การฟื้นฟูราชวงศ์โฮ่วหยวน

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น

จักรวรรดิเยลโล่ซัน
ปิตุภูมิอันทรงเกียรติเยลโล่ซัน

Blank.png
2487–2601 RussianFlag.png

ธงชาติเยลโล่ซัน

ธงชาติเยลโล่ซัน
คำขวัญ
"ฟ้าเดียวเกรียนออกไป ฟ้าเหลืองเข้าแทน"
เพลงชาติ
ปิตุภูมิอันทรงเกียรติเยลโล่ซัน
เยลโล่ซันภายใต้ราชวงศ์โฮ่วหยวนที่ถูกฟื้นฟู ในปี 2510
เยลโล่ซันภายใต้ราชวงศ์โฮ่วหยวนที่ถูกฟื้นฟู ในปี 2510
เมืองหลวง ไทรบุรี (2487)
นครสาดทำมะหลี
เมืองใหญ่สุด ใหญ่ทุกเมือง
ภาษาราชการ ภาษาเทยแบบเยลโล่ซัน ออกเสียงแบบภาษาใต้,ภาษาจีน,ภาษาเกาเหลา,ภาษาเวียดกาม,ภาษายุ่นปี่
วัน-เวลา สถาปนาประเทศ เมษายน ค.ศ. 2138 (รวมชาติ)
วัน-เวลา ล่มสลาย กันยายน ค.ศ. 2330
รัฐบาล อำมาตยาธิปไตย
จักรพรรดิแห่งเยลโล่ซัน
 - ค.ศ. 2487 - 2490 จักรพรรดิฮันเบ้งเต้
 - ค.ศ. 2589 - 2601 จักรพรรดิฮันจางเต้
ศาสนา ส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนา
ประเภท สินค้าสำคัญ เกษตรกรรม,อุตสาหกรรมระดับครัวเรือน
ชื่อสินค้า สำคัญ ข้าว,ยางพารา,อาวุธ,เครื่องปั้นดินเผา
สินค้า ส่งออกหลัก ข้าว,ยางพารา
สินค้า นำเข้าหลัก เครื่องลายคราม
ประวัติศาสตร์
 - รวมชาติ ค.ศ. 2467 - 2487
 - ศรีวิชัยเปลี่ยนชื่อเป็นจักรวรรดิเยลโล่ซัน ค.ศ. 2487
 - เยลโล่ซันโจมตีจีน ค.ศ. 2488 - 2510
 - จักรพรรดิฮันยูริฮ่องเต้ถูกปลงบร๊ะชนม์ ค.ศ. 2512
 - การสังหารหมู่อำมาตย์ครั้งที่สอง ค.ศ. 2537
 - การโค่นอำนาจโงเตรียวมินห์ ค.ศ. 2562
 - การทำพิธีสาปแช่งจักรพรรดิฮันไอเต้ ค.ศ. 2589
 - สงครามโลกครั้งที่เจ็ด ค.ศ. 2293 - 2601
 - เยลโล่ซันถูกสลาฟตีแตก ค.ศ. 2601
เนื้อที่
 - ทั้งหมด
 
 
6,187,000 กม.² 
3,866,875 ไมล์² 
ประชากร
 •(ค.ศ. 2510) ประมาณ
 • ความหนาแน่น ประชากร
 
473,693,500
76.56/กม²
122.50/ไมล์² 
GDP (PPP)
 • รวม
 • ต่อประชากร
(ปี ค.ศ. 2510 - ค่าประมาณ)
5,013,960ล้านดอลลาร์สหรัฐ
10,585ดอลลาร์สหรัฐ
HDI (ค.ศ. 2510) 0.83 – สูง
สกุลเงิน ไม่ใช่สกุลเงิน แต่บ้างบอกว่ามีการใช้เงินเป็นเบี้ยหวัดเยลโล่ซัน (฿YL)
เขตเวลา (UTC)
รหัส อินเทอร์เน็ต .AS
รหัสโทรศัพท์ ระหว่างประเทศ +889

จักรวรรดิเยลโล่ซันของตระกูลฮันได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ.2487 หลังจากการรวมชาติ หลังการรวมชาติ ก็ได้ปรากฏว่าเยลโล่ซันทำสงครามกับจีนทันที และเนื่องจากบร๊ะปรีชาสามารถของจักรพรรดิแห่งเยลโล่ซันสามบร๊ะองค์แรกในยุคนี้ ทำให้กาบุกจีนทำได้ง่าย และสุดท้ายจีนต้องยอมแพ้ กลายเป็นเพียงรัฐบรรณาการของเยลโล่ซันเท่านั้น ทว่าในภายหลัง มีคนไม่ดีมาปกครอง ทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆนานา บางสมัยได้ทำการฟื้นความรุ่งเรืองของเยลโล่ซัน บางสมัยกลับไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งในสมัยจักรพรรดิฮันจางเต้ ทรงก่อสงครามโลกครั้งที่เจ็ด จนเป็นเหตุให้จักรวรรดิประสบหายนะในท้ายที่สุด

ประวัติ[แก้ไข]

การรวมชาติ[แก้ไข]

