ธนาคาร

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
Wikisplode.gif
สำหรับผู้ที่ ไร้อารมณ์ขันสิ้นดี เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่วิกิพีเดียมีบทความ
ที่โคตรมีสาระที่ ที่นี่!
ภาพวิธีการเก็บเงินของธนาคาร

ธนาคาร คือหนึ่งในสถาบันการเงิน และถือได้ว่าเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจซึ่งทำหน้าที่ อมเงิน และ ปล่อยเงินกู้ โดยแลกเปลี่ยนกับ ดอกเบี้ย เป็นค่าตอบแทน ขึ้นอยู่ที่ว่า ใครเป็นเจ้าของเงิน

จุดกำเนิดและประวัติศาสตร์[แก้ไข]

จุดกำเนิด[แก้ไข]

ระบบธนาคารแบบแรกสุด คือเมื่อสังคมยังพึ่งพา เงินเหรียญทึ่ทำจากโลหะมีค่า เช่นทอง และ เงิน(ธาตุ) แล้วพวกเราก็เอาเหรียญนั้นไปฝากไว้กับ ช่างทอง โดยที่ช่างทองเรียกค่าเก็บรักษา (ซึ่งต่างกับสมัยนี้ กลับด้านกัน) แต่นั่นไม่ใช่ระบบธนาคารที่สมบูรณ์

(ช่างทองที่เก็บทองไว้ ก็โกงด้วยการ เอาไปหลอมให้บางลงเล็กน้อย ส่วนที่บางลงไปนั้นก็กินเอง สบายแฮ แต่ก็ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วย)

ระบบธนาคารที่สมบูรณ์ เริ่มที่ อังเกรียน ซึ่งผู้ริเริ่มวิธีนี้ ให้นิยามว่า เป็นสถาบันที่ดูแลเงินของประชาชน และปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ต้องการลงทุน โดยให้กู้เพื่อนำดอกเบี้ยเงินกู้มาจ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก และมีระบบการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น การพิจารณาการปล่อยกู้ สินเชื่อค้ำประกัน และการให้ฝากตู้นิรภัย(ซึ่งโดนงัดได้ง่ายๆ)

จุดเปลี่ยน[แก้ไข]

แม้ว่าระบบธนาคารเริ่มต้นนั้น จะดูไปได้สวย แต่ก็ไม่นานนักหรอก เพราะด้วยความโลภของมนุษย์เอง

เมื่อเจ้าผู้ก่อตั้งธนาคาร เห็นว่าการธนาคาร ให้ผลตอบแทนที่ดีแล้ว ก็ทำการออกตลาด ขายหุ้นธนาคาร โดยโฆษณาว่าให้ผลตอบแทนที่สูง การสร้างความเชื่อมั่น(ด้วยการชักชวน(แนวหลอกลวง)ให้ เจ้าชายอังเกรียน นำเงินเหรียญจำนวนมากมาฝาก) และอีกด้านหนึ่งคือให้ปล่อยกู้ ชนิดที่แม้แต่บร๊ะเจ้ายังตกใจ เพื่อสนับสนุนให้กู้เพื่อใช้สอยมากขึ้น

จุดล้ม[แก้ไข]

งานเลี้ยงต้องมีเลิกรา ความนิยมในการกู้เพื่อจับจ่ายใช้สอย เริ่มมาถึงทางตันเมื่อผู้คนเริ่มคิดออกแล้วว่า ตนเองใช้จ่ายเกินกว่าจะหามาได้ คนก็เลิกกู้ส่งเดช แต่กลับกัน ธนาคารเริ่มส่อแววไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไปเพราะไม่ปล่อยกู้ และเมื่อคนไปขอถอนเงินหลายๆราย ติดต่อกัน ธนาคารก็ไม่มีเงินสดจะจ่าย ระบบธนาคารก็เลยเจ๊ง ล้มไม่เป็นท่า

ระบบธนาคารที่เป็นแบบนี้ ได้เกิดขึ้นอีก ในหลายๆประเทศ แล้วก็ล้ม แบบเดียวกัน

จุดยั่งยืน[แก้ไข]

ธนาคาร ถูกหยุดไม่ให้ล้ม โดยมีรัฐบวม เป็นผู้เข้ามาเสือก ด้วยการออกกฎต่างๆรองรับ เช่น ห้ามปล่ยอกู้เกินจำนวน%ของเงินหมุนเวียน ระบบการฝากเงินกับธนาคารกลาง ระบบจำกัดเงินสดหมุนเวียนขั้นต่ำ ระบบหุ้นกู้กับรัฐ

