเบอร์!
คืนนั้นผมหิ้วเหล้าไปหาไอ้ยู้ถึงบ้าน ซื้อลาบเจ๊ป้อมที่หน้าวัดติดมือไปด้วย พอดีเพื่อนเกลอไอ้ยู้จากสะพานสูงชื่อหน่อยแวะมาหาเหมือนกัน กำลังตั้งวงกันที่นอกชาน...บอกว่าคิดถึงไอ้ยู้เลยเดินลุยสวนมาหา...
บรรยากาศในสวนริมคลองบางซื่อตอนนั้นมีแต่ความเงียบเชียบ ชวนให้วังเวงใจน่าดู ต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครึ้ม ดวงจันทร์ลอยอ้างว้างอยู่กลางหาว สายลมพัดลู่ไปตามยอดไม้ บางทีมีเสียงพายกระทบน้ำจ๋อมๆ จากเรือที่ออกมาล่างูเหลือมทุกค่ำคืน มึนๆ เข้าไปหน่อยก็เริ่มคุยเรื่องผี เล่าเรื่องผีกันน้ำลายแตกคอไปเลย!
ไอ้ยู้เล่าเรื่องผีเก่าๆ ที่ศาลาหลังวัดประดู่นั่นแหละครับ คือมีคนเดินผ่าศาลาข้ามคูที่มีต้นมะพร้าวพาดแทนสะพาน คืนหนึ่งเห็นผู้ชายนั่งกอดเข่าสูบยาแดงวาบๆ หันมองก็เห็นใบหน้าดำเกรียม มีผ้าขาวม้าเก่าๆ คลุมหัว กลิ่นเหม็นสาบสางสะดุดจมูก...พอจ้องดูให้แน่ใจก็เห็นหมอนั่นแสยะยิ้มน่าขนหัวลุก...
รีบเดินจ้ำอ้าวไปถึงฝั่งสวน หันมองอีกทีก็ไม่ปรากฏวี่แววชายผู้นั้นเสียแล้ว ท่ามกลางเสียงหมาหอนโหยหวน เยือกเย็นจับใจ "วิ่งแหกสวนจนตกน้ำตกท่า ร้องโว้ยๆ จนชาวบ้านสะดุ้งตื่นไปตามๆ กัน" ไอ้ยู้ลงเอยก่อนจะหันไปทางเจ้าหน่อย "เอ้า! ตานี้มึงเล่ามั่ง"
"ได้เลย มึงเตรียมขนหัวลุกก็แล้วกัน!"
เจ้าหน่อยบ้านเดิมอยู่หนองแค สระบุรี เล่าเรื่องผีโลดโผนโจนทะยานเหลือเชื่อ มันบอกตอนเด็กๆ ออกไปตีกบกับพี่น้อง โดนผีหลอกที่ดงตาลกลางนา วิ่งหนีกันแทบเป็นแทบตาย ไอ้ยู้ถามว่าหลอกยังไง เจ้าหน่อยก็เล่าเป็นฉากๆ ว่าตอนแรกไม่รู้ว่าผี...จนกระทั่งเห็นต้นตาลขยับขาได้ เงยหน้าขึ้นไปดูถึงได้ร้องจ๊ากไปตามๆ กัน
ผีหรือเปรตก็ไม่ทราบ ทำไมตัวมันสูงปรี๊ดยังงั้น แถมก้มหน้ามองเห็นนัยน์ตาแดงจ้าปานแสงไฟ แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย แหกอกควาก! พวกเด็กๆ ถึงกับผงะหงายก้นจ้ำเบ้าเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมดทุกคน
"วิ่งซีวะ" เจ้าหน่อยเล่าด้วยเสียงตื่นเต้น "ได้ยินเสียงมันก้าวสวบสาบเข้ามาหา พอหันไปดูก็เห็นมันกระชากหัวตัวเองออกมาโยนใส่ โอ้โห! หัวใหญ่ขนาดพร้อมกลิ้งหลุนๆ ตามมาติดๆ โอ๊ย...พวกกูวิ่งหนีแทบจะขาดใจตาย รุ่งขึ้นจับไข้ไป 2-3 คนเลยว่ะ"
ไอ้ยู้มองสบตาผมแล้วส่ายหน้าดิก...โธ่เอ๊ย! ไม่เห็นจะน่ากลัวซักนิดเดียว ผีแบบนี้น่ะเขาเรียกว่าผีหลอกเด็กโว้ย!
เจ้าหน่อยถอนใจเฮือก หน้าตาที่กระทบแสงไฟดูเศร้าๆ จนผมเอะใจ...ทันใดนั้น มันก็คอตก คางจดอก พึมพำว่า...กูคิดถึงมึงจนเดินลุยสวนมาหา เลยโดนงูเห่ากัดตายห่า...อยู่กลางทางนั่นเอง มึงช่วยไปดูศพกูด้วยแล้วกัน!
