โรคกลัวสปอยล์

จากไร้สาระนุกรมเสรี - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
No Wikipedia.png
น่าอายแทนจริงจริง เหล่าผู้เรียกตนเองว่าผู้เชี่ยวชาญ ที่วิเกรียนพีเดีย
ไม่มีบทความเกี่ยวกับ w:โรคกลัวสปอยล์


โรคกลัวสปอยล์ ( Spoil Phobia - สปอยล์ โฟเบีย ) เป็นโรคที่พบได้มากในกลุ่มคนที่ชอบเสพเมถุนข่าวสาร ผ่านทางแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หรือ อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ กระดานสนทนา โดยผู้ที่ป่วยเป็นอาการโรคสปอยล์จะมีอาการแอนตี้สปอยล์เป็นอย่างมาก ซึ่งเชื้อที่แพร่มีสามชนิด และอาการสามแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอาการกลัวหลอกนั้น จะมีอาการกลัวสปอยล์ของหนังหรือเนื้อเรื่องที่ทุกคนรู้เรื่องแล้ว หรือไม่ได้สปอยล์เลยด้วยก็มี

สาเหตุของโรคกลัวสปอยล์ และลักษณะของโรค[แก้ไข]

เกิดจากการได้ข้อมูลอะไรบางอย่างที่ไม่สมควรผ่านเข้าสูสายตาหรือทางหู แล้วแปลงไปเป็นระบบไฟฟ้าเข้าสู่สมอง จนทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีไม่ชอบกับการสปอยล์ ข้อมูลที่ทำให้เกิดโรคกลัวสปอยล์นี้ สามารถติดต่อผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ และอาจรวมถึงโทรศัพท์มือถือได้เช่นกัน ส่วนเชื้อที่ทำให้เกิดโรคนี้มีด้วยกันหลายประเภทได้แก่ เชื้อข้อมูลสปอยล์เนื้อเรื่องล่วงหน้า เชื้อข้อมูลว่าสปอยล์ไม่ดี และ เชื้อข้อมูลด่าตัวผู้ที่เผลอปล่อยสปอยล์

การติดต่อ[แก้ไข]