ขึ้นเป็นเจ้าก๊กไทรบุรีในปี ค.ศ. 2467 ต่อจากใครนั้นไม่รู้ เป็นข้อมูลปกปิด แต่เมื่อขึ้นมามีอำนาจแล้วก็พบว่าก๊กไทรบุรีนั้นสงบสุขมาเป็นเวลานาน สามารถที่จะทำสงครามใหญ่ได้ ทั้งผลผลิตก็บริบูรณ์ดี จึงทำการเพิ่มกำลังทเห่อขึ้นอย่างที่อาจจะเรียกได้ว่าพรวดพราด สามารถรวบรวมก๊กแซ่ฮันอื่นๆได้ จนก๊กไทรบุรีสามารถครองภาคใต้ของเยลโล่ซันเดิมได้ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2479 จึงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นราชอาณาจักรศรีวีไชย แล้วค่อยไปปราบก๊กของคนแซ่อื่น จนสามารถปราบได้หมดในปี ค.ศ. 2487 มีอาณาเขตติดกับก๊ก 12ปันนา ที่เปลี่ยนเป็นจีนสมัยต้าซุ่นแล้วเพราะหลี่ฉงเค่ออ๋องสิบสองปันนาสามารถก่อรัฐประจานล้มราชวงศ์สุยลงไปก่อนหน้านั้น แล้วปกครองจีนแทนไปแล้วในช่วงก่อนหน้านั้น คราวนี้ฮันยองอิลจึงสถาปนาตนเองเป็นฮันเบ้งเต้ สถาปนาจักรวรรดิเยลโล่ซันขึ้นอีกครั้ง เมื่อหลี่ฉงเค่อที่ตอนนั้นขึ้นเป็นจักรพรรดิซุ่นเกาจูแล้วนั้นรู้เข้าก็ตกบร๊ะทัยเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับพูดออกมาว่า

Cquote1.png ภัยคุกคามเมื่อครั้งก่อนกลับมาแล้วหรือนี่ Cquote2.png

การบุกจีน[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ จักรพรรดิฮันเบ้งเต้ จักรพรรดิฮันเจียวเต้ และจักรพรรดิฮันยูริฮ่องเต้

สมัยฮันเบ้งเต้[แก้ไข]

ฮันเบ้งเต้ทรงโปรดให้เปิดศึกสองด้านในเวลาเดียวกัน คือบุกจักรวรรดิออสตราโล-นิวกินีเพื่อยึดเอาดินแดนทั้งคาบสมุทรกลับคืนมา ซึ่งทำให้จักรพรรดิฮวนเตียปากีแห่งราชวงศ์เมารีตระหนกมาก จัดทัพไปต่อต้านอย่างรีบเร่ง จนพ่ายแพ้หลายครั้ง แต่ทัพเยลโล่ซันถูกหยุดที่บรูไนและเมืองปาเล็มบังในปี ค.ศ. 2488 ทำให้จักรวรรดิออสตราโล-นิวกินียังคงมีอำนาจอยู่ต่อไป ส่วนศึกอีกด้านคือเปิดฉากบุกจีนโดยเข้ายึดเวียดกามเป็นทางที่หนึ่งและยึด12ปันนาเป็นทางที่สอง ตีบรรจบกันที่กุ้ยหลิน กองทัพสองสายมีจำนวนรวมกันห้าสิบหมื่น กองทัพจีนพยายามต่อต้าน แต่ล้มเหลว สามารถบุกไปถึงกุ้ยโจวได้สำเร็จในปี 2489 วางแผนจะเคลื่อนไปยังฟูโจว เพื่อปราบกำลังทเห่อของจีนแถบลุ่มแม่น้ำจูเจียงทั้งหมด ในขณะที่กำลังปราบฟูโจวอยู่นั้น ฮันเบ้งเต้สวรรคตอย่างกระทันหันด้วยภาวะหัวใจวายในปี ค.ศ. 2490 การบุกจีนจึงยุติลงแค่นั้น เพราะต้องถอนทัพกลับ แต่ก็ทำให้หลี่ฉงเค่อรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาเหมือนกัน

สมัยฮันเจียวเต้[แก้ไข]

กองทัพเยลโล่ซันบุกจีนในปี 2497 โดยตีกวางโจว ไหหลำ ห้องกรง ฮกเกี้ยน เสฉวน กุ้ยโจว หูหนาน หูเป่ย และบุกเข้าไปในเขตอันฮุย จนซุ่นเกาจูต้องสั่งให้เพิ่มกำลังทเห่อรักษาเขตแดน และสร้างกำแพงทางด้านทิศใต้ไว้ป้องกันการโจมตีของเยลโล่ซัน เยลโล่ซันจึงบุกต่อยากขึ้น แต่ไม่ยอมแพ้ ในปี ค.ศ. 2499 เยลโล่ซันส่งกองทัพไปยกพลขึ้นบกที่เซี่ยงไฮ้ บ้างก็นั่งบอลลูนเข้าไปโจมตีโดยโดดร่มที่ทำเนียบผู้ว่าการเมืองเซี่ยงไฮ้ และที่ศาลเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ จับผู้ว่าเป็นเชลย สังหารกองทัพจีนได้หลายหมื่น จับทเห่อจีนเป็นเชลยได้นับแสน จนทำให้เซี่ยงไฮ้ตกเป็นของเยลโล่ซัน เรียกการรบครั้งนี้ว่าปฏิบัติการเซี่ยงไฮ้ ซุ่นเกาจูหลี่ฉงเค่อจึงเสวยยาพิษฆ่าตัวตาย เยลโล่ซันประกาศชัยชนะ ณ ที่นั้นเอง

Cquote1.png การปกครองของข้าพเจ้าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ชาติเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง นโยบายสามารถกำหนดได้อย่างเหมาะสม ชาติเรากลับมาเจริญได้เหมือนเมื่อครั้งก่อนแล้ว การรบชนะครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ประสิทธิภาพการปกครองแบบที่ข้าพเจ้ากำหนดไว้ Cquote2.png
ฮันเจียวเต้

สมัยฮันยูริ[แก้ไข]

ฮันยูริได้สั่งให้สร้างเครื่องสะกดจิตพลังสูง โดยให้พัฒนาเอาจากเครื่องรุ่นเก่า โดยการใช้ระบบโทรเลขในการส่งสัญญาณ และฮันยูริเอาได้อัดเทปเสียงเอาไว้จำนวนมากเพื่อเอามาใช้ในการสะกดจิต ในปี 2504 ฮันยูริได้ให้คนไปวางสายโทรเลขตามชายแดนระหว่างเยลโล่ซันกับจีน ตั้งเครื่องสะกดจิตเป็นระยะๆ เปิดเทปเสียงที่ฮันยูริอัดเอาไว้ว่า