ไอ้ยู้ร้องเฮ้ย! ผมผงะหน้า...ขาดคำไอ้ยู้ก็มีลมแรงพัดฮือเข้ามากะทันหัน ร่างของเจ้าหน่อยลอยละลิ่วตามสายลม...พลัดหล่นจากนอกชานหายวับไปในแสงจันทร์เยือกเย็นสิ้นดี
โลกแตกเปรี้ยง ไอ้ยู้พุ่งพรวดขึ้นก่อนจะล้มฟาดลงกับพื้น...สรรพสิ่งหมุนคว้างจนผมได้ยินตัวเองแผดร้องสุดเสียง ก่อนจะสิ้นสติสมประดีไปในบัดดล...เรามารู้ตัวเอาตอนสายวันรุ่งขึ้น...ได้ข่าวว่าเจ้าหน่อยโดนงูกัดตายกลางสวนจริงๆ เล่นเอาขนหัวลุกเลยครับ!
[แก้ไข] ความหมายของวาเลนไทน์
ในวันวาเลนไทน์ของทุกๆปี จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะไปทางไหนก็จะพบแต่ผู้คนออกมาขายของที่เกี่ยวกับพวก ช็อคโกดแลต ดอกกุหลาบ ตุ๊กตาหรือสิ่งของอะไรต่างๆๆอีกมากมายที่จะเป็นสื่อแสดงความรัก ที่สำคัญวัยรุ่น วัยเรียนทุกคนจะต้องให้ความสำคัญกับ วันวาเลนไทน์เป็นอย่างมาก แต่ถามว่าจะมรซักกี่คนที่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงจองวันวาเลนไทน์
วาเลนไทน์ในความหมายของวัยรุ่น คือ วันที่จะต้องเตรียมพวกสิ่งของไร้สาระพวกนั้นมาให้คนที่เราแอบปลื้ม ต้องไปมีเพศสัมพันธ์กัน นั่นแหละคือความหมายของวันวาเลนไทน์สำหรับวัยรุ่น
[แก้ไข] ม้า
มนุษย์เราเลี้ยงม้ามานานแล้ว ทั้งเป็นเพื่อน การกีฬา สงคราม หรือใช้แรงงาน หรือเพื่อความสวยงาม ปัจจุบันการเลี้ยงมักจะเป็นการเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน หรือการกีฬา หรือใช้สำหรับงานพิธีสวนสนาม (ถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูง สำหรับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง)
จากภาพเขียนในผนังถ้ำ ทำให้เชื่อได้ว่า ม้าที่เลี้ยงในปัจจุบันมีต้นกำเนิดมาจาก " modern Przewalski Horse" ซึ่งเป็นม้าที่มีหัวใหญ่แข็งแรงและมีขนแผงคอตั้งตรง ลักษณะภาพเขียนดังกล่าวปรากฏเป็นลักษณะที่พบในม้าในปัจจุบัน โอเซ็น (Oxen) เป็นพันธุ์ม้าที่มนุษย์มีการนำมาใช้ในแถบตะวันออกกลาง (Middle East) เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช สำหรับการไถ (plowing) หลังจากนั้นก็มีการพัฒนามาเป็นการใช้สำหรับการลากเลื่อน(sled) ซึ่งต่อมาก็มีการพัฒนาให้มีล้อ
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชตอนต้น มนุษย์มีการใช้ลาป่า (onager) หรือลาลูกผสม (ass hybrid) ในการลากยานพาหนะสำหรับการทำสงคราม เนื่องจากม้าเป็นสัตว์ที่มีการวิ่งที่เร็วมากกว่าสัตว์ในตระกูลนี้ชนิดอื่นๆ จึงมีการนำม้ามาใช้แทนสัตว์เหล่านั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในสมัยก่อนม้าถูกใช้งานอย่างทารุณ ผู้เลี้ยงไม่สนใจที่จะดูแลเรื่องอาหารการกินหรือที่อยู่อาศัยให้ดี เมื่อม้าไม่สามารถทำงานต่อได้อีก เจ้าของก็จะนำไปขายต่อ ซึ่งส่วนมากมักจบชีวิตลงในโรงฆ่าสัตว์หลังจากถูกใช้งานจนสิ้นกำลัง ในปัจจุบันเริ่มมีการตื่นตัวในเรื่องนี้ นักวิชาการหลายคนออกมาร่วมรณรงค์ในการเรียกร้องสิทธิของม้า เพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมทารุณสัตว์อย่างน่าสมเพชเช่นนี้อีกต่อไป
[แก้ไข] ผี
