เมตเตอร์นิช

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
Wikisplode.gif
สำหรับผู้ที่ ไร้อารมณ์ขันสิ้นดี เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่วิกิพีเดียมีบทความ
ที่โคตรมีสาระที่ ที่นี่!
เมตเตอร์นิช

องค์ชายคลีเมนส์ เวนเซิล ฟอน เมตเตอร์นิช (ยันละเมอ: Klemens Wenzel Nepomuk Lothar, Fürst von Metternich-Winneburg zu Beilstein) นายกรัฐมนตรีที่เกรียนที่สุดในโลก เจ้าของลัทธิเมตเตอร์นิชอันเป็นอำมาตย์ ยิ่งกว่าอำมาตยธิปไตยของโจรโพกผ้าเหลืองเสียอีก เป็นพวกปฏิกิริยาสุดขั้ว ขวาจัดจนตกขอบ เกลียดประชาธิปไตยเป็นที่สุด กลัวการก่อม็อบ การเดินขบวน ฯลฯ เมื่อเกิดเหตุการณ์พวกนี้ เขาจะใช้กำลังทเห่อปราบปรามอย่างรุนแรง พร้อมยัดข้อหากบฏให้อีกต่างหาก เขาเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมารอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีของออสเกรียน ถึงสองแผ่นดิน คือในสมัยจักรพรรดิฟรานซิส และจักรพรรดิเฟอร์ดินานด์ แล้วยังเป็นประธานรัฐสภาของสมาพันธรัฐยันละเมอที่แฟรงก์เฟิร์ตด้วย งานนี้เล่นเอาสภาไม่ยุติธรรมไปเลย เพราะกฎหมายและประกาศรวมทั้งคำสั่งที่ออกจากสภานี้ก็ไม่ค่อยเป็นกลาง เพราะเมตเตอร์นิชลำเอียง เอาผลประโยชน์เข้าหาตัวอย่างเดียว เกิดความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาหลายประการ เป็นที่โจษท์ขานกันของคนทั่วไป เมตเตอร์นิชมีคนเกลียดค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม อำนาจของเขาก็เริ่มอ่อนแอลงเมื่อเขาแก่ลง สมรรถภาพในการบริหารราชเกรียนก็ถดถอยลงด้วย สุดท้าย ประชาชินก็ไม่ฟังเขาอีกต่อไป และลุกฮือขึ้นปฏิวัติ จนเมตเตอร์นิชต้องลาออกจากตำแหน่งไปด้วยความหงุดหงิด

ชีวิตก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง[แก้ไข]

เมตเตอร์นิชเกิดที่เมืองโคเบลนซ์ มีพ่อเป็นท่านเคานท์ ในปี 1788 เมตเตอร์นิชได้ไปศึกษาวิชากฎหมู่กฎหมายที่มหาวิทยาลัยสตราสบวร์ก แต่โดดเรียนเนื่องจากกลัวการปฏิวัติเศษฝรั่ง หายไปสองปีจึงกลับมาเรียนใหม่ เมื่อเล่าเรียนจนจบแล้วศาสนจักรในออสเตรียจึงให้ไปรับตำแหน่งขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก เมื่อผลัดแผ่นดินมาถึงสมัยจักรพรรดิฟรานซ์ เขาก็พบเอการเกี่ยวกับการติดต่อระหว่างรัฐบวมออสเกรียนกับรัฐบวมหอนแลนด์ และจึงเริ่มแสดงความเกรียนออกมา อย่างไรก็ตามเขายังไม่ได้กลับประเทศ เขายังคงอยู่ที่อังเกรียน เมื่อเขากลับมาก็แต่งงานกับหลานอดีตนายกออสเกรียน จึงเข้าสังคมได้ดีขึ้น เคานท์ของเวสฟาเลียใช้เขาไปแต่งตั้งอีเล็กเตอร์ของแซกโซนี ที่ๆเขาได้ติดต่อกับครอบครัวชาวรัฐเสียวและโป๊แลนด์จำนวนมาก ต่อมาได้ตั้งตัวเองเป็นทูตไปเบอร์ลินเพราะจักรพรรดิเชื่อว่าเมตเตอร์นิชรู้วิธีที่จะทำหมาอำนาจแห่งการรักษาไว้ซึ่งความละมุนละม่อมและพฤติกรรมที่ยอมรับกัน ที่เบอร์ลินเมตเตอร์นิชยอมรับข้อตกลงที่ทูตจากนโปเลียนเสนอและส่งไปยังปารีส แต่ความจริงวางแผนหักหลังนโปเลียนเอาไว้ และขยายอำนาจทางการเมียของตนเพื่อที่จะเกรียนแข่งกับนโปเลียน ในปี 1809 ก็ได้ตัดสัมพันธ์กับเศษฝรั่งและเพิ่มความแข็งแกร่งให้ออสเกรียนอย่างรวดเร็วเพื่อจะควบคุมกองทัพเด็กแว้นของนโปเลียนเอาไว้ แต่นโปเลียนยังเอาชนะได้อยู่ แต่เมื่อนโปเลียนใกล้หมดบารมี เมตเตอร์นิชจึงเริ่มแผลงฤทธิ์ ก่อนหน้านี้เมตเตอร์นิชเข้ารับตำแหน่งนายกต่อจากโจฮันน์ ฟิลิปป์ สเตเดียน และให้ลงนามในสนธิสัญญาสคอนบรันน์ เพื่อให้เศษฝรั่งตายใจและวางแผนเอาคืนเมื่อนโปเลียนหมดบารมี