Cquote1.png ซุ่นฮ่องเต้ และชาวจีนทั้งหลาย พวกเจ้าจงวางอาวุธเสีย หาไม่แล้วจีนจักย่อยยับ Cquote2.png

ทำให้คนจีนจำนวนมากรู้สึกหวาดกลัว ซึ่งก็กลัวไปจนถึงเมืองหลวงไคฟง จีนจึงไปเป็นมิตรกับสลาฟอีกครั้ง ทว่าหลายหัวเมืองได้วางอาวุธไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อหน่วยข่าวกรองเห็นว่าจีนอ่อนแอและหวาดผวากันได้ที่แล้ว จึงเซ็นสัญญาคืนดีกับเกาเหลา และบอกให้เกาเหลาตีปักกิ่ง และไปขอร้องให้จักรวรรดิไรช์ที่สี่โจมตีสลาฟเพื่อตัดพันธมิตรของจีน ส่วนเยลโล่ซันก็จัดทัพของตนเตรียมพร้อมบุกจีน

ในปี 2507 เกาเหลาโจมตีปักกิ่ง ขยายเขตแดนไปทางตะวันตกจีนกลัวมากเพราะไม่มีอะไรจะมาสู้เพราะกลัวว่าจะต้องสู้กับเยลโล่ซัน จึงไม่สู้และยอมแพ้เป็นแถบๆ จีนขอความช่วยเหลือจากสลาฟ สลาฟลงมาตีเกาเหลาให้ เยลโล่ซันจึงเข้าช่วยเกาเหลา ทัพสลาฟจึงแตกพ่าย ปีต่อมาฮันยูริให้ส่งกองทัพเรือยึดชายฝั่งทางตะวันออกของจีนให้ทั้งหมด แล้วส่งกองทัพบกข้ามแม้น้ำฉางเจียงเข้าไปตีตงง้วน เมืองหลายเมืองถูกยึดแทบจะทันทีเพราะไร้ซึ่งการต่อต้าน เพราะต่างได้วางอาวุธไปหมดแล้วทั้งสิ้น จึงยอมแพ้เป็นแถบๆ และอาณาจักรไรช์ที่ 4 ก็เข้าโจมตีสลาฟในปีถัดมา ส่งผลให้สลาฟต้องไปรับศึกฝั่งตะวันตก ทำให้ไม่มกำลังมาช่วยจีน ทำให้จีนอยู่ในสภาพสิ้นหวังเต็มที แม่ทัพจีนหลายคนพยายามปลุกขวัญทเห่อขึ้นมาอีก พยายามเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความกล้า ในช่วงปลายปี สามารถยันทัพเยลโล่ซันและเกาเหลาได้นานกว่าหนึ่งเดือน แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ กองทัพเยลโล่ซันบุกไปถึงนครหลวงไคเฟิง เหล่าแม่ทัพพยายามต่อสู้จนสุดชีวิต ทว่าจักรพรรดิได้เดินออกนอกเมืองออกไปยอมแพ้แก่ทัพเยลโล่ซันในปี 2510 และจีนต้องลงนามในสัญญาอัปยศคือสนธิสัญญาเจียงตู ที่จีนต้องยกดินแดนทั้งสองฝั่งแม่น้ำฉางเจียงให้เยลโล่ซัน เสียปักกิ่งและเหลียวตงให้เกาเหลา ดินแดนจีนจึงหดตัวลงไปเท่ากับในสมัยราชวงศ์โจว นับเป็นความอัปยศอย่างที่สุดของจีน

การปฏิรูปการปกครองสมัยฮันเจียวเต้และฮันยูริ[แก้ไข]

เนื่องจากฮันเบ้งเต้กลัวว่าเยลโล่ซันที่บร๊ะองค์เพิ่งจะรวมได้ใหม่ๆนั้นจะถูกจีนโจมตี จึงกะวางแผนทำสงครามเลย แต่กลัวว่าการปกครองจะไม่มีประสิทธิภาพ เลยเอาการปกครองของก๊กไทรบุรีครอบทับลงไปก่อน ทั้งบร๊ะองค์ก็มีบร๊ะชนมายุค่อนข้างมากแล้ว จึงคิดว่าให้โอรสของบร๊ะองค์เป็นผู้จัดการแทน(อย่างนี้เขาเรียกขี้เกียจไม่ใช่เหรอ) ซึ่งระบบราชการของก๊กไทรบุรีก็คือใช้แกนนำห้าคนควบคุมทั้งประเทศ แต่งตั้งและถอดถอนโดยจักรพรรดิ แล้วส่งคนที่ไว้ใจได้ไปครองหัวเมืองต่างๆก่อนนั่นเอง เมื่อฮันเบ้งเต้สวรรคต ฮันเจียวเต้เลยต้องเป็นผู้จัดระบบการปกครองแทน

