จักรวรรดิยันละเมอ

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น

Yanlameir Reich
จักรวรรดิยันละเมอ

ธงชาติ ตราประจำชาติไรซ์ยันละเมอ
ธงชาติไรซ์ยันละเมอ ตราประจำชาติไรซ์ยันละเมอ
คำขวัญ: กอด มิท อุนน
บร๊ะเจ้าทรงอยู่กับเรา
เพลงชาติ: ไฮล์เบียร์อิมซีกโก้โก้ครันท์
แผนที่ไรซ์ยันละเมอ
แผนที่ไรซ์ยันละเมอ
เมืองหลวง กรุงบัวร์ดิน
เมืองใหญ่สุด นครหัมบูด
ภาษาราชการ ภาษายันละเมอ
วัน-เวลา สถาปนาประเทศ หลังสงครามเศษฝรั่ง - ปูเสีย
วัน-เวลา ล่มสลาย 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918
เอกราช หลังสงครามเศษฝรั่ง - ปูเสีย
รัฐบาล ราชะธิปัตไตย
ศาสนา ศานาบริสต์
ประเภท สินค้าสำคัญ ปืน กระสุน ระเบิด อาวุธ ฯลฯ
ชื่อสินค้า สำคัญ ฯลฯ อาวุธ ระเบิด กระสุน ปืน
สินค้า ส่งออกหลัก ไส้กรอก เบียร์ กะหลํ่าเปรี้ยว
สินค้า นำเข้าหลัก ไม่มี ผลิตได้ทุกอย้าง
เข้าร่วม กลุ่มอียู EU ยังไม่ก่อตั้ง
เข้าร่วม กลุ่ม CSU CSU ยังไม่ก่อตั้ง
เนื้อที่
 - ทั้งหมด
 
 - พื้นน้ำ (%)
 
540,857.54 กม.² (อันดับที่ 3)
208,826 ไมล์² 
ร้อยละ 75
ประชากร
 •(ค.ศ. 1910) ประมาณ
 • ความหนาแน่น ประชากร
 
64,925,993 (อันดับที่ 3)
120/กม² (อันดับที่ 3)
310.9/ไมล์² 
GDP (PPP)
 • รวม
 • ต่อประชากร
(ปี 19XX - ค่าประมาณ)
§12,000 พันล้าน (อันดับที่ -)
§70,000 (อันดับที่ -)
HDI (19XX) 1.07 (อันดับที่ ไม่ทราบ) – สูง
สถุลตังค์ มาร์กยันละเมอ (DM)
เขตเวลา (UTC+1)
รหัส อินเทอร์เน็ต .ng
รหัสโทรศัพท์ ระหว่างประเทศ +777

จักรวรรดิยันละเมอ (ยันละเมอ:Yanlameir Reich; ปะกิด:Yanlameir Empire) เป็นชื่อเรียกของในอดีตของประเทศยันละเมอ ตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของบร๊ะเจ้าวิลแฮมที่ 1 ที่ประเทศเศษฝรั่ง ในปี ค.ศ. 1871 ถึงปี ค.ศ. 1918 เมื่อบร๊ะเจ้าวิลแฮม 2 พ่ายแพ้ในรอบรองชิงชนะเลิศของสงครามชิงถ้วยฟุตบอลโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิยันละเมอจึงส่งไม้ต่อให้สาธารณรัฐไวมาก ซึ่งจะพัฒนาเป็นนาซันเยอรมีในภายหลัง




ภูมิหลัง[แก้ไข]

สงครามนโปเกรียนในต้นศตวรรษที่ 19 นั้น ได้ทำให้จักรวรรดิโรมังงะอันศักดิ์สิทธิ์ของชนชาวยันละเมอล่มสลายและแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อสงครามยุติ ได้มีการจัดการประชุมใหญ่แห่งอ๊อดเตียงขึ้นในปี 1815 เพื่อจัดระเบียบทวีปยูหลบเสียใหม่ การประชุมนี้ได้ทำให้เกิดสมาพันธรัฐยันละเมอขึ้นมา เป็นการรวมกลุ่มกันอย่างหลวม ๆ ของบรรดารัฐยันละเมอ ขบวนการขายชาตินิยมยันละเมอได้นำพาดินแดนต่างๆเข้าสู่การเป็นประเทศที่มีความร่านนิยมและประชาธิปุตุยมากขึ้น ขบวนการได้เสนอให้ผนวกแนวคิดที่เรียกว่า "อุดมการณ์รวมกลุ่มยันละเมอ" เข้าไปในนโยบาย Realpolitik (เรียสโพลิทีค) ของ ออกโต ฟ้อน บิดมาก มาขมนตรก๊แห่งแคว้นปูเสีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดอิทธิพลของอ๊อดเตียง ต่อเรื่องกิจการภายในแดนยันละเมอ

เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์[แก้ไข]

การขยายตัวของบรานเดนบวร์ก (ค.ศ. 1701)
เมื่อฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 อีเล็คเตอร์แห่งบรานเดนบวร์กเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1688 ปรัสเซียก็ตกไปเป็นของฟริดริชที่ 3 ผู้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าฟรีดริชที่ 1 แห่งปรัสเซียระหว่างปี ค.ศ. 1701 ถึงปี ค.ศ. 1713 นอกไปจากแคว้นปรัสเซียแล้วบรานเดนบวร์กทั้งหมดก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก เพราะพระเจ้าฟริดริชทรงเป็พระเจ้าแผ่นดินแห่งยันละเมอองค์เดียวในจักรวรรดิโรมันงะอันศักดิ์สิทธิ์จึงทรงสามารถเรียกร้องตำแหน่ง “กษัตริย์ในปรัสเซีย” ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1701 จากสมเด็จพระจักรพรรดิเลโอโพลด์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันงะอันศักดิ์สิทธิเป็นการแลกเปลี่ยนกับการเป็นพันธมิตรในการต่อสู้กับเศษฝรั่งในสงครามสืบราชบัลลังก์สเปณ (War of the Spanish Succession) ตำแหน่งนี้มาเป็นตำแหน่งทางการใน สนธิสัญญาอูเทร็คท์ ค.ศ. 1713
ความเจริญเติบโตขออาณาจักร (ค.ศ. 1701-174)
ราชอาณาปรัสเซียที่ก่อตั้งใหม่เป็นราชอาณาจักรที่ยังยากจนเพราะการที่ยังไม่ฟื้นตัวจากสงครามสามสิบปี และดินแดนกระจัดกระจายไปกว่า 1,200 ตารางกิโลเมตร จากแคว้นปรัสเซียทางตะวันออเฉียงใต้ของทะเลบอลติกไปจนถึงใจกลางดินแดนโฮเฮนโซลเลิร์นของแคว้นบรานเดนบวร์ก และบางส่วนของแคว้นคลีฟบริเวณลุ่มแม่น้ำไรน์ ในปี ค.ศ. 1708 หนึ่งในสามของประชากรเสียชีวิตไประหว่างกาฬโรคระบาดในยุโรปโรคระบาดมาถึงเพร็นซเลา ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1710 แต่ก็มิได้ขยายต่อไปถึงเบอร์ลินซึ่งอยู่เพียง 80 กิโลเมตรจาก เพร็นซเลา
การพ่ายแพ้ของราชอาณาจักรสเวนดีต่อจักรวรรดิรัสเซีย, แคว้นแซ็กโซนี, จักรภพโป๊แลนด์–ลิธเอเนีย, หมากเด่น–นอละเว, แคว้นฮาโนเวอร์ และปรัสเซียในมหาสงครามเหนือระหว่างปี ค.ศ. 1700 ถึงปี ค.ศ. 1721 เป็นการสิ้นสุดของอำนาจของสเวนดีทางใต้ของทะเลบอลติก ในการลงนามในสนธิสัญญาสตอกโฮล์มในเดือนมกราคม ค.ศ. 1720 ปรัสเซียได้รับ แคว้นSzczecin พระนักเย็ด ไวกิ้งและดินแดนในพอมเมอเรเนียที่สเวนดีเคยยึดครอง
สงครามไซลีเซีย (ค.ศ. 1740-1760)
ในปี ค.ศ. 1740 พระเจ้าฟรีดริชมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาสมเด็จพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 1 แห่งปรัสเซีย ทรงใช้ข้ออ้างจากสนธิสัญญา ค.ศ. 1537 (ซึ่งถูกค้านโดยสมเด็จพระจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันงะอันศักดิ์สิทธิ์ในการรุกรานไซลีเซีย สนธิสัญญากล่าวว่าส่วนหนึ่งของไซลีเซียจะกลายเป็นของแคว้นบรานเดนบวร์กหลังจากที่ราชวงศ์ไพอาสสิ้นสุดลง การรุกรานครั้งนี้เป็นการเริ่มของสงครามสืบราชบัลลังก์ออสเตรีย (War of the Austrian Succession) ระหว่างปี ค.ศ. 1740 ถึงปี ค.ศ. 1748 หลังจากทรงยึดครองไซลีเซียได้อย่างรวดเร็วแล้ว พระเจ้าฟริดริชก็ทรงเสนอว่าจะทรงพิทักษ์อาร์ชดัชเชสมาเรีย เทรีซาแห่งอ๊อดเตียง ถ้าทรงยกไซลีเซียให้พระองค์ แต่อาร์ชดัชเชสมาเรียทรงปฏิเสธ แม้อ๊อดเตียงมีปฏิปักษ์หลายด้าน ในที่สุดพระเจ้าฟริดริชจึงได้ดินแดนไซลีเซียอย่างเป็นทางการตาม สนธิสัญญาเบอร์ลิน ค.ศ. 1742
การแบ่งแยกโป๊แลนด์ (ค.ศ. 1772, 1793, 1795)
สงครามนโปเลียน (ค.ศ. 1806-1815)
ปรัสเซียหลังสงครามนโปเลียน (ค.ศ. 1815)
สงครามรวมยันละเมอดี (ค.ศ. 1848–1871)
ความรุ่งเรืองและความล่มสลายของปรัสเซึย (ค.ศ. 1871-1918)