โรคกลัวสปอยล์มีวิธีการติดต่อตามลักษณะของเชื้อดังต่อไปนี้

เชื้อข้อมูลสปอยล์เนื้อเรื่องล่วงหน้า
เป็นเชื้อที่เกิดและค้นพบเป็นชนิดแรกสุด และเป็นเชื้อที่ติดต่อกันได้ยากที่สุด มักจะเกิดจากผู้ที่ป่วยเป็นโรคบ้าสปอยล์อยู่ก่อน แล้วเชื้อเกิดการผ่าเหล่ากลายเป็นเชื้อของโรคกลัวสปอยล์แล้วติดต่อสู่คนที่ไม่ได้เป็นต่อไป โดยผู้ที่เป็นโครบ้าสปอยล์นี้จะมีภูมิคุ้มกันของโรคกลัวสปอยล์อยู่จึงไม่อาจจะทำให้ป่วยเป็นโรคนี้ได้ จนกว่าคนผู้นั้นจะหายป่วยเป็นโรคบ้าสปอยล์เสียก่อน โรคกลัวสปอยล์จึงสามารถติดต่อกับคนพวกนี้ได้ ซึ่งในระหว่างที่มีภูมิคุ้มกันนี้คนที่เป็นโรคบ้าสปอยล์จะเป็นพาหะของโรคนี้ โดยผู้ที่ติดต่อสื่อสารกับผู้ที่เป็นพาหะนี้จะสามารถเป็นโรคกลัวสปอยล์ได้ หากติดต่อสื่อสารกันต่อเนื่องมากเกินไป
ปัจจุบันยังไม่อาจจะทราบได้ว่าระยะฟักตัวของเชื้อโรคกลัวสปอยล์สายพันธุ์นี้ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แต่เข้าใจว่าต้องใช้เวลาหลายเดือนมาก สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันสูงบางทีอาจจะใช้เวลาเป็นปี หรือไม่เป็นเลยก็ได้
เชื้อข้อมูลว่าสปอยล์ไม่ดี
เชื้อนี้เป็นเชื้อที่เกิดจากการผ่าเหล่าอีกครั้งในตัวผู้ป่วยของโรคกลัวสปอยล์ชนิดแรกและชนิดที่สาม โดยผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้นั้นมักจะปล่อยข้อมูลที่พูดทำนองว่าสปอยล์มันไม่ดี ซึ่งหากรับเข้ามากๆจะป่วยเป็นโรคกลัวสปอยล์ได้
โดยเชื้อชนิดนี้นั้นเนื่องจากกลายพันธุ์มาจากเชื้อแรกจึงทำให้มีการแพร่พันธุ์ที่รวดเร็วและรุนแรง นักโรคติดต่อวิทยาบางคนกล่าวว่า การปล่อยเชื้อของผู้ป่วยที่เป็นพาหะแม้แต่ครั้งเดียวก็สามารถทำให้ผู้อื่นอีกหลายคนมีโอกาสติดต่อได้แล้ว ส่วนระยะการฟักตัวนั้นยังไม่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะมีระยะการฟักตัวไม่ถึงสัปดาห์ หรือเพียงไม่ถึงเดือนสำหรับผู้ที่มีภูมิป้องกันปานกลาง ส่วนผู้ที่มีภูมิคุ้มกันสูงก็อาจจะไม่ป่วยเลยก็ได้
เชื้อข้อมูลด่าตัวผู้ที่เผลอปล่อยสปอยล์
เป็นเชื้อที่กลายพันธุ์มาจากผู้ป่วยของโรคกลัวสปอยล์ชนิดแรก ซึ่งเชื้อชนิดนี้มีความรุนแรงมากและเป็นเชื้อที่สามารถทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคบ้าสปอยล์เป็นโรคกลัวสปอยล์ได้ในทันที สำหรับผู้ที่ไม่ป่วยเป้นโรคบ้าสปอยล์ก็สามารถป่วยเป็นโรคกลัวสปอยล์ได้ในทันทีเช่นกัน
เชื้อชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในตัวผู้ป่วยที่เป็นพาหะของเชื้อกลัวสปอยล์ชนิดที่สองได้ และด้วยความรุนแรงของเชื้อนี้สามารถทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้แต่ยังไม่ได้เป็นโรคกลัวสปอยล์ภายในครั้งเดียว หรือเพียงการติดต่อเพียงไม่กี่ครั้ง นอกจากนี้หากผู้ที่เป็นพาหะมีโรคแทรกซ้อนอยู่ จะทำให้เชื้อชนิดนี้รุนแรงมากขึ้นไปอีก

กลไกในการติดต่อ[แก้ไข]

เชื้อกลัวสปอยล์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ โดยผ่านเข้าไปในสมองผ่านทางการรับรู้ด้วยตาและเสียง จากนั้นจะสะสมอยู่ภายในระบบความคิดของคนผู้นั้น โดยสมองมนุษย์สามารถกำจัดมันออกไปได้เองโดยปล่อยให้ระยะเวลาผ่านไประยะหนึ่ง แต่หากได้รับเชื้อมากๆจนสมองกำจัดเชื้อได้ไม่ทัน ผู้ที่ได้รับเชื้อก็จะป่วยในที่สุด

อาการของโรค[แก้ไข]

ระยะฟักตัวแล้วแต่ชนิดของเชื้อ จำนวนครั้งของการรับเชื้อ และภูมิคุ้มกันของผู้ติดเชื้อ

ผู้ที่ได้รับเชื้อในระยะฟักตัว จะรู้สึกสะดุดตาสะดุดกับข้อความข้อความที่มีการสปอยล์ของเนื้อเรื่อง บางครั้งอาจทำให้รู้สึกเจ็บที่หน้าอก แดงที่หน้าเหมือนถูกตบได้

และเมื่อผู้ที่ป่วยเข้าสู่ระยะที่สองหลังจากเชื้อได้แพร่ออกไปเต็มสมองแล้ว ผู้ป่วยจะมีลักษณะกระวนกระวายทุกครั้งที่เห็นการพูดถึงเนื้อเรื่อง หรือสิ่งที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง และหลายครั้งมักจะมาตอบโต้กับผู้ที่พูดถึงเนื้อเรื่องนั้นด้วยเช่นกัน สำหรับอาการของโรคนั้นแบ่งได้ดังต่อไปนี้

