ประวัติศาสตร์อูรุกไฮ

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
ประวัติศาสตร์อูรุกไฮ
ตราประจำชาติอูรุกไฮ
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง
ประวัติศาสตร์แรกเริ่ม
อูรุกไฮยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนหน้าปีค.ศ.2)
การก่อตั้งอาณาจักรของชาวสเปนและการมีอำนาจเหนือชนพื้นเมือง (ค.ศ.2-119)
การยึดครองของชาวอังเกรียน (ค.ศ.120-130)
ยุคเริ่มเรืองอำนาจ (ค.ศ.130-1740)
ระบอบนายทุน (ค.ศ.1740-1800)
เป็นอิสระจากชาติอื่นโดยสมบูรณ์
จุดเริ่มต้นแห่งความเสรี (ค.ศ.1800-1813)
การปฏิวัติของบาวาเรน (ค.ศ.1813)
อูรุกไฮภายใต้บาวาเรน (ค.ศ.1813-1843)
ยุคสว่างของอูรุกไฮ
ปฏิวัติซ้อน (ค.ศ.1843)
การปฏิรูปของพระเจ้าซินยอนิส (ค.ศ.1843-1850)
ความวุ่นวายทางการเมีย (ทศวรรษที่ 1860)
ศตวรรษที่ 20
อูรุกไฮกับสงครามโลกครั้งที่สองครั้งแรก (ค.ศ.1914-1945)
ระบอบเผด็จการ (ครึ่งหลังศตวรรษที่ 20)
ศตวรรษที่ 21-22
อูรุกไฮกับสงครามโลกครั้งที่สาม (ค.ศ.2012-2056)
การเข้าแทรกแซงของเรดซัน (ค.ศ.2028-2102)
สาธารณรัฐอูรุกไฮ (ค.ศ.2040-2068)
ยุคแห่งความเลวร้าย (ค.ศ.2068-2150)
กองกำลังทำลายโลกยึดครอง (ค.ศ.2111-2135)
ยุคอำมาตยาธิปไตยและการสิ้นชาติ
เขตยึดครองของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยในอเมริกร๊วก (ค.ศ.2150-2153)
อูรุกไฮใต้การปกครองของจักรวรรดิอำมาตยาธิปไตย (ค.ศ.2153-2230)
รัฐหุ่นเชิดของเยลโล่ซัน (ค.ศ.2230-2300)
การล่มสลายของอำนาจรัฐในทวีปอเมริกร๊วก (คริสต์ศตวรรษที่ 23-27)
จักรวรรดิอูรุกไฮยุคหลัง
การขยายอำนาจยุคซินยอวิว (ค.ศ.2650-2718)
สงครามโลกครั้งที่เก้า (ค.ศ.2686-2690)
สนธิสัญญามอนเตวิเดโอ (ค.ศ.2690-2735)
ยุคจักรพรรดิไร้อำนาจ (ค.ศ.2718-3007)
มหาสงครามแปซิฟิก (ค.ศ.2792-2804)
การขยายอำนาจในอวกาศ (ค.ศ.3007-3061)
สงครามโลกครั้งที่สิบ (ค.ศ.3011-3026)
สงครามจักรวาลและมหาสงครามโลกครั้งสุดท้าย (ค.ศ.3061-3125)
ยุคครองโลก (ค.ศ.3125-∞)
หัวข้ออื่นที่เกี่ยวข้อง
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ
ประวัติศาสตร์การทหาร

สถานีย่อยจักรวรรดิอูรุกไฮ
 v • d • e 

ประวัติศาสตร์อูรุกไฮมีความเป็นมาที่ยาวนานมากกว่า 1000 ปี ยาวมากๆ จนแทบ(จะ)อธิบายไม่หมด ตั้งแต่สถาปนาประเทศยันนู่นนั่นนี่ บลาๆ โดยในหน้านี้ จะแบ่งประวัติศาสตร์อูรุกไฮในสองแบบด้วยกัน คือประวัติศาสตร์ฉบับวิเกรียนหรือฉบับเพ้อฝัน และประวัติศาสตร์ฉบับจริง หรือฉบับร.ส.น.กนั่นเอง

สารบัญ

ประวัติศาสตร์อูรุกไฮฉบับจริง[แก้ไข]

ก่อนยุคประวัติศาสตร์[แก้ไข]

เมื่อ 2000 ปี หลังยุคน้ำแข็ง อูรุกไฮเป็นชนเผ่าเดียวในอเมริกร๊วกใต้ที่รอดจากความหนาวเหน็บของยุคน้ำแข็ง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอจึงเป็นแค่ชนเผ่า ต่อมา ในช่วง 5 ปีก่อนบริสต์ศักราช อูรุกไฮเริ่มรวมตัวและเริ่มใช้ไฟและรู้จักการใช้เหล็กไปเรื่อยๆ จนในที่สุดได้ยกทัพไปถล่มเผ่าอื่นๆ จนแตกกระเจิงจนมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลี ต่อมาก็ได้พบกับทวีปแอนกระต๊ากปากอ้าเป็นชนชาติแรก ด้วยความกระหายอาณานิคม จึงได้บุกเข้าไปโจมตีเพนกวินโดยการแจกเงิน 500 บาทให้กับพวกแมวน้ำเสือดาวไปถล่มพวกนกเพนกวิน ต่อมาเมื่อมีกำลังมากพอแล้ว จึงได้สถาปนาตนเองเป็นราชอาณาจักรขึ้น

การก่อตั้งราชอาณาจักรอูรุกไฮสมัยราชวงศ์ปาเกลื้อน[แก้ไข]

สมเด็จพระเจ้านั่งไหล (เพลย์สเตย์ชั่น ลา นินเทนโด้) ซึ่งเป็นนักสำรวจในสมัยนั้น เป็นผู้นำภาษาสเปนเข้าแจกจ่ายให้กับประชาชนจนพูดติดเป็นภาษาหลัก ได้เห็นอูรุกไฮสมควรที่จะมั่นคงกว่านี้ จึงได้นำกำลังเข้าจับตัวหัวหน้าเผ่า แล้วปลดตำแหน่งทิ้งซะ จากนั้นก็นำไปปล่อยเกาะ พอกลับมาก็ได้สถาปนาอาณาจักร แล้วตั้งตนเป็นจักรพรรดิขึ้นในที่สุด แล้วก็ตั้งเมืองนิรัชคาทู(จังหวัดนิรัชคาทู มณฑลชูเนวา) อันเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวรรดิอูรุกไฮ

อังเกรียนยึดอูรุกไฮ[แก้ไข]

หลังสถาปตนเป็นราชอาณาจักร ในสมัยราชวงศ์ปาเกลื้อนยุคของจักรพรรดิองค์ต่างๆ ได้ยกทัพไปล่าชาวบ้านเป็นอาณานิคมในช่วงยุคกลาง ได้แก่ โม็กซิโก เกาะเกย์แมน อมาริเกย์ตอนใต้ ติกิ อินเดือย แอฟริเกย์ตะวันตก และที่สุดยิด ขั้วโลกใต้ (เพนกวินก่อกบฏแยกตัวออกไปตั้งแต่เริ่มรัชสมัยของสมเด็จเทยดรินิตี้ ซัส) ต่อมาถูกสมเด็จบร๊ะซานต้าปะป๋าที่ 6 ของราชอาณาจักรอังเกรียนยึดเป็นประเทศราชยาวนานถึง 10 ปี เพราะสมเด็จเทยดรินิตี้ ซัส เกรียนจัด กระหายอาณานิคมมากเกินเหตุ จึงได้ไปท้าประลองดอทเอกับพวกอังเกรียนเข้า ผลปรากฏว่าแพ้ แพ้แล้วพาล หาว่าใช้สูตรโกง หลังพาลเสร็จก็ยกทัพไปตะลุยอังเกรียน ปรากฏว่าถูกจุดไฟเผาเรือเละเทะหมดเหมือนกองเรืออาร์มาดาของสเปือยไม่มีผิด สมเด็จเทยดรีนิตี้ ซัสจึงถูกไฟเผาตายบนนั้นเอง พระซานต้าปะป๋าจึงได้โอกาสเข้ายึดอูรุกไฮทันทีเลย