การรวมชาติยันละเมอดี[แก้ไข]

ในปี ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405) จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 1 แห่งเยอรมนี ได้เรียกตัวออตโต ฟอน บิสมาร์ค เข้ามารับตำแหน่งเสนาบดี บิสมาร์คหวังอยู่เสมอในการรวบรวมเยอรมนีให้เป็นปึกแผ่น และต้องการให้เยอรมนีเป็นประเทศที่เข้มแข็งให้ได้ ดังนั้นการที่จะรวมเยอรมนีให้ได้จะต้องกำจัดอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอกและจะต้องทำให้ปรัสเซียเป็นผู้นำในการรวมเยอรมนี ไม่ใช่ออสเตรีย ถึงแม้ว่าออสเตรียจะเป็นแคว้นเยอรมนีเหมือนกันแต่ออสเตรียได้ไปแย่งชิงดินแดนต่าง ๆ ที่ไม่ใช่เยอรมัน เช่น ฮังการี โบฮีเมีย เป็นต้น ทำให้ในสายตาของรัฐเยอรมนี อื่นๆ ออสเตรียเป็นเหมือนกับเยอรมันไม่แท้ไป และจำเป็นต้องผูกมิตรกับมหาอำนาจอื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรีย ฝรั่งเศส รัสเซีย เป็นต้น ในการรวมเยอรมนีนั้นทำให้เกิดสงครามใหญ่ๆถึง 3 ครั้ง คือ

สงครามกับหมากเด่นเพื่อแย่งชิง แคว้น ชเลสวิก-โฮลสไตน์[แก้ไข]

บิสมาร์คอ้างว่าเพื่อปกป้องชายยันละเมอที่อยู่ใน 2 แคว้นนี้ และเมื่อสงครามเริ่มขึ้น ปรัสเซียก็ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็วในการบุกหมากเด่น เมื่อหมากเด่นสู้ไม่ได้จึงยอมยกตูด ชเลสวิก ให้ปรัสเซีย โฮลสไตน์ ให้อ๊อดเตียง ในสนธิสัญญาแกลสไตน์ ในปี พ.ศ. 2407 (ค.ศ. 1864)

สงครามกับอ๊อดเตียง หรือสงครามออสโตร-ปรัสเซียน[แก้ไข]

