ไร้สาระนุกรม:ทดลองเขียน
จากไร้สาระนุกรม - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
ระวังจะเข้าใจถูกต้อง ข้อความด้านล่างนี้ มีการกล่าวถึงสิ่งที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เราก็จะพยายามให้ทุกท่านเชื่อเรื่องพวกนี้ให้ได้อยู่ดี
|
บทความนี้หรือส่วนนี้ ต้องการลิงก์ภายในแบบวิกิและจัดรูปแบบ เพื่อให้ได้มาตรฐานไร้สาระนุกรม
คุณสามารถช่วยปรับปรุงแก้ไข โดยการเพิ่มการเชื่อมโยงภายในตามความเหมาะสม |
กระบะทราย พื้นที่สำหรับทดลองแก้ไขไร้สาระนุกรม คุณสามารถฝากข้อความ, ทดลอง, แก้ไข, จัดหน้า, ใส่ลิงก์ ฯลฯ ได้ที่หน้านี้
- ดูวิธีการแก้ไข และการจัดหน้า ได้ที่ ไร้สาระนุกรม:การแก้ไขหน้า
- เริ่มต้นเรียนรู้กับไร้สาระนุกรมได้ที่ ไร้สาระนุกรม:เกี่ยวกับ
หมายเหตุ: คุณสามารถ ฝากข้อความ ต่างๆ ไว้ในกระบะทรายได้ แต่การแก้ไขต่างๆ ในหน้านี้อาจจะไม่คงอยู่ไปตลอด (เพราะใครก็แก้ได้) ถ้าจะให้ดีก็ควรบอกด้วยว่าจะฝากไว้นานเท่าไร (หรือถ้าหากเป็น เรื่องไร้สาระ, เรื่องตลก หรือเรื่องที่มีสาระ แต่ยังอาจจะไม่เหมาะสมเพียงพอที่จะอยู่ในวิกิพีเดีย ก็สร้างบทความใหม่ที่ไร้สาระนุกรมนี้ได้เลย)
- กดที่ แก้ไข ที่ตอนบนของหน้า (หรือเข้าที่ -->>> เพิ่มการแก้ไข กระบะทราย เพื่อเพิ่มการทดลองเขียนใหม่)
- พิมพ์ข้อความลงไป
- กดปุ่ม บันทึก ที่ด้านล่างของหน้าเพื่อบันทึกการแก้ไขของคุณ... หรือกดปุ่ม ดูตัวอย่าง เพื่อทดลองดูผลลัพธ์ของการแก้ไข
กรุ: 7 เมษายน 2550
test
[แก้ไข] การทดลองของผู้ใช้ Pakorn
[แก้ไข] วิชามารรหัสผ่าน MS Access
บทความด้านล่างนี้ ไอ้ปาก่อน เริ่มที่ขี้เกียจจะดองไว้ในหน้านี้แล้ว เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าควรจะเอาไปเป็นบทความธรรมดาหรือไม่ และศัพท์เทคนิกมีมากมาย มันอาจจะไม่เหมาะกับไร้สาระนุกรมล่ะซี่
|
วิชามารรหัสผ่าน MS Access เป็นวิชามารที่แม้วโครซัคกำลังหลีกเลี่ยง เนื่องจากมันทำให้ไม่มีใครอยากใช้ฐานข้อมูล Access ซึ่งวิชามารที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มีดังนี้
- สูตรแฮกรหัสผ่านสำหรับ Access 97
- สูตรแฮกรหัสผ่านสำหรับ Access 2000,2002
ซึ่งสูตรนี้จำเป็นต้องใช้โปรแกรมจำพวก Hex Editor(โปรแกรมเปิดไฟล์ไบนารีโดยแสดงออกมาในรูปเลขฐานสิบหก) ซึ่งจะใช้เปิดดูเนื้อหาของไฟล์
โปรแกรม Hex Editor ที่ใช้อยู่ในที่นี้คือ Hex Editor Neo
[แก้ไข] ก่อนที่จะทำการแฮกรหัสผ่าน
ต่อไปนี้ ตัวเลขที่เกี่ยวกับเนื้อความจะเขียนด้วยเลขฐานสิบหก และจะมีเลขฐานสิบกำกับไว้ในวงเล็บ และรูปประกอบจเนื้อหาจะเอาไว้ด้านล่างแทน
- คุณต้องมีโปรแกรมจำพวก Hex Editor และตัวแปลงรหัสแอสกี(ASCII) เสียก่อน ซึ่งต่อไปนี้จะใช้โปรแกรม Hex Editor ในการดูเนื้อหาของไฟล์
- ดาวน์โหลด Hex Editor Neo ได้ที่ http://www.hhdsoftware.com/Products/home/hex-editor-free.html
- ถ้าไม่มีโปรแกรมแปลงรหัสแอสกี ให้เทียบรหัสแอสกีกับตารางนี้แทน
|
|
|
- ในการแฮกรหัสผ่านนั้นจะมีชุดเลขฐานสิบหกที่ใช้ทำการ XOR ซึ่งจะมี 2 ชุด ซึ่งชุดไบต์เหล่านี้ต่อไปนี้จะเรียกว่า "ไบต์ที่เตรียมไว้"
- ชุดที่ 1 คือ 86,FB,EC,37,5D,44,9C,FA,C6,5E,28,E6 และ 13 สำหรับเวอร์ชั่น 97
- ชุดที่ 2 คือ A1,EC,7A,9C,E1,28,34,8A,73,7B,D2,DF และ 50 สำหรับเวอร์ชั่น 2000 และ 2002