ราชวงศ์เตลูกูประกาศเอกราช และสงครามแห่งเอกราช[แก้ไข]

สมเด็จพระเจ้าสบู่เหลวมหาราช

ซาบูลู ดราฟยากาลา หรือ จาบอน เลควิโด(เตลูกู:సబ్బులు ದ್ರವ್ಯಗಳ สเปน:Jabón Líquido)หรือสมเด็จพระเจ้าสบู่เหลว พ่อค้าลูกครึ่งศรีลังกา-อูรุกไฮคนหนึ่ง ผู้ซึ่งฮักชาติ ได้เห็นว่าราชอาณาจักรควรได้รับเอกราช ได้นำชาวบ้านและทเห่อซึ่งขัดแย้งกับพระซานต้าป๊ะป๋า บุกเข้าโจมตีกองทัพอังเกรียนให้แหลกเละ พระซานต้าป๊ะป๋ารู้ข่าวก็ตกใจรีบยกทัพมาปราบ ในขณะนั้นเองที่ซาบูลูได้เตรียมเรือฟางจำนวนมากมาย พุ่งเข้าถล่มกองเรืออังเกรียน โดยจุดไฟไว้ด้วย ทำให้กองเรืออังเกรียนถูกถล่มย่อยยับ กองเรือที่เกรียงไกรถูกเผา พระซานต้าปะป๋าหนีตายสไตล์เดียวกับโจโฉแตกทัพเรือ พอพระซานต้าปะป๋ากลับไปอังเกรียนนั้น ซาบูลูได้สถาปนาตนขึ้นเป็นพระปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เตลูกู ตั้งคัตทะเชเม(จังหวัดซาบูลูซิตี้ มนฑลนิวุคยุคัตทะเชเม)เป็นเมืองหลวง และประกาศเอกราชขึ้น พระซานต้าป๊ะป๋าแค้นไม่หายจึงยกทัพห้าล้านบุกหวังถล่มให้ราบคาบ พระเจ้าสบู่เหลวจึงได้นำทหารเพียงห้าแสนเข้าต่อสู้ อังเกรียนถูกแผนโจโฉแตกทัพเรือถล่มซ้ำจนเกือบเพลี่ยงพล้ำ ต่อมาพระซานต้าป๊ะป๋าได้สั่งยิงปืนใหญ่และจุดไฟถังเก็บดินปืน พระเจ้าสบู่เหลวได้ถอยทัพกลับเข้าคัตทะเชเม ในขณะที่อังเกรียนได้ยกทัพหวังเข้ารุกที่ชายฝั่งหลังอูรุกไฮถอยทัพขึ้นบกไป ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.6 ริกเตอร์ เกิดคลื่นสึนามิสูงประมาณ 6-7 เมตรในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ เข้าถล่มกองเรืออังเกรียนจนทำให้พระซานต้าป๊ะป๋าจมน้ำสวรรคต ณ ที่นั้นด้วยนั่นเอง

ทรราชย์ซันคาริทูไดท์ การเถลิงอำนาจของราชวงศ์ศีลจนิถุส[แก้ไข]

ช่วงสงครามเจ็ดล้านล้านล้านปีในยุโรป เกิดการปฏิวัติหัวเกรียน และเป็นยุคแห่งความสว่างไสวทางปัญญาประชาชนเริ่มต้องการเป็นอิสระจากสเปน(อูรุกไฮมีอธิปไตยเป็นของตนเองนานแล้ว แต่ไม่มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและขาดบูรณภาพ และยังขาดเสรีภาพด้วย) ต้องการให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง ประชาชนจึงเคลื่อนไหวขอให้มีการตั้งสภาแบบในอังเกรียนและอมาริเกย์ ให้มีรัฐธรรมนูญ พระเจ้าซันคาริทูไดท์ไม่ยอม เพื่อจะกดดันให้ประชานเลิกเคลื่อนไหว มีการใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง พยายามยึดกิจการต่างๆมาเป็นของรัฐ ปกครองอย่างโหดร้าย พวกพ่อค้าเสียผลประโยชน์เป็นอย่างมาก พวกศีลจนิถุสนำโดยพระเจ้าเหาจึงระดมกำลังมาสู้กับซันคาริทูไดท์ ปลุกปั่นให้ประชาชนก่อกบฏ ไปขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์จอร์จของอังเกรียน กษัตริย์โปรตุเกส และกษัตริย์ฮอลันดา ทั้งสามชาติเกณฑ์กำลังจากอาณานิเกรียนของตนมาช่วยกลุ่มศีลจนิถุส โดยอังเกรียนมีกองทัพเรือที่เข้มแข็งที่สุด ซึ่งความจริงแล้วทั้งสามชาตินั้งต้องการจะแบ่งอูรุกไฮและอมาริเกย์ใต้ของสเปนเป็นของตน ซันคาริทูไดท์เข้าใจว่ากองทัพอูรุกไฮยังคงมีความเข้มแข็งกว่ากองทัพอังเกรียนและเอาชนะทัพพันธมิตรได้ไม่ยากเหมือนเช่นครั้งสมเด็จพระเจ้าสบู่เหลว ทว่าเหล่าประชาต่างเอือมระอาในตัวซันคาริทูไดท์เต็มที การกบฏรัฐปราบไม่ได้ มีทเห่อหนีทัพมากขึ้นทุกวัน กองทเห่อรับจ้างของอังเกรียน โปรตุเกสและหอนแลนด์ สามารถปิดชายฝั่งทะเลเอาไว้หมด พระเจ้าเหาเข้ามอนเตวิเดโอได้จึงตังตัวเองเป็นจักรพรรดิ(บ้างว่าเป็นประธานาธิบดี) เกลี้ยกล่อมให้แม่ทัพของทัพพันธมิตรสวามิภักดิ์กับตน มีการปฏิรูปเศรษฐกิจตามแบบทุนนิยม มีการตั้งสภาไว้ดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนมาก บ้านเมืองจึงสงบสุข ประชาชนสบายมาก

พระเจ้าทุจสีเนสิ้นวาสนา[แก้ไข]

เมื่อพระเจ้าเหาสวรรคต พระเจ้าทุจสีเนครองราชย์แทน ได้ติดสินบนสภา ถอดถอนสมาชิกสภาตามใจชอบ หวังจะให้ในรัฐบวมเป็นฝ่ายเดียวกับตนทั้งหมด เพิ่มกำลังกองทัพเรือขนานใหญ่ทำให้คนไม่ค่อยพอใจ ภายหลังทุจสีเนตั้งตัวเป็นผู้เผด็จการ ศัตรูเริ่มมากขึ้น ในสมัยนี้เกิดการปฏิวัติในอมาริเกย์และเศษฝรั่ง เริ่มเกิดระบบสังคมนิยม ฝ่ายสังคมนิยมโจมตีรัฐบวมว่าทำให้ชาติวุ่นวาย ประชาชนขาดความรักชาติและทำตัวไร้แก่นสาร ซ้ำยังควบคุมสภา ทำให้รัฐมีอำนาจมากเกินไปจนอาจจะนำชาติเข้าสู่สงครามโดยขาดความพร้อม กบิลบาลผู้นำกลุ่มจึงระดมกำลังยึดอำนาจ ในปี 1800 เริ่มต้นราชวงศ์กบฏกันจัง