เรื่องนี้เกิดขึ้นมา30กว่าปีแล้ว...ก็ประมาณปี 2516 ตอนนั้นแถวปิ่นเกล้ายังเป็นสวนทุเรียนอยู่...แล้วก็ผีคุมากจะมีคนโดนผีหลอกอยู่เป็นประจำผมก็โดนอยู่หลายครั้งเหมือนกัน.... วันนั้นเวลาประมาณ6โมงเย็นก็เริ่มจะมืดแล้วพ่อผมก็ใช้ให้ไปเฝ้าทุเรียนเพราะกลัวคนจะมาขโมยผมก็เดินออกจากบ้านมา... สวนผมห่างจากบ้านไป3ขนัดต้องเดินผ่านสวนคนอื่นก่อนระหว่างที่เดินอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงดังคล้ายคนเอามือระกับรั้วเมื่อผมหยุดเสียงนั้นก็หยุดดัง... ผมจึงเดินต่อเสียงน้นก็ดังขึ้นอีกตอนนั้นผมไม่ได้คิดถึงผีแต่คิดว่าพี่ชายกับเพื่อนเค้ามาดักหลอกจงเดินไปเรื่อยๆจนมาถึงกอไผ่(ตรงนี้แหละผีดุมาก)แล้วผมก็แหวกรั้วดูซิว่าเป็นใคร... แล้วมันก็ถุยน้ำลายสวนออกมาเป็นแต่เสียงถุย...ถุย แต่ไม่เห็นตัวผมจึงแน่ใจว่าพี่ชายแกล้งมาหลอกผมจึงหันไปหยิบตอไม้ไผ่ขว้างเข้าไปมันดิ้นใหญ่เลยผมจึงหันไปดึงไม้อีกเพื่อจะลองดูใหม่..แต่เมื่อผมหันกลับมาผมเห็นผีมันสูงเกือบเท่ายอดมะพร้าวแล้วมันก็ยกมือขึ้นคล้ายว่าจะตีผมไม้ที่ผมถืออยู่ก็หลุดจากมือแล้วผมก็วิ่งออกจากตรงนั้นอย่างเร็วปากก็ร้องตะโกนให้คนช่วยเมื่อวิ่งมาถึงบ้านก็สลบเลยครับ...รุ่งขึ้นเจ้าของสวนรู้ข่าวว่าผมโดนผีหลอกตรงสวนเค้าๆจึงทำการเซ่นไหว้.....
[แก้ไข] ผีสามตัว
วันหนึ่ง ณ หลังป่าช้าของวัดแห่งหนึ่งซึ่งว่ากันว่ามีผีดุมาก ได้มีผีสามตัวนั่งคุยกันอยู่ ผีตัวแรกได้ถามผีตัวที่สองว่า เฮ้ย.. เฮ้ย..มึงนะเป็นไรตายผีตัวที่สองตอบว่า กูนะจมน้ำตาย หน้าว หนาว ผีตัวที่สองก็ถามตัวที่หนึ่งว่า อ้าวมึงนะเป็นไรตาย ผีตัวที่หนึ่งตอบว่า อ๋อกูนะถูกฆ่าจับแช่น้ำแข็ง หน้าว หนาวแล้วผีทั้งสองตัวก็ถามตัวที่สามว่า อ้าวมึงอะเป็นไรตายตัวที่สามนั่งตัวสั่น ตัวที่สามตอบว่าอ๋อกูยังไม่ตายแต่กูมา ขี้....
[แก้ไข] ศาสนาเกรียน
ศาสนาเกรียนมีความดังมาก ในหมู่ชาวออนไลน์ มีผู้นับถือมากที่สุดในโลกออนไลน์ เก่งนักเลงคีย์บอร์ด ด่าเก่ง กวนเก่ง เก่งแต่ในจอ แพ้แล้วพาล เถียงอย่างไม่มีเหตุผล ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นขอให้ชนะด้วยคำด่า เถียงๆไม่ยอมแพ้
ศาสนานี้ไม่ปรากฏว่าใครเป็นคนก่อขึ้น แต่ปัจจุบันศาสดาไม่เป็นที่แน่นอนยังแอบด่าอยู่เลย -*- เกิดขึ้นตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น ตั้งแต่มีห้องแชท ปัจจุบันอาศัย ถิ่นฐานอยู่ในเวปบอร์ดเกม และ เกมออนไลน์มากที่สุด
วิธ๊ขอเข้าศาสนาเกรียน
- 1.ตัดผมเกรียน
- 2.ยอมให้ศาสดาเกรียนตบหัวเกรียน สาม ที
- 3.ด่าคนในโลกออนไลน์
- 4.ด่าไม่เว้นผู้ใหญ่ หญิงเด็ก หมา
- 5.นอกจอต้องเก่งไม่แพ้ในจอ
พิธีกรรมในศาสนา
- 1.รวมตัว รุมด่าคน คำในพิธีกรรมคือ กาก กาก กาก
- 2.ตบหัวเกรียนกันเอง ให้ดังลั่น
- 3.เกย์จุมพิตกันเอง จุ๊บๆ
[แก้ไข] แฟนคลับ SJ
อ้างอิงจาก : บอร์ด:ประชุมด่วน : การถูกก่อเกรียนโดยแฟนคลับทั้งหลาย
ข้าพเจ้า ...ขอน้อมถวาย..เครื่องภัทตาหาร เอ้ย..ม่ายช่าย คือว่าที่อยาก จะบอกคือ คุณล้อนักกานเมืองได้นะคะ ด่าให้เขาเป็นหมูๆ หมาๆก้อได้ เเต่อย่ามาด่า ดารา ร้องร้องคนโปรด ของชั้นนะคะ พวกเขาเป็นสมมุติเทพ ขนาดคุณมาล้อมาด่า พ่อเเม่ชั้น ชั้นยังไม่โกรธขนาดนี้เลย คุณเคยได้ยินมั้ย ที่นักร้องดังตายเเล้วแฟนคลับฆ่าตัวตายตาม เค้าไม่ได้ผิดนะคะ ถ้าเป็นชั้นชั้นก้อจะทำอย่างนั้น อะไรนะคะถามว่าถ้าพ่อเเม่ตายจะฆ่าตัวตายตามมั้ยงั้นเหรอคะ อย่านอกประเด็นสิคะ เรากะลังคุยเรื่องดารากันอยู่..