เมื่อขึ้นครองราชย์ ฮันเจียวเต้จึงต้องปฏิรูปการปกครอง โดย ฮันเจียวเต้ได้มีบร๊ะราชโองการให้มีการจัดตั้งสภาขึ้นสองสภา สภาหนึ่งคือสภาขุนนาง ที่มีสมาชิกหัวละห้าร้อยบาทคน ทำหน้าที่ออกกฎหมาย คัดเลือกผู้คนที่จะเข้ารับราชการ การส่งข้าราชการไปทำงานในที่ต่างๆ เป็นสภาที่ปรึกษาของฮ่องเต้ อีกสภาคือสภาฐานันดร มีสามฐานันดรคือประชาชน ราชนิกูล ทเห่อกับอำมาตย์ มีหน้าที่เสนอกฎหมาย การอนุมัติเงินค่าใช้จ่ายของรัฐ และจัดการเกี่ยวกับประเทศชาติในเชิงลึก สองสภาถ้าจะมีการประชุมพร้อมกันหน้าพระที่นั่ง ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตั้งอำมาตย์ชั้นสูง เสนาบดี อัครมหาเสนาบดี พิจารณาเกี่ยวกับการประกาศสงคราม และการแต่งตั้งฮ่องเต้ ส่วนทางด้านฝ่ายบริหารนั้นมีฮ่องเต้เป็นหัวหน้า มีอัครมหาเสนาบดีซ้ายขวา เพื่อถ่วงดุลไม่ให้คนใดคนหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป มีฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจเต็มและเป็นผู้ช่วยฮ่องเต้บริหารแผ่นดิน มีคณะเสนาบดีไม่เกิน 30 คน คุมกระทรวงต่างๆ ในส่วนภูมิภาคจะมีผู้ว่าและนายอำเภอที่ถูกส่งไปปกครองพื้นที่ต่างๆโดยอาศัยความเห็นชอบของสภาขุนนาง ในส่วนของอำนาจตุลาการใช้ศาลเพียงศาลเดียวคือศาลยุติธรรม หมายถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งจะแบ่งเป็นฝ่ายแพ่งและอาญา ทั้งจักรวรรดิมีอยู่ 10 ศาล ตัดสินเพียงครั้งเดียว ต้องทำใจยอมรับ หรืออาจยื่นอุทธรณ์ได้ใน 20 วัน ศาลตัดสินคดีในบร๊ะปรมาภิไธยของสมเด็จบร๊ะจักรพรรดิ ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิด้วย ในเรื่องอื่นๆที่ศาลไม่รับผิดชอบให้ไปร้องต่อสภาหรือร้องต่อคณะรัฐบวมหรือยื่นถวายฎีกาโดยตรงต่อฮ่องเต้ นอกจากนี้ยังมีองค์กรอิสระที่คอยทำการยัดเยียดความผิดให้รัฐบวมตรวจสอบการทำงานของรัฐบวมด้วย

ผลของการจัดการปกครองนี้ ทำให้อำนาจฮ่องเต้ลดลงถึงกว่าครึ่ง แต่ฮันเจียวเต้เองก็พอใจ เมื่อมาถึงสมัยฮันยูริ ก็ได้เพิ่มความแข็งแกร่งให้ระบบราชการนี้ด้วยการทำให้องค์ที่ตรวจสอบรัฐมีอำนาจมากขึ้นด้วย

คิมจวงอันควบคุมประเทศ[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ จักรพรรดิฮันอานเต้

เนื่องจากว่ามีพวกอำมาตยาธิปไตยหัวรุนแรง ได้เห็นว่าระบบการปกครองของฮันเจียวเต้และฮันยูรินั้น รัฐมีอำนาจน้อยเกินไป เจริญยาก จึงก่อกบฏ แต่ไม่สำเร็จ จึงบุกวังตอนกลางวันแสกๆ สังหารฮันยูริเสีย พวกกบฏถูกอำมาตย์จับตัวไว้ทั้งหมด ถูกส่งไปยังค่ายกักกันสุริยัน คิมจวงอันรีบชิงยึดอำนาจ ยกฮันกอนเซเป็นฮันอานเต้ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เนื่องจากในช่วงนั้น ทัพพันธมิตรออสตราโล-สลาฟได้โจมตีเยลโล่ซัน ยึดินแดนไปได้พอสมควร คิมจวงอันอ้างราชโองการตีดินแดนคืน เกณฑ์ทัพได้เพียงสองหมื่นคน เมื่อไปตีดินแดนที่เสียไปนั้น จึงพ่ายแพ้ ถูกประนามเป็นอันมาก

นอกจากนี้คิมจวงอันยังเป็นคนฟุ่มเฟือย เมื่อเงินที่ได้รับไม่พอก็หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองแบบเดียวกับอีดี้ อามิน คือฆ่าประชาชน แล้วเอาศพไปซ่อน เมื่อประชาชนจะหาศพ ก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐ และต้องเสียค่าหาศพด้วย เมื่อหาเจอชาวบ้านต้องไปทำพิธีศพเอาเอง เมื่อมีมากๆ เข้า ประชาชนเลยทนไม่ได้

เมื่อฮันอานเต้สวรรคต ฮันเซวียนเต้ที่ครองราชย์ต่อมาก็ทำเป็นอยู่ในโอวาทของคิมจวงอัน แต่ความจริงแล้วรังเกียจในพฤติเกรียนของคิมจวงอัน จึงหาทางกำจัดให้ได้

การสังหารหมู่อำมาตย์ครั้งที่สอง[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ จักรพรรดิฮันเซวียนเต้

มีขุนนางจำนวนหลายพันคนล่ารายชื่อห้าหมื่นชื่อ ถวายฎีกาประกาศโทษของคิมจวงอัน บร๊ะองค์รับไว้แอบดำเนินการทันที วันรุ่งขึ้น บร๊ะองค์จึงเสด็จประพาศเป็นการส่วนบร๊ะองค์ไปที่ชายแดน ความจริงคือไปพบหารือกับแม่ทัพชายแดนที่แข็งเมือง โดยมีบร๊ะราชกระแสรับสั่งให้ช่วยยกกำลังเข้าเมืองหลวงไปปราบคิมจวงอัน ทัพชายแดนถึงฮันชอฮ์วใน 96 ชั่วโมง และได้ปราบปรามพวกคิมจวงอัน จับคิมจวงอันมัดตัวส่งฮันเซวียนเต้ ฮันเซวียนเต้เห็นว่าเอาไปขึ้นศาลไม่ได้เพราะคิมจวงอันยัดคนของตนเข้าศาลหมด จึงพิจารณาโทษด้วยบร๊ะองค์เอง คิมจวงอันถูกประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร และทำการติดตามพรรคพวกของคิมจวงอันในทุกหน่วยงาน ทั้งหมดถูกจับมาเข้าค่ายกักกันสุริยัน บ้างถูกประหาร และมีติดร่างแหอีกเป็นพรวน เมื่อปราบเสร็จ จึงปรับระบบการปกครองให้คืนสภาพเดิม และปลดข้าราชเกรียนแซ่คิมทั้งหมดออกชั่วคราวด้วย เพื่อให้คืนสภาพง่ายขึ้น