ราชวงศ์กบฏกันจัง[แก้ไข]

บร๊ะเจ้ากบิลบาล ยึดอำนาจจากราชวงศ์ศีลจนิถุสที่ครองอำนาจมานาน โดยอ้างว่าราชวงศ์ศีลจนิถุสปกครองแบบนายทุน ส่งเสริมให้ประชาชนเหลวแหลก ทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข ปี 1800 กบิลบาลยึดอำนาจและสถาปนาราชวงศ์ใหม่ คือราชวงศ์กบฏกันจังนี่แหละ เดิมชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่เนื่องจากตลอดสมัยราชวงศ์นี้มีการกบฏผุดขึ้นเป็นระยะๆหลายคนเลยเรียกราชวงศ์นี้กันว่าราชวงศ์กบฏกันจัง เพราะราชวงศ์นี้พยายามทำให้คนพึ่งตัวเอง และขยันทำมาหากิน แต่เป็นนโยบายแบบบังคับใช้ เป็นการปฏิวัติสังคม ทำให้คนในประเทศปรับตัวไม่ทัน ปัญหาเก่าจึงถูกซ้ำเติม นโยบายใหม่แก้ปัญหาเดิมไม่ได้ เพราะชาวอูรุกไฮสบายมานาน ไม่ยอมลำบากเพื่อพึ่งตนเอง จึงก่อกบฏหลายครั้ง ส่วนมากผู้นำกบฏมักเป็นพวกเจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพลที่เสียประโยชน์เพราะโดนยึดที่ดิน เอาเงินที่พวกนี้ร่ำรวยมานานมาแจกให้คนจนทำให้ทนไม่ได้ แต่ชาวนาไม่เอาด้วยกับการกบฏเหล่านั้นเพราะชื่นชอบการปกครองของราชวงศ์นี้ เมื่อถึงสมัยของจักรพรรดินีนามิ่น การต่อต้านของพวกเจ้าพ่อรุนแรงยิ่งขึ้น สุดท้าย จอมผงบาวาเรนสามารถล้มราชวงศ์กบฏกันจังได้สำเร็จในปี 1813 ทรัพย์สินของราชวงศ์ถูกริบเป็นของแผ่นดิน ทั้งกษัตริย์ เจ้านาย ขุนนางของราชวงศ์นี้บ้างถูกประหาร บ้างถูกคุมขัง บ้างถูกเนรเทศ บ้างหนีไปแอบซ่อนตามที่ต่างๆทั่วประเทศโดยไม่ให้ใครเห็น ราชวงศ์กบฏกันจังที่ก่อตั้งมาเพียง 13 ปีจึงล่มสลายลง

บ้างก็ว่า ชื่อราชวงศ์มันอัปมงคล เลยล่มสลายไวกว่าราชวงศ์ใดๆ อย่างไรก็ดี ในสมัยนี้เป็นสมัยแรกที่อูรุกไฮได้รับเอกราชสมบูรณ์จากความสามารถของกบิลบาลในการขับไล่ทเห่อต่างชาติให้พ้นไปและเรียกเอาสิทธิต่างๆที่อยู่กับสเปนคืนมา แต่ยังไม่ได้รับการรับรองจากต่างชาติ จอมผงบาวาเรนต่างหากเป็นคนที่ทำให้ต่างชาติรับรองเอกราชของอูรุกไฮ (แต่โชคร้ายที่มันกลับไปสัมปทานเหมืองแร่ทั้งประเทศของอูรุกไฮให้ประเทศเพื่อนบ้า)

จอมผงบาวาเรนก่อรัฐประจาน[แก้ไข]

เกิดจากการการที่ จอมผง บัสตาร์ด ชิธ บาวาเรน นายกรัฐมนตรีของอูรุกไฮในสมัยนั้น คิดกบฏต้องการโค่นล้มระบอบกษัตริย์ อันด้วยผู้มีบารมี ถูกจำกัดขอบเขตมากเกินไปอย่างที่กล่าวไว้ข้างบน จึงลอบปลงบร๊ะชนม์สมเด็จบร๊ะจักรพรรดินีมีนามิ่น กบาลระเบิดทิ้ง แล้วตั้งตนเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอูรุกไฮ โดยได้นำเหล่าคนขับรถถังจำนวนมากก่อรัฐประจาน วุ่นวายไปทั่วบ้านทั่วเมือง พอสมเด็จบร๊ะจักรพรรดินีมีนามิ่น กบาลระเบิดออกมาห้ามก็ได้โอกาส ยิงหนังสติ๊กทะลุพระเศียรชักกระแด่วๆๆ ตายคาที่ มันจึงได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของอูรุกไฮนั่นเอง

ลอร์ดซินยอนิสล้มจอมผงบาวาเรน[แก้ไข]

หลังบาวาเรนเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอูรุกไฮแล้ว ก็ดันมีศัตรูมากมาย ด้วยความเป็นเผด็จกูจึงสังหารผู้ต่อต้านทิ้งจนหมด ทว่ายังเหลือลอร์ด ซิสยอนิส อเล็กซิส โทมาเนีย(สมเด็จบร๊ะจักรพรรดิซิสยอนิสที่ 1 ) ที่ยังคงรอดมาได้อยู่ ต่อมาเขาได้นำได้นำทเห่อกว่าพันคน เข้ากอบกู้ระบอบกษัตริย์กลับคืนมา ยกทัพลงจากเดสทิบันยาลงมายึดรัดเวียร์ นิคคาวัย แล้วล้อมมอนเตวิเดโอ้ไว้ 6 เดือน ก็ยังไม่สามารถยึดพระนครได้ ต่อมาบาวาเรนถูกทหารกลุ่มหนึ่งทรยศจับตัวส่งให้ลอร์ดอเล็กซิส และในเวลาต่อมาบาวาเรนถูกสำเร็จโทษโดยการให้อาเบะทำพีธีศักดิ์สิทธิ์ของชาวยาโอย จนเป็นโรคว่าวขึ้นสมองตายในที่สุด

ราชวงศ์โทมาเนียยุคแรก กับการเข้าควบคุมของเรดซัน[แก้ไข]

ราชวงส์โทมาเนียที่เพิ่งจะสถาปนาขึ้นนั้น ได้พยายามให้มีการปกครองที่เป็นสายกลางมากขึ้น ไม่สุดโต่ง เพราะว่ากลัวจะเผชิญชะตากรรมเดียวกับราชวงศ์กบฏกันจัง โดยให้มีความเป็นทุนนิยมบ้าง อย่างไรก็ดี ได้เกิดความไม่สงบในประเทศ แต่สุดท้ายก็ลงรอยกันได้ และพัฒนาประเทศจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดเสรีภาพมากที่สุด

ต่อมา ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม อูรุกไฮได้ให้ความช่วยเหลือฝ่ายยูริ หวังส่วนแบ่งของโลกจากยูริ พลังจิต แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะในขณะนั้นจักรวรรดิเรดซันมีอาณานิเกรียนอยู่ในอเมริกาใต้ และทำสัญญากับทุกประเทศในอเมริกาใต้ให้เข้ามาอยู่ในระบบบรรดาเกรียนของเรดซัน(Redsun's Protectoration) ทุกครั้งที่พยายามให้ความช่วยเหลือยูริ พลังจิต มักถูกเรดซันยกทัพมาขู่อยู่เนืองๆ บางทีก็ไปเป่าหูประชาชนบ้าง จนในที่สุด อูรุกไฮก็ต้องยอมแพ้แก่เรดซัน

เจ๊คร่อบ ด่าแล็กซ์ ทอปิโด ก่อรัฐประจาน การปกครองเยี่ยงทรราชย์[แก้ไข]