การที่พวกคุณล้อเลียนศาสนา ตำรวจ ข้าราชการ นักการเมือง หรือสถาบันเบื้องสูง ชั้นไม่เดือดร้อนหรอกค่ะ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ สิ่งล่อเลี้ยงชีวิตชั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชั้นมีเเผ่นดินยืนอยู่ ทุกวันนี้ เเต่พวกเค้าดาราศิลปินที่ชั้นคลั่งไคล้คนนั้น เป็นสิ่งล่อเลี้ยงชีวิตชั้น เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจชั้น ถ้าวันที่ชั้นป่วยพ่อเเม่บังคับให้ชั้นไปโรงเรียนชั้นจะไม่ไปหรอกค่ะ เเต่ถ้าเขามาเคาะประตูหน้าบ้านชั้นเเล้วมาบอกว่า ไปโรงเรียนกับผมนะครับ ถึงตอนนั้นต่อให้ขาขาด2ข้าง ชั้นก้อจะคลานไปโรงเรียนให้เหมือนหมาตัวนึงก็ยังได้ อะไรนะคะ หนูพูดเเรงไปเหรอคะ ที่พวกคุณยังพูด ค ว ย ได้หน้าตาเฉยเลย เเหน่ะ ยัง จะมอง หน้าอีก รึ เเกจะเอา วินนิ่งมั้ยหล่ะเเสดดด
[แก้ไข] ศาสนาอาตาริ
ศาสนาอาตาริ - - ศาสนาอาตาริได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อราวสามทศวรรษที่ผ่านมา เหล่าภราดาได้ออกเผยแผ่ไปทั่วโลกก่อให้เกิดศาสนูปถัมพกมากมายเหลือจะกล่าว ศาสนานี้มิถือบร๊ะเจ้า หรือเมพองค์ใดเป็นการส่วนตัว หากแต่มีศีลและบทบัญญัติทางศาสนาเป็นวัตรปฎิบัติโดยทั่วกัน คือ "อาตาริ อาตาโนะ นาโตะ" บร๊ะคำปีทางศาสนาแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาเทยว่า "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" - - นักบุญผู้เกรียนไกรที่ได้รับการสมาทานมากที่สุดคือ Saint Packman ซึ่งถือกันว่าเป็นสาวกของพระศาสดาระดับมือขวาโสดาบัน ออกเทศนาโปรดสัตว์ให้ศาสนาเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกา ด้วยการแยกร่างในคราบสมีโล้นสีเหลือง กินตับปราบมารไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เหล่าสาวกมิครอบครองถือทรัพย์สินอื่นใด นอกจากจอยหนึ่งอัน บริโภคมื้อเดียว เนื่องจากเคร่งเข้าฌาณสมาธิบำเพ็ญเพียรทุกขกิริยาและถือศีลอดจนไม่เป็นอันกินอันนอน จนร่างกายซูบผอม - - หากแต่บัดนี้ศาสนาอันเคยเกรียนไกรกำลังสูญพันธุ์ ด้วยศาสนาอื่นๆได้รุกไล่เข้ามาแย่งชิงสาวกไปจนหายเหี้ยน เหล่าสาวกของศาสนาอาตาริถูกดูดกลืนหายไปโดยศาสนาเพลจึงจะฉัน (playstation) เหลือทิ้งไว้แต่ซากอารยธรรมอันเคยรุ่งเรืองประดับในหน้าประวัติศาสตร์โลก เพื่อให้นักประวัติศาสตร์และนักเทววิทยาได้ทำการขุดค้นเสาะแสวงข้อเท็จจริงสืบไป ข้าน้อยขอคารวะหนึ่งจอก
[แก้ไข] ภาษาบาลีในกาลามสูตร
- ๑.กะทิ อนุสสเวนะ - คุณกะทิครับ จงเชื่อตามที่ได้ฟังมานะ.
- ๒.แมวนะ ปรัมปายะ - คุณ"แม้วนะ" ครับ จงเชื่อตามประเพณีนะ.
- ๓.สะระยวย อิติกิรายะ - คุณ"สรยวย" ครับ จงเชื่อตามคำอธิบายนะ.
- ๔.สุระยวย อาการปริวิตักเกนะ - คุณ"สุรยวย" ครับ จงเชื่อตามการคิดไปเรื่อยนะ.
- ๕.พะริกะ ตักกเหตุ - คุณ"พริก" ครับ จงเชื่อตามแนวความคิดของตนนะ.
- ๖.วิเกรียนนะ นยเหตุ - คุณ"วิเกรียนนะ" ครับ จงเชื่อตามความพอใจนะ.
- ๗.ฝะระนะ ปิฏกสัมปทาเนนะ - คุณ"ฝะระนะ" ครับ จงเชื่อตามตำรานะ.