- ดังรูปด้านล่างนี้ ตำแหน่งไบต์ที่วงกลมใหญ่ คือตัวบอกเวอร์ชั่น ซึ่งถ้าเท่ากับ 0 คือเป็นเวอร์ชั่น 97 แต่ถ้าไม่ใช่ก็เป็นเวอร์ชั่น 2000,2002 ซึ่งอยู่ที่ตำแหน่งไบต์ที่ 14(20)(สังเกตที่วงกลมเล็ก) เช่น ในรูปไม่ใช่ 0 จึงเป็นเวอร์ชั่น 2000,2002
- จุดสำคัญของรหัสผ่านนั้นมีดังนี้(ตามที่แรเงาไว้)
- ในการแก้ไขไบต์ในโปรแกรม Hex Editor Neo ทำได้โดยการดับเบิ้ลคลิกที่ไบต์นั้นๆ จะปรากฏเคอร์เซอร์ขึ้นมา แล้วก็พิมพ์ลงไปเลยครับ(เป็นเลขฐานสิบหก) และเมื่อพิมพ์ที่ไบต์นั้นเสร็จโปรแกรมจะเลื่อนเกอร์เซอร์ไปที่ไบต์ถัดไปโดยอัตโนมัติ
- หลังจากได้ทำความรู้จักเกี่ยวกับเนื้อหาในไฟล์แล้ว ต่อมาเราก็ต้องใช้เครื่องคิดเลขที่สามารถคำนวณเลขฐานสิบหกกันได้แล้วล่ะครับ ซึ่งเราจะใช้โปรแกรม Calculator ที่แถมมากับวินโดวส์ XP นั่นเอง ซึ่งก่อนที่จะใช้งานเราก็ต้องมาทำการตั้งค่ากันก่อน
- เปิดโปรแกรมขึ้นมา(คุณสามารถเปิดแบบวิธีลัดได้โดยเข้าที่ Start Menu>Run แล้วพิมพ์ลงในช่องว่า "calc" กด Enter)
- เมื่อเปิดแล้วให้คุณเข้าที่เมนู View แล้วไปที่ Scientific แล้วก็จะมีหน้าตาดังนี้
- เมื่อคุณทำเสร็จแล้ว ให้คุณคลิกเลือกหัวข้อ Hex(สังเกตตรงกรอบสี่เหลี่ยมด้านซ้าย ซึ่งมีหัวข้อ Dec,Oct...) ให้สังเกตตรงปุ่ม A,B,C ฯลฯ จะสามารถคลิกได้ นั่นหมายความว่าโปรแกรมกำลังอยู่ในโหมดคำนวณเลขฐานสิบหกนั่นเอง
- ในขณะนี้ ฟังก์ชั่น Xor เป็นฟังก์ชั่นคำนวณที่จะใช้เป็นตัวหลักในการแฮกรหัสผ่าน(ในลักษณะเดียวกับบวก ลบ คูณ หาร)
- เปิดโปรแกรมขึ้นมา(คุณสามารถเปิดแบบวิธีลัดได้โดยเข้าที่ Start Menu>Run แล้วพิมพ์ลงในช่องว่า "calc" กด Enter)
[แก้ไข] การแฮกรหัสผ่านสำหรับ Access 97
แล้วก็มาถึงขั้นตอนการปฏิบัติจริงแล้ว ให้คุณดูที่ภาพด้านล่างครับ(แรเงาส่วนของความลับรหัสผ่านไว้แล้ว)
ไบต์เหล่านี้แหละ จะซ่อนรหัสผ่านไว้อยู่ครับ
คราวนี้เรากลับมาดูชุดเลขฐานสิบหกของ Access 97 ที่เคยกล่าวไว้ครับ(ต่อไปจะเรียกชุดไบต์เหล่านี้ว่า "ชุดไบต์ที่เตรียมไว้")
86,FB,EC,37,5D,44,9C,FA,C6,5E,28,E6 และ 13
ขั้นแรกเลย เราต้องมาจับคู่เรียงแต่ละไบต์ เพื่อพิจารณาชุดไบต์ทั้งสองก่อนครับ ได้แก่ชุดไบต์ที่เตรียมไว้ กับชุดไบต์ในไฟล์ ซึ่งมี 13 ไบต์เท่ากันครับ ดังรูป
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว คุณจะเห็นไบต์ที่จับคู่แล้วเหมือนกัน(ในที่นี้คือ 4 ไบต์สุดท้าย) ให้ตัดไบต์ที่ซ้ำกันออกไปเลยครับ ไม่ต้องไปสนใจ หลังจากเอาไบต์ที่เหมือนกันออกแล้ว จะเหลือดังนี้ครับ
เมื่อเสร็จแล้ว จะสังเกตได้ว่า จะมีคู่ที่เหลือ 9 คู่ ดังนั้น รหัสผ่านจึงมี 9 ตัวอักษรนั่นเอง
หลังจากทำขั้นตอนต่างๆ เสร็จแล้ว ให้คุณนำคู่ที่เหลือ Xor ไปทีละตัวเลยครับ(โดยใช้โปรแกรมเครื่องคิดเลขที่ได้อธิบายไปแล้ว) ตามแผนผังดังนี้
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเลขฐานสิบหก ถ้าจะแปลงเป็นเลขฐานสิบก็ทำได้โดยการคลิกเลือกหัวข้อ Dec(อยู่ข้างๆ Hex) ตัวเลขในช่องว่างจะถูเปลี่ยนไปด้วยครับ
จากนั้น เมื่อแปลงเลยฐานสิบได้แล้ว เลขฐานสิบเหล่านั้นก็คือเลขรหัสแอสกีนั่นเองครับ(พูดง่ายๆ ก็คือตัวเลขที่แทนตัวอักษรในคอมพิวเตอร์ครับ) การแปลงรหัสแอสกีสามารถทำได้โดยการใช้โปรแกรม หรือถ้าไม่มีก็สามารถเทียบกับตารางที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นด้วยเลขฐานสิบ(หรือสิบหก) ก็ได้ครับ และตัวอักษรที่แปลงมาได้นั่นก็คือรหัสผ่านนั่นเองครับ!