ปัจจุบัน แม้จะมีมาตรการรองรับหลายๆอย่าง แต่บางครั้ง มันก็ไม่ได้ผล ส่งผลให้สถาบันการเงินบางแห่งต้องปิดตัวลง ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นเพราะความโลภ แบบทุนนิยมสุดขั้ว

ธุรกิจธนาคาร[แก้ไข]

การรับฝากเงิน[แก้ไข]

ธุรกิจธนาคารถึงแม้จะเริ่มต้นด้วยการนำเงินของผู้ประกอบการมาลงทุนทำธุรกิจธนาคาร แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพื่อการหาผลกำไรที่มากขึ้น ทางธนาคารจึงต้องหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม โดยวิธีการหลอกประชาชนตาดำ ๆ ว่าทางธนาคารจะรับฝากเงินไว้แถมทั้งยังให้ดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้คือคำโกหกคำโตของธนาคารทั้งหลาย เพราะพวกเขาไม่ได้รับฝากเงินของท่านจริง แต่นำเงินของท่านไปหมุนทำผลกำไรให้ตนเองต่างหาก การที่ให้ดอกเบี้ยคุณตอบแทนนั้นก็เพื่อตอบแทนความเสี่ยงที่คุณอาจจะไม่ได้เงินนั้นคืนเพราะธนาคารล้มหรือเจ๊งเนื่องจากการลงทุนที่ผิดพลาดต่างหาก

การโอนเงิน[แก้ไข]

หนึ่งในธุรกรรมยอดนิยม เนื่องจากในบรรดาบริษัททั้งหลายตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนขนาดใหญ่ จะต้องมีการหมุนเวียนเงินเสมอ ดังนั้นธนาคารจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับผิดชอบฝากเงินไว้และส่งมอบต่อให้ถึงยังผู้ที่เป็นเป้าหมาย ไม่ต้องกังวลเท่าการฝากเงินให้กับธนาคาร เงินที่คุณโอนผ่านธนาคาร มันแค่ตัวเลขเฉย ๆ

การปล่อยเงินกู้และสินเชื่อ[แก้ไข]

กล่าวกันว่าเคยเป็นธุรกิจอันเป็นผลกำไรหลักของธนาคาร ด้วยการปล่อยเงินให้ผู้ที่ไม่มีเงิน หรือผู้ที่ต้องการทำธุรกิจกู้ยืม แล้วฟันผลกำไรจากดอกเบี้ยไปเต็ม ๆ

สำหรับประเทศไทยนั้นก่อนยุคฟองสบู่ระเบิด ทางธนาคารมีระบบการปล่อยกู้ที่ไม่เข้มงวดมากนัก แต่หลังจากยุคฟองสบู่ระเบิดแล้วกลับมีระบบการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้นมาก โดยการจะกู้ยืมได้นั้น ทางเจ้าของต้องมีหลักประกันที่มากพอจะค้ำประกันเงินกู้ได้ และสินทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกันนั้นหากไปค้ำประกันสิ่งอื่นแล้ว มูลค่าที่จะค้ำประกันในเงินกู้ก้อนใหม่นั้นจะลดลงอย่างฮวบฮาบ นอกจากนี้หากเป็นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ทุกการก่อสร้างและการเบิกเงินของคุณ ทางธนาคารจะต้องแน่ใจว่าเงินที่คุณกู้นั้นต้องน้อยกว่าการก่อสร้างและสินทรัพย์ของโครงการที่คุณได้ก่อสร้างเสมอ เพื่อเวลายึดแล้ว ทางธนาคารจะได้กำไร ไม่กลายเป็นหนี้เสียได้

สำหรับหลักการปล่อยกู้นั้น ทางธนาคารจะไม่ดูผลกำไรของโครงการ แต่จะดูกระแสเงินสด (Cash Flow) เป็นหลัก โดยกระแสเงินสดแปลได้ว่า ในแต่ละวินาทีที่คุณใช้จ่ายเงินนั้นคุณจะมีเงินเท่าไหร่ เช่น

  • ถ้าโครงการคุณต้องจ่ายเงินเดือนแรก 10 ล้าน เพื่อผลกำไร 20 ล้านในเดือนที่สอง
    • แปลว่าคุณจะต้องกู้ยืมเงินในเดือนแรก 10 ล้าน
  • ถ้าโครงการคุณต้องจ่ายเงินเดือนแรก เดือนที่สอง เป็นเงินเดือนละ 2 ล้าน และเดือนที่สามจ่าย 6 ล้าน เพื่อผลกำไรในเดือนที่สามนั้น 15 ล้าน
    • ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่าย10ล้านเท่ากัน แต่เงินได้คุณน้อยกว่า แปลว่าคุณจะต้องกู้ยืมเงินสดในเดือนแรกและเดือนที่สอง รวมกันเพียง 4 ล้านเท่านั้น