- ๘.อะสะตะนะ ทิฏฐินิชฌานักขันติยา - คุณ"อะสะตะนะ" ครับ จงเชื่อตามทรรศนะของกลุ่มตนนะ.
- ๙.ถุยะนะ ภุพพรูปตายะ - คุณ"ถุงยาง" ครับ จงเชื่อตามความน่าเชื่อถือรูปร่างหน้าตาท่าทางนะ.
- ๑๐.อะซะโคพินะ สมโณ โน - คุณ"อะซะโคพินะ" ครับ จงอย่าเป็นสมณะนะครับ.
- ๑.หมักกลาวะกะ มีตังนะยะ - คุณ"หมักลาวะกะ" ครับ จงเชื่อตามคุณมีตังนะครับ.
- ๒.รุปานะ มา นายากะนะ คุณรุปปานะครับ คุณนายากะนะ ครับ มันไม่ใช่นะครับ.
- ๓.ระถะยะ นาพามายะ - เจ้ารถถัง จะเชื่อตามนาพามา.
- ๔.ฝะระนะ ปิฏกสัมปทาเนนะ - คุณฝรั่ง จงเชื่อตามตำราซะ.
- ๕.มา ไอซีทะ ตักกเหตุ - คุณไอซีที อย่าเชื่อตามการคิดไปเรื่อยนะ.
- ๖.มา วะทะนะ ตักกเหตุ -คุณวะทะนะ อย่าเชื่อตามการคิดไปเรื่อยนะ.
- ๗.ถุยะนะ ภุพพรูปตายะ -คุณถุงยาง จงเชื่อตามรูปร่างหน้าตาท่าทางนะ.
- ๘.วิเกรียนนะ นยเหตุ -คุณวิเกรียน จงเชื่อตามความพอใจ.
- ๙.มึเกิลอะนะ สมโณ โน - คุณ มึเกิลอะนะ ครับ จงอย่าเป็นสมณะ ครับ.
- ๑๐.ไรสะระนุโกมะ สมโณ โน จ - และคุณไร้สารานุโกมะ ครับ อย่าเป็นสมณะด้วย ครับ.
[แก้ไข]
[แก้ไข] สมการโลกตะลึง
ในปี 200888 ได้ประสบปัญหาสภาวะโลกร้อน เนื่องจาก
- น้ำมันแพง
- แก๊สรั่วกระหลั่ว
- โจรต้ายยย
- และที่สำคัญคือการประท้วงของกลุ่มพลังจราจลเพื่อประชาวิบัติไป
นักวิทยาศาตร์แห่งประเทศเทยนาม "เอลฟ่าเบต้าสิบเก้าเอ็กซ์ยกกำลังสอง" ได้คิดค้นสมการที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนดังกล่าว โดยใช้ทฤษฎีของ "พีทากอรุส" และ กดของ"นิวตัน" (กดของนิวตันคือการที่นิวตันไปมีชู้แล้วเมียลงโทษโดนการกด...) มาแทนค่าในโจทย์คณิตศาสตร์ ป.4 ของรายการถ้าคุณแน่อย่าแพ้ปอซี๋ ได้ผลลัพธ์ออกมาดังนี้
แก้สมการได้ดังนี้
root of Three/h
root of tree h ตัดกับ per h
root of tree make tree dies
tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies tree dies
Make The Global Warming
[แก้ไข] ความใส่ใจ
ความรักคือ... เคยมีใครถามคุณไหมว่า "ความรักคืออะไร" คิดว่าวันนี้มีคำตอบให้คุณแล้วละ คำที่ใช้แทนคำว่า"ความรัก" ได้ดีที่สุด น่าจะเป็นคำว่า "ใส่ใจ"
หากคุณคิดที่จะบอกรัก หรือรู้สึกตัวเองเริ่มที่จะรักใครสักคน ลองถามตัวเองดูว่า คุณใส่ใจเค้ามากน้อยแค่ไหน
ความใส่ใจ ไม่ใช่ ความเอาใจ หากคนรักของคุณจำได้ขึ้นใจว่า คุณเคยพูดว่าอยากได้อะไร แล้วเค้าหาซื้อของชิ้นนั้นให้ ไม่ใช่สักแต่ว่าซื้อของเยอะแยะมากมายเพื่อเอาใจ... นั่นแหละถึงเรียกว่า...ค ว า ม ใ ส่ ใ จ
ควาใส่ใจ ไม่ใช่ ความหึงหวง หาคนรักของคุณโทรหาคุณทุกคืน ถามว่ากลับบ้านหรือยัง เพียงเพราะเค้าเป็นห่วง ไม่ต้องการให้คุณได้รับอันตรายในยามดึก ไม่ใช่กลัวว่าคุณจะไปกับคนอื่น... นั่นแหละเรียกว่า ค ว า ม ใ ส่ ใ จ
ความใส่ใจ ไม่ใช่ ความมีน้ำใจอย่างเดียว หากแต่มีความถนอมน้ำใจด้วย หากคนรักของคุณทำอะไรเพื่อคุณสักอย่างด้วยความตั้งใจ แต่คุณกลับไม่ชอบมัน คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกไป ใ ส่ ใจ ในความรู้สึกของเค้าด้วย
หากคุณทะเลาะกับคนรัก แต่แล้ววันรุ่งขึ้น คนรักของคุณยังโทรมา แสดงความเป็นห่วงในเรื่องต่างๆ เหมือนทุกๆวัน ทั้งๆที่ยังไม่หายโกรธ.. นั่นแหละเรียกว่า...ค ว า ม ใ ส่ ใ จ
ถ้าคุณต้องการที่จะออกจากงานเลี้ยงที่เสียงหนวกหู และเดินเคียงข้างใครสักคนข้างนอกงาน นั่น...คุณกำลังอยู่ในความรัก...