ต่อไปนี้จะนำเลขฐานสิบที่คำนวณได้ทั้งหมดมาแปลงเป็นตัวอักษรตามที่ได้ล่าวไว้
ดังนั้น ไฟล์นี้จึงมีรหัสผ่านคือ abcde1234 ซึ่งมี 9 ตัวอักษรนั่นเอง
[แก้ไข] การยกเลิกรหัสผ่าน
การยเลิกรหัสผ่านเราจะใช้หลักการที่ว่า ถ้าไบต์ที่อ่านมาได้ไบต์ใหนเหมือนกับ ไบต์ที่เตรียมไว้ แสดงว่าส่วนนั้นไม่มีรหัสผ่าน
ดังนั้น ในเมื่อมีหลักการเช่นนั้น เราก็จะต้องทำให้มันเหมือนกันทั้งหมด โดยการแก้ไขไบต์ตั้งแต่ตำแหน่งที่ 42(66) จนถึง 4E(78) ตามที่ได้แรเงาไว้ครับ ดังตัวอย่าง
เราจะต้องแก้ให้เป็นไบต์ที่เตรียมไว้ทั้งหมดครับ(ทุกไฟล์จะต้องแก้อย่างนี้)
ตารางด้านล่างนี้คือตารางแสดงไบต์ที่เตรียมไว้
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 86 | FB | EC | 37 | 5D | 44 | 9C | FA | C6 | 5E | 28 | E6 | 13 |
และเมื่อแก้เสร็จแล้วจะได้แบบนี้(เป็นค่าตายตัวเลย)
แล้วเมื่อคุณเปิดไฟล์ Access ขึ้นมา จะไม่มีการถามรหัสผ่านอีกเลย(เพราะรหัสผ่านถูกยกเลิกแล้ว)
จากความรู้เรื่องการยกเลิกรหัสผ่านนี้ สามารถต่อยอดไปเป็นการเปลี่ยนรหัสผ่านได้ ซึ่งจะกล่าวในหัวข้อถัดไปนี่แหละครับ
[แก้ไข] การแก้ไขรหัสผ่านโดยตรง(ไม่เป็นต้องรู้รหัสเดิม)
การแก้ไขรหัสผ่าน เราจะใช้หลักการในทางกลับกันกับการหารหัสผ่านครับ คือการนำรหัสที่เราจะเปลี่ยนไป Xor กับไบต์ที่เตรียมไว้
เริ่มแรกเลย ให้เราคิดรหัสผ่านที่ต้องการจะเปลี่ยนก่อนครับ(ไม่เกิน 13 ตัวอักษร) ในที่นี้คือ raisara0101
เมื่อคิดได้แล้ว ให้เอาข้อความที่เราคิดไว้ไปแปลงเป็นเลขฐานสิบหกทีละตัว โดยการเทียบในตารางแอสกี(ที่ตอนต้นของบทความ)ด้วยข้อความ ไปเป็นเลขฐานสิบหกครับ ดังตัวอย่างในตาราง
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ข้อความที่คิดไว้ | r | a | i | s | a | r | a | 0 | 1 | 0 | 1 |
| รหัสแอสกีฐานสิบหก | 72 | 61 | 69 | 73 | 61 | 72 | 61 | 30 | 31 | 30 | 31 |
เมื่อแปลงข้อความทั้งหมดเป็นเลขฐานสิบหกแล้ว ก็ให้นำไป Xor กับไบต์ที่เตรียมไว้ของ Access 97 ครับ(โอ้ โลกของการแฮกรหัสผ่าน MS Access นี้มันช่างวนเวียนอยู่กกับการ Xor ซะเหลือเกิน ว่ามั้ย)
แต่ก่อนที่จะทำการ Xor ให้พิจารณาชุดไบต์ทั้งสองก่อน คุณอาจจะพบว่าชุดไบต์ทั้งสองนั้นมีจำนวนไบต์ไม่เท่ากัน โดยที่ไบต์ที่เตรียมไว้จะมีไบต์จำนวน 13 ไบต์อยู่แล้วครับ และไบต์ของรหัสที่คุณคิดไว้อาจมีน้อยกว่า 13 ไบต์ เราจึงต้องมาตัดไบต์ที่เตรียมไว้ออกให้เท่ากันก่อนครับ เสร็จแล้วให้เก็บไบต์ที่ตัดออกด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้ใช้ต่อ(ในที่นี้ต้องตัดออก 2 ไบต์สุดท้าย(13 - 11 = 2) คือ E6 และ 13)
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รหัสที่คิดไว้ | 72 | 61 | 69 | 73 | 61 | 72 | 61 | 30 | 31 | 30 | 31 |
| XOR | |||||||||||
| ไบต์ที่เตรียมไว้ | 86 | FB | EC | 37 | 5D | 44 | 9C | FA | C6 | 5E | 28 |
| ผลลัพธ์ | F4 | 9A | 85 | 44 | 3C | 36 | FD | CA | F7 | 6E | 19 |
เสร็จแล้ว เมื่อเราได้ผลลัพธ์จากการ XOR ในขั้นตอนที่ผ่านมาก็ให้เราเติมไบต์ที่เราตัดออกไปจากไบต์ที่เตรียมไว้ เข้าไปต่อท้ายชุดไบต์ผลลัพธ์ของเดิม(ในที่นี้เราจะเติม E6 และ 13 ต่อท้าย และในตารางตัวอย่างจะขีดเส้นไต้ แสดงไบต์ที่ต่อท้ายเข้ามา)
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| F4 | 9A | 85 | 44 | 3C | 36 | FD | CA | F7 | 6E | 19 | E6 | 13 |
เมื่อได้แล้ว ก็ให้เราไปแก้ไขไบต์ในตำแหน่งที่ 42(66) จนถึง 4E(78) เลยครับ
[แก้ไข] การแฮกรหัสผ่านสำหรับ Access 2000,2002
สูตรแฮกรหัสผ่านของเวอร์ชั่น 2000 ถือว่าซับซ้อนกว่าของเวอร์ชั่น 97 เยอะมากครับ
ด้านล่างนี้เป็นเนื้อหาของไฟล์ที่จะยกตัวอย่างครับ(ส่วนที่แรเงาไว้คือจุดสำคัญของรหัสผ่าน)
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 4C | 61 | 8D | 37 | 8F | DE | EC | FA | 1D | C4 | 1A | E6 | 81 | 2C | BA | 60 | C6 | 0E | 7B | 36 | 57 | E8 | DF | B1 | D5 | 6E |
ไบต์ที่แรเงาไว้นั้นมีจำนวน 26 ไบต์ครับ แต่ว่า ไบต์ที่ใช้จริงๆ ใช้แค่ไบต์ที่ตำแหน่งเลขคี่เท่านั้นครับ ดังตัวอย่าง(ในตัวอย่างนี้จะขีดเส้นไต้ไบต์ตำแหน่งเลขคี่)
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 4C | 61 | 8D | 37 | 8F | DE | EC | FA | 1D | C4 | 1A | E6 | 81 | 2C | BA | 60 | C6 | 0E | 7B | 36 | 57 | E8 | DF | B1 | D5 | 6E |
เมื่อตัดไบต์ที่ไม่ต้องการแล้วจะเหลือเพียงแค่ 13 ไบต์เท่านั้นครับ ดังตัวอย่าง(ที่ได้กล่าวไว้ว่า ใช้จริงๆ แค่ 13 ไบต์เท่านั้น