ในฐานะนายีรัฐมนตร๊กของออสเกรียน และการทำงานของคองเกรสแห่งเวียนนา[แก้ไข]

แผนที่แสดงชาติกลุ่มพันธมารอันศักดิ์สิทธิ์

เขาได้ทำการปรับปรุงกองทัพอย่างวิลิศสมาหราเพื่อเอาไว้สู้กับนโปเลียน กองทัพดังกล่าวนั้นประกอบด้วยเด็กแว้นเป็นหลัก เมื่อนโปเลียนแพ้ศึกที่วอเตอร์รู เมตเตอร์นิชจึงสมคบคิดกับบร๊ะเจ้าซาร์แห่งรัฐเสียวเพื่อที่จะทำให้เศษฝรั่งขยายอำนาจไม่ได้อีก และมีการประชุมที่เวียนนาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยพยายามจำกัดดินแดนและกองทัพของเศษฝรั่ง ไม่พอยังรวมประเทศรวบๆจากประเทศเล็กๆเป็นประเทศใหญ่เพื่อป้องกันการขยายอำนาจของเศษฝรั่ง ส่วนแกรนด์ดุ๊กชี่แห่งวอร์ซอก็ถูกฉีกให้รัฐเสียว ออสเกรียน และปรัสซวยตามเดิม และมีการพยายามปรับดินแดนให้เป็นไปตามช่วงก่อนที่นโปเลียนเรืองอำนาจ แต่การเอาประเทศเล็กๆรวมเป็นประเทศใหญ่นั้นไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเชื้อชาติ ศาสนาและภาษาเลย จนทำให้เป็นปัญหาคาราคาซังมาจนเกิดการปฏิวัติขึ้นในยูหลบ นอกจากนี้ เมตเตอร์นิชยังสมคบกับกษัตริย์ปรัสซวยกับบร๊ะเจ้าซาร์ ในเรื่องตั้งกลุ่มพันธมารอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะบร๊ะเจ้าซาร์เสนอความคิดทางศาสนาเข้าไปในสัญญาพันธมิตรนี้ด้วย แต่ความจริงพันธมารอันศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์เลยซักนิด เพราะแก้ปัญหาเกี่ยวกับชาตินิยมไม่ได้ และรัฐบวมของเมตเตอร์นิชก็ไม่อาจเรียกแรงสนับสนุนจากชนกลุ่มน้อยชาวเช็ก ชาวสลาฟ และชาวแม็กยาร์ได้ ทำให้อาณาจักรออสเกรียนที่ดูเข้มแข็งของเมตเตอร์นิชนั้น ภายในเหมือนมอดกิน เพราะมีพวกชนกลุ่มน้อยพยายามเคลื่อนไหวเพื่อปกครองตนเอง ซึ่งเมตเตอร์นิชอ่อนศักยภาพในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ไป