ถ้าคุณอยู่กับใครสักคนแล้ว คุณแกล้งมองผ่านไป แต่เมื่อเขาคนนั้นไม่อยู่ข้างกาย คุณกลับมองหาเขา และนั่น...คุณกำลังอยู่ในความรัก...
ทั้งๆที่มีคนอื่นที่ทำให้คุณหัวเราะ แต่ตาและความสนใจของคุณกลับไปจดจ่ออยู่กับเขาคนนั้น แน่นอน...่คุณกำลังอยู่ในความรัก...
เมื่อคุณมองรูปที่เป็นกลุ่มๆ คุณกลับมองไปยังเขาคนนั้นเป็นพิเศษ ว่าใครอยู่ติดกับเขา หรือเขาดูเป็นอย่างไร แล้วกลับมาดูที่ตัวคุณ จำไว้เถอะว่า..คุณกำลังตกหลุมรัก..
คุณสามารถเอาสายโทรศัพท์ของคุณออก สำหรับการเรียนที่ยุ่งยาก แต่คุณทำอย่างนั้นไม่ได้ สำหรับเสียงโทรศัพท์ของ ใครคนหนึ่งที่คุณรอคอย ใช่แล้ว..คุณกำลังอยู่ในห้วงรัก
หากคุณตื่นเต้นกับ e-mail สั้นๆ ของเขา ขณะที่ไม่สนใจ e-mail ยาวๆของใครหลายๆคน จงมั่นใจเถอะว่า..คุณรักเขาเข้าแล้ว
เมื่อคุณได้ตั๋วดูหนังฟรีๆ 2 ใบ คุณจะคิดถึงเขาคนนั้นทันที มั่นใจได้เลยว่า..คุณอยู่ในความรัก
คุณพยายามพร่ำบอกว่า เขาคนนั้นเป็นแค่เพื่อน แต่คุณรู้ว่านั่นไม่ได้ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความเอาใจใส่ไปจาก ตัวเขาเลย รู้ไว้เถอะว่า...คุณรักเขาล้นใจ
ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ แล้วคุณคิดถึงใครสักคนขึ้นมา รู้ไว้เถอะว่าคนนั้นแหละที่ ...คุณรักเขาสุดหัวใจ...
หากคนรักของคุณยอมสละเวลาทำบางสิ่ง เอาไว้ทีหลัง เพียงเพื่อช่วยทำในสิ่งที่คุณขอ.. นั่นแหละ เรียกว่า ค ว า ม ใ ส่ ใ จ
คนเราบางครั้งก็ต้องการมีใครสักคนคอยใส่ใจเราบ้าง หากคุณต้องเดินทางไกล มันจะรู้สึกดีเอามากๆ ถ้าคนรักของคุณโทรมาถามว่า "ถึงหรือยัง" "ปลอดภัยดีไหม" "เหนื่อยไหม"
หากคุณต้องปฏิบัติภารกิจสำคัญ ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องเรียน มันจะรู้สึกดีเอามากๆ ถ้าคนรักของคุณจำได้ และโทรมาบอกว่า "โชดดีนะ" "ฉันจะคอยเป็นกำลังใจให้"
หากคุณต้องขับรถคนเดียว มันจะรู้สึกดีเอามากๆ ถ้าคนรักของคุณโทรมาบอกว่า "ขับรถดีๆนะ"
หากคุณป่วยไข้ไม่สบาย มันจะรู้สึกดีเอามากๆ ถ้าคนรักของคุณโทรมาเตือนคุณให้คุณ "กินยาและพักผ่อนมากๆ"
ความใส่ใจ กับความเกรงใจ คล้ายกันในหลายๆด้าน คุณอาจคิดว่า ยิ่งคบกันสนิทสนมกันมากเท่าไหร่ ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจให้มากเหมือนคนที่เพิ่งเริ่มรู้จักกัน แต่เราไม่คิดอย่างนั้น ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ ต้องยิ่งเกรงใจซึ่งกันและกัน
ความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดี และเป็นบ่อเกิดของความสัมพันธ์อันยั่งยืน คุณเห็นไหมละว่า ไ ม่ ย า ก เ ล ย ที่ จ ะ แ ส ด ง ค ว า ม ใ ส่ ใ จ ต่ อ ใ ค ร สั ก ค น
สำ หรับ ใคร ที่ ...