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 4C | 8D | 8F | EC | 1D | 1A | 81 | BA | C6 | 7B | 57 | DF | D5 |
จากนั้น เมื่อตัวไบต์ที่ไม่ต้องการเสร็จก็นำไบต์ทุกคู่ไปจับคู่เพื่อ Xor เลยครับ ไม่ต้องพิจารณาตัดคู่ที่ไม่ต้องการอย่างเวอร์ชั่น 97 หรอกครับ เพราะไม่มีไบต์คู่ไหนที่เหมือนกันเลย!(หรืออาจจะมีบ้างในบางคู่แต่ก็ไม่ต้องไปทำอะไรมัน)
หมายเหตุ : ชุดไบต์ที่เตรียมไว้ของเวอร์ชั่น 2000 เคยกล่าวไว้แล้วในตอนต้น ซึ่งไม่เหมือนกับ เวอร์ชั่น 97 ดังนั้นโปรดอย่าสับสน
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ไบต์ที่อ่านได้ | 4C | 8D | 8F | EC | 1D | 1A | 81 | BA | C6 | 7B | 57 | DF | D5 |
| XOR | |||||||||||||
| ไบต์ที่เตรียมไว้ | A1 | EC | 7A | 9C | E1 | 28 | 34 | 8A | 73 | 7B | D2 | DF | 50 |
| ผลลัพธ์ | ED | 61 | F5 | 70 | FC | 32 | B5 | 30 | B5 | 00 | 85 | 00 | 85 |
เมื่อหาผลลัพธ์ได้แล้ว ขั้นตอนยังไม่จบแค่นี้หรอกครับ เรายังจะต้องไปหาข้อมูลในไฟล์ที่เราจะแฮกอีกครับ ซึ่งข้อมูลไบต์ดังกล่าวจะอยู่ที่ตำแหน่งที่ 62(98) ครับ ดังรูปไฟล์ตัวอย่าง
ไบต์ดังกล่าวนั้นมีความสำคัญกับการแฮกรหัสผ่านในขั้นตอนต่อไป โดยใช้ Xor ร่วมกับผลลัพธ์ที่ได้ครับ
ต่อไปนั้นให้เราทำการ Xor ด้วย 13(ฐานสิบหก - เป็นค่าคงที่ที่ใช้ในการแฮก) กับไบต์ดังกล่าวครับ(ในที่นี้ไบต์ดังกล่าวคือ 96 และผลลัพธ์ของการ Xor เท่ากับ 85(ฐานสิบหก)) และเมื่อหาผลลัพธ์เสร็จแล้ว ให้จำไบต์นั้นไว้ก่อน ตอนนี้ยังไม่ใช้ครับ แต่ต่อไปจะได้ใช้กันแล้ว(ต่อไปจะเรียกไบต์ดังกล่าวว่า "ไบต์พระเอก" นะครับ)
กลับมาเรื่องผลลัพธ์กันต่อเราจะต้องคัดผลลัพธ์โดยใช้หลักเกณฑ์เหมือนกับตอนแรก คือ การคัดเฉพาะไบต์ตำแหน่งเลขคี่ครับ ตัวอย่างด้วยล่างนี้จะขีดเส้นไต้สำหรับไบต์ที่จะใช้ต่อไปครับ
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ED | 61 | F5 | 70 | FC | 32 | B5 | 30 | B5 | 00 | 85 | 00 | 85 |
สำหรับไบต์ที่เป็นตำแหน่งเลขคู่(ที่ไม่ได้ขีดเส้นไต้ในตัวอย่าง) ไม่ใช่ว่าจะปล่อยทิ้งไปเลยนะครับ ที่ไม่ได้ขีดเส้นไต้คือสิ้นสุดขั้นตอนการคำนวณสำหรับไบต์ตำแหน่งเลขคู่แล้ว แต่เลขคี่ต้องคำนวณกันต่อ
ไบต์ตำแหน่งเลขคู่ที่เหลือต่อไปจะเรียกว่า ผลลัพธ์เลขคู่
เมื่อตัดออกแล้วจะเหลือเพียง 7 ไบต์เท่านั้นครับ ดังตัวอย่าง(ต่อไปจะเรียกไบต์เหล่านี้ว่า ชุดไบต์เลขคี่)
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
|---|---|---|---|---|---|---|
| ED | F5 | FC | B5 | B5 | 85 | 85 |
จากนั้นก็ถึงเวลาใช้ "ไบต์พระเอก" แล้วนะครับ เมื่อตัดไบต์ที่ไม่ต้องการออกแล้วก็ให้เอาทุกไบต์ Xor กับไบต์พระเอกเลยครับ(ในที่นี้คือ 85 ครับ)
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ชุดไบต์เลขคี่ | ED | F5 | FC | B5 | B5 | 85 | 85 |
| XOR | |||||||
| ไบต์พระเอก | 85 | 85 | 85 | 85 | 85 | 85 | 85 |
| ผลลัพธ์ | 68 | 70 | 79 | 30 | 30 | 00 | 00 |
ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนนี้ต่อไปจะเรียกว่า ผลลัพธ์เลขคี่
เมื่อได้ผลลัพธ์แล้ว ต่อไปก็เป็นการรวม ผลลัพธ์เลขคี่ และ ผลลัพธ์เลขคู่ แล้วนะครับ เพื่อจะใช้ในการแปลงแอสกีในขั้นตอนต่อไปครับ
การเรียง สามารถทำได้โดยการเรียงแบบสลับ โดยการเอาไบต์ตำแหน่งที่ 1 ของผลลัพธ์เลขคี่ขึ้นก่อน จากนั้นแล้วนำผลลัพธ์เลขคู่ตำแหน่งที่ 1 ขึ้นตาม จากนั้นตามด้วยผลลัพธ์เลขคี่ตำแหน่งที่ 2 ตามมา แล้วสลับบกันไปเรื่อยๆ ครับ
หรือถ้างงกับวิธีนี้ ให้สร้างตารางสำหรับเรียงก็ได้ครับ ซึ่งมี 2 แถว 13 คอลัมน์
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ผลลัพธ์เลขคี่ | |||||||||||||
| ผลลัพธ์เลขคู่ |
จากตารางด้านบน เราจะเอาผลลัพธ์เลขคี่ที่คำนวณได้ขึ้นก่อนครับ โดยเว้นช่องว่างไว้เพื่อนำผลลัพธ์เลขคู่เข้ามาแทรกในภายหลัง ดังนี้ (# ซึ่งหมายถึง ตำแหน่ง)
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ผลลัพธ์เลขคี่ | คี่#1 | คี่#2 | คี่#3 | คี่#4 | คี่#5 | คี่#6 | คี่#7 | ||||||
| ผลลัพธ์เลขคู่ |
เมื่อเอาผลลัพธ์เลขคู่ในตัวอย่างมาเรียงจะได้ดังนี้
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ผลลัพธ์เลขคี่ | 68 | 70 | 88 | 30 | 30 | 00 | 00 | ||||||
| ผลลัพธ์เลขคู่ |
ต่อไปก็ต้องเอาผลลัพธ์เลขคู่มาวางที่แถวล่างครับ โดยเริ่มจากคอลัมน์ที่สอง แล้วเว้นว่างไว้ 1 ช่อง ดังนี้