นอกจากนี้ เมตเตอร์นิชได้วางแผนสร้างพันธมิตรห้าเส้าขึ้น เพื่อที่จะเอาไว้ควบคุมเศษฝรั่ง และวางแผนการสร้างสันติภาพในยูหลบ โดยมีการประชุมกันเป็นประจำ ซึ่งสมาชิกก็มีกลุ่มพันธมารอันศักดิ์สิทธิ์ อังเกรียน ภายหลังมีเศษฝรั่งเข้าร่วม แต่ด้วยความเกรียนของเมตเตอร์นิช ทำให้แทนที่จะเกิดสันติภาพ กลับกลายเป็นการทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นแทน เมตเตอร์นิชเอาประโยชน์เข้าตัวมากเกินไป จนอังเกรียนเริ่มเอือมระอาที่จะให้ความร่วมมือจึงถอนตัวออก ส่วนเศษฝรั่งนั้น เมื่อเกิดการปฏิวัติขึ้นในสเปือย กลุ่มพวกนี้ก็ให้เศษฝรั่งไปปราบการปฏิวัติ เพราะกษัตริย์ราชวงศ์บูร์บองของเศษฝรั่งนั้น เป็นพวกที่มีความคิดแบบเดียวกับแนวร่วมของเมตเตอร์นิช แต่เมตเตอร์นิชยิ่งแก่ยิ่งเกรียนจัด จนทำให้การประชุมครั้งหลังๆคนได้ประโยชน์คือเมตเตอร์นิช จนไม่มีใครอยากประชุมอีก พันธมิตรกลุ่มนี้และระบบการประชุมก็หายไป

ในฐานะประธานสปาแห่งเมืองแฟรงก์เฟิร์ต[แก้ไข]

เมตเตอร์นิชได้เคลื่อนไหวเพื่อจัดตั้งสมาพันธรัฐยันละเมอ ความจริงเป็นสมาพันธรัฐที่หละหลวมอย่างยิ่ง เพราะแต่ละรัฐมีรัฐบวมที่เข้มแข็งเป็นของตัวเอง และสิ่งที่จะยึดโยงสมาพันธรัฐนี้เอาไว้ด้วยกันก็มีแค่สัญญาทางทเห่อที่ว่าถ้ารัฐไหนโจมตี รัฐอื่นๆต้องเข้าช่วย และมีสภากลางที่แฟรงก์เฟิร์ตซึ่งมีตัวแทนจากทุกรัฐเข้าร่วมประชุม เมตเตอร์นิชตั้งตัวเป็นประธานสภานี้เพื่อที่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง และออสเกรียนกับปรัสซวยเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์นี้ แต่ดินแดนของออสตรวยในสมาพันธ์มีเพียงแคว้นออสเกรียนเท่านั้น เพราะส่วนอื่นของจักรวรรดิไม่ใช่ชาวยันละเมอ อย่างไรก็ตามออสเกรียนมีอำนาจเหนือสมาพันธ์เพราะเมตเตอร์นิชตั้งจักรพรรดิออสเกรียนเป็นประธานสมาพันธ์ ทำให้ออสเกรียนได้ประโชยน์อย่างมากมายจากสมาพันธ์นี้ ซ้ำเมตเตอร์นิชสามารถโกงกินทุกรัฐในสมาพันธ์ได้เพราะไม่มีหน่วยงานมาตรวจสอบ จึงถือว่าเป็นสมาพันธ์ที่คนได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็เป็นออสเกรียนนั้นเอง ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

ลัทธิเมตเตอร์นิช[แก้ไข]

ชาติที่เมตเตอร์นิชควบคุมได้ ได้แก่จักรวรรดิออสเกรียน ปรัสซวย สมาพันธรัฐยันละเมอ รัฐเสียว ลอมบาร์ดี เวนิเชีย ทัสคานี และราชอาณาจักรสองซิซิลี

เป็นรูปแบบหนึ่งของอำมาตยาธิปไตย โดยมีเมตเตอร์นิชเป็นใหญ่ โดยสามารถสรุปหลักการง่ายๆได้สามประการก็คือ

  • สนับสนุนระบอบการปกครองที่ผู้ปกครองมีอำนาจสูงสุด(เอกาธิปไตย)
  • ปราบปรามความทะเยอทะยานทางชาตินิยมและเสรีนิยมของชาติต่างๆ(คือปราบพวกซ้ายจัดนั่นเอง เพราะตัวเองเป็นพวกขวาจัด)
  • พยายามรักษาสภาพคงที่ของยูหลบที่กำหนดขึ้นโดยคองเกรซแห่งเวียนนา