สำหรับใครที่ยัง..."โสด" ความรักนั้นมันเหมือนกับ "ผีเสื้อ" ยิ่งคุณวิ่งเข้าหามันเท่าไหร่ มันก็จะห่างคุณออกไปเท่านั้น แต่ถ้าคุณปล่อยมันไป มันจะเข้ามาหาคุณเองแหละ ถ้าคุณไม่คาดหวังกับมันมากไป ความรักสามารถทำให้คุณมีความสุข แต่มันก็สามารถทำให้คุณเจ็บปวดได้บ่อยๆ เหมือนกัน แต่ความรักเป็นสิ่งพิเศษ ถ้าคุณได้ให้มันกับใครสักคน ที่เค้าดีที่สุดสำหรับคุณ ดังนั้น ค่อยๆ หาไปกันนะ และเลือกคนที่ดีที่สุด สำหรับคุณ...
สำหรับใครที่..."ไม่โสด" เค้าบอกว่า...ความรักไม่ได้มาจากคนที่สมบูรณ์ไปหมดทุกอย่าง แต่มันจะมาจากคนที่สามารถช่วยคุณให้เป็นคนที่ดีที่สุด เท่าที่คุณจะเป็นได้...
(ประโยคนี้เราชอบมาก) สำหรับใครที่เป็น.."เสือผู้หญิง หรือคนเจ้าชู้" อย่าพูดคำว่า "รัก" เลย ถ้าคุณไม่ได้หมายความถึงคำๆนั้นจริงๆ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตเค้าเลย ถ้าคุณจะทำให้เคาเสียใจ อย่าไปมองลึกถึงดวงตา ถ้าทุกคำพูดของคุณ โกหกทั้งเพ มันไม่ยุติธรรม ถ้าผู้ชายทำให้ผู้หญิงหลงรัก แล้วไม่ใส่ใจใยดี ถ้าผู้หญิงต้องอกหัก และในทางกลับกัน ของผู้หญิงก็เหมือนกัน...^^
สำหรับใครที่..."หมั้นหมายกันอยู่" สิ่งที่สำคัญทีสุด ไม่ได้อยู่ที่ว่า การอยู่ด้วยกันเป็นปีๆ แล้วไม่ได้ทะเลาะกัน แต่จะอยู่ที่ว่า ความดีที่คุณทั้งสอง มีต่อกันมากกว่า...
สำหรับใครที่..."แต่งานแล้ว" ความรักไม่ใช่ "มันเป็นความผิดของคุณ" แต่จะเป็นคำว่า "ฉันขอโทษ" มากกว่าที่จะบอกว่า"ไปอยู่ไหนมา แต่จะเป็นคำว่า"ฉันอยู่ตรงนี้นะ" มากกว่าที่จะบอกว่า "คุณทำได้อย่างไร" ไม่ใช่คำพูดที่ว่า.."ฉันอยากให้คุณอยู่ตรงนี้" แต่จะเป็นคำว่า "ขอบคุณนะที่เธออยู่ตรงนี้กับฉัน"
สำหรับใครที่.."ยังไม่เคย" จะรักได้อย่างไร..อย่ารักแบบหัวปักหัวปำ เป็นตัวของตัวเองบ้าง แต่อย่าให้เห็นแก่ตัวเองทั้งหมด รู้จักแบ่งปัน และอย่าเอาเปรียบ พยายามเข้าใจกันและกัน มากกว่าที่จะบอกว่า ตัวเองต้องการอะไร ถึงจะเจ็บ ก็เจ็บ แต่อย่าเอาความเจ็บนั้นติดตัวเสมอไป
สำหรับใครที่...."มีคนหลงรักอยู่" เค้าบอกว่า...มันเจ็บปวดที่เห็นคนที่เรารักไปมีความรักกับคนอื่น แต่มันจะเจ็บปวดยิ่งกว่า ถ้าคนที่เรารัก ไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับคุณ
สำหรับใครที่..."อกหัก" การอกหัก มันยาวนานพอๆ กับที่คุณต้องการให้มันอยู่กับคุณ หรืออยากจะตัดใจให้ออกไปจากใจคุณ สิ่งสำคัญก็คือว่า มันไม่ใช่ จะต้องอยู่กับการอกหัก แต่มันอยู่ที่ว่า เราเรียนรู้จากมันได้แค่ไหนต่างหาก
สำหรับใครที่..."กลัวต่อการสารภาพ(รัก)" ความรักมันเจ็บปวด ถ้าคุณต้องไปบอกเลิกกับใครสักคน แต่มันจะเจ็บยิ่งกว่า ถ้ามีคนมาบอกเลิกคุณ แต่มันจะเจ็บสุดๆ ถ้าคนที่คุณรัก เค้าไม่รู้เลยว่า...คุณรักเค้าแค่ไหน
สำหรับใครๆ ที่ยัง..."คบๆ กันอยู่" เค้าบอกว่า...สิ่งที่เสียใจในชีวิต ก็คือ การที่เราพบใครสักคน ที่เรารัก และคบกันไปจนถึงวันสิ้นสุดความสัมพันธ์ของคุณทั้งสอง... คุณเสียเวลาเป็นปีๆ ให้กับคนที่เค้ายังไม่ใช่ คนๆ นั้น สำหรับคุณ แต่ถ้าเค้าคนนั้นของคุณ ไม่ใช่คนที่ใช่เลย แล้วละก็ คุณจะมาเสียเวลาเป็นปีๆ ให้เค้าทำไม สู้เลิกกันเสียตอนนี้ดีกว่า...