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ผลลัพธ์เลขคี่ | คี่#1 | คี่#2 | คี่#3 | คี่#4 | คี่#5 | คี่#6 | คี่#7 | ||||||
| ผลลัพธ์เลขคู่ | คู่#1 | คู่#2 | คู่#3 | คู่#4 | คู่#5 | คู่#6 |
และเมื่อนำผลลัพธ์เลขคู่ในตัวอย่างมาวาง จะได้แบบนี้ครับ
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ผลลัพธ์เลขคี่ | 68 | 70 | 79 | 30 | 30 | 00 | 00 | ||||||
| ผลลัพธ์เลขคู่ | 61 | 70 | 32 | 30 | 00 | 00 |
จากนั้นแล้ว ให้สร้างเพิ่มอีกแถว แล้วชักตัวเลขจากด้านบนมาต่อกันเลยครับ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องเลขคู่หรือเลขคี่ ดังนี้
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ผลลัพธ์เลขคี่ | คี่#1 | คี่#2 | คี่#3 | คี่#4 | คี่#5 | คี่#6 | คี่#7 | ||||||
| ผลลัพธ์เลขคู่ | คู่#1 | คู่#2 | คู่#3 | คู่#4 | คู่#5 | คู่#6 | |||||||
| ... | |||||||||||||
| รวมชุดไบต์ | คี่#1 | คู่#1 | คี่#2 | คู่#2 | คี่#3 | คู่#3 | คี่#4 | คู่#4 | คี่#5 | คู่#5 | คี่#6 | คู่#6 | คี่#7 |
(นำตัวอย่างมาเรียง)
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ผลลัพธ์เลขคี่ | 68 | 70 | 79 | 30 | 30 | 00 | 00 | ||||||
| ผลลัพธ์เลขคู่ | 61 | 70 | 32 | 30 | 00 | 00 | |||||||
| ... | |||||||||||||
| รวมชุดไบต์ | 68 | 61 | 70 | 70 | 79 | 32 | 30 | 30 | 30 | 00 | 00 | 00 | 00 |
เสร็จแล้วจะได้ดังนี้ ดังตัวอย่าง
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 68 | 61 | 70 | 70 | 79 | 32 | 30 | 30 | 30 | 00 | 00 | 00 | 00 |
ท่านจะสังเกตว่าแถวๆ ไบต์สุดท้ายจะเป็น 0 ไบต์เหล่านั้นให้ตัดออกไปเลยครับ เพราะในหลักแอสกีแล้ว 0 ถือว่าไม่มีตัวอักษรอะไร ดังนั้นจึงไม่มีตัวอักษรของรหัสผ่านอยู่ครับ ให้ตัดทิ้งไปได้เลย(ในตัวอย่าง 4 ไบต์สุดท้ายเป็น 0)
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 68 | 61 | 70 | 70 | 79 | 32 | 30 | 30 | 30 |
และในตัวอย่างนี้เมื่อตัดออกแล้วจะเหลือจำนวน 9 ไบต์ นั่นหมายถึง รหัสผ่าน มี 9 ตัวอักษรนั่นเอง(ไฟล์ของคุณเมื่อตัดออกแล้วไม่จำเป็นต้องเหลือ 9 ไบต์ตลอดแล้วครับ เพราะไฟล์ของคุณอาจมีจำนวนตัวอักษรของรหัสผ่านไม่เท่ากัน)
และแล้วก็มาถึงขึ้นตอนสุดท้านกันแล้วครับ นั่นคือ แปลงรหัสแอสกีนั่นเอง เพื่อให้ทราบตัวอักษรที่แท้จริงของรหัสผ่าน ให้คุณเอาไปเทียบตัวอักษรในตารางด้วยเลขฐานสิบหกได้เลยครับ
| ... | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เลขฐานสิบหก | 68 | 61 | 70 | 70 | 79 | 32 | 30 | 30 | 30 |
| หลังจากแปลงรหัส | h | a | p | p | y | 2 | 0 | 0 | 0 |
ดังนั้น รหัสผ่านของตัวอย่างคือ happy2000 นั่นเอง(มี 9 ตัวอักษร)
จากที่คุณได้ทำมานั้นอาจบอกได้ว่า "การแฮกรหัส Access 2000,2002 มันมีขั้นตอนเยอะกว่า ของเวรอ์ชั่น 97 มากครับ }}
โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ - ตั้งอยู่ประชานิเวศน์ 3 ซอยสามัคคี จ. นนทบุรี
[แก้ไข] การทดลองของผู้ใช้ Poly1800
บร๊ะเจ้า บร๊ะเจ้าอออ [บร๊ะเจ้า]
[แก้ไข] ความจริง xx ประการในเกมยุคเก่า
คำเตือน:เนื้อหาภายในอาจไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน (ที่เกิดไม่ทัน) และยังอาจส่งผลกระทบทำร้ายจิตใจคน (ไม่อยาก) แก่ได้ ขอแนะนำให้อ่านด้วยความระมัดระวัง
1. ชื่อเกมมักจะเอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง อย่างเล่นเหมือนนินจา ไตเติ้ลมีไฟขึ้น ให้เรียกว่านินจาไฟ 2. เช่นเดียวกับตัวละคร อาวุธและไอเทมทั้งหลายทั้งปวง มักจะมีชื่อเรียกง่ายๆอย่าง ตัวแดง, ตัวน้ำเงิน, ขวดเลือด, ยากันยุง, ป๊อก, โดนัท, ยันต์, ลูกไฟ 3. เปิดเกมมาถ้ามีฉากเดโมจะถือว่ากราฟิกสวยเป็นที่ตื่นตาตื่นใจ ถึงส่วนอื่นจะห่วยก็เถอะ 4. สร้างจากการ์ตูนหรือหนัง คนจะสนใจเป็นพิเศษ ตรงข้ามกับสมัยนี้ 5. ถ้ามีตัวละครให้เลือก คนจะชอบใช้ตัวมีปืนหรืออาวุธยิงไกลก่อน 6. เล่นกราดิอุสใช้กันแต่เลเซอร์ ปืนอีกแบบน้อยใจแย่ 7. คนเล่นมาริโอสองต้องเตะกระดองทำ 100 UP จริงๆทำได้ตั้งแต่ภาคแรกแล้วนะ 8. เล่นร็อคแมนต้องประหยัดอาวุธ แต่ตอนจบเหลือเพียบทุกที ไม่รู้งกไว้ทำไม 9. หลายคนเคยออกแบบบอสส่งประกวด หรืออย่างน้อยก็เก็บไว้ดูเล่น 10. คุนิโอะรวมกีฬา จัดเป็นเกมไฟท์ติ้ง ไม่ใช่เกมกีฬา 11. คนเล่นแส้ครั้งแรก จะสงสัยว่าทำไมหัวใจไม่เติมพลังให้ 12. สู้หัวหน้าใหญ่มาไคมูระให้ชนะ ยังง่ายกว่าเล่นฉากแรกให้ผ่าน 13. คนเล่นแบทเทิลซิตี้ ต้องเคยสร้างฉากเอาเหล็กมาล้อมฐาน 14. เกมซึบาสะ ใครไม่มีไม้ตายมักจะถูกจับนั่งสำรอง