ผู้นำประเทศที่มาจากการปฏิวัติไม่ได้รับการยอมรับจากเมตเตอร์นิช เพราะความคิดต่างกันอย่างสุดขั้ว ซ้ายจัดกับขวาจัด โดยเขาใช้ความคิดที่เกรียนๆของเขาเองบอกทุกชาติว่ารัฐบวมของประเทศดังกล่าวเป็นรัฐบวมที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และคุกคามต่อสันติภาพในยูหลบ(ที่แน่ๆคือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของออสเกรียนและรัฐบวมของเมตเตอร์นิชเองนั่นแหละ) ยูหลบทั้งทวีปตกอยู่ให้อิทธิพลของความคิดนี้เป็นเวลากว่า 40 ปี คือช่วงที่เมตเตอร์นิชมีอำนาจ และอิทธพลความเกรียนของตัวเองอยู่ ระหว่างปี 1809-1848 เรียกช่วงเวลานี้ว่า ยุคเมตเตอร์นิช เพราะเมตเตอร์นิชเป็นใหญ่เหนือใครในแผ่นดิน

ศัตรูทางการเมีย[แก้ไข]

บอกได้คำเดียวว่า เพียบ แต่หลักๆก็มี

  • คาร์ล หมาก
  • หลุยส์ คอสซุท
  • กิเซปป์ มาซซีนี่
  • บร๊ะเจ้าชาร์ลส์ อัลเบิร์ตของอิตาลี
  • บร๊ะเจ้าหลุยส์ ฟิลิป ของเศษฝรั่ง
  • นายีรัฐมนตร๊กหลายคนในยุคเมตเตอร์นิชของอังเกรียน
  • และอื่นๆอีกมากมายเกินกว่าจะสาธยายได้หมดในตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกทุนนิยม ชาตินิยม เสรีนิยม และพวกชอบปฏิวัติ

ถูกโค่นล้ม[แก้ไข]

เนื่องจากเมตเตอร์นิชปกครองอย่างไม่เห็นหัวประชาชน เอาแต่แสวงหาอำนาจและอิทธิพลในต่างแดน เมื่อแก่ตัวลงก็ลุแก่อำนาจ ตัดสินใจทำอะไรตามใจชอบ จนเป็นที่ไม่พอใจของประชาชน ประชาชนเริ่มจัดตั้งสมาคมต่างๆเพื่อเตรียมปฏิวัติถีบเมตเตอร์นิชลงจากเก้าอี้นายก เมื่อถึงปี 1848 ก็ประจวบเหมาะกับการปฏิวัติล้มบร๊ะเจ้าหลุยส์ฟิลิปในเศษฝรั่ง การปฏิวัติในอิตาลี ทำให้มีคนเอาอย่างในออสเตรีย เปิดฉากการก่อม็อบที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติกาล มีการเดินขบวนในกรุงเวียนนาเพื่อบีบบังคับให้เมตเตอร์นิช ลาออกจากตำแหน่งนายีรัฐมนตร๊ก และหลุยส์ คอสซุทก็เลยปฏิวัติในฮังการี เพื่อจะแยกตัวเป็นอิสระจากออสเตรีย ทางด้านอิตาลีนั้นเล่าก็ถูกบร๊ะเจ้าชาร์ลส์อัลเบิร์ตเคลื่อนไหวในการรวมอิตาลี คุกคามออสเตรีย ในเวียนนาเมืองหลวงของออสเกรียนเองก็มีการเดินขบวน ผู้ชุมนุมมีอาวุธครบมือ คาดกันว่าหมายจะปลิดชีพเมตเตอร์นิชให้ได้ในครานี้ แต่เมตเตอร์นิชนั้นก็หน้าทนมาก ไม่ยอมลาออก โดยบอกว่าชาติหน้าตอนสายๆถึงจะลาออกเราต้องอยู่เพื่อป้องกันการก่อความวุ่นวาย แล้วนำกำลังทเห่อไปปราบ แต่สู้ม็อบไม่ได้ ซึ่งผู้ชุมนุมก็เลยสวนกลับมาว่านี่ไม่ใช่การก่อความวุ่นวายแต่เป็นการปฏิวัติ ไอ้โง่ อย่างนี้มึงเป็นนายงกได้ไงวะ เมตเตอร์นิช ออกไป เมตเตอร์นิชหน้าแตกชนิดที่ว่าหมอไม่รับเย็บจึงยอมลาออกและหนีออกนอกประเทศไป ต้องร่อนเร่พเนจรไปตามประเทศต่างๆเยี่ยงสัมภเวษิณ เป็นเวลาถึงกว่าสิบปี จึงกลับมาเวียนนาได้ แต่ไม่นานก็ตาย