ในสมัยของสมเด็จบร๊ะมหาจักรพรรดินีวิเกรียนพีนิส เจ๊คร่อบ แหม๋น ลูกชายของบาวาเรน เห็นว่ามีช่องว่างที่จะสามารถล้มล้างระบอบกษัตริย์ได้ จึงนำทเห่อที่ยังจกรักภักดีต่อบาวาเรนเข้าถล่มมอนเตวิเดโอ้ เป็นเหตุปั่นป่วนวุ่นวาย แต่เหตุการณ์ถูกระงับหลัง เจ๊คร่อบ ถูกยางหนังสติ๊กยิงใส่จนตายห่ากลางนครมอนเตวิเดโอ้ แต่ไม่นานต่อมา ดาร์แลกซ์ ทอพิโด ได้ก่อความวุ่นวายอีกรอบโดยจุดไฟเผาทั้งนครมอนเตวิเดโอ้ จนไฟไหม้เผาผลาญจนเมืองวายวอดไปเกือบครึ่ง แล้วจับตัวสมเด็จบร๊ะมหาจักรพรรดินีวิเกรียนพีนิสสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณโดยการส้วมบอมบ์ พร้อมกับสังหารบร๊ะญาติวงศ์เกือบทั้งหมดในราชวงศ์โทมาเนีย เหลือรอดไปก็แค่ อดีตสมเด็จบร๊ะมหาจักรพรรดิซินยอวิว เดอ บอนลาโด้และเหลนของท่าน โอบีวัน เดอ บอนลาโด้ ต่อมาพวกเขาได้ไปซ่อนตัวอยู่ที่เยลโล่ซัน

สงครามกอบกู้เอกราชอูรุกไฮครั้งที่ 2[แก้ไข]

เซน หลุยส์

ในยุคของ เซน หลุยส์ ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอูรุกไฮ ที่ขึ้นนั่งบนเก้าอี้นายกแทน ดาร์แลกซ์ ทอพิโด ที่ตกบ่อส้วมหลังบ้านตายได้ไม่นาน อดีตสมเด็จบร๊ะมหาจักรพรรดิซินยอวิว เดอ บอนลาโด้และเหลนของท่าน โอบีวัน เดอ บอนลาโด้ ที่ได้ไปซ่อนตัวอยู่ที่เยลโล่ซัน เห็นว่านี่เป็นช่องโหว่ที่จะกู้คืนเอกราชของอูรุกไฮมาได้อีก จึงติดต่อให้ขุนนางท่านหนึ่งเตรียมทัพเพื่อรอเวลาที่เหมาะสม ไม่นานต่อมาประชาชนก่อม็อบต่อต้านเซน หลุยส์ จนเป็นเหตุจราจลไปทั่ว ในที่สุดซินยอวิวก็เดินทางกลับมาที่อูรุกไฮ แล้วสั่งให้เคลื่อนพลกองทัพเข้าถล่มทำเนียบรัฐบวมทันที เซน หลุยส์ตั้งตัวไม่ทัน พยายามต่อสู้ไว้ จนในต่อมาที่มันทางทเห่ออย่างเพนไกวซิตี้ และเดสทิบันยาถูกยึดไป ทำให้กองกำลังของจักรพรรดิแกร่งกว่าเดิมจนน่ากลัว ในเวลาต่อมาซินยอวิวก็ได้ยกทัพประชิดเขตพระนคร ใช้เลอเซอร์แอนเมโทรนิคยิงเข้าไปในรัฐสภา เซนหลุยส์มืดแปดด้าน จึงประกาศขอยอมแพ้ ซินยอวิวจึงสั่งเนรเทศ เซน หลุยส์ ไปอยู่ที่อะเมซิเนียจนได้ลงนรกขุมสุดท้ายไปพร้อมกับทุจจี้

ยุคแห่งความเลวร้าย[แก้ไข]

หลังเซน หลุยส์ ถูกไล่ไปอะเมซิเนียเรียบร้อยแล้ว(สงครามกอบกู้ระบอบกษัตริย์)ในปี ค.ศ.2068 ตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่สามจบไปแล้ว จักรพรรดิซินยอวิวได้ขึ้นครองอำนาจ อย่างไรก็ตาม การปกครองที่ประสบความสำเร็จของเยลโล่ซัน ทำให้ประชาชนนั้นมีกิน ไม่กดขี่ ให้คนชั้นล่างมีศักดิ์ศรีมาก จนทำให้ประชาชนยอมตายแทนได้อย่างเต็มใจ จนทำให้มีนักวิชาการหลายท่านของอูรุกไฮ เกิดความศรัทธา เรียกร้องให้รัฐวางนโยบายอย่างโน้นอย่างนี้ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และตั้งพรรคเรดซันอูรุกไฮขึ้นมา โดยแตกออกจากพรรคประชานิยมของเซนหลุยส์ เพื่อให้มีการเรียกร้องอย่างเป็นระบบในรัฐสภา

นโยบายบางอย่างถูกนำไปปรับใช้และได้ผลดีจริงๆ บางอย่างคิดว่าอาจจะดีแต่ไปขัดผลประโยชน์ของพวกชนชั้นสูง ทำให้กลัวว่าถ้าปล่อยให้คนชั้นล่างมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีใกล้เคียงกันกับคนชั้นสูง ประกอบกับการที่คนชั้นล่างสามารถยืนหยัดด้วยตนเองได้ จะไปกระทบต่อชนชั้นสูง จึงเกณฑ์คนออกมาต่อต้านได้ 300 คนไปถล่มที่ทำการพรรคเรดซันอูรุกไฮในช่วงเดือนเมษายน ค.ศ.2075 ประจวบเหมาะกับการจัดตั้งพรรคอำมาตยาธิปไตยในเรดซัน คนชั้นสูงในอูรุกไฮจึงพยายามร่วมมือกับพรรคอำมาตยาธิปไตยเรดซัน ในการล้มล้างพรรคเรดซันอูรุกไฮ แต่ได้รับการต่อต้านจากสมาชิกพรรคอำมาตยาธิปไตยเรดซัน เพราะเขามีอุดมการณ์ว่าอำมาตยาธิปไตยที่ดี ต้องให้ประชาชนมีเกียรติและศักดิ์ศรี ประชาชนจึงจะยอมรับใช้อำมาตย์ และอำมาตย์ต้องไม่มองประชาชนเป็นพิษภัย แต่ต้องมองว่าเป็นฐานอำนาจของตน เพราะฉะนั้นพรรคอำมาตยาธิปไตยเรดซันจึงก่อตั้งบนพื้นฐานที่มีประชาชนหนุนหลัง พรรคนี้จึงให้อัครมหาเสนาบดีฮันยองโจสั่งให้เคลื่อนพลจากอาณานิคมแอนดีสข้ามเขาไปยังอูรุกไฮ พร้อมด้วยกองทัพเรือ ไปควบคุมสถานการณ์ในอูรุกไฮ ผลคือชนชั้นสูงเหล่านั้นถูกจับไปขังคุกในคุซโค