ถึงค่าพลังมันจะเก่งกว่าตัวจริงก็ตาม 15. อย่าแปลกใจถ้าตลับรวม 500 in 1 มีเกมให้เล่นจริงๆน้อยกว่า 64 in 1 16. คนส่วนใหญ่ที่กลับมาเล่นตอนนี้ จะสงสัยว่าตอนเด็กทนเล่นไปได้ยังไง 17. โดนทีเดียวตายแปลว่าให้พริ้วหลบ โดนหลายทีตายแปลว่าไม่มีให้หลบ 18. ทำไมแตะถูกตัวศัตรู เราต้องเป็นฝ่ายเจ็บทุกที 19. เจอฉากวกวนประตูเยอะ อย่าลืมเอากระดาษดินสอมาเขียนแผนที่ 20. ไอเทมอะไรซ่อนอยู่ตรงไหน จำแม่นกว่าหนังสือเรียนอีก 21. ถ้าเซฟกลางทางได้ทุกที่ ถือเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยนี้ รวดเดียวจบ 8 ชั่วโมงไม่มีคอนทินิว ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยนั้น 22. เกมเล่นสองคนช่วยกัน สร้างความแตกแยกได้พอๆกับความสามัคคี 23. อัดโดนกันเอง แย่งตัวกันใช้ ดึงจอ ไอเทมข้าใครอย่าแตะ 24. ถ้ามีกองเชียร์ กองแช่งรอบๆ เล่นคนเดียวก็เหมือนเล่นทั้งบ้าน 25. กราฟิกพิกเซล 2 มิติต้องใช้จินตนาการอย่างสูงในการรับชม 26. ถึงดูภายนอกจะคล้ายลิงเต้นยึกยือ แต่ถ้าเกมบอกว่าเป็นหุ่นยนต์หรือฮีโร่ในตำนานก็ต้องเป็นอย่างนั้น 27. อะไรที่นึกว่าเป็นไอเทม แตะถูกอาจจะตายได้ อะไรที่นึกว่าเป็นศัตรู ไม่รีบเก็บอาจจะหายไป 28. พระราชาชอบให้เราไปกู้โลก ด้วยมีดปาดเนย กระบองไม้ หรือชุดผ้าเห่ยๆ 29. อย่าอ้างว่าไม่มีงบ ทหารยามแถวนั้นยังถือหอกใส่เกราะเหล็กเลย 30. แต่อย่างน้อยก็ให้หยิบของในบ้านคนอื่นไปใช้ได้หน้าตาเฉย 31. เก็บเงินซื้ออาวุธชุดเกราะเป็นชั่วโมง เดินไปอีก 10 นาทีดันเจอของดีกว่า (และแพงกว่า) ขายอยู่ให้เจ็บใจเล่น 32. ถ้าเกมมีสูตร แปลว่าตั้งใจให้ใช้ ไม่เรียกว่าโกง 33. เล่นปกติพริ้วอย่างเทพ แต่พอใส่สูตร 30 ตัวตายกันกระจาย 34. ในนิตยสารเกม คนอ่านหน้าสูตรมากกว่าข่าวเกมใหม่เปิดตัวอีก 35. ชาร์ตอันดับความนิยม เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ไม่กี่เกมหรอก 36. จดพาสเวิร์ดผิด คิดจนตัวตาย 37. ภาษาญี่ปุ่นขีดบนขีดล่างอ่านยาก คู่มือบางยี่ห้อเลยใช้วิธีใบ้หวย บอกเป็นเลขแนวตั้งแนวนอนตัวที่เท่าไหร่แทน 38. ฟ้าส่งระบบเซฟเกมมาเกิด ไยต้องส่งเซฟหายตามมาด้วย 39. หนังสือคู่มือเจ้าไหนพิมพ์ผิดถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ เพราะสมัยนั้นไม่มี Gamefaqs 40. การ์ตูนเฉลยเกม ไม่ต้องเล่นก็อ่านสนุก 41. ใครได้อ่านการ์ตูนประเภทไม้ตายกดรัวสายฟ้าฟาด ไขว้แขน ตีลังกาเล่น มักจะลองทำตาม 42. พูดถึงเครื่องดิสค์แดง ก็ต้องพูดถึงเกมเป่ายิ้งฉุบ (อิอิ) 43. เกมยิงส่วนใหญ่ จอยเทอร์โบมักใช้ไม่ได้ผล 44. ตลับไม่เคยงอแง แค่เล่นตัวนิดหน่อย เอามาเป่า เสียบใหม่ ขยับๆเดี๋ยวก็ติด 45. คนเล่นเกมเยอะไม่จำเป็นต้องมีตลับเยอะ ถ้าแผ่นแท้สมัยนี้เล่นจบแล้วเอาไปเปลี่ยนได้บ้างก็ดี 46. "หม้อแปลงไหม้" เป็นเรื่องธรรมชาติ 47. พอๆกับเผลอเตะถูกปลั๊ก อย่าทำตอนเล่นกับเพื่อนเชียว 48. เครื่องของเพื่อนก็เหมือนของเรา ยืมมาแล้วช่วยคืนในสภาพเดิมด้วย 49. ถึงคุณพ่อคุณแม่จะไม่รู้เรื่องเครื่องเกม แต่ท่านช่วยเราต่อราคาได้แน่นอน 50. ใครอ่านแล้วโดนกว่าครึ่ง จะนึกข้อต่อไปเพิ่มได้เรื่อยๆ [1]
[แก้ไข] อ้างอิง
[แก้ไข] เทสๆ
เทสๆ ฮัลโหล เทสๆ
หวัดดีคับผมเป็นเด็กเกรียนระยะสุดท้าย ตอนนี้ไม่มีไรทำ เลยมาร่วมเกรียนด้วยคน แต่ตอนนี้ผมกะลังงง มันใช้ไงหวะเนี่ย
ตรูจะอัพโหลดภาพ เอ ~ อ่อ ต้องอัพโหลดภาพที่ [1]ก่อน
อ้าวเวน กรุยังไมได้สมัครเลยนิหว้า เอ้ยแต่คืนนี้ไงต้องทำให้ได้เว้ย ติ้กๆๆ เวนหาเมนูสมัครสมาชิกไม่เจออีก = =" ว้อย
อ่อกรุเจอละ
ต่อไปนี้จะลองอัพภาพซักภาพเพื่อเป็นการเทส
จะติดป่าวหว้าเม่ม เพี้ยงๆ
ปล.ฝากตัวไว้ด้วยวันหลังจะมาเกรียน
จะติดป่าวหวะเนี่ย
[แก้ไข] ศาสนาเซออน
เมบสายฟ้าเซออนเป็นบร๊ะอนุชาของทั่นกัชเบว แต่บร๊ะเจ้าได้ให้ให้พลังเมบสุดในโลกปิศาจ บาโอ ให้ท่านกัชเบว ด้วยเหตุนี้เอง ท่านเมบเซออนจึงแค้นกัช จึงพาไปให้สาวกประมูลบลัสเกรียน
[แก้ไข] ศาสนาเซออน
เมบสายฟ้าเซออนเป็นบร๊ะอนุชาของทั่นกัชเบว แต่บร๊ะเจ้าได้ให้ให้พลังเมบสุดในโลกปิศาจ บาโอ ให้ท่านกัชเบว ด้วยเหตุนี้เอง ท่านเมบเซออนจึงแค้นกัช จึงพาไปให้สาวกประมูลบลัสเกรียน
[แก้ไข] ศาสนาเซออน
เมบสายฟ้าเซออนเป็นบร๊ะอนุชาของทั่นกัชเบว แต่บร๊ะเจ้าได้ให้ให้พลังเมบสุดในโลกปิศาจ บาโอ ให้ท่านกัชเบว ด้วยเหตุนี้เอง ท่านเมบเซออนจึงแค้นกัช จึงพาไปให้สาวกประมูลบลัสเกรียน
[แก้ไข] ประเทศเทย
[แก้ไข] ประเทศไทยแต่เดิมมีชื่อว่า "ประเทศสยาม" หรือ "สยามประเทศ"