กลัวจริงขั้นเบาบาง
เกิดจากการติดเชื้อกลัวสปอยล์ชนิดที่หนึ่งร่วม 90% ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะหลบลี้หนีหน้าผู้คนเมื่อเขาเหล่านั้นพูดถึงเนื้อเรื่องออกมา หรือพูดปฏิเสธเอ่ยปากว่าอย่าสปอยล์ได้ไหม กับผู้ที่กำลังกล่าวเนื้อเรื่องนั้นออกมา ผู้ที่มีอาการเช่นนี้จะมีอัตราการแพร่เชื้อที่ต่ำ
กลัวจริงขั้นสูง
เช่นเดียวกับอาการแรกจะเกิดจากการติดเชื้อกลัวสปอยล์ชนิดที่หนึ่งเสียส่วนใหญ่ แต่จะมีอาการที่รุนแรงกว่า โดยจะคล้ายกับอาการของโรคฮิคิโคโมริ โดยจะเก็บตัวอยู่ภายในบ้าน หรือที่ทำงาน และจะไม่รับสื่อใดๆเข้าหัวทั้งสิ้น รวมทั้งอินเทอร์เน็ตที่เคยเล่นอะไรก็แล้วแต่จะเลิกไปทันทีหรือไม่ไปดูประเด็นที่เกี่ยวข้องเด็ดขาด อีกทั้งอาจจะเป็นโรคทางจิต วิตกจริตว่าใครในโรงภาพยนตร์ที่ตนไปดูนั้นพูดสปอยล์ให้คนข้างๆฟังแล้วเขาได้ยินหรือเปล่าอีกด้วย
สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้พบว่าอัตราการแพร่เชื้อผันผวนมาก บางคนไม่แพร่เลย แต่บางคนที่แพร่ จะแพร่อย่างรุนแรงและเฉียบพลัน แต่เพียงครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง ด้วยการพูดประเด็นการสปอยล์ด้วยความจริงจัง
กลัวหลอก
สำหรับอาการกลัวหลอกนั้น เป็นอาการที่เกิดจากการติดเชื้อชนิดที่สองและสามเท่านั้น โดยในปัจจุบันยังไม่ได้รับข้อมูลว่ามีใครที่ป่วยเป็นอาการนี้จากเชื้อชนิดที่หนึ่งอยู่เลย โดยอาการที่ปรากฏนั้น จะมีลักษณะพิเศษอยู่็คือ แม้ปากจะบอกว่ากลัวสปอยล์ แต่ตาและหูมักจะรับฟังรับรู้การสปอยล์อยู่เสมอ บางครั้งเนื้อเรื่องที่จบไปแล้วเป็นสิบปีหรือทุกคนรู้กันหมดแล้ว และกระทั่งมันไม่ได้สปอยล์ก็ตามก็จะบอกว่า"สปอยล์ทำไม"อีกด้วย ซึ่งอัตราการแพร่เชื้อของผู้ป่วยอาการนี้นั้นจะสูง และถือได้ว่าเป็นปัญหาทางสังคมอินเทอร์เน็ตอย่างนึงเลยทีเดียว

โรคแทรกซ้อน[แก้ไข]

ผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนนั้น พบได้ว่ามีถึง99.9999999% ที่ผู้ป่วยนั้นมีอาการป่วยชนิดที่สาม หรือ อาการ"กลัวหลอก" โดยโรคที่จะติดนั้นมักจะเป็นโรค เกรียน หรือ เหี้ย หรือควาย หรือ เควี้ย หรือทั้งหมด

โดยอัตราของผู้ป่วยที่เป็นโรคแทรกซ้อนนั้นมีอยู่น้อย อาจจะราว 3% ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษานั้นยังไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดว่า ผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นโรคแทรกซ้อนอยู่เดิมแล้ว หรือว่ามาเป็นทีหลัง แต่เท่าที่ทราบ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคแทรกซ้อน มักจะมีอาการ"ถอดอมยิ้ม" ปรากฏอยู่ด้วย

การป้องกันโรค[แก้ไข]

วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงเชื้อกลัวสปอยล์นั้นคือการหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือพาหะ โดยเฉพาะ กระดานสนทนาพันทิปห้องฉลิมไงที่มีผู้ป่วยอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะห้องย่อย"การ์ตูน" หากจำเป็นที่จะต้องเข้าไปในห้องพวกนี้ หรือพูดคุยถึงเนท้อเรื่องบางอย่าง ควรเขียนคำว่า สปอยล์ ก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าสิ่งที่เราจะพูดนั้นสปอยล์จริงหรือไม่ เพื่อป้องกันพวกที่เป็นโรคกลัวสปอยล์ โดยเฉพาะอาการกลัวหลอก และมีโรคแทรกซ้อนจะแพร่เชื้อใส่เราได้

หมายเหตุ ผู้ทำวิจัยบางคนกล่าวว่า การทำเช่นนี้มากๆอาจจะทำให้ผู้ที่ป้องกันอาจเป็นโรคกลัวสปอยล์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นไม่เข้าไปยุ่งเลยจะดีกว่า

นอกจากนี้ยังมีวิธีคือ ทำให้กระแสไฟฟ้าในสมองนั้นนิ่งสงบ อย่าไปร้อนใจลุกลี้ลุกลนว่าเนื้อหาที่เราอ่านจะสปอยล์หรือไม่ หรือรู้แล้วจะสนุกน้อยลง คิดเพียงว่า ถึงรู้แต่ไม่ได้ดูได้อ่านกับตา มันก็ไม่สนุกเท่าหรอก หากทำเช่นนี้ได้ จะทำให้ภูมิป้องกันโรคนี้สูงขึ้น และโรคนี้อาจจะทำอะไรเราไม่ได้

การรักษา[แก้ไข]

ในทางวิชาการแล้ว ยังไม่มีวิธีรักษาใดๆที่สามารถต่อสู้กับเชื้อสปอยล์ได้เลย

มีเพียงระบบภูมิป้องกันทางสมองเท่านั้นที่สามารถรักษาโรคกลัวสปอยล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระบวนการกำจัดเชื้อนั้นจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง โดยหากผู้ที่ตนเองทราบว่าเป็นโรคสปอยล์และต้องการหายนั้นจะมีอัตราที่สมองกำจัดเชื้อได้เร็วมากขึ้น

ซึ่งวิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือ หากรู้ว่าเป็นโรคกลัวสปอยล์แล้ว ให้หลีกเลี่ยงจากผู้คน ไปเกาะร้างได้เลยยิ่งดี จนสักเวลาผ่านไปสองสามปี บางทีคุณอาจจะหายจากโรคกลัวสปอยล์ก็ได้ รวมถึงภาษามนุษย์ที่คุณใช้พูดอยู่ด้วย

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคกลัวสปอยล์[แก้ไข]

เมื่อคุณทราบว่าคุณเป็นโรคกลัวสปอยล์ให้คุณปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • พยายามเช็คว่าคุณเป็นโรคกลัวสปอยล์จริงหรือหลอก เพื่อที่จะปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม
  • รับสื่อให้พอดี พยายามอย่ารับสื่อที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่คุณกลัวสปอยล์เด็ดขาด
  • อยู่ในสถานที่ไม่มีพาหะของโรคกลัวสปอยล์
  • Skip หนังไปช่วงท้ายให้มากๆ หรือ เปิดหนังสือไปหน้าหลังๆ อยู่บ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคกลัวสปอยล์ขึ้นมา
  • พยายามอย่าพิมพ์หรือพูดโต้ตอบด้วยความรุนแรงหรือด้วยอาการแทรกซ้อน เพื่อที่จะลดอัตราการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  • กลั้วสมองด้วยสปอยล์บ่อยๆ โดยอย่าไปโต้ตอบ

โรคกลัวสปอยล์ในวัฒนธรรมสมัยนิยม[แก้ไข]

ในภาพยนตร์เรื่อง สี่แพร่ง ตอน "คนกลาง" ในขณะที่ทั้ง 4 คนกำลังพายเรือล่องแก่งอยู่ก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ซิกซ์เซ้นส์...สัมผัสสยอง หรือ ไททานิก ซึ่งมีตัวละครตัวหนึ่งที่ชื่อ "ชิน" ที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์ก็ถึงกับใช้นิ้วอุดหูตัวเอง ในการสปอยล์ถึงเรื่องราวในภาพยนตร์

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง[แก้ไข]