หลังจากนั้นซินยอวิวจึงมอบอำนาจให้คณะรัฐบวมไปจัดการเอาเอง เพราะไม่อยากเครียด คณะรัฐบวมก็เลยเอาการปกครองแบบเรดซันมาใช้ แต่ปรับใช้ได้ไม่เหมาะเท่าที่ควร ผลก็คือผู้มีอิทธิพลไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐจนก่อการกระด้างกระเดื่อง มอนเตวิเดโอ้กลายเป็นเมืองท่าค้ายาเสพติดไปในเวลาไม่กี่ปี พรรคเรดซันอูรุกไฮเห็นเช่นนั้นจึงได้จัดตั้งไฮปาร์ค และโจมตีรัฐบวมโดยบอกว่าเอาแนวคิดแบบเรดซันมาปรับใช้ในการบริหารประเทศไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้มีอิทธิพลไม่กลัวอำนาจรัฐ เมื่อโจมตีมากๆเข้า ซินยอวิวก็ทนไม่ไหวประกอบกับพบการกระด่างกระเดื่องต่างอำนาจรัฐจริง ทั้งยังมีรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่ามียาเสพติดทะลักเข้าสู่มอนเตวิเดโอ้วันละนับร้อยตัน ซินยอวิวจึงยึดอำนาจรัฐบวมและปลดคณะรัฐมนตรีออกยกชุด แล้วปกครองแบบเผด็จอำนาจ สั่งให้ตำรวจจับกุมผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ท่าเรือมอนเตวิเดโอทันที เป็นเหตุให้มีการจับยาเสพติดจับนวนมากมายมหาศาลมากกว่าสิบลำเรือ ตรวจยึดยาเสพติดในโกดังไดเป็นจำนวนมาก มีการจับกุมผู้มีอิทธิพลเขี้ยวลากดินทั้งหลายรวมแล้วได้มากกว่าพันคน ซินยอวิวสั่งให้ประหารทั้งหมด ส่วนยาเสพติดสั่งให้เอาไปเผาทำลายที่นอกเมือง(บ้างก็ว่าสั่งให้ใช้นิวเกรียนระเบิดยาเสพติดทีเดียว)ในปี ค.ศ.2079

สองปีต่อมาได้ให้มีการลากตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ ปรากฏว่าเกิดเหตุระเบิด 18 จุดทั่วมอนเตวิเดโอ้ในวันวารีไทร์พอดี คณะรัฐบวมและรัฐสภาที่ได้มาใหม่จึงสั่งให้เร่งหาคนผิดโดยเร็ว ภายหลังรู้ตัวคนผิดแล้วแต่ไม่กล้าจัดการพราะกลัวอิทธิพล พรรคเรดซันอูรุกไฮจึงถวายฎีกาให้ซินยอวิวตั้งหน่วยตำรวจลับเอาไว้จัดการกับพวกชนชั้นสูงที่ก่อความวุ่นวายนี้

สี่ปีต่อมามีการลากตั้งอีกรอบคราวนี้พรรคเรดซันอูรุกไฮได้ที่นั่งในสภาอย่างท่วมท้นจนตั้งรัฐบวมพรรคเดี่ยวได้ และพรรคเรดซันยังคงผูกขาดอำนาจทางการเมียต่อไปอีก 22 ปี จึงหมดอำนาจเพราะเกิดการที่ประชาชนออกมาเย้วๆจำนวนมากเพราะไม่เชื่อถือในพรรคเรดซันอีกต่อไปเพราะที่เรดซันเกิดการจลาจลของปัญญาชนที่ไม่พอใจความเหลวแหลกของเรดซันในยุคหลัง หลังจากนั้นซินยอวิวจึงใช้กำลังทเห่อยึดอำนาจล้มระบอบรัฐสภาลง และตั้งตนเป็นรัฐถาธธิปัตย์ ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่นานก็ต้องเผชิญกับการรุกรานของกองกำลังทำลายโลก

การยึดอำนาจรัฐของราชวงศ์โทมาเนีย แต่ก็ถูกต่างชาติยึดไป[แก้ไข]

ต่อมาเมื่ออำนาจของเรดซันในอเมริกาใต้เริ่มเสื่อมลง จักรพรรดิอิงจงฮ่องเต้แห่งเรดซันอ่อนแอ ประชาชนเริ่มตาสว่าง จึงพากันประกาศไม่ขึ้นต่อเรดซัน จนสุคท้ายเมื่ออำนาจของเรดซันในอเมริกาใต้สิ้นสุดลงในปี ค.ศ.2102 อูรุกไฮก็ได้เป็นอิสระ แต่พรรคเรดซันอูรุกไฮยังคงเป็นรัฐบวมต่อไปจนเกิดการจลาจลของปัญญาชน รัฐบวมเรดซันประจำอูรุกไฮจึงถูกโค่นล้ม ราชวงศ์โทมาเนียในนามของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิซินยอวิว เดอ บอนลาโด้ ได้มีอำนาจเต็มแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้ง ต่อมาได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สี่ขึ้น จึงถูกสหรัฐอมาริเกย์ภายใต้การนำของกองกำลังทำลายโลกครอบงำ ซินยอวิวถูกสั่งหมายจับอีกรอบ ต้องหนีเข้าป่าไป จึงถูกกองกำลังทำลายโลกครอบงำเป็นเวลา 20 กว่าปี จนนำไปสู่การล่มสลายในที่สุด

การล่มสลาย[แก้ไข]

อย่างที่บอกไปข้างบน เมื่ออำนาจของเรดซันในอเมริกาใต้สิ้นสุดลงในปี ค.ศ.2102 อูรุกไฮได้เป็นอิสระ ต่อมาไม่นานก็ถูกสหรัฐอมาริเกย์ถายใต้การนำของกองกำลังทำลายโลกครอบงำเป็นเวลานานกว่า 30 ปี เมื่ออำนาจของกองกำลังทำลายโลกสิ้นสุด พวกลัทธิภราดรภาพแห่งน็อตได้ย้ายที่ทำการของตน จากกรุงมอสวัวมาที่มอนเตวิเดโอผ่านมิติที่ 4 และพวกน็อตก็พยายามทำการครอบงำอูรุกไฮ และได้บังคับให้ชาวอูรุกไฮพูดภาษายูริ ชาวอูรุกไฮเห็นภาษายูริไพเราะกว่าภาษาสเปือยจึงหันไปพูดกันหมด เรื่องนี้จึงร้อนไปถึงซินยอวิว

Cquote1.png เจ้าลืมภาษาโคตรพ่อโคตรแม่ไปแล้วหรือ! Cquote2.png
ซินยอวิว กล่าวกับประชาชน

แต่ประชาชนก็ยังไม่สนใจ และพูดภาษายูริต่อไป จนกระทั่งท่านเคนถูกซินยอวิวก้านคอ และแผ่รังสีใส่จนเป็นมะเร็งตาย ประชาชนก็เริ่มกลับมาพูดภาษาสเปือยกันเช่นเดิม แต่ในเวลาต่อมาภาษายูริก็ได้รับความนิยมขึ้นมาอีก

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สี่สิ้นสุด สงครามโลกครั้งที่ห้าก็ได้ทำลายล้างทุนนิยมให้หมดไปจากทวีปอเมริกา โดยมีอำมาตย์ครอบงำอยู่ เป็นผลให้เกิดการสถาปนาจักรวรรดิขึ้น อูรุกไฮถูกบราซิลกับอาจิ้นตีหน้าแบ่งไปคนละครึ่ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่หกสิ้นสุด อำนาจรัฐในอเมริกร๊วกก็ล่มสลายจนหมดสิ้น ทำให้อูรุกไฮต้องเป็นแค่เผ่าเล็กๆ เร่ร่อนไปอีกสี่ร้อยกว่าปี

ยุคอำมาตยาธิปไตย[แก้ไข]