หลังการสังหารหมู่อำมาตย์ เหล่าทเห่อเห็นว่าคิมจวงอันนายของตนถูกฆ่าทิ้งพร้อมพรรคพวก จึงเห็นว่าฮันเซวียนเต้อาจจะทำให้ตนเสียประโยชน์ เพราะคนในกองทัพหลายคนติดร่างแหในคดีคิมจวงอันโดย โงเตรียวมินห์แม่ทัพคนหนึ่งจึงนำกำลังเข้าก่อรัฐประจาน ฮันเซวียนเต้ถูกถีบออกจากวัง และมีการตั้งเชื้อสายตระกูลฮันที่สืบมาจากฮันเบ้งเต้คนหนึ่งนามฮันมยองบั๊ก ขึ้นเป็นจักรพรรดิฮันกงเต้

โงเตรียวมินห์ปกครองชาติ[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ จักรพรรดิฮันกงเต้

หลังจากโงเตรียวมินห์ล้มพระเจ้าฮันเซวียนเต้ได้แล้ว จึงยกฮันกงเต้ขึ้นเป็นจักรพรรดิฮันกงเต้เป็นเชื้อสายราชตระกูลฮันที่สืบมาจากบร๊ะราชอนุชาในจักรพรรดิฮันเบ้งเต้ โงเตรียวมินห์จะว่าเป็นตงฉินก็ได้ เพราะสร้างความเจริญให้ประเทศ จะว่าเป็นกังฉินก็ได้ เพราะยึดอำนาจจากฮ่องเต้แบบเผด็จการ

โงเตรียวมินห์เป็นคนรักสงบ ทำให้ต่างชาติคลายความกังวลจากเยลโล่ซันลงไปได้บ้าง แต่ท่านได้ทำการปฏิรูปการศึกษา ให้มีความทันสมัยทัดเทียมกับชาติอื่น ให้เป็นผู้นำโลกได้อีกครั้ง ท่านพยายามสร้างจุดเด่นให้เยลโล่ซัน เพื่อโกยรายได้จากการท่องเที่ยว ท่านพยายามทำให้เยลโล่ซันเป็นชาติที่สวยงาม น่าอยู่ มีความเจริญทางวัฒนธรรม ส่งเสริมช่างศิลป์ แต่ตอนที่ท่านได้อำนาจมานั้น เกิดจากการใช้ทเห่อก่อรัฐประจานล้มจักรพรรดิฮันเซวียนเต้ ทำให้ถูกตราหน้าว่าเป็นคนโฉด ท่านใช้อำนาจแบบค่อนข้างจะเผด็จการ เพื่อที่จะควบคุมประชาชน ส่วนตัวฮันกงเต้นั้นไร้ความสามารถ โงเตรียวมินห์เสนออะไรขึ้นมาก็ลงบร๊ะปรมาภิไธยรับรองลูกเดียว เพราะคิดไม่เป็น ไม่เคยนำทัพ ไม่เคยร่วมกับทเห่อ ทรงมีบร๊ะวรกายที่อ่อนแอ ถึงกระนั้นก็ได้ฮองเฮาจากชาวบ้าน ที่เป็นคนที่มีความแข็งแกร่งมาก เหมือนกับกรรมกร แต่ก็ได้ดิบได้ดีสำเร็จการศึกษาระดับสูง มีความรู้มาก มีอายุมากกว่าฮันกงเต้เกือบสิบปี จึงกลับกลายเป็นว่าโงเตรียวมินห์และฮองเฮานั้นช่วยกันจูงจมูกฮันกงเต้ ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานสิบแปดปีในสมัยของฮันกงเต้ จึงไม่น่าแปลกเลยว่าทำไมโงเตรียวมินห์ถึงเลือกฮันกงเต้มาครองบัลลังค์ ก็เพราะเชิดง่ายนั่นเอง ไม่มีสาเหตุอื่น

ฮันเพ่งเต้บร๊ะโอรสผู้สืบราชลัลลังค์ของฮันกงเต้ ไม่พอใจในพฤติกรรมของโงเตรียวมินห์ที่ยึดอำนาจจากฮ่องเต้ จึงกำจัดโงเตรียวมินห์เสีย

นโยบายเสรีนิยม[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ จักรพรรดิฮันเพ่งเต้

หลังจากกำจัดโงเตรียวมินห์ ฮันเพ่งเต้ได้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เยลโล่ซัน เช่นลดกำลังทเห่อลง เพิ่มจำนวนบัณฑิต ส่งเสริมนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญา ออกหลักประกันสิทธิเสรีภาพออกมาใช้ ราชโองการแต่ละครั้งมีสาระ ประชาชนมักจะนั่งฟังอย่างตั้งใจเพราะเหมือนเป็นการสอนไปในตัว การพักสงครามก็เพื่อให้ภาคการผลิตฟื้นตัว บางครั้งบร๊ะองค์ร่วมลงไปตรวจงานเกษตร ร่วมลงนาและทำไร่เลื่อนลอยกับชาวบ้านแต่ชาวบ้านไม่ให้การต้อนรับบร๊ะองค์เลย เพื่อกระตุ้นการผลิต บร๊ะองค์ยังลดค่าใช้จ่ายส่วนบร๊ะองค์อีกด้วย บร๊ะองค์กำลังเจริญรอยตามจักรพรรดิไท่จงฮ่องเต้แห่งเรดซันนั้นเอง ตลอด 22 ปีที่ทรงครองราชย์ เยลโล่ซันได้กลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง ศรัทธาในรัฐบวมฟื้นขึ้นมา บร๊ะองค์ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา การเขียน การแสดงออกทางกรเมีย สิทธิทุกอย่างหลังจากที่เยลโล่ซันปิดกั้นมานานก็เปิดทางในสมัยฮันเพ่งเต้นี่เอง ทำให้ประชาชนรักฮันเพ่งเต้มากในฐานะผู้ปลดปล่อยประชาชน