ดินแดนที่เป็นประเทศไทยส่วนใหญ่นับแต่บริเวณภาคใต้ไปจนภาคเหนือ อันเป็นเขต ป่าเขานั้น อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า กึ่งชุ่มชื้น และกึ่งแห้งแล้ง จึงเป็นบริเวณที่เหมาะสมแก่การตั้งหลักแหล่งของชุมชนมนุษย์ให้เป็นบ้านเมืองได้เกือบทั้งสิ้น
รัฐหรือแคว้นในดินแดนประเทศไทยในระยะแรกเริ่มส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 7-8 เรื่อยมา จนถึงพุทธศตวรรษที่ 15 การย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานจึงเลือกเฟ้นและจำกัดอยู่ในบริเวณภูมิภาคดังกล่าว ที่มีความเหมาะสมทั้งในด้านเกษตรกรรมและการเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้ากว่าบริเวณอื่น ๆ ภาคอื่นซึ่งได้แก่ภาคเหนือและบริเวณอื่นที่ใกล้เคียงก็มีผู้คนอยู่เพียงแต่มีแต่เป็นชุมชนเล็ก ๆ กระจายอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ เท่านั้น
กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถลงมา นับได้ว่ามีฐานะเป็นราชอาณาจักรสยามอย่างแท้จริงสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นอาณาจักรสยามอย่างแท้จริง คือมีหลักฐานทั้งด้านพระราชพงศาวดารและกฎหมายเก่าตลอดจนจารึกและลายลักษณ์อื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการปฏิรูปการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินที่รวมศูนย์แห่งอำนาจมาอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์ ณ ราชธานีเพียงแห่งเดียว
นั่นก็คือ การยกเลิกการแต่งตั้งเจ้านายในพระราชวงศ์ เช่น พระราชโอรส พระราชนัดดา ไปปกครองเมืองสำคัญที่เรียกว่า เมืองลูกหลวง หรือหลานหลวง ตั้งแต่ก่อนออกกฎข้อบังคับให้บรรดาเจ้านายอยู่ภายในนครโดยมีการแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง ชั้นยศ ศักดิ์ และสิทธิพิเศษของแต่ละบุคคล ส่วนในเรื่องการปกครองหัวเมืองนั้น โปรดให้มีการแต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางไปปกครองเจ้าเมือง ขุนนาง และคณะกรรมการเมืองแต่ละเมืองมีตำแหน่ง ยศ ชั้น ราชทินนาม และศักดินา ลำดับในลักษณะที่สอดคล้องกับขนาดและฐานความสำคัญของแต่ละเมือง ส่วนเมืองรองลงมาได้แก่ เมืองชั้นโท และชั้นตรี ที่มีเจ้าเมืองมียศเป็นพระยาหรือออกญาลงมา บรรดาเจ้าเมืองเหล่านี้ไม่มีอำนาจและสิทธิในการปกครองและการบริหารเต็มที่อย่างแต่ก่อน จะต้องขึ้นอยู่กับการควบคุมของเจ้าสังกัดใหญ่ในพระนครหลวง ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายทหารและพลเรือน
นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ลงมา ผู้ที่เรียกว่าชาวสยามหรือเมืองที่เรียกว่าสยามนั้น หมายถึงชาวกรุงศรีอยุธยาและราชอาณาจักรอยุธยาในลักษณะที่ให้เห็นว่าแตกต่างไปจากชาวเชียงใหม่ ชาวล้านนา ชาวรามัญ ชาวกัมพูชา ของบ้านเมืองที่อยู่ใกล้เคียงกัน
[แก้ไข] ที่ตั้งของประเทศไทย
ประเทศไทยตั้งอยู่ในทวีปเอเชียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริเวณพื้นที่ที่เรียกว่า "คาบสมุทรอินโดจีน" ซึ่งมีความหมายมาจากการเป็นคาบสมุทรที่เชื่อมต่อ คืออยู่ระหว่างกลางของดินแดนใหญ่ 2 บริเวณ คืออินเดียทางตะวันตก และจีนทางตะวันออก โดยล้อมรอบไปด้วยเพื่อนบ้านใกล้เคียง คือ พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเพื่อนบ้าน ในเขตภูมิภาคคือ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน และฟิลิปปินส์
[แก้ไข] ภาษา
ประเทศไทยมีภาษาของตนเองโดยเฉพาะทั้งภาษาพูดและเขียนเป็นภาษาประจำชาติ เรียกว่า "ภาษาไทย" เราไม่ทราบแน่นอนว่าภาษาไทยกำเนิดมาจากแหล่งใด แต่เมื่อพบศิลาจารึกที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 1826 เป็นต้นมา ทำให้เราสามารถทราบประวัติและวิวัฒนาการของภาษไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนกระทั่งถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะตัวเป็นภาษาที่มีระดับเสียง โดยการใช้วรรณยุกต์กำกับ คือมีเสียงวรรณยุกต์ 4 รูป คือ ไม้เอก โท ตรี และจัตวา กำกับบนอักษรซึ่งปัจจุบันมีอักษรใช้ 44 ตัว แบ่งออกเป็นอักษรสูง 11 ตัว อักษรกลาง 9 ตัว และอักษรต่ำ 24 ตัว มีสระ 28 รูป ซึ่งมีเสียงสระ 32 เสียง ประกอบคำโดยนำเอาอักษรผสมกับสระวรรณคดี ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง นั้นกวีได้นำคำมารจนาให้เกิดความไพเราะเพราะพริ้งได้ ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากลักษณะของภาษาไทย นั่นเอง
[แก้ไข] เมืองหลวง
กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีเนื้อที่กว้าง 1,549 ตารางกิโลเมตร เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญต่าง ๆ ของชาติแต่เดิม กรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นจังหวัด ๆ หนึ่งเรียกชื่อตามราชการว่า จังหวัดพระนคร ต่อมาได้รวมกับจังหวัดธนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับกรุงเทพฯ ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 ลงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2514 เป็นจังหวัดเดียวกันโดยเรียกชื่อใหม่ว่า นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335
[แก้ไข] รัฐบาลและการปกครอง
ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ประเทศไทยมีการจัดระเบียบการปกครองภายในประเทศอย่างเป็นระบบ มาช้านานแล้ว ซึ่งยังผลให้ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่นและสามารถรักษาเอกราชมาได้จนถึงทุกวันนี้ การปกครองของไทยได้ปรับและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับกาลสมัย และเป็นไปตามความต้องการของประเทศชาติเสมอมา ทำให้วิธีดำเนินการปกครองแต่ละสมัยแตกต่างกันไป
[แก้ไข] สมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - 1981)
การปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก ผู้ปกครองคือพระมหากษัตริย์ คำนำหน้าของ พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยนั้นจึงใช้คำว่า "พ่อขุน"
[แก้ไข] สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893 - 2310)
เริ่มต้นเมื่อพระเจ้าอู่ทอง ทรงตั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีเมื่อราวปี พ.ศ. 1893 คำที่ใช้เรียกพระเจ้าอู่ทองมิได้เรียก "พ่อขุน" อย่างที่เรียกกันมาครั้งสุโขทัย แต่เรียกว่า "สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัว" พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเทวราชหรือสมมติเทพ เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ปกครองแผ่นดิน
[แก้ไข] สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325 - 2475)
ได้นำเอาแบบอย่างการปกครองในสมัยสุโขทัย และอยุธยามาผสมกัน ฐานะของพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้อยู่ในฐานะเทวราชหรือสมมติเทพดังแต่ก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎรมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ถึงแม้จะปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่มีลักษณะประชาธิปไตยแฝงอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น แทรกอยู่ในการปกครองพระมหากษัตริย์ทรงให้สิทธิเสรีภาพแก่ประขาชนในการดำรงชีวิต การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สิ้นสุดลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการ ปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีศูนย์อำนาจการปกครองอยู่ที่ 3 สถาบันสำคัญคือ สถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งมีรัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจในการออกกฎหมาย สถาบันบริหารซึ่งมีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร และสถาบันตุลาการซึ่งมีศาลสถิตยุติธรรมเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่พิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธย
[แก้ไข] ศาสนา
ประเทศไทย มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ คนไทยสามารถนับถือศาสนาต่าง ๆ กันได้ แต่มีผู้นับถือศาสนาพุทธกว่าร้อยละ 90 คนไทยยังนับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และซิกซ์ เป็นต้น รัฐธรรมนูญของไทยและกฎหมายอื่น ๆ ให้ความคุ้มครองในเรื่องการนับถือศาสนาเป็นอันดี ไม่ได้บังคับให้ประชาชนชาวไทยนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เป็นการเฉพาะ โดยถือว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนานิกายของศาสนา แม้ศาสนาต่าง ๆ จะมีแนวทางปฏิบัติและรายละเอียดบางประการที่แตกต่างกันแต่ก็มีหลักเดียวกันคือต่างมุ่งสอนให้ทุกคนประกอบความดี ละเว้นความชั่ว ทั้งนี้เพื่อความเจริญของบุคคลในทางร่างกาย และจิตใจ อันจะนำสันติสุขมาสู่สังคมส่วนรวม
ธรรมมะในพุทธศาสนาบางข้อไม่สามารถนำมาใช้ในปัจจุบันได้ เช่น ทำดีใด้ดี
[แก้ไข] ลองๆๆๆๆ
ไอ้หมักไอ้สัด กูงง by - OhShit
[แก้ไข] ลอง
ลอง
[[ภาพ:แม่แบบ:Example.jpgห้ามสวมใส่แว่นตาสีดำ]][[ภาพ:{| class="wikitable"
|-
Example.jpg
|}]]