เฮ้ย มึงไม่แน่จริงนี่หว่า โดนสวนกลับแค่หน่อยเดียวก็หน้าแตกหนีออกนอกประเทศไปแล้ว กากว่ะ ถ้ามึงแน่จริงก็เอากำลังมาสู้กับพวกกูตัวต่อตัวเลยสิวะ
                 — หลุยส์ คอสซุท กับพรรคพวกที่ทำการปฏิวัติ

ข่าวเมตเตอร์นิชถูกโค่นอำนาจนั้นเมื่อแพร่กระจายออกไปจนทั่วทั้งทวีปยูหลบ ก็เป็นการโหมกระพือกระแสการปฏิวัติให้รุนแรงหนักหน่วงยิ่งขึ้น จึงมีคนออกมาปฏิวัติมากขึ้นเพื่อรวมยันละเมอ ที่สภาแฟรงก์เฟิร์ตนั้น พวกม็อบได้ไปยึดสภาและทำการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้เสรีภาพเป็นอย่างมากขึ้น และไปเชิญบร๊ะเจ้าเฟรเดอริกวิลเลี่ยมที่ 4 แห่งปรัสซวย มาเป็นไกเซอร์ของยันละเมอ ที่ไม่เชิญจักรพรรดิออสเกรียนมารับตำแหน่งเพราะเห็นว่าปรัสซวยสามารถเป็นผู้นำในการรวมยันละเมอได้ดีกว่า แต่บร๊ะองค์ไม่ยอมรับตำแหน่ง โดยเห็นว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นจำกัดอำนาจของบร๊ะองค์มากเกินไป และเป็นการนำบร๊ะองค์ไปเป็นข้ารับใช้ของประชาชนซึ่งบร๊ะองค์ถือว่าเหมือนเป็นการหยามเกียรติ จึงไม่รับ และไม่นาน ผู้ชุมนุมก็ค่อยๆสลายตัวไป การปฏิวัติในยันละเมอปี 1848 จึงสิ้นสุดลงโดยเกิดผลสัมฤทธิ์ก็คือ เมตเตอร์นิชถูกถีบตกจากเก้าอี้นายกออสเกรียน

การรื้อฟื้น[แก้ไข]

อีกหลายร้อยปีต่อมา พวกเยลโล่ซันได้เอาแนวคิดนี้มาใช้ หากแต่ว่ามีสติมากกว่านี้ในการยึดเมืองคือการให้ผู้ปกครองที่เป็นลูกครึ่งฮันครองเมือง

กลับชาติมาเกิดใหม่[แก้ไข]

เมตเตอร์นิชได้กลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้งในอาณาจักรอารยันอันศักดิ์สิทธิ์ นับเป็นมือขวาของอเด้า ซิสเลอร์ในครานั้นเลยทีเดียว และเป็นกุณซือให้กองทัพอารยันฯในสงครามจักรวาล แต่ดันแพ้

คำวิพากษ์วิจารณ์[แก้ไข]

  • ท่านเมตเตอร์นิชคงฉลาดไม่เพียงพอในเรื่องนี้จริงๆเลยนะ คนมาเดินขบวนน่ะ แค่แจกตังค์หัวละ 500 ม็อบก็สลายหมดแล้ว
                     — ทุจศิล กินชะมัด
  • มันไม่ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ทำงานบ้างเลย
                     — อภิเสียบ เวทนาชีวิต
  • โธ่ ถ้ามันใช้แก๊สน้ำตาจีนยิง มันก็แตกทัพแล้ว ยิงแล้วแขนขาดขาขาดอย่างนั้นน่ะ
                     — ท่านผู้นั้น

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้ไข]