ในช่วงที่ล่มสลาย เผ่าอูรุกไฮที่ตั้งขึ้นมาใหม่ได้อยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิบราสิว จักรพรรดิอำมาตยาธิปไตยของบราซิลคืออัลฟองโซที่ 1 เปโดรที่ 3 อัลฟองโซที่ 2 และโจอาว ตามลำดับ ทั้งหมดปกครองแบบอำมาตยาธิปไตย แต่ไม่สุดโต่งเท่าที่เยลโล่ซัน อูรุกไฮช่วงนั้นถูกเอาลัทธิอำมาตยาธิปไตยมายัดไว้ทั้งนั้น ต่อมาอำนาจของอำมาตยาธิปไตยทำให้สภาอำมาตย์และกองทัพมีอำนาจใกล้เคียงกับกษัตริย์ ต่อมา อำนาจไปอยู่ในมือของตระกูลแชปสมิทธ์ ควบคุมจักรพรรดิราชวงศ์บรากานซา-โทมาเนียไว้ได้ในกำมือ สั่งการอะไรตามอำเภอใจ ในสงครามโลกครั้งที่หกได้ส่งกองทัพรบกับเยลโล่ซันในเคอร์กูเลน ทัพบราสิวปราชัยอย่างยับเยิน แผ่นดินเป็นทุรยศ อูรุกไฮได้อิสระอีกครั้งแต่กำลังไม่เข้มแข็ง อำนาจรัฐในอเมริกร๊วกถึงคราวอวสานนับแต่บัดนั้น จนกระทั่งซินยอวิวสามารถรวมชนกลุ่มอื่นมาไว้ในอำนาจได้ และขยายอำนาจ ก่อตั้งจักรวรรดิอูรุกไฮขึ้นในปี 2661 โดยเอาอำมาตยาธิปไตยเป็นระบอบหลัก ต่อมาได้สั่งยกเลิกไปในปลายรัชกาลของซินยอวิว (ช่วงใกล้ๆ ก่อนจะป่วยตาย) ยุคลัทธิอำมาตยาธิปไตยจึงสิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นมา

สถาปนาจักรวรรดิอีกครั้ง[แก้ไข]

ดูเพิ่ม เหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่แปด และ สงครามโลกครั้งที่เก้า

จักรวรรดิอูรุกไฮหลังสงครามโลกครั้งที่เก้า(รวมเขตปกครองตนเองด้วย)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่เจ็ด ชาวอุรุกไฮได้อพยพไปที่อเมริกร๊วกกลางและปักหลักอยู่ที่นั่น แต่ยังเข้มแข็งไม่พอจึงยังเป็นแค่ชนเผ่าหนึ่ง เป็นเวลากว่าสี่ร้อยปีที่หามีประเทศใดไม่ตั้งอยู่บนทวีปอเมริกร๊วก จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่แปดสิ้นสุด ชาวอูรุกไฮรวมตัวกันตั้งอำนาจรัฐขึ้น ขยายอำนาจไปเกือบทั่วทั้งทวีปอเมริกร๊วกใต้ หลังจากยึดชายฝั่งตะวันตกได้แล้วจึงก่อสงครามโลกครั้งที่เก้า ปรากฏว่าอุรุกไฮสามารถยึดครองทวีปแอฟริกวนได้เกือบหมด แต่ในทวีปเอเชยกลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน(แต่ก็มีชัยในการต่อสู้กับพวกอู๋ แต่พื้นที่ที่จะได้ปกครองนั้นดูNGOมากจึงไม่เอาดีกว่า)

การมีส่วนร่วมในสงครามจักรวาล[แก้ไข]

ดูที่ สงครามจักรวาล

จักรวรรดิอูรุกไฮยุคหลัง[แก้ไข]

อูรุกไฮ มหาอำนาจแห่งโลกอนาคต[แก้ไข]

ประวัติศาสตร์อูรุกไฮฉบับเพ้อฝัน[แก้ไข]

ประวัติศาสตร์ฉบับนี้ถูกนั่งเทียนโดยนักเขี่ยชื่อดังคนหนึ่งในอูรุกไฮ ที่เห็นประวัติศาสตร์ของจริงไม่เลิศเลอเพอร์เฟกต์ จึงคิดนั่งเทียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ โดยให้หนักหัวสมองมากกว่าเดิม

ประวัติศาสตร์อูรุกไฮมีความเป็นมาที่ยาวนาน โดยตั้งแต่แรกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกอย่างสเปือยและโป๊ตูดเกด เป็นดินแดนที่ไม่สลักสำคัญอะไรมากนัก อูรุกไฮได้รับเอกราชหลังสงคราม "สงครามแห่งอิสรตะพาบของชาวสเปือยในอมาริเกย์" ตกอยู่ใต้การปกครองของบราซิล สี่ปีต่อมาบราซิลรบแพ้อาจิ้นตีหน้า ก่อตั้งประเทศอูรุกไฮขึ้น หลังจากนั้นอีกหลายสิบปีต่อมาเกิดงครามสามพันธมิตร โดยอูรุกไฮ บราซิลและอาจิ้นตีหน้ารวมกำลังรบปากวัย ปากวัยแพ้สงครามและเป็นประเทศที่ไม่ค่อยเจริญนับแต่นั้นมา ส่วนอูรุกไฮค่อยมามีฐานะดีขึ้นเรื่อยๆ มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ปัจจุบัน อูรุกไฮเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจไม่ดีไปกว่าประเทศเทยมากเท่าใดนัก

อูรุกไฮก่อนช่วงล่าอาณานิคม[แก้ไข]

อูรุกไฮในช่วงก่อนการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกนั้น เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอูรุกไฮโดยแท้ โดยเป็นที่อยู่ของชนเผ่าชาร์รัว ซึ่งมีฝีมือในการสร้างงานศิลปะจากหิน เพราะคนพวกนี้ยังถลุงโลหะไม่เป็น ต่างจากพวกที่อยู่ทางเปรู แสดงให้เห็นว่าคนอูรุกไฮยังคงอยู่ในยุคหิน ขณะที่ส่วนอื่นของโลกัฒนาไปไกลแล้วจนกระทั่งการมาถึงของชาติตะวันตก

อูรุกไฮในช่วงที่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก[แก้ไข]

สเปนส่งนักสำรวจมายังดินแดนแถบนีเพื่อค้นหาเงินและทองคำตามตำนานเอลโดราโด้ นักสำรวจชาวสเปนมาถึงอูรุกไฮในปี 1516 และตั้งสถานีการค้าอยู่แถบนั้นในศตวรษที่ 16 และ 17 ไม่นานนัก อูรุกไฮเป็นสถานที่ที่ทั้งสเปนและโปรตุเกศต่างกระหายอยากจะได้มาในครอบครอง จนกระทั่งปี 1603 สเปนจึงสามารถเข้าไปตั้งป้อมถาวรในอูรุกไฮได้ ที่โซเรียโน ในริโอเนโกร ระหว่างปี 1669-1671 โปรตุเกสก็ตั้งป้อมที่โคโลเนีย เดล ซาคราเมนโต สเปนพยายามที่จะหยุดการขยายอำนาจของโปรตุเกสให้ได้

นครหลวงมอนเตวิเดโอ้ก่อตั้งโดยสเปนในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์ฉบับจริงจะตรงกับราชวงศ์โทมาเนียในสมัยของซินยอทราวิลลิสก์ มอนเตวิเดโอ้ก่อตั้งขึ้นในฐานะเป็นฐานทัพ มีชัยภูมิที่เหมาะสมกับการค้าเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นคู่แข่งของบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาจิ้นตีหน้า ต้นศตวรรษที่ 19 เกิดสงครามระหว่างอังเกรียน สเปือย และโป๊ตูดเกด เพราะอังเกรียนต้องการแย่งชิงพื้นที่แถบอาจิ้นตีหน้า บราซิล และอูรุกไฮเป็นของตน ในระหว่างปี 1806-1807 ตรงกับราชวงศ์กบฏกันจังในประวัติศาสตร์จริง บัวโนสไอเรสถูกอังเกรียนตีแตก และช่วงต้นปี 1807 มีทเห่ออังเกรียนจำนวนหมื่นคนอยู่ในมอนเตวิเดโอ้ โดยเป็นจุดแวะพักหลังการตีบัวโนสไอเรส ไม่นาน อังเกรียนก็ถอนทัพเพราะจะได้เก็บทเห่อไว้รบที่อื่น