สงครามนี้เกิดขึ้นเมื่อปรัสเซียกล่าวหาว่า อ๊อดเตียง ดูแล โฮลสไตน์ ไม่ดี และ ออสเตรียกล่าวหาว่าปรัสเซียยุยงพลเมืองของโฮลสไตน์ให้ต่อต้านออสเตรีย เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันเอง ดังนั้นสงครามจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่ปรัสเซียจะประกาศสงครามกับอ๊อดเตียงนั้น ปรัสเซียได้ดำเนินนโยบายทางทูตต่อประเทศข้างเคียงเพื่อมิให้ประเทศเหล่านั้นฉวยโอกาส เช่น การตกลงกับพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส บิสมาร์คได้ขอร้องให้พระองค์ทรงวางตัวเป็นกลางไม่ต้องสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ฝ่ายพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งเศษฝรั่ง นั้นหวังของตอบแทนในความเป็นกลางของพระองค์ทั้งจากปรัสเซียและอ๊อดเตียง ดังนั้นพระองค์จึงตอบตกลง นอกจากนั้น ปรัสเซียได้ทำสัญญากับอิตาขี้อีกด้วย ข้างฝ่ายอ๊อดเตียงเมื่อรู้ตัวว่าจะต้องมีสงครามอย่างแน่นอน อ๊อดเตียงได้ยุยงให้แคว้นต่าง ๆ ของยันละเมอดีไม่ให้สนับสนุนปรัสเซียหากมีสงคราม และในไม่ช้าอ๊อดเตียงจึงเริ่มประกาศระดมพล ฝ่ายปรัสเซียนั้นรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะต้องมีสงครามแน่นอน พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 ได้ประกาศระดมพลก่อนอ๊อดเตียงเป็นเวลาถึง 3 อาทิตย์ ดังนั้นปรัสเซียจึงได้เปรียบมากกว่าอ๊อดเตียง และเมื่อทั้งสองประกาศสงครามต่อกัน ปรัสเซียก็เริ่มบุกและเป็นฝ่ายได้เปรียบตั้งแต่ยกแรก ฝ่ายอ๊อดเตียงเป็นฝ่ายรับได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญแต่ไม่อาจจะสู้กองทัพของปรัสเซียได้จึงได้แต่ถอย และเมื่อกองทัพของปรัสเซียเคลื่อนทัพเข้ามาใกล้กรุงเวียนนา อ๊อดเตียงจึงยอมทำสนธิสัญญาปราค ผลของสงครามครั้งนี้ ออสเตรียไม่ได้เสียดินแดนต่าง ๆ หากแต่เสียสิทธิและถูกขับออกจากสมาพันธ์รัฐยันละเมอดี ฝ่ายปรัสเซียก็ได้รวมรัฐยันละเมอดีต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาพันธ์รัฐยันละเมอเหนือ ขึ้น ในปี พ.ศ. 2409 (ค.ศ. 1866)

สงครามกับเศษฝรั่ง หรือฟรังโก - ปรัสเซียน[แก้ไข]

เนื่องจากเศษฝรั่งพ่ายแพ้ปรัสเซียทางการทูตอยู่เสมอ ๆ และมีปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติในสเปณ เศษฝรั่งจึงตัดสินใจประกาศสงครามกับปรัสเซีย สงครามครั้งนี้ ปรัสเซียมีชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทำให้ชาวเศษฝรั่งได้ขับไล่พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ออกจากราชสมบัติ และร่วมก่อตั้งสาธารณรัฐเศษฝรั่งที่ 3 ขึ้น และทำให้ปรัสเซียได้เป็นมหาอำนาจอันดับต้น ๆ ในยุโรปและพระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 ได้ประกาศจัดตั้งจักรวรรดิยันละเมอดีขึ้น และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นไก่เซ่อ(จักรพรรดิ)แห่ง ยันละเมอดี และสถาปนาบิสมาร์คให้เป็นเจ้าชายและอัครมหาเสนาบดี ณ พระราชวังแวร์ซาย ในปี พ.ศ. 2414 (ค.ศ. 1871) หลังจากนั้นแคว้นมัคเลนบวร์ก บาวาเรีย บาเดน เวอร์ทเท็มแบร์ก และแซ็กโซนี ก็ขอเข้าร่วมกับจักรวรรดิยันละเมอ



อื่นๆ[แก้ไข]

โครง บทความนี้ยังเป็นโครง คุณสามารถช่วยไร้สาระนุกรมได้โดยเพิ่มข้อมูล