สำหรับเพื่อน ๆ ทุก ๆ คน เค้าบอกว่า..ฉันปราถนาให้ทุกๆ คนที่มีความรัก จงซื่อสัตย์ เข้มแข็ง อย่าอ่อนไหว อย่าโลเล อย่าเห็นแก่ตัว ให้ความรักของคุณเจริญเติมโตมากขึ้นๆ ให้ความฝัน ความรัก และให้รางวัลชีวิตแด่กันและกัน เท่านี้รักของคุณก็ยิ่งใหญ่ และเป็นรักแท้ที่คุณใฝ่ฝันมานาน....
"คนพิเศษ" ในชีวิตคนเรามีอะไรมากมายที่ผ่านเข้ามาให้ซึมซับรับรู้ มีผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาให้รู้จักมักคุ้น แต่ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น อย่างน้อยคงต้องมีใครบางคนที่ทำให้เรารู้สึกไม่ธรรมดาที่จะนึกถึง เรียกว่าเป็น "ความพิเศษ" ที่เราจะยกเว้นเอาไว้จาก ความปกติทั่วไปของจิตใจ
ก็ในเมื่อคำว่า "พิเศษ" หมายถึงความจำเพาะความแปลกแยก ความดีงาม ความอบอุ่นในหัวใจ กระนั้นทำไมเราไม่ปฏิบัติต่อเขา ให้ตรงกับที่ใจคิด ให้ "ความรู้สึกดีดี" จากจิตใจที่ดีดี ให้ "ความอาทรถึง" จากจิตใจที่นึกถึง ให้"ความห่วง" จากจิตใจที่เป็นห่วง ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างดีดี แต่มี "สติ" ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างอบอุ่น แต่ไม่ "คุกรุ่น"ให้ไปเลย ให้ไป เท่าไหร่ก็ได้ แต่เมื่อให้ไปแล้วต้อง "ไม่ร้อนรุ่ม กลัดกลุ้ม"
และหากเมื่อใดจิตใจอาจระส่ำระย สะดุดกับอะไรขึ้นมาบ้าง ก็จงหยุดพัก ตรึกตรอง อย่าปล่อยให้พายุอารมณ์โถมพัด "สิ่งดีดี" จนกระจัดกระจาย เพราะ "การให้ความหมาย"ไม่ใช่ "การตั้งความหวัง"
คนสองคนให้ความหมายซึ่งกันและกัน แต่คนสองคน "จะไม่ตั้งความหวังในกันและกัน" เพราะการตั้งความหวัง มักนำพาซึ่ง"การเรียกร้องความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" โดยที่ไม่รู้ตัว
มันร้อนนัก หนาวนัก และไม่เป็นสุข เราต้องไม่ลืมปรับอุณหภูมิจิตใจ เอาไว้ที่องศาอุ่นๆ จากเริ่มรู้สึกตัวว่า ความร้อนเริ่มทวีขึ้น เราต้องค่อยๆ เดินออกมาสูดอากาศเย็น
หากตรงกันข้าม เราก็ต้องหลบเร้นจากความหนาวมาหาไอแดด เช่นกัน และอย่าลืมว่า "ความพิเศษ" ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ว่าจะต้องเป็น คนพิเศษมาก หรือพิเศษสุด หรือพิเศษอย่างยิ่งในคนคนเดียว ทั้งเราและเขาอาจจะมีคนพิเศษในวิถีชีวิตได้หลายๆลักษณะ และพิเศษในเรื่องนั้น พิเศษในเรื่องนี้
ในเมื่อหัวใจเป็นของเรา เราก็ย่อมเลือกให้ความพิเศษกับใครก็ได้ ที่เราจะไม่ต้องแลกกับความทุกข์อย่างพิเศษกลับมา
จงให้ "ความพิเศษ" เป็นชีวิตชีวา เป็นแววตาที่แจ่มใส เป็นความห่วงใยที่เมื่อนึกถึงทีไร ก็ยิ้มได้ ไม่วิ่งหนี แต่ไม่วิ่งตาม ไม่หักห้าม แต่ไม่กระโจนใส่ ไม่เป็นน้ำตาลที่หวานอ่อนไหว แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจ และเอื้ออาทร
จงเป็นความแจ่มใสในอารมณ์ของตัวเอง เป็นความชุ่มชื้นสดใน เช่นสายน้ำ เป็นสีสัดงดงาม เช่นมวลผกา เป็นทีเขียวของใบไม้ ที่เย็นตาและที่ใจ และที่ตรงนี้ อีกนานเท่าใด ไม่ว่า "คนพิเศษ" คนนั้นจะอยู่ใกล้หรือต้องจากกันไกล "ความพิเศษ"นั้นก็จะคงอยู่ อย่างมีคุณค่า...ณ ที่เดิมที่ซึ่งหัวใจข้างซ้ายตรงกัน..