เส้นทางสู้เอกราช[แก้ไข]

โฮเซ่ เกอร์วาซีโอ อาร์ติกัส วาดโดย ฮวน มานูเอล บลานส์

ในปี 1811 โฮเซ่ เกอร์วาซีโอ อาร์ติกัส กลายเป็นวีรบุรุษของชาติอูรุกไฮ หลังจากก่อการกู้ชาติจากสเปือยจนสำเร็จ ด้วยความเกรียนของฝ่ายอูรุกไฮส่งผลให้กองทัพสเปนปราชัยในวันที่ 18 พฤษภาคม ในยุทธการลาสเพียดราส ในปี 1814 เขาก็ก่อตั้ง Liga Federal (สหพันธ์สันนิบาต) โดยเขาเองเป็นผู้คุ้มครององค์เกรียนดังกล่าว

การตั้งสหพันธ์สันนิบาตทำให้พวกโป๊ตูดเกสตกใจกลัว ไม่นานนัก ในปี 1816 อูรุกไฮรบกับอาจิ้นตีหน้า ได้ดินแดนทางตะวันออกมาครอบครอง โป๊ตูดเกศกลัวว่าอูรุกไฮจะเกรียนเกินไป จึงส่งกองทัพที่เหนือกว่าอูรุกไฮในด้านกำลังและอาวุธ ตีมอนเตวิเดโอ้แตกในวันที่ 20 มกราคม ปี 1817 ตรงกับสมัยที่จอมผงบาวาเรนยึดอำนาจในประวัติศาสตร์ฉบับจริง หลังจากการต่อสู้เพื่อเอกราชเป็นเวลาสามปี อาร์ติกัสก็รบแพ้ในยุทธการตาคัวเรมโบ้ ในปี 1821 จังหวัดโอเรียนทอล เดล ริโอ เด ลา พลาตาทั้งหมดก็ถูกครอบครองโดยบราซิลโดยใช้ชื่อว่าจังหวัดคิสพลาตินา ต่อมาเกิดการต่อต้านจากสิบสามขุนศึกทางตะวันออก นำโดย ฮวน อันโตนิโอ ลาวาลเลจา ประกาศเอกราชให้อูรุกไฮในวันที่ 25 สิงหาคม ปี 1825 โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐริโอเดลาพลาตา(อาจิ้นตีหน้าในปัจจุบัน)

มันนำไปสู่ห้าร้อยวันแห่งสงครามอาจิ้นตีหน้า-บราซิล ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์ และในปี 1828 เกิดสนธิสัญญามอนเตวิเดโอ้ ด้วยการสนับสนุนจากอังเกรียน ทำให้อูรุกไฮได้เป็นรัฐเอกราช รัฐธรรมนูญฉบับแรกประกาศใช้ในวันที่ 18 กรกฎาคม ปี 1830 ช่วงที่เหลือของศตวรรษที่ 19 ภายใต้การปกครองของเหล่าประธานาธิบดีที่บ้างแต่งตั้ง บ้างได้รับการเลือกตั้งนั้น จะเห็นได้ว่าถูกแทรกแซงและขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน การเมียและเศรษฐกิจของอูรุกไฮยังไม่มั่นคง มีการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพที่โดยมีมาจากทวีปยูหลบ

ยุคเกอร์รา แกรนดี ปี 1839-1852[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ สงครามกลางเมืองอูรุกไฮ

มานูเอล โอริบ
ฟรักทัวโซ ริเวรา

การเมืองในอูรุกไฮเกิดการแย่งชิงอำนาจของสองพรรคคือพรรคสีขาวกับพรรคสีแดง พรรคสีแดงนำโดยฟรักทัวโซ ริเวรา ผู้สนใจทางด้านธุรกิจของมอนเตวิเดโอ้ กับพรรคสีขาวนำโดยมานูเอล โอริบ ผู้สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและสนับสนุนระบบผู้ผีทัก ทั้งสองมีอุดมการณ์ต่างกัน ไม่พอ ยังเพาะขุมกำลังของตัวเองเอาไว้ด้วย เมื่อฝ่ายหนึ่งจะได้เป็นผู้นำอูรุกไฮ อีกฝ่ายไม่ยอม ทั้งสองฝ่ายนำกำลังเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เหมือนเสื้อเหลืองเสื้อแดงที่เมืองเทยเลย แต่ที่นั้นเป็นการทำสงครามกันจริงๆ ตอนหลังเกิดสงครามสามพันธมิตร ฝ่ายแดงขายชาติไปเข้าข้างปากวัย

Cquote1.png ถ้าไม่อยากทำให้ประเทศเทยเป็นแบบอูรุกไฮในยุคนั้น ก็จงสามัคคีกันเข้าไว้นะจ๊ะ นะจ๊ะ Cquote2.png
ท่านผู้นั้น

สงครามสามพันธมิตร[แก้ไข]

ดูบทความหลักที่ สงครามสามพันธมิตร

ในปี 1855 การปะทะกันครั้งใหม่เกิดจุดแตกหักระหว่างพรรค เมื่อถึงจุดสุดยอดของสงครามสามพันธมิตร ในปี 1863 แม่ทัพฝ่ายแดงคือ เวนันซิโอ ฟลอเรส คุมกำลังเพื่อก่อการต่อต้านรัฐบวมภายใต้การนำของประธานาธิบ่เลวจากฝ่ายขาว เบอร์นานโด พรูเดนซิโอ เบอร์โร ฟลอเรสได้รับพลังน้ำชาและการสนับสนุนจากบราซิลและอาจิ้นตีหน้าซึ่งให้ทั้งกำลังทเห่อและอาวุธสงคราม ขณะที่เบอร์โรให้พลังน้ำชาแก่ผู้นำปากวัยคือ ฟรานซิสโก โซลาโน โลเปส โดยหวังจะได้รับการสนับสนุนตอบแทนพลังน้ำชาที่ให้ไป แต่รัฐบวมของเบอร์โรถูกล้มล้างในปี 1864 โดยบราซิล โลเปสใช้มันเป็นข้ออ้างน้ำขุ่นๆในการประกาศสงครามกับอูรุกไฮ ผลก็คือสงครามสามพันธมิตร การรบกันห้าปีในอูรุกไฮ กองทัพบราซิลกับอาจิ้นตีหน้ารวมพลังกันรบปากวัย และฟลอเรสก็รบชนะในที่สุด ทว่าเขาเสียกำลังทเห่อใต้บังคับบัญชาไปถึง 95% ฟลอเรสจึงไม่เอ็นจอยกับชัยชนะที่ต้องเสียหายมากมาย ในปี 1868 เขาถูกฆ่าตายในวันเดียวกับคู่ปรับคือเบอร์โร

ทั้งสองพรรคต่างอ่อนล้าสับสนอลหม่าน ในปี 1870 พวกเขาจึงมาตกลงแบ่งเขตอิทธิพลกัน ฝ่ายแดงควบคุมนครหลวงมอนเตวิเดโอ้กับดินแดนแถบชายฝั่งทะเล ฝ่ายขาวควบคุมแผ่นดินที่อยู่ลึกจากชายฝั่งทะเลพร้อมกับที่ดินที่ใช้ในการเกษตรของดินแดนดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ ฝ่ายขาวต้องควักกระเป๋ามาจ่ายถึงครึ่งล้านดอลล่าร์เพื่อชดเชยความเสียหายของที่ทำการพักในมอนเตวิเดโอ้ แต่บาดแผลทางความคิดนั้นยากที่จะลบออกจากอูรุกไฮ และความอาฆาตทางการเมียยังดำเนินต่อจนถึงที่สุดในการปฏิวัติลานซ์ (สเปือย:Revolución de las Lanzas) (ปี 1870-1872), และต่อมาด้วยการจลาจลของ อพาริซิโอ ซาราเวีย ผู้ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่ยุทธการมาซอลเลอร์ (ปี 1904)