กลุ่มไทเฮากุมอำนาจ[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ จักรพรรดิฮันไอเต้ และจักรพรรดิฮันจางเต้

เลฮองเฮา บร๊ะมเหสีในจักรพรรดิฮันเพ่งเต้ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จร่วมกับฮันชินเวย บร๊ะธิดา และอำมาตย์จำนวนหนึ่ง โดย่าการหลังม่านให้ฮันไอเต้บร๊ะโอรสที่ขึ้นครองราชย์ใหม่ 4 ปี ก็เลิก แต่ฮันไอเต้โง่ ตัวโตสมองไม่โตตาม เลไทเฮาจึงต้องเป็นผู้รับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ส่วนฮันไอเต้นั้นไปขลุกอยู่กับเกย์ โดยเกย์คนสำคัญที่สุดคือเขียว สุริยะ ในปีสุดท้ายของรัชสมัยฮันไอเต้เพี้ยนจัดบอกว่าจะยกบัลลังค์ให้เขียวสุริยะ ส่วนตัวเองจะไปเป็นฮองเฮา เลไทเฮาเห็นว่าเอาไว้ไม่ได้จึงเชิญหมอผีทำพิธีสาปแช่งฮ่องเต้และส่งฮ่องเต้ขึ้นสู่สวรรค์หรือลงนรกก็ได้ทางใดทางหนึ่ง ทำให้อีกไม่กี่เดือนก็มา ฮันไอเต้ก็สวรรคตด้วยโรคซิฟิลิส

เมื่อฮันจางเต้ขึ้นครองราชย์ เลไทเฮาก็กุมอำนาจเหนือฮ่องเต้ ด้วยความที่ฮันจางเต้เป็นคนกล้าหาญ มุทะลุ ดุดัน จึงพยายามยึดอำนาจคืนจากไทเฮา โดยในราชโองการที่ 6/2589 ห้ามไม่ให้ไทเฮาก้าวก่ายราชกิจเด็ดขาด และให้ประกาศลงในบร๊ะราชกิจจานุเบกษาภายในสามชั่วโมง และบังคับใช้ทันที ทำให้เลไทเฮาโกรธ และฮันจางเต้ถูกเรียกไปสั่งสอน ด้วยความเครียด ไม่นานนักเลไทเฮาจึงประชวรด้วยโรคมะเร็งตับ อยู่ได้อีกปีจึงทิวงคตด้วยโรคหัวใจวาย ในช่วงที่มีการบังคับใช้ราชโองการนี้ ก็ได้ปรากฏว่ามีขุนนางที่เป็นพรรคพวกของเลไทเฮาจำนวนมากก่อจลาจล ฮันจางเต้จึงให้แม่ทัพโยซุนและโชยองไปช่วยกันปราบปรามการจลาจล ปรากฏว่ามีการจลาจลขึ้นอีกเป็นระยะๆ จนต้องประกาศเคอร์ฟิวและไล่ล่าพรรคพวกของเลไทเฮาไปเข้าค่ายกักกันสุริยะในช่วงต้นปี 2591 ถึงปลายปีเหตุการณ์จลาจลจึงสงบลง

สงครามโลกครั้งที่เจ็ด[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ สงครามโลกครั้งที่เจ็ด

ฮันจางเต้ให้ร่างกติกาฝ่ายอำมาตยาธิปไตยเยลโล่ซัน กับจักรวรรดิไรช์ที่4 จักรวรรดิเกาเหลา จักรวรรดิที้เบด และจักรวรรดิซยงหนู จึงถูกเรียกว่ากติกา 5 ชาติอำมาตย์ แล้วทำการบุกโจมตีอินเดือย ที่แตกเป็นนครรัฐตางๆ อินเดือยถูกยึดหมดภายในหกเดือน และบุกโจมตีเปอร์ซุย เกิดการปฏิบัติการ Desert Camps ที่ทำให้กษัตริย์เปอร์ซุยต้องหนีตายออกนอกประเทศ ต่อมา จักรวรรดิสลาฟและปอบหยิบราชวงศ์ยูริก็ประกาศสงคราม เพราะเห็นว่าการทำสงครามครั้งนี้ของเยลโล่ซัน หมายจะรุกรานโลกทั้งใบ ซึ่งนักยุทธศาสตร์ของเยลโล่ซํนคิดว่าสู้ไหว แต่ความจริงผิดถนัด เพราะทั้งสองชาติมีความแข็งแกร่งขึ้นจากตอนศตวรรษที่ 23 มากมายนัก เมื่อจักรวรรดิไรช์ที่สี่ เกาเหลา ซยงหนู รุมตีสลาฟ เยลโล่ซันหมายจะเผด็จศึกปอบหยิบ แต่ด้วยความเกรียนของยูริฮาระ ทำให้ทั่วทั้งแอฟริกวนรวมกำลังกันสู้กับเยลโล่ซันด้สำเร็จ จึงหันไปตีสลาฟ แต่ทัพสลาฟก็หนุนมาเรื่อยๆ ประกอบกับการที่มีกำลังทเห่อมาก ทำให้ทัพห้าอำมาตย์ตีแตกได้ยากขึ้น เยลโล่ซันจึงทำการผนวกหมู่เกาะปัตตาเวียและฟิลิปปินส์ โดยแย่งมาจากจักรวรรดิออสตราโล-นิวกินีเพื่อเอากำลังทเห่อจากดินแดนดังกล่าวมาสู้กับสลาฟ ก็ทำให้เยลโล่ซันเปิดศึกรอบด้าน จนกระทั่งเมื่อขึ้นศตวรษที่ 27 ทัพสลาฟสามารถตีทัพที้เบด ซยงหนู และเกาเหลาแตกได้ แล้วบุกเข้าสู่เยลโล่ซันผ่านทางแม่น้ำสินธุ คงคา และพรหมบุตร ผนวกอาณาจักรต้าซุ่น ปิดล้อมเยลโล่ซันทั้งหมด แล้วรุกเข้าสู่สุวรรณภูมิ ลงมาถึงฮันชอว์ฮ แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำโขง ญวน พม่า ฮันโนยูนกับแม่ทัพโชยองเห็นท่าไม่ดีจึงแอบพากองทัพหนีของตนลงเรือลำน้อยไปอยู่ที่เกาะนิโคบาร์ โดยที่สลาฟไม่สังเกตุเห็น ในช่วงกลางปี 2601 กองทัพสลาฟบุกไปถึงนครสาดทำมะหลี เยลโล่ซันสูญเสียทเห่อไปเรื่อยๆจนเหลือเพียง 500 คนเท่านั้น

ล่มสลาย[แก้ไข]

หลังจากที่กองทัพสลาฟตีเยลโล่ซันแตกพ่ายที่แม่น้ำคงคาและแม่น้ำอิระวดี เยลโล่ซันถอยไปแม่น้ำสะโตง พอทหารสลาฟกำลังข้ามไปตีเครื่องบินYAFจำนวนกว่า100ลำได้ยิงจรวดนาปาล์มใส่ทำให้สลาฟตายจำนวนมาก พอไล่ถึงแม่น้ำสะโตงเจ้าชายโนยูนยิงบาซูก็าถูกรถถังของแม่ทัพฟีโอดอร์ โกโนตอฟ ทำให้ฟีโอดอร์ โกโนตอฟตาย ทหารสลาฟเสียขวัญถูกเยลโล่ซันยิงถล่มตายไปถึง9แสนคน อเกซิสได้ปลุกใจทเห่อ ในวันรุ่งขึ้นตีเยลโล่ซันแตก แล้วแบ่งทัพ2ทางไปตีเชียงใหม่กับนครสาดทำมะหลี สลาฟถูกทหารเยลโล่ซันใช้RPGและปืนซุ่มยิง ยิงตายจำนวนมาก แต่โชคดีที่กองทัพอื่นตีซยงนู ทิเบตและซิลล่าเสดแล้ว จึงมาตีเยลโล่ซันได้ และยังได้ทัพหนุนอีก2ล้าน5แสน เลยตีถล่มเยลโล่ซันได้ เมื่อสลาฟล้อมวังหลวงซึ่งเหลือทหารเพียง500นาย สลาฟได้ใช้รถขยายเสียงประกาศว่า

Cquote1.png แม่ทัพโยซุน นำทัพรุกรานประเทศอื่น เข่นฆ่าคนในจีน ตะวันออกกลาง และอัฟริกาไม่ตำกว่า1พันล้านคน ส่วนพระเจ้าจางเต้ใช้ระบบการปกครองอันเป็นอำมาตยาธิปไตย Cquote2.png

พอพูดจบเยลโล่ซันจึงเอาRPGยิงรถขยายเสียงระเบิด สลาฟจึงบุกเข้าไป คนทั้ง500คนได้รบสุดความสามารถ แต่ก็ตายหมดอยู่ดี ซาร์อเล็กซิสจึงตั้งตนเป็นจักรพรรดิแห่งเยลโล่ซันเสียเอง ภายหลังฮันโนยูนกู้ชาติได้ เยลโล่ซันจึงกลับมาอีกครั้ง

อาณาเขต[แก้ไข]

ในยุคนี้มีดินแดนน้อยกว่าสมัยจักรวรรดิเยลโล่ซันภายใต้ราชวงศ์โฮ่วหยวน ทั้งไม่ได้ปกครองอินเดือย(ได้ปกครองเฉพาะในสมัยจักรพรรดิฮันจางเต้ตอนสงครามโลกครั้งที่เจ็ดเท่านั้น) ไม่ค่อยทำสงคราม จึงมีอาณาเขตน้อย กระนั้นก็ยังกว้างใหญ่ไพศาลอยู่ โดยมีอาณาเขตดังนี้

  • ทิศตะวันออก เกาะไตหวาน และทะเลจีนตะวันออก(ถึงฟิลิปปินส์ในสมัยฮันจางเต้)
  • ทิศใต้ ตลอดแหลมมลายู(ถึงหมู่เกาะอินดีสตะวันออกในสมัยฮันจางเต้)
  • ทิศตะวันตก ถึงแม่น้ำพรหมบุตร(ถึงแม่น้ำไนล์ในสมัยฮันจางเต้)
  • ทิศเหนือ จรดแม่น้ำฮวงโห

การเมือง เศรษฐกิจ สังคม[แก้ไข]

ในยุคนี้การเมืองเยลโล่ซันค่อนข้างสกปรก เพราะเหล่าอำมาตย์ไม่ได้สามัคคีกันเหมือนก่อน คอยชิงอำนาจกันอยู่เนืองๆ ยิ่งในสมัยที่ผู้ปกครองไม่ดีด้วยแล้ว มีการก่อกบฏกันบ่อยๆ ที่แน่ๆคือยังคงปกครองแบบอำมาตยาธิปไตยเหมือนเดิม ในด้านเศรษฐกิจ ก็มีคู่ค้ารายเดิม สินค้าที่ซื้อขายก็ไม่ต่างอะไรจากเดิม แต่รัฐส่งเสริมอุตสาหกรรมระดับครัวเรือนและการท่องเที่ยวมากขึ้น มการสื่อสารผ่านทางโทรเลข ที่เป็นระบบที่ดีที่สุดแล้วในสมัยนั้น รถมีน้อย เรือเหล็กมีน้อยมาก เครื่องบินก็มีน้อยมากเช่นกัน การคมนาคมลำบากขึ้น ทรัพยากรหายากขึ้น และรัฐพยายามให้รักษาทรัพยากรให้ได้ดีที่สุด สกุลเงินไม่ใช้ แต่ว่ากันว่าในการค้าขายกับต่างชาติ จะใช้เบี้ยหวัดเยลโล่ซันเป็นสถุลสกุลเงินเหมือนเดิม ในเรื่องศาสนามีการเปิดกว้างมากขึ้น แต่ก็มีส่วนน้อยเท่านั้นที่นับถือศาสนา การศึกษาเหมือนเดิม แต่ได้พัฒนามากขึ้น โดยเลียนแบบจักรวรรดิไรช์ที่สี่ และจะไม่มีการทดสอบมหาโหดแบบที่อุดมปอนด์ จ่านอนมาทำเป็นอันขาด กีฬาก็ส่งเสริมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาพื้นบ้าน ชาวเยลโล่ซันยุกนี้ก็ยังคงไม่นิยมอาหารหรูหราเช่นเดิท สรุปคืออะไรๆก็เหมือนเดิม แต่ดีกว่านิดหน่อยเท่านั้น

การทหารและกองทัพ[แก้ไข]

ในยุคนี้มีเครื่องบินประจำการน้อยมาก เพราะหาเหล็กมาทำเครื่องบินยาก การสร้างลิ้มเนี่ยมก็ค่อนขางจะขาดวัตถุดิบ จึงมีการสร้างลิ้มเนี่ยมในปริมาณน้อยเท่านั้น อาวุธส่วนมากตกทอดมาจากยุคโฮ่วหยวนแรกและยุคฉู่โน่นเลย อาวุธที่ได้ทำขึ้นใหม่ก็มีเพียงเครื่องสะกดจิต ASTV กำลังสูงที่ทำขึ้นในสมัยฮันยูริเท่านั้น เรือเหล็กพบเห็นเพียงแค่สิบกว่าลำเท่านั้น ที่เหลือเป็นเรือพาย เรือไม้ เรือแบบโบราณ ทั้งนั้นเลย รถถังเอาซากเก่ามารีฟอร์มใหม่เอา ทำให้กองทัพเยลโล่ซันดูย้อนยุคไปมากมายเลยทีเดียว

ยุทธวิธีที่ใช้ในการรบก็คล้ายๆเดิม คือใช้เครื่องยิงลูกระเบิดกับปืนใหญ่เป็นหลักในการโจมตี ตั้งแนวรบเป็นหลายๆแนว เพื่อให้รับการบุกได้ดี สิ่งที่เพิ่มมาจากเดิมคือการจัดค่ายกล ทั้งนี้ มีเรื่องวงในบอกว่าเป็นการสะกดจิตทเห่อฝ่ายตรงข้ามไปในตัว

ว่าแต่ ถ้าอาวุธย้อนยุคขนาดนั้นจะถล่มจีนจนแหลกได้ไงอา แล้วจะบุกยึดภาคตะวันออกของแม่น้ำไนล์ได้ไงละ คำตอบคือ อาวุธและกองทัพในสมัยนั้น มีการเสื่อมเทคโนโลยีทั้งโลก ดังนั้น เยลโล่ซันไปรบกับคนอื่นก็ใช้อาวุธยุคเดียวกันนั่นแหละ

การท่องเที่ยว[แก้ไข]

เรื่องการท่องเที่ยวนี่เป็นจุดอ่อนของจักรวรรดิเยลโล่ซันภายใต้ราชวงศ์โฮ่วหยวน เพราะการสนับสนุนการท่องเที่ยวทำได้ไม่ดี เพราะคนเยลโล่ซันยังมีความระแวงคนนอกอยู่มาก จะมาเที่ยวทั้งทีต้องติดต่อรัฐบวมล่วงหน้า เที่ยวนานก็ไม่ได้ พอมาถึงสมัยจักรพรรดิฮันยูริฮ่องเต้ จึงเริ่มมีการยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเมื่อมาถึงสมัยโงเตรียวมินห์ ก็ให้มีการกำหนดสถานที่สำคัญหลายแห่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี นักท่องที่ยวเองก็ให้ความร่วมมือในการรักษาความสะอาดเรียบร้อยสวยงามแก่สถานที่ท่องเที่ยวเป็นอย่างดีด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[แก้ไข]

ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยไว้วางใจเยลโล่ซัน แต่เยลโล่ซันก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีมากๆกับชาติในกลุ่มของตน คือเกาเหลา ซยงหนู ที้เบด และจักรวรรดิไรช์ที่สี่ เมื่อจีนตกเป็นรัฐบรรณาการของเยลโล่ซัน เยลโล่ซันได้พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกลับคืนมา และเจริญสัมพันธไมตรีกับสลาฟ ทำให้สลาฟเป็นมิตรที่ดีต่อเยลโล่ซันมากขึ้น จวบจนกระทั่งตอนที่เยลโล่ซันตีเปอร์ซุยนั่นแหละ มีเพียงประเทศเดียวที่ไม่ไว้ใจเยลโล่ซันอย่างยิ่งคือจักรวรรดิออสตราโล-นิวกินี

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้ไข]