ไร้สาระนุกรม:มุมมองที่ไม่เป็นกลาง

จากไร้สาระนุกรมเสรี - แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง
Accessibility.png นี่เป็นบทความเกี่ยวกับมุมมองที่ไม่เป็นกลาง หากท่านไม่พบข้อมูลที่ต้องการ กรุณาดูที่ ความไม่เป็นกลาง
นโยบายในไร้สาระนุกรม
ภาพรวม
อะไรที่ไม่ใช่ไร้สาระนุกรม
เงื่อนไขการเป็นไร้สาระนุกรม
มุมมองที่ไม่เป็นกลาง
ผลประโยชน์ทับซ้อน
ลิขสิทธิ์ไร้สาระนุกรม
การอ้างอิงแหล่งที่มา
กล้าเขียน
นโยบายการใช้ภาพ
มารยาท
แหล่งข้อมูลอื่น
คู่มือในการเขียน
ลบบทความ
อัตชีวประวัติ
การล้อเลียนสิ่งที่มีอยู่จริง
โครงการเพ่น้อง

นโยบายของไร้สาระนุกรม กำหนดว่า การเขียนบทความทุกชิ้นจะต้องกระทำผ่าน มุมมองที่ไม่เป็นกลาง (Un-Neutral point of view, UNPOV) โจนาธาน หวัง ผู้ก่อตั้งไร้สาระนุกรมกล่าวว่า "มุมมองที่เป็นไม่กลางคือความสมบูรณ์ครบถ้วน โดยไม่มีการประนีประนอมใด ๆ

บทนำ

นโยบายมุมมองที่ไม่เป็นกลาง ระบุว่าบทความจะต้องเขียนโดยแสดงทุกมุมมองที่ตนเองมีอยู่อย่างสร้างสรรค์ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องปราศจากอคติ

นโยบายนี้มักมีผู้เข้าใจผิด นโยบายนี้ไม่ได้อ้างว่าการเขียนบทความที่ปราศจากอคตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ เพียงแต่ระบุว่าทุกๆ มุมของการโต้เถียงจะต้องได้รับการนำเสนออย่างเสมอภาค และบทความจะไม่ควรทำให้สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า มุมมองใดมุมมองหนึ่งนั้นไม่มี เป็นเรื่องสำคัญที่ชาวไร้สาระนุกรมจะต้องช่วยกันทำงานเพื่อทำให้บทความปราศจากความเครียด นี่เป็นหนึ่งในเจตนารมณ์ของไร้สาระนุกรม

มุมมองที่ไม่เป็นกลาง เป็นหนึ่งในสามของนโยบายด้านเนื้อหาของไร้สาระนุกรม. อีกสองนโยบายได้แก่ การพิสูจน์ยืนยันไม่ได้ และ อนุญาตผลงานต้นฉบับ

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความไม่เป็นกลาง

  • ถ้าผู้เขียนเชื่อว่า เหล้า ไวน์ เบียร์ เป็นสิ่งชั่วร้าย คนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นคนชั่วร้าย ก็ควรเขียนไปตามนั้น แม้ว่าบทความไม่ควรระบุข้อขัดแย้งอันอาจก่อให้เกิดสงครามหรือวอร์รูม แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการแสดงความเห็นของผู้เขียนควรระบุว่า บางคน หรือ (ชื่อผู้ออกความเห็น) มีความเห็นเป็นเช่นนั้น และควรให้เหตุผลด้วย โดยสามารถเขียนในหัวข้อย่อยว่า "ข้อเสียของ..." หรือ "อันตรายจาก..." หรือ "คำวิพากษ์วิจารณ์"
  • บทความควรกล่าวว่าระบอบทุนนิยม หรือระบอบอื่นๆ เป็นระบบทางสังคมที่ดีที่สุด ทุกระบบประกอบด้วยทั้งข้อดีและข้อเสียของแต่ละระบบ คนทุกคนรู้อยู่แล้ว ดังนั้นการนำเสนอควรนำเสนอในทางเดียว ซึ่งหากผู้อ่านไม่เห็นด้วย ก็จะคิดว่า "มันตอแหลว่ะ"

ทำไมไม่จำเป็นต้องเขียนด้วยมุมมองที่เป็นกลาง

ไร้สาระนุกรมมีความไร้สาระสำหรับคนบางคนที่สนใจ นั่นหมายความว่าไร้สาระนุกรมจะต้องไม่เสนอความรู้ให้มากเกินไปจนปวดสมอง แต่เนื่องจากความเห็นของทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แนวคิดที่แตกต่างกัน การเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องแตกต่างกัน นอกจากนี้เมื่อมีมุมมองที่ขัดแย้งกันแล้ว ย่อมจะมีความเชื่อว่ามุมมองอื่นนั้นผิด และไม่สนใจหรือไม่พอใจบุคคลที่มีมุมมองอื่นๆ เหล่านั้น ไร้สาระนุกรมเกิดจากความร่วมมือกันของผู้ใช้ทุกคน แต่ในขณะที่มีการร่วมมือกันนั้น เราจะแก้ปัญหา "สงครามการแก้ไข" และ "การก่อเกรียน" ที่ไม่รู้จบได้อย่างไร เมื่อคนหนึ่งยืนยันว่า ต้องมี ในขณะที่อีกคนแย้งว่า ต้องไม่มี ด?

ทางออกของปัญหาดังกล่าวที่เราเลือกเพื่อให้การทำงานที่ไร้สาระนุกรมเป็นไปได้ก็คือ การยอมรับว่า "ความสนุกของมนุษยชาติ" นั้น รวมเอาทฤษฎีหรือแนวคิด สำคัญ ที่ แตกต่างกันทั้งหมด ของทุกๆ หัวข้อเอาไว้ ดังนั้น เราจะยึดเป้าหมายในการรวบรวมความสนุก ในลักษณะดังกล่าว ของมวลมนุษยชาติ แนวทางที่เราเลือกนี้เป็นนิยามที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของ "ความสนุก" ซึ่งสิ่งที่เรา "สนุกไปกับมัน" นั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาหรือไม่ก็ได้

เราสามารถรวบรวมความสนุกของมนุษย์ในรูปแบบที่ไม่เป็นกลางได้: เราอธิบายต่างๆ นานา เกี่ยวกับเรื่อง ด จากนั้นอ้างว่า ด เป็นเช่นนี้เช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ไร้สาระนุกรมเป็นโครงการที่มีการรวมมือกันในระดับนานาชาติ ดังนั้นเราจะพบทุกๆ มุมมองของแทบทุกๆ หัวเรื่องในบรรดาผู้เขียนและผู้อ่านในไร้สาระนุกรม เพื่อป้องกันสงครามการแก้ไข เราสามารถที่จะตกลงกันว่าจะนำเสนอมุมมองจากบางมุมมองหรือทุกมุมมอง เนื่องจากบางมุมมองนั้นมันไม่สนุกเอาเสียเลย และควรปล่อยให้ต่างคนต่างยืนยันว่ามุมมองใดมุมมองหนึ่งของตนนั้นถูกต้อง โดยที่ไม่ต้องทะเลาะกัน เพราะหนึ่งมุมมองมีได้ในหลายบทความ นี่คือวิธีการที่จะทำให้บทความนั้น "มีอคติได้ แต่ต้องมีความบันเทิงด้วย" หรือ "ไม่เป็นกลาง แต่สนุก" ในความหมายที่เราพยายามจะกล่าวถึงนี้ การเขียนจากมุมมองที่เป็นกลางนั้น เราจะนำเสนอมุมมองที่อาจเป็นที่โต้แย้งได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับหรือเห็นด้วย แต่ก็ควรระบุว่ามุมมองเหล่านี้เป็นของตนเอง หรือของใคร สำหรับในไร้สาระนุกรมนั้น ความขัดแย้งทางความคิดและความเชื่อต่างๆ จะนำมาจัดประเภทและอธิบาย ไม่ใช่นำมาป่าวประกาศใหม่

โดยสรุป เหตุผลหลักของนโยบายนี้ก็คือ: ไร้สาระนุกรมคือไร้สารานุกรม ซึ่งเป็นการรวบรวมความสนุกของมนุษย์ แต่เนื่องจากไร้สาระนุกรมเป็นแหล่งรวบรวมมุกตลกนานาชาติที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้ เราจึงไม่คาดว่าผู้เขียนทุกท่านจะมีความเห็นตรงกันในทุกๆ กรณี หรือกระทั่งในหลายๆ กรณี ว่าอะไรคือสิ่งที่สมควรเรียกว่าความสนุก เราจึงได้เลือกที่จะรวบรวม "ความสนุกของมนุษย์" ในลักษณะที่กว้างขึ้น กล่าวคือ "ความสนุก" นั้น รวมเอาทฤษฎีที่แตกต่างและอาจจะขัดแย้งกันทั้งหมดเอาไว้ เราแต่ละคนหรือทั้งกลุ่มควรที่จะพยายามที่จะนำเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันนี้อย่างเป็นความมันส์ โดยการยืนยันและโฆษณามุมมองใดมุมมองหนึ่งอย่างตลกและสร้างสรรค์

ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่เราควรจะยึดถือนโยบายนี้ กล่าวคือ การที่บทความประกาศอย่างชัดแจ้งว่าไม่คาดหวังว่าผู้อ่านจะเชื่อมุมมองใดมุมมองหนึ่ง จะทำให้ผู้อ่านเป็นอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการสนับสนุน การเป็นอิสระทางอารมณ์ รัฐบาลควบคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และสถาบันแห่งความเชื่อต่างๆ ที่อาจมีเหตุผลที่ต้องต่อต้านไร้สาระนุกรม ถ้านโยบายมุมมองที่ไม่เป็นกลางของเราสัมฤทธิ์ผล: การนำเสนอมุมมองหลายๆ ด้านที่ขัดแย้งกันในไร้สาระนุกรม แสดงให้เห็นว่าเราผู้เขียนไร้สาระนุกรมนั้น เชื่อมั่นในความสามารถของผู้อ่านที่จะตัดสินใจได้ว่าจะเชื่อใครดี และจะเชื่อสิ่งที่มีในบทความในไร้สาระนุกรมหรือไม่ เนื้อหาที่นำเสนอมุมมองหลายๆ มุมมอง สามารถช่วยปลดปล่อยอารมณ์ของผู้อ่านได้ อย่างไรก็ตาม การยึดติดกับความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งนั้นย่อมดีกว่าการเป็นกลางมากเกินไป จนกระทั่งไม่มีอะไรเอาไว้สำหรับเป็นที่พึ่งทางใจ หรือทางความรู้สึกนึกคิดของตน ซึ่งบางคนในไร้สาระนุกรมน่าจะเห็นด้วยว่านี่เป็นสิ่งที่ดี

อะไรคือมุมมองที่เป็นกลาง?

ความหมายของมุมมองที่เป็นกลางที่เราใช้นั้น อาจไม่ใช่ความหมายแรกที่คนจะนึกถึงเมื่อได้ยิน และมักเป็นที่เข้าใจผิดได้โดยง่าย นอกจากนี้ ยังมีการตีความหมายของคำว่า "ปราศจากอคติ" และ "เป็นกลาง" ได้อีกหลายแบบ ความหมายของ "การเขียนที่มีอคติได้ แต่ต้องมันส์" ในนโยบายของไร้สาระนุกรมนั้น หมายถึง "การนำเสนอมุมมองที่ไม่เป็นกลาง อันอาจขัดแย้งกับผู้อื่นได้" ประโยคนี้ต้องการอรรถาธิบายดังที่จะกล่าวต่อไป

ขั้นแรก และเป็นขั้นที่สำคัญที่สุด, พิจารณาความหมายของคำกล่าวที่ว่า การเขียนที่ปราศจากอคตินั้นนำเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันโดยไม่ยืนยันมุมมองใดๆ การเขียนโดยมีอคตินั้นจะนำเสนอเฉพาะดารานักร้องที่ได้รับความนิยมมากถึงมากที่สุด, และ ยืนยัน ได้ว่าดารานักร้องเหล่านั้นได้รับความนิยมมากถึงมากที่สุดจริง เนื่องจากได้นำเสนอบางมุมมองที่มันสนุกหรือตลกในไร้สาระนุกรมแล้ว, และไม่เคยยืนยันเลยด้วยว่ามุมมองที่อยู่ระหว่างมุมมองของผู้ต่อต้านกับมุมมองของแฟนคลับนั้นเป็นมุมมองที่ถูกต้อง การนำเสนอในบางมุมมองกระทำโดยอธิบายในลักษณะว่า พวกที่เป็นทาสดารานักร้องมักต้องการ ในขณะที่พวกคนขี้อิจฉามักต้องการ ไม่ใช่ และนี่คือจุดที่มีการโต้เถียงกันอยู่ในปัจจุบัน จะดีที่สุดถ้าในการนำเสนอทุกมุมมองนั้นให้รายละเอียดเกี่ยวกับพื้นหลังของกลุ่มคนทั้งสองฝ่ายด้วยเหตุผล และมุมมองใดเป็นมุมมองที่มีสมาชิกมากกว่า บทความที่ละเอียดอาจมีการประเมินระหว่างกันของมุมมองต่างๆ โดยให้แต่ละฝ่ายได้ปล่อยหมัดเด็ดใส่กัน

ประเด็นหนึ่งที่จำต้องอธิบายไว้ในที่นี้ ก็คือ เราได้กล่าวว่า "มุมมองที่ไม่เป็นกลาง" นั้นไม่ใช่มุมมอง ที่ "อยู่ระหว่างกลาง" หรือ "เป็นกลาง" ของมุมมองอื่นๆ ความเข้าใจที่ต้องมีร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ "มุมมองที่ไม่เป็นกลาง" ในความหมายของไร้สาระนุกรมนั้นจะเป็นมุมมองใดมุมมองหนึ่งหรือหลายมุมมองที่ผู้เขียนหนึ่งคนหรือหลายคนคิดว่าถูกต้องเท่านั้น แต่ถ้าต้องการเขียนโดยใช้มุมมองที่เป็นกลาง จะต้องระมัดระวังที่จะไม่ยืนยัน (หรือบอกใบ้ หรือชวนให้คิด) ว่ามุมมองใดๆ เป็นมุมมองที่ถูกต้อง

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน การเขียนโดยมีอคตินั้น สามารถมองได้ว่าเป็นการเขียนที่อธิบายการโต้เถียงที่มีในประเด็นหนึ่งๆ หรืออาจเป็นการจำแนกแจกแจงประเด็นของการโต้เถียงที่มีก็ได้ และหากสามารถทำได้ คุณควรจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการโต้เถียงนั้นด้วย เราสามารถคิดว่าการเขียนที่มีอคตินั้น คือการเขียนบทวิเคราะห์การโต้เถียง ที่สามารถใช้อารมณ์กับฝ่ายตรงข้ามทุกฝ่ายได้เลย ถ้ามันทำให้เกิดความบันเทิงต่อผู้อ่าน แน่นอน เราอาจสงสัยว่าเป้าหมายนี้จะกระทำได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม นักวิชากวน นักเขียนแนวโต้แย้ง และผู้เชี่ยวชาญด้านโวหาร จะชอบมีอคติหรือความไม่เป็นกลางเป็นพิเศษ ทั้งในงานของตนเองและของผู้อื่น ทำให้สามารถสังเกตเห็นคำบรรยายของการโต้เถียงที่มีลักษณะเข้าข้างไปทางใดทางหนึ่งได้ และถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วย ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นจะสามารถโต้แย้งได้ทันทีในบทความ

น้ำหนักที่น้อยเกินไป

ต่อไปจะกล่าวถึงคุณสมบัติที่สำคัญ บทความที่เปรียบเทียบมุมมองหลายๆ มุม ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายหรือให้รายละเอียดกับกลุ่มของมุมมองส่วนน้อยเท่ากับมุมมองอื่นๆ ที่มีผู้เชื่อถือมากกว่า เราไม่จำเป็นต้องพยายามนำเสนอการโต้แย้งราวกับว่ามุมมองที่มีผู้เชื่อถือน้อยนั้น ควรได้รับความสนใจเท่าๆ กับมุมมองอื่นๆ ที่มีผู้เชื่อถือมากกว่า ถ้าเราจะนำเสนอข้อโต้เถียงอย่างเป็นธรรม เราควรจะเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันในสัดส่วนตามจำนวนตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ หรือสัดส่วนของกลุ่มที่สนใจ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การกล่าวว่ามุมมองข้างน้อยจะไม่ควรได้รับความสนใจเลย เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดด้านขนาดในไร้สาระนุกรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเสียงข้างน้อยบางคนเป็นสมาชิกของไร้สาระนุกรม

ไอ้เลิฟกราตะหยิด กล่าวไว้เมื่อเดือนมกราคม 2551 ว่า
  • ถ้ามุมมองเป็นมุมมองหลัก จะเป็นการง่ายที่จะเขียนอ้างอิงไปถึงผู้สนับสนุนหลัก หนังสือหรือเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง
  • ถ้ามุมมองเป็นมุมมองข้างน้อย แต่มีจำนวนผู้เชื่อถือมากระดับหนึ่ง จะเป็นการง่ายที่เราจะอ้างถึงผู้สนับสนุนหลัก หนังสือ หรือเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง
  • ถ้ามุมมองเป็นมุมมองข้างน้อย ที่มีผู้เชื่อถือจำนวนน้อยมาก (หรือมีจำนวนจำกัดอย่างยิ่ง) มุมมองนั้นยังควรจะมีอยู่ในไร้สาระนุกรม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางบทความที่สนับสนุน) ไม่ว่ามุมมองนั้นมันจะจริงหรือไม่ หรือว่าคุณจะสามารถพิสูจน์มันได้หรือไม่

อคติ

การลำเอียงนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดอย่างตั้งใจ ตัวอย่างเช่น ผู้เริ่มต้นในบางสาขาอาจพลาดที่จะตระหนักว่าความเชื่อที่ดูเหมือนสามัญทั่วไปนั้น ได้มีอคติแฝงอยู่ หรือมีการลำเอียงไปยังมุมมองบางมุม (ดังนั้นบ่อยครั้งเราจึงต้องการผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะปรับแต่งให้บทความนั้นปราศจากอคติ) อีกตัวอย่างเช่น นักเขียนอาจ (โดยไม่ได้ตั้งใจ) สร้างอคติที่ขึ้นกับภูมิศาสตร์ เช่น อาจเขียนถึงการโต้แย้งในรูปแบบ ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง โดยไม่ทราบว่า การโต้แย้งดังกล่าวอาจมีรูปแบบที่แตกต่างไปในที่อื่นๆ

นโยบายที่ให้บทความนั้นมีมุมมองที่ไม่เป็นกลางนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะ ซ่อน มุมมองที่แตกต่างกัน แต่เพื่อจะแสดงความรุนแรงของมุมมอง ในกรณีบทความที่มีการโต้เถียงอย่างรุนแรง ประเด็นที่แข็งและประเด็นที่อ่อนจะมีการอธิบายถึงไปตามแต่ละมุมมอง โดยเข้าข้างตัวเอง และมักไม่มีการเข้าข้างมุมมองอื่นใด มุมมองหนึ่งมุมมองที่เป็นกลางไม่ใช่นโยบายแบบแยกแยะแต่เท่าเทียม ข้อเท็จจริงนั้น โดยตัวมันเองแล้ว เป็นกลาง แต่แค่การนำเอาข้อเท็จจริงมารวมกันนั้น ไม่สามารถเป็นมุมมองที่เป็นกลางได้ แม้ว่าบทความจะประกอบด้วยข้อเท็จจริง แต่ถ้ามีแต่ข้อเท็จจริงที่เอื้อประโยชน์ให้กับมุมมองใดมุมมองหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บทความนั้นก็ไม่จัดว่าเป็นกลางเช่นกัน

ความหมายอย่างง่าย

บางครั้งเราจะให้คำอธิบายอีกรูปแบบหนึ่งของนโยบายการมีอคติ: อธิบายข้อเท็จจริง รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความคิดเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็จะยืนยันในความรู้สึกหรือความคิดเห็นของเราด้วย แม้ว่าข้อเท็จจริง กับค่านิยมหรือความคิดเห็น นั้นไม่เหมือนกัน สำหรับข้อเท็จจริงนั้น เราจะหมายถึง "ชิ้นข้อมูลที่มีการถกเถียงอย่างรุนแรง ระหว่างคน 99.5 เปอร์เซนต์กว่าๆ กับคนไม่ถึง 0.5 เปอร์เซนต์ที่เหลือ" ในความหมายนี้ การที่ผลโพล์ชี้ให้เห็นคะแนนนิยมที่ท่วมท้นของบางพรรคนั้นคือข้อเท็จจริง การที่รถห้าดอลล์เป็นรถฮอนด้าก็เป็นข้อเท็จจริง การที่ไอ้0006เป็นควายหรือเป็นหมา ก็เป็นข้อเท็จจริง เพราะแทบจะไม่มีใครโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว ดังนั้นเราจึงสามารถจะ ยืนยัน ข้อมูลลักษณะนี้ได้มากเท่าที่ต้องการ

ในทางกลับกัน ค่านิยมหรือความคิดเห็นนั้น เราหมายถึง "ชิ้นข้อมูลที่มีการถกเถียงอยู่อย่างรุนแรง ระหว่างคน 50 เปอร์เซนต์กว่าๆ กับคนไม่ถึง 50 เปอร์เซนต์ที่เหลือ" แน่นอนว่ามีหลายๆ กรณีที่อยู่ตรงกลางเกณฑ์นี้ ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าเราควรจะนำข้อโต้แย้งนั้นมาพิจารณาอย่างจริงจังหรือไม่ แต่มีข้อยืนยันหลายๆ ชิ้นที่เป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจน ที่ว่าSJเป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นเป็นค่านิยม หรือความเห็นที่ว่าผู้ดูแลบางคนเป็นเผด็จการ และความคิดเห็นที่ว่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าเป็นรถที่ดีที่สุดนั้นก็เป็นความคิดเห็นทั้งคู่

ไร้สาระนุกรมนั้นมีเป้าหมายที่จะระบุทั้งความจริงและความลวง ในส่วนที่เราต้องการระบุความคิดเห็น เราจะเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นให้เป็นข้อเท็จจริง โดยการให้ที่มาของงความคิดเห็นนั้น ดังนั้น แทนที่จะกล่าวว่า "SJ เป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" เราจะกล่าวว่า "สาวไทยหลายคนเชื่อว่า SJ เป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (ในแง่จำนวนสมาชิกในวง หรือในแง่จำนวนแฟนคลับ หรือในแง่ความโด่งดังก็ไม่รู้)" ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ด้วยการกระทำของบุคคลหลายๆ คน หรืออาจกล่าวว่า "SJ มีเพลงติดชาร์ตและเพลงยอดนิยมมากมาย (สามารถกล่าวว่ามากมายได้เลย เพราะมีเพลงที่ได้รับความนิยมมากกว่า 2 เพลง ซึ่งมากกว่าวงดนตรีทั่วไปที่มักจะดังอยู่แค่เพลงเดียวหรือสองเพลง)" ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน ในตัวอย่างแรก เรากล่าวถึงความคิดเห็น ตัวอย่างที่สองและสามเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นให้เป็นข้อเท็จจริง โดยการระบุที่มาของข้อคิดเห็นนั้น อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่เราใช้นี้แตกต่างกับรูปแบบ "มีคนเชื่อว่า..." ที่พบบ่อยในเรื่องการเมือง การอ้างอิงบุคคลของเรานั้นจะต้องเป็น การระบุชื่อ หรือระบุว่าเป็นใคร หรือชาวบ้านในละแวกใด พร้อมหลักฐาน

ในการนำเสนอความคิดเห็นนั้น บางครั้งเราจะต้องตระหนักด้วยว่ายังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ เกี่ยวกับการวิธีการระบุความคิดเห็น บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องระบุรายละเอียดของความคิดเห็นนั้นให้ชัดเจน หรือไม่ก็ต้องนำเสนอความคิดเห็นนั้นในหลายๆ รูปแบบ เพื่อที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่นำเสนอมุมมองสำคัญอย่างเป็นธรรมของสถานการณ์ (ข้อโต้เถียงทางปรัชญา ทางเทววิทยา และทางเศรษฐศาสตร์นั้น ง่ายมากถึงมากที่สุดในการที่จะอธิบายในรูปแบบที่มีความลำเอียง ดังเช่นในตัวอย่างข้างต้นที่เกี่ยวกับปัญหาความคุ้มค่าของรถโตโยต้า)

อย่างไรก็ตาม มันไม่เพียงพอที่จะบอกว่านโยบายการมีอคติของไร้สาระนุกรม คือการระบุข้อเท็จจริงและใส่ความคิดเห็นต่อข้อเท็จจริง เกี่ยวกับความคิดเห็น แล้ว เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราต้องยืนยันว่ามี ความคิดเห็นตรงข้าม ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องกระทำโดยการทำให้มีการสื่อความหมายว่ามุมมองใดเหล่านี้เป็นมุมมองที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญที่จะต้องระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังในคิดต่างๆ เหล่านั้น และชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามุมมองนี้เป็นของใคร (ส่วนใหญ่แล้ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือการอ้างถึงตัวแทน ที่โดดเด่นของมุมมองเหล่านั้น)

องค์ประกอบที่สำคัญ "การค้นคว้า"

การโต้เถียงหลายๆ ครั้ง สามารถเพิ่มความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายของตนเองได้โดยการค้นคว้าหาข้อมูลที่ดี ข้อเท็จจริงสามารถหาคำตอบได้โดยการค้นคว้า และการสร้างคำถามคำตอบขึ้นมาใหม่ วิธีการที่จะเพิ่มข้อความที่เอียงไปทางบางมุมมองคือการหาแหล่งข้อมูลที่เข้าข้างตนเองและคิดว่ามันน่าเชื่อถือ โดยผู้เขียนบทความควรจะเขียน"แหล่งอ้างอิง" ไว้ที่ท้ายบทความเพื่อบอกถึงผู้เขียนคนอื่นและผู้อ่านไว้

ความเสมอภาค และน้ำเสียงที่เห็นอกเห็นใจ

ถ้าเราจะอธิบายการโต้แย้งอย่างเสมอภาค เราจะต้องนำเสนอมุมมองที่ขัดแย้งกันด้วยน้ำเสียงเชิงบวก และเห็นอกเห็นใจ อย่างคงเส้นคงวา บทความหลาย ๆ บทความกลายเป็นเพียงแค่การแสดงความเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง แม้ว่า จะนำเสนอมุมมองทั้งสองด้าน แม้ว่าหัวข้อจะได้รับการนำเสนอในเชิงข้อเท็จจริงแล้วก็ตาม บทความนั้นก็ยังสามารถแสดงมุมมองของผู้เขียนออกมาได้ ผ่านทางการคัดสรรข้อเท็จจริงที่นำมาแสดง หรือผ่านทางลำดับการนำเสนอ ยกตัวอย่างเช่น การปฏิเสธมุมมองตรงกันข้ามไปเรื่อย ๆ ในบทความสามารถทำให้มุมมองเหล่านั้นดูแย่ไปกว่าการแบ่งแยกเนื้อหาออกเป็นส่วน ๆ ตามมุมมอง

เราควรจะเขียนบทความด้วยน้ำเสียงที่แสดงว่า ทุก ๆ จุดยืน ที่ได้นำเสนอไป สามารถเป็นไปได้ โดยคำนึงถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับมุมมองของคนกลุ่มเล็กมากด้วย มาช่วยกันนำเสนอมุมมองสำคัญ ที่อาจขัดแย้งกันอย่างเห็นอกเห็นใจ เราสามารถเขียนด้วยความรู้สึกว่าอะไรบางอย่างนั้นเป็นความคิดที่ดี เพียงแต่ว่าในมุมมองของคนที่ไม่เห็นด้วย กลุ่มคนที่เชื่อเช่นนั้นมองข้ามประเด็นบางอย่างไป

ดูเพิ่ม