ความก้าวหน้าทางการเมืองและเศรษฐกิจของอูรุกไฮจนถึงปี 1890[แก้ไข]

หลังยุค "เกอร์รา แกรนดี" อูรุกไฮเริ่มฟื้นตัวและเป็นแหล่งรองรับผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาขี้และสเปือย จำนวนผู้อพยพเพิ่มจาก 48% ของจำนวนประชากรในปี 1860 เป็น 68% ในปี 1868 ในทศวรรษ 1870 มีฝรั่งมังค่ามากกว่า 100,000 คนมาที่นี่ และในปี 1879 ก็มีผู้อพยพ 438,000 คนอาศัยอยู่ในอูรุกไฮ หนึ่งในสี่ของพวกนี้อาศัยในนครหลวงมอนเตวิเดโอ้ ในปี 1857 ธนาคารแห่งแรกในอูรุกไฮก็เปิด สามปีต่อมาระบบชลประทานเริ่มเปิดใช้ สายโทรเลขเส้นแรกถูกขึง และทางรถไฟถูกสร้างเชื่อมต่อระหว่างเมืองหลวงกับส่วนต่างๆของประเทศ

เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังยุค "เกอร์รา แกรนดี" โดยมากเศรษฐกิจของอูรุกไฮจะพึ่งพาการเพราะเลี้ยงและส่งออกปศุสัตว์ ระหว่างปี 1860 ถึง 1868 จำนวนแกะเพิ่มจาก 3 ล้านตัวเป็น 17 ล้านตัว เหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วอาจจะเนื่องมาจากการปรับปรุงระเบียบแบบแผนของการเกษตรโดยผู้อพยพชาวยูหลบ

นครหลวงมอนเตวิเดโอ้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค เนื่องจากชัยภูมิที่ตั้งของเมือง อันทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดรวมสินค้าจากอาจิ้นตีหน้า บราซิล และปากวัย เพย์ซานดูและซัลโต ต่างก็เป็นเมือนที่ได้รับการพัฒนาไม่ต่างจากนครหลวง

ศตวรรษที่ 20[แก้ไข]

โฮเซ่ แบตเทิลเล่ย์ ออร์โด้เนส ประธานาธิบดีอูรุกไฮระหว่าง 1903-1907 และอีกครั้ง 1911-1915 สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้อูรุกไฮเป็นประเทศที่น่าอยู่ การเมืองไม่รุนแรง เป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆคน ตอนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเข้าข้างฝ่ายมหาอำนาจกลาง ปี 1930 อูรุกไฮเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรก เป็นแชมป์โลกอีกต่างหาก ในปี 1939 อังกฤษจมเรือกราฟสเปของนาฮียันละเมอนอกน่านน้ำอูรุกไฮ พรรคนาฮีพยายามให้อูรุกไฮสนับสนุนตน แต่ไม่สำเร็จ และตัดความสัมพันธ์กับยันละเมอนับแต่นั้นมา ช่วงต้นทศวรรษ 1950 อูรุกไฮประสบปัญหาฟองสบู่แตก เป็นยังไงนั้นคงรู้ๆกันอยู่ กระนั้นก็ยังได้เป็นเจ้าภาพบอลโลกอีกรอบ เตะชนะบราซิล 2-1

ต่อมาเกิดความขัดแย้งทางการเมียในอูรุกไฮอีก รุนแรงจนอมาริเกย์เอากำลังเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ หลังจากนั้นการลากตั้งมีผลที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับ จนจอมผงเกรกอริโอ อัลวาเรซ ยึดอำนาจ ปกครองแบบเผด็จกู เกิดการต่อต้านรัฐบวมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

อูรุกไฮสมัยใหม่[แก้ไข]

นครหลวงมอนเตวิเดโอ้ในปัจจุบัน

หลังจอมผงอัลวาเรซถูกโค่นล้ม อูรุกไฮเพิ่งจะมีรัฐบวมพลเรือนที่มีเสถียรภาพเป็นครั้งแรก หลังตกอยู่ในมรสุมการเมียเป็นเวลานาน รัฐบวมพลเรือนพยายามทำให้อูรุกไฮเจริญขึ้น ให้ทันกับบราซิลและอาจิ้นตีหน้า อูรุกไฮมีชัยภูมิที่เหมาะสมสำหรับทำการค้าอยู่แล้วจึงมีเศรษฐกิจดี แต่ชื่อเสียงของอูรุกไฮไม่โด่งดังเท่าที่ควร เพราะปัญหาคอร์รัปชั่น กินสินบาทคาดสินบน ทำให้ไม่สามารถยกฐานะตัวเองมาเป็นหมาอำนาจได้ ทั้งมีหลายอย่างที่ต้องนำเข้า ดังนั้นอูรุกไฮจึงมีสภาพไม่ต่างจากประเทศเทยมากนัก คนอูรุกไฮได้แต่ฝันว่าวันหนึ่ง ประเทศของตนเองจะมีความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร แข็งแกร่ง หวังว่าสักวันหนึ่งอูรุกไฮจะไม่ต้องพึ่งพาธนาคารเพื่อการพัฒนาอมาริเกย์(IADB)อีกต่อไป และเป็นชาติพัฒนาแล้วที่ทรงอิทธิพล อูรุกไฮในฝันของชาวอูรุกไฮ ถูกเขียนไว้ที่ประวัติศาสตร์ฉบับเพ้อฝัน ที่ข้างบนนี้แล้ว

คราวนี้ขอกล่าวถึงทาบาเร่ วาสเกส เขาคือประธานาธิบดีของอูรุกไฮที่ได้รับเลือกตั้งในปี 2005 ด้วยคะแนนเสียงล้านกว่าๆ และจะลงจากตำแหน่งในปี 2010 คนต่อไปคือโฮเซ่ มิวจิกา ทาบาเร่เป็นประธานาธิบดีที่มาจากพรรคอื่นที่ไม่ใช่จากพรรคสีขาวและสีแดงเป็นคนแรก ทาบาเร่เป็นขวัญใจมหาชนชาวอูรุกไฮ มีนโยบายที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่ก็นั่นแหละ เขาก็ปราบคอรัปชั่นไม่ได้อยู่ดี ชาวอูรุกไฮไปเฝ้ารอคอยให้ท่านซินยอวิวมาปราบคอรัปชั่นเองเถอะ อีกอย่าง ทาบาเร่ดำรงตำแหน่งจนจะครบวาระอยู่แล้ว ยังไม่ทำอะไรที่จะทำให้อูรุกไฮเป็นมหาอำนาจได้เลย ยังคงพยายามผูกมิตรกับสหรัฐอมาริเกย์และพ่อบูด ด้วยความเกรงกลัวและเกรงใจ ชาติยังมีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย ตำกวดและทเห่ออูรุกไฮคงไม่พอเลยต้องดึงอมาริเกย์มาช่วยปราบ ทำเอาชาติเสียเกียรติภูมิหมด แต่ก็ยังดีที่ช่วยแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน ทว่าถ้าหากอูรุกไฮยังกลัวชาติหมาอำนาจอย่างอมาริเกย์ต่อไป สงครามโลกครั้งที่สามอูรุกไฮคงเข้าข้างฝ่ายสัมพันธแม้วเป็นแน่ ซึ่งคาดการณ์กันเอาไว้แล้วว่าสัมพันธแม้วจะแพ้สงครามโลกครั้งที่สาม และอูรุกไฮคงจะพบกับหายนะอย่างเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้ไข]