นอกจากนี้ทางธนาคารจะไม่ปล่อยเงินผ่านมือคุณเพื่อให้ไปจ่าย แต่จะไปจ่ายที่ตัวคนที่คุณต้องจ่ายโดยตรง เพื่อป้องกันการยักยอกเงิน

เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับธนาคาร[แก้ไข]

  • หากจะขอกู้ โปรดทำใจได้เลย แม้ว่าหลักประกันคุณจะมีค่าทางตลาด 10ล้าน ธนาคารจะให้แค่6-8ล้าน
    • แต่เวลามันไปเป็นของธนาคารแล้ว มันจะกลายเป็น 20 ล้านบาท
  • เป็นไปได้ ให้แต่งตัวดีๆหน่อย แต่งตัวมอซอ เอาเงินไปฝาก เขาก็สงสัยว่าไปปล้นใครมารึเปล่า (เคยมีกรณีศึกษา พ่อนำเงินไปฝากทุกวัน โดยที่ลูกหลายคน เป็นขอทาน)
  • หากถอนเงินสดจำนวนมาก ทางที่ดีควรหาคนคุ้มกันไปด้วย และนำกระเป๋าที่ปกปิดได้
  • ธนาคารยึดหลัก ปากปราศัย น้ำใจเชือดคอ ระวังไว้ให้ดียามที่คุณต้องพบกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยากจะร้องไห้ และดอกเบี้ยเงินฝากที่อยากตาย
  • เดี๋ยวนี้ธนาคารเริ่มขายประกันภัย แย่งกับบริษัทประกันภัย
  • ปกติคนทั่วไปต้่องต่อคิวเข้าบริการ แต่ลูกค้าจำพวก บริษัทห้างร้าน มักจะรู้จักคนใน ทำให้ต้องไปเข้าอีกช่องหนึ่งซึ่ง ตีตราปัปๆ ก็เสร็จเรียบร้อย (ส่วนมากจะเป็นการฝากด่วนชนิดที่ว่าเงินในธนาคารไม่พอตัด หรือ งานเอกสารต่างๆ)
  • คำว่าสำนักธุรกิจ ที่แปะไว้หน้าธนาคาร คือมีสถานที่ทำงาน ด้านงานธุรกิจ ที่ทำงานเกี่ยวข่องกับธุรกิจของบริษัทต่างๆ เช่น L/C (Letter of Credit) การขอวงเงินพิเศษ Packing Credit และอื่นๆ
  • ธนาคารเจ้าเดียวกัน แต่ต่างสาขา บางครั้ง ก็ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน
  • มีกฎที่ว่า ถ้าฝากน้อยกว่า เท่านี้ๆ แล้วไม่เคลื่อนไหวบัญชีนาน ปีหนึ่งต้องเสียค่าดูแลบัญชีด้วย.... 500 มั้ง

เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับระบบการเงิน[แก้ไข]

  • อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ยิ่งมีมาก ยิ่งมีโอกาสที่นักลงทุนจะฝากเงินไว้เฉย ๆ เพราะเห็นว่าการฝากเงินคุ้มกว่า จึงไม่นำเงินไปลงทุน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจได้
    • ดังนั้นทางรัฐบาลจึงปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง เพื่อให้นักลงทุนเอาเงินออกมาใช้
      • เศรษฐกิจไม่ดีของคนชั้นกลางลงมา คือไม่มีเงินมาซื้อข้าวมากิน เศรษฐกิจไม่ดีของนักลงทุนคือไม่มีอะไรจะทำที่ดีไปกว่าฝากเงินกับธนาคาร
        • รายได้ของคนชั้นกลางลงมาได้มาจากเงินลงทุนของนักลงทุน ถ้านักลงทุนไม่เอาเงินมาใช้ แปลว่าคุณไม่มีเงินจะกิน
  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ คือสิ่งที่นักลงทุนจะใช้คำนวณเพื่อหาดูว่าโครงการที่จะลงทุนนั้นจะคุ้มค่าหรือไม่
    • ถ้าไม่คุ้มค่าจะฝากเงินไว้ในธนาคารเฉย ๆ
  • ดังนั้นอย่าแปลกใจที่เวลาเศรษฐกิจตก ดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินกู้จะลดลงในเวลาพร้อม ๆ กัน

บทความที่เกี่ยวข้อง[